ตอนที่ 1287 นักปราชญ์โบราณโป๋ช่าง
เหตุผลเดียวที่เขามาปูชนียสถานนักปราชญ์ก็เพื่อหาตัวหลัวลั่วชิงและปลดปล่อยเธอจากการหมั้นหมายกับตระกูลจาง เพื่อที่เขาจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ
เขาลงทุนลงแรงจนมาได้ไกลขนาดนี้ อีกก้าวเดียวก็จะได้พบเธอแล้ว จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
วางใจนะ ผมจะแต่งงานกับคุณอย่างเปิดเผย จะไม่มีวันทำให้คุณต้องเลือกระหว่างผมกับครอบครัวของคุณ จางเซวียนปฏิญาณในใจขณะพยายามสงบจิตใจที่กำลังร้อนรน
การหมั้นหมายครั้งนี้เกี่ยวข้องกับ 2 ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดของทวีปแห่งปรมาจารย์ ดังนั้นภารกิจของเขาจึงต้องเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่แล้ว…อย่างไรล่ะ?
ใครก็ตามที่กล้าขวางทางเขา ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์ เขาก็จะทำลายพวกนั้นให้เหมือนกับโดมิโน
จางเซวียนระบายลมหายใจยาวและจ้องมองโลกที่อยู่เบื้องล่าง
ตึกรามบ้านช่องสูงสง่าผุดขึ้นจากพื้นดินเหมือนกับมังกรผงาดที่กำลังเลื้อยอยู่ท่ามกลางสันเขา ความใหญ่โตของมันสร้างบรรยากาศที่สง่างามและทรงอำนาจ
บุคคลผู้ก่อตั้งสถาบันนี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลที่เทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 9 ดาว จางเซวียนตั้งข้อสังเกตด้วยความอัศจรรย์ใจ
ทั้งสถาบันถูกสร้างขึ้นตามสันเขา ทุกส่วนงดงาม กลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เมื่อมองจากด้านบน ก็รู้สึกราวกับได้เห็นงานศิลปะอันสวยงาม
จากสิ่งนี้ บอกได้เลยว่านอกจากผู้ก่อตั้งสถาบันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 9 ดาวแล้ว ยังเป็นนักวางผังที่มีทักษะเยี่ยมยอดด้วย
“ผู้ก่อตั้งปูชนียสถานนักปราชญ์คือนักปราชญ์โบราณโป๋ช่าง เขาได้ติดตามปรมาจารย์ขงและร่ำเรียนกับปรมาจารย์ขงในฐานะหนึ่งในศิษย์สายตรงของเขา” จ้าวชิงโม่อธิบายเมื่อรู้สึกได้ถึงความอัศจรรย์ใจของจางเซวียน
“ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนถึงกับอึ้ง
ด้วยความโอ่อ่าและทรงเกียรติของปูชนียสถานนักปราชญ์ เขานึกว่ามันเป็นเพียงองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวหรือลูกศิษย์สักคนหนึ่งของปรมาจารย์ขง ไม่ได้คิดฝันเลยว่าผู้ก่อตั้งจะเป็นถึงศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ขง
“ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้น เหล่าตระกูลนักปราชญ์จะตั้งอกตั้งใจส่งสมาชิกฝ่ายในของตระกูลมาร่ำเรียนที่นี่ทำไม?” จ้าวชิงโม่ตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจเอาไว้
“จริงด้วย” จางเซวียนพยักหน้า
อันที่จริง มีบางอย่างที่เขาสงสัยมาตลอด ตระกูลผู้ทรงพลังอย่างตระกูลจางและตระกูลหลัวจะต้องมีปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวอย่างน้อยสักสองสามคนในตระกูลของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญในอาชีพรองรับส่วนใหญ่ แล้วในเมื่อเป็นแบบนั้น มีความจำเป็นอะไรที่ต้องส่งทายาทของพวกเขามาเล่าเรียนถึงที่ปูชนียสถานนักปราชญ์? อีกอย่าง พวกเขาก็มีทรัพยากรเพียงพอที่จะบ่มเพาะทายาทของตัวเองอยู่แล้ว
แต่ในเมื่อปูชนียสถานนักปราชญ์ถูกก่อตั้งโดยหนึ่งในศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ขง ความสงสัยนั้นก็เปลี่ยนไป
ลำพังแค่ข้อเท็จจริงข้อนี้ก็บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของปูชนียสถานนักปราชญ์แล้ว
“นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างไม่ใช่ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดหรือทรงพลังที่สุดในบรรดาศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ขง แต่เขามีความสามารถที่ไม่ธรรมดาในการถ่ายทอดความรู้และแนวคิดให้กับคนอื่นๆ เป็นเวลาหลายหมื่นปีมาแล้วนับตั้งแต่ปูชนียสถานนักปราชญ์ก่อตั้งขึ้น และด้วยระยะเวลาอันยาวนานนั้น แนวคิดของปรมาจารย์ขงก็ยังได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เหล่านักเรียนยังคงรู้สึกถึงจิตวิญญาณของครูบาอาจารย์ของโลก เช่นเดียวกับความปรารถนาอันล้ำลึกของเขาที่จะนำพามวลมนุษยชาติไปสู่ความยิ่งใหญ่! การเล่าเรียนในสภาพแวดล้อมแบบนี้จะช่วยเปิดใจของผู้เรียน ทำให้มองเห็นสังคมและโลกทั้งโลกจากมุมมองที่สูงกว่าแต่ก่อน ดังนั้น พวกเขาจึงมีความรู้ว่าควรจะใช้พละกำลังของตัวเองนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่มวลมนุษยชาติอย่างไร นี่คือสิ่งที่ไม่มีตระกูลไหนหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใดทำได้!” จ้าวชิงโม่พูดต่อ
จางเซวียนพยักหน้ารับ
แน่นอนว่าไม่มีข้อสงสัยถึงจิตวิญญาณอันปราศจากความเห็นแก่ตัวของปรมาจารย์ขง
ลำพังแค่ความจริงที่ว่านักปราชญ์โบราณโป๋ช่างได้รับการถ่ายทอดความรู้และแนวคิดจากปรมาจารย์ขงมาอย่างเต็มๆ ก็เกินพอที่จะแน่ใจได้แล้วว่าปูชนียสถานนักปราชญ์จะต้องเป็นสถาบันฝึกฝนปรมาจารย์หมายเลข 1 ของโลก
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมกลุ่มอำนาจต่างๆ ถึงอยากจะส่งทายาทของตัวเองมา เพียงแค่จิตวิญญาณของปรมาจารย์ขงที่ถ่ายทอดเป็นมรดกตกทอดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใดทำได้แล้ว
“ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของนักปราชญ์โบราณชิวอู๋มาก่อน อยากทราบว่าหากเปรียบเทียบกับนักปราชญ์โบราณโป๋ช่าง ใครแข็งแกร่งกว่า?” จางเซวียนอดถามไม่ได้
“เอ่อ…นักปราชญ์โบราณชิวอู๋เป็นผู้รับใช้ของปรมาจารย์ขง ขณะที่นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างเป็นศิษย์สายตรง แต่แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องราวในยุคสมัยโบราณ และเกี่ยวข้องกับนักปราชญ์โบราณด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะพูดให้มากไป” จ้าวชิงโม่ตอบยิ้มๆ
“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้ารับ
ถึงจ้าวชิงโม่จะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ความหมายในคำพูดของเขาก็ชัดเจน นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างนั้นแข็งแกร่งกว่านักปราชญ์โบราณชิวอู๋มาก!
ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับสถานภาพของซุนฉางกับเจิ้งหยางที่มีต่อจางเซวียน การนำซุนฉางมาเปรียบเทียบคงไม่ใช่เรื่องดีนัก
ถึงซุนฉางจะได้รับคำชี้แนะจากจางเซวียนเป็นระยะๆ แต่ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเขาก็ยังห่างไกลนักเมื่อเทียบกับเจิ้งหยางและคนอื่นๆ
“ในบรรดาศิษย์สายตรง 72 คนของปรมาจารย์ขง, 10 คนผู้แข็งแกร่งที่สุดนั้นได้รับการขนานนามว่า ‘สิบอัครสาวก’ และนักปราชญ์โบราณโป๋ช่างก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่มีดวงตาหยั่งรู้ ซึ่งทำให้แข็งแกร่งอย่างหาใครเทียบได้ยาก” จ้าวชิงโม่พูด
ในฐานะสมาชิกของปูชนียสถานนักปราชญ์ เขามีความเคารพในตัวผู้ก่อตั้งสถาบันอย่างล้ำลึก และมีความรู้เรื่องดีในภูมิหลังของอีกฝ่ายด้วย
“ดวงตาหยั่งรู้?”
“ใช่ นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างเป็นปรมาจารย์คนที่ 2 หลังจากปรมาจารย์ขงที่ได้เป็นเจ้าของดวงตาหยั่งรู้ เขายังได้คิดค้นศิลปะของดวงตาหยั่งรู้เอาไว้ด้วย ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่เกิดสงครามกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น เพียงแค่การจ้องมองจากเขาก็สังหารฮ่องเต้ของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้ทันทีแล้ว แต่ก็น่าเสียดายที่แม้จะผ่านมาหลายปี ก็ไม่มีใครเชี่ยวชาญในศิลปะของดวงตาหยั่งรู้ที่เขาได้คิดค้นเอาไว้” จ้าวชิงโม่ส่ายหน้าอย่างเสียดาย
“ศิลปะของดวงตาหยั่งรู้? สังหารได้แม้แต่ฮ่องเต้ของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจ
เขาเองก็มีดวงตาหยั่งรู้ และรู้ดีว่ามันมีความสามารถอย่างไร แต่ที่เขารู้ก็คือความสามารถในการมองทะลุภาพลวง เข้าถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง รวมถึงระบุข้อบกพร่องที่อยู่ในนั้น แต่การสังหารผู้อื่นได้เพียงแค่การจ้องมองเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ดวงตาหยั่งรู้จะมิเป็นความสามารถที่น่าสะพรึงหรือ?
“ใช่แล้ว แต่แน่นอนว่าศิลปะของดวงตาหยั่งรู้ไม่ใช่สิ่งที่จะเชี่ยวชาญกันได้ง่ายๆ ผู้ที่เชี่ยวชาญศิลปะนั้นจะต้องได้รับการถ่ายทอดมรดกของนักปราชญ์โบราณโป๋ช่าง และจะได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ โดยได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์! ซึ่งสถานภาพของหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ในทวีปแห่งปรมาจารย์จะสูงส่งกว่าหัวหน้าตระกูลจางและตระกูลหลัวเสียอีก” จ้าวชิงโม่อธิบาย
“ได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์?” เมื่อรู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น จางเซวียนขมวดคิ้ว “ตอนนี้ปูชนียสถานนักปราชญ์ไม่มีหัวหน้าหรือ?”
ในฐานะสถาบันฝึกฝนปรมาจารย์หมายเลข 1 ของทวีป เป็นที่บ่มเพาะอัจฉริยะหลายต่อหลายรุ่น จะต้องมีผู้อาวุโสมากมายจากหลากหลายตระกูลนักปราชญ์ที่เคยเป็นนักเรียนของปูชนียสถานนักปราชญ์ แล้วทำไมถึงปราศจากหัวหน้า?
“หนึ่งในเงื่อนไขของการจะได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ก็คือต้องมีดวงตาหยั่งรู้และเชี่ยวชาญศิลปะของดวงตาหยั่งรู้ที่นักปราชญ์โบราณโป๋ช่างได้ทิ้งไว้ กว่า 300 ปีมาแล้วที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญระดับนั้นปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ดังนั้นกิจการงานต่างๆ ในตอนนี้จึงบริหารโดยรองหัวหน้า” จ้าวชิงโม่อธิบาย
เรื่องพวกนี้ไม่ถือเป็นความลับ ผู้ที่เป็นสมาชิกของปูชนียสถานนักปราชญ์ล้วนแต่รู้ดี จึงไม่มีปัญหาอะไรในการที่จะบอกเล่าให้จางเซวียนฟัง
“ผมเข้าใจแล้ว” จางเซวียนพยักหน้า
กลุ่มอำนาจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานล้วนแต่มีมรดกตกทอดของตัวเอง ใครที่ไม่สามารถรับมรดกตกทอดนั้นได้ ก็จะไม่มีทางได้รับภูมิปัญญาของเหล่าบรรพบุรุษ ซึ่งทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนเหล่านั้นที่จะได้การยอมรับและการยอมจำนนจากฝูงชน
โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ทรงเกียรติอย่างปูชนียสถานนักปราชญ์ เงื่อนไขเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ไม่มีทางบิดพริ้วได้
หากใครสักคนพยายามจะมองข้ามเงื่อนไขและสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ อย่าว่าแต่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ แม้แต่เหล่านักเรียนของปูชนียสถานนักปราชญ์ก็คงจะลุกขึ้นต่อต้าน
สำหรับหัวหน้าที่ไม่ได้การยอมรับจากลูกศิษย์ของตัวเอง…ยังไม่ต้องตั้งคำถามถึงความชอบธรรม แต่จะมีอะไรที่ไร้ความสง่างามได้มากไปกว่านี้อีก?
“เอาล่ะ เรามาถึงที่หมายแล้ว ลงกันเถอะ”
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะถามต่อ จ้าวชิงโม่ก็ประกาศเสียงดัง
เมื่อมองลงไป ก็รู้ได้ว่าอสูรระดับเซียนได้หยุดอยู่เหนือจัตุรัสแห่งหนึ่ง และค่อยๆ ร่อนลงอย่างช้าๆ
จางเซวียนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะถามต่อ จึงตัดสินใจเก็บคําถามไว้ซักถามภายหลัง
ฟึ่บ!
ไม่ช้า อสูรระดับเซียนก็ร่อนลงกับพื้น ทั้งกลุ่มรีบลงจากหลังของมัน
จัตุรัสนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและอสูรระดับเซียนทุกประเภท ดูเหมือนพวกเขาจะมาจากทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกรอบสุดท้ายเหมือนกัน
ถึงจะกวาดสายตามองอย่างเร็วๆ ก็พบว่าทุกคนมีพละกำลังเหนือชั้น
“ปรมาจารย์จ้าว พวกเราต้องสู้กับคนพวกนี้ในการคัดเลือกรอบสุดท้ายหรือ?” หม่าหมิงไห่ถามด้วยริมฝีปากสั่นเทา
แม้พวกเขาจะไม่ใช่กลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดในจัตุรัสนั้น แต่ก็มีผู้คนมากมายที่แข็งแกร่งกว่า รังสีอันทรงพลังที่คนเหล่านั้นแผ่ออกมาก็เกินพอที่จะบอกหม่าหมิงไห่กับคนอื่นๆ ว่าหากดวลกันล่ะก็ พวกเขาไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย
เมื่อครั้งที่แต่ละคนยังอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง ก็มักจะคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะชั้นยอดของทวีปแห่งปรมาจารย์ ถึงจะมีผู้คนบางส่วนในโลกที่ปราดเปรื่องกว่าพวกเขา แต่ความเหลื่อมล้ำก็คงจะไม่มากมายอะไร แต่ตอนนี้ เมื่อได้มาเห็นฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ ต่างคนต่างก็รู้ในทันทีว่าความคิดของตัวเองช่างไร้สาระ
“คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกฝ่ายในของตระกูลนักปราชญ์ นอกจากจะมีสายเลือดบริสุทธิ์อย่างน่าทึ่งแล้ว ยังได้รับคำชี้แนะที่ดีที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะแข็งแกร่งขนาดนั้น แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกคุณก่อนหน้านี้ ความแข็งแกร่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประเมินของประตูขุนเขา ขอแค่คุณทำสุดความสามารถในการทดสอบทุกด่าน คุณก็จะมีโอกาสดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลไป” เมื่อรับรู้ถึงความกังวลของทั้งกลุ่ม จ้าวชิงโม่ปลอบใจ
สมาชิกฝ่ายในของตระกูลนักปราชญ์นั้นสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วในการฝึกฝนวรยุทธเบื้องต้น เพราะได้รับการปลุกสายเลือด อีกทั้งพวกเขายังมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและคำชี้แนะที่ดีที่สุดตั้งแต่ยังเล็ก จึงเป็นที่รู้กันว่าคนเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ
ด้วยความเหลื่อมล้ำที่มีตั้งแต่ต้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความแตกต่างในจุดนี้ อีกทั้งมันเป็นปัจจัยภายในที่ไม่มีใครจะทำอะไรกับมันได้ แต่ตราบใดที่ขยันหมั่นเพียรฝึกฝน ก็อาจเทียบชั้นกับคนเหล่านั้นได้สักวันหนึ่ง
“พวกเราเข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก ปรมาจารย์จ้าว”
แม้ทั้งกลุ่มจะเข้าใจดี แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางเซวียนก็แอบสอดส่องพื้นที่โดยรอบโดยเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้
“สมกับที่เป็นทายาทของตระกูลนักปราชญ์ พวกเขาช่างทรงพลังจริงๆ”
ไม่เพียงแต่จะมีทั้งนักรบการละทิ้งช่องว่างที่ผ่านการทดสอบสายฟ้ามาแล้ว ยังมีแม้แต่ผู้ที่เข้าถึงขั้นกึ่งสุดยอดการควบคุมด้วยซ้ำ! มีพละกำลังขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ถือว่าความปราดเปรื่องของคนเหล่านี้เทียบเท่ากับตัวเขาเลยทีเดียว!
ถึงจางเซวียนจะมีประสิทธิภาพการต่อสู้อันทรงพลัง แต่วรยุทธที่แท้จริงของเขาก็ยังเป็นแค่นักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิดขั้นสูงสุด ยังอีกไกลนักกว่าจะเทียบชั้นกับนักรบกึ่งสุดยอดการควบคุมได้
“เอ๊ะ? ดูเหมือนจะมีบางส่วนที่ไม่ได้เป็นปรมาจารย์” ใครบางคนในกลุ่มตั้งข้อสังเกต
จางเซวียนเองก็รับรู้เช่นกัน
มีชายหนุ่มอยู่ 2-3 คนในจัตุรัสนั้นที่ไม่ได้สวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ และไม่ได้มีบุคลิกอย่างที่ปรมาจารย์ควรจะเป็น
“ปูชนียสถานนักปราชญ์ไม่ได้บ่มเพาะเฉพาะปรมาจารย์ แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากอาชีพอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นช่างตีเหล็กและนักปรุงยา ดังนั้น ในแต่ละปี ผู้ที่มาจากกลุ่มอาชีพเหล่านั้นก็จะมาเข้าท้าทายประตูขุนเขาด้วยเช่นกัน” จ้าวชิงโม่ตอบยิ้มๆ
ปูชนียสถานนักปราชญ์เป็นสถาบันฝึกฝนที่สูงส่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์ แต่ไม่ได้บ่มเพาะเฉพาะปรมาจารย์เท่านั้น ยังมีมรดกตกทอดสำหรับอาชีพรองรับอื่นๆ ด้วย อันที่จริง เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว จำนวนของผู้ที่ไม่ได้เป็นปรมาจารย์มีมากกว่าผู้ที่เป็นปรมาจารย์เสียอีก
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” ทุกคนพยักหน้า
ตัวแทนจาก 8 จักรวรรดิอันทรงเกียรตินั้นมีเพียง 30 คนเท่านั้น หากการคัดเลือกรอบ 2 เป็นไปตามแผน ก็จะเหลือพวกเขาเพียง 20 คน
แต่ในจัตุรัสมีชายหนุ่มมากกว่าหมื่นคนออกันอยู่ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น่าฉงน แต่หากขอบเขตของการเข้าแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะปรมาจารย์ เรื่องนั้นก็พอเข้าใจได้
แม้อาชีพในโลกนี้จะแบ่งเป็น 9 สถานะระดับบน, 9 สถานะระดับกลาง และ 9 สถานะระดับล่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีทั้งหมด 27 อาชีพ ยังมีธรรมเนียมและวิธีการในท้องถิ่นอีกมากมายที่ถือเป็นอาชีพเช่นกัน
ดังนั้น ในโลกนี้จึงมีอย่างน้อยหนึ่งพันอาชีพ แล้วจะมีอาชีพไหนที่ปราศจากอัจฉริยะเล่า? ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่มีผู้เข้าแข่งขันในการคัดเลือกรอบสุดท้ายจำนวนมากในแต่ละปี
“ขอดูหน่อยว่าอัจฉริยะจากอาชีพอื่นนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน” เมื่อเข้าใจแล้ว จางเซวียนตั้งต้นประเมินผู้เข้าแข่งขันที่มาจากอาชีพอื่นๆ
ครู่ต่อมา เขาก็ส่ายหน้า
แม้จะมีอัจฉริยะมากมายจากอาชีพอื่นๆ แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาก็ยังอ่อนด้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าปรมาจารย์
เพราะการที่ปรมาจารย์เป็นอาชีพหมายเลข 1 ของโลกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ได้มาเล่นๆ
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะถอนสายตากลับ ก็พลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ทำให้เขาตาโตด้วยความตื่นเต้น “คนพวกนั้น…มาจากที่ราบธารน้ำแข็งใช่ไหม?”
