ตอนที่ 1335 คำเตือนของปรมาจารย์เฟย
ทั้งห้องพากันเงียบกริบรวมทั้งปรมาจารย์เฟยใบหน้าของแต่ละคนบ่งบอกถึงความตกตะลึง
การฝ่าด่านวรยุทธไปถึงขั้นกึ่งสุดยอดการควบคุมนั้นพวกเขาก็พอรับได้แต่ถึงกับก้าวกระโดดไปขั้นสุดยอดการควบคุมภายใน 3อึดใจหลังจากที่จางเซวียนพูดออกมาเพียงแค่ประโยคเดียว…ไม่มีคำไหนที่จะบรรยายความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้ได้
ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ฝ่าด่านวรยุทธได้รวดเร็วขนาดนี้แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว!
“เขาช่างรู้จักใช้ทุกอย่างให้เป็นประโยชน์!” จางหยู่ที่มีทีท่าสบายๆอยู่เมื่อครู่ตั้งข้อสังเกตพร้อมกับหรี่ตา
“ใช้ทุกอย่างให้เป็นประโยชน์?”
“การตบเมื่อครู่นี้เป็นกระบวนท่าที่จางเซวียนจงใจยั่วโมโหจางจั๋วเพื่อผลักดันให้จางจั๋วสำแดงศาสตร์ลับและปล่อยพลังของเขาออกมาจนถึงขีดสุด!” จางหยู่พูดพร้อมกับพยักหน้า
“ศาสตร์ลับนั้นมีความสามารถในการเพิ่มพละกำลังของนักรบได้อย่างน่าทึ่งเหมือนกับการใช้อาวุธในการต่อสู้แต่ก็มีข้อบกพร่องใหญ่หลวงอยู่อย่างหนึ่งคือความแข็งแกร่งที่แสดงออกมานั้นจะเป็น‘พละกำลังเสมือนจริง’”
“พละกำลังเสมือนจริง?” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งไม่เข้าใจว่าจางหยู่หมายความว่าอย่างไร
“พละกำลังเสมือนจริงก็คือพลังที่ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่งหากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับฟองสบู่ฟองสบู่สามารถขยายขนาดจนใหญ่โตมากๆได้แต่ทันทีที่มีบางอย่างเกิดขึ้นมันก็จะแตกโพละและหายไปในทันทีพละกำลังเสมือนจริงนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับพลังปราณที่เราฝึกฝนวรยุทธกันและองค์ประกอบตามธรรมชาติของมันก็ทำให้ง่ายต่อการฉกฉวยเอาไปใช้” จางหยู่คำราม
“ดูเผินๆเหมือนกับว่าจางเซวียนใช้เฉิงเล่อเหยาให้ดวลแทนเขาแต่อันที่จริงมันเป็นเจตนาของเขาตั้งแต่ต้นที่จะให้เฉิงเล่อเหยาใช้ประโยชน์จากพละกำลังเสมือนจริงของจางจั๋วเพื่อฝ่าด่านคอขวดของเธอและเข้าถึงวรยุทธขั้นสุดยอดการควบคุม!”
ชายหนุ่มแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน “ในการต่อสู้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจสร้างความบอบช้ำอย่างสาหัสหรือแม้แต่ถึงตายได้การที่พยายามซึมซับพลังของคู่ต่อสู้เพื่อนำมาใช้ในการฝ่าด่านวรยุทธท่ามกลางการดวลมันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือ?”
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักรบผู้ทรงพลังจะถ่ายทอดพลังงานของพวกเขาให้กับบรรดาศิษย์น้องเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายขึ้นอย่างรวดเร็วกระบวนการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อการถ่ายทอดวรยุทธ
การถ่ายทอดวรยุทธจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งฝ่าด่านวรยุทธได้รวดเร็วแต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากอันดับแรกทั้งฝ่ายให้และฝ่ายรับพลังจะต้องเป็นศิษย์สำนักเดียวกันฝึกฝนเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้แบบเดียวกันอย่างที่ 2 ทั้งคู่จะต้องเต็มใจที่จะเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดวรยุทธและจะต้องไม่มีการต่อต้านใดๆเกิดขึ้นตลอดทั้งกระบวนการไม่อย่างนั้นความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผู้รับพลังสูญเสียการควบคุมจนพละกำลังมหาศาลถูกปล่อยเข้าใส่และอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้
ด้วยความอันตรายของการถ่ายทอดวรยุทธการที่ใครคนหนึ่งพยายามจะฉกฉวยพละกำลังของคู่ต่อสู้เพื่อนำมาผลักดันการฝ่าด่านวรยุทธของตัวเองท่ามกลางการดวลอันตึงเครียด…ผู้นั้นจะต้องมั่นใจในพละกำลังของตัวเองสักแค่ไหน?
“จางเซวียนคงจะสืบสาวภูมิหลังของจางจั๋วมาก่อนแล้วจึงเข้าใจความแข็งแกร่งเทคนิควรยุทธและอื่นๆของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีเมื่อเขารู้ข้อมูลพวกนั้นประกอบกับข้อมูลที่ได้จากเฉิงเล่อเหยาก็สามารถจัดฉากให้เฉิงเล่อเหยาฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางการดวล…มันไม่ได้ยากเกินไปที่จะได้ข้อมูลเหล่านี้มาหากเขามีเส้นสายกับเฉิงเล่อเหยา” นัยน์ตาของจางหยู่เป็นประกายเมื่อมองเห็น‘สาระสำคัญ’ของเรื่อง
การฉกฉวยเอาพละกำลังของคู่ต่อสู้เพื่อนำมาผลักดันการฝ่าด่านวรยุทธท่ามกลางการดวลนั้นอาจดูซับซ้อนมากแต่ตราบใดที่อีกฝ่ายมีความเข้าใจในประสิทธิภาพการต่อสู้และสามารถสร้างสถานการณ์ที่เหมาะสมขึ้นได้ก็มีโอกาสที่การฝ่าด่านวรยุทธจะเป็นไปได้อย่างปลอดภัย
“ที่สำคัญกว่านั้นเฉิงเล่อเหยาไม่ได้อ่อนแออย่างที่พวกเราคิดเป็นไปได้ว่าเธอเกือบจะฝ่าด่านวรยุทธได้อยู่แล้วพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือถึงสถานการณ์จะดูน่าทึ่งสักแค่ไหนแต่อันที่จริงเธอได้ร่วมมือกับจางเซวียนเพื่อดึงดูดความสนใจไม่อย่างนั้นคุณคิดว่าลำพังนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นต้นแถมยังไม่มีพละกำลังและอำนาจพิเศษใดๆจะสามารถทำความเข้าใจในวรยุทธที่เหนือกว่าเฉิงเล่อเหยาจางจั๋วและแม้แต่พวกเราได้หรือ?” จางหยู่พูดอย่างมั่นใจ
“เอ่อ”
ชายหนุ่มถึงบางอ้อ
แน่นอนว่าต่อให้วางแผนการไว้อย่างดีการผลักดันให้ตัวเองฝ่าด่านวรยุทธท่ามกลางการดวลก็ยังถือเป็นกระบวนการที่ยากและเสี่ยงแต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้
“ถึงจะอายุยังน้อยแต่เขาก็สร้างภาพเก่งไม่เบา” เมื่อเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นชายหนุ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผู้ที่เข้าสู่ปูชนียสถานนักปราชญ์ล้วนแล้วแต่ฝันอยากสร้างชื่อในทวีปแห่งปรมาจารย์ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือเหยียบย่ำชื่อเสียงของตระกูลจางเจ้าจางเซวียนคนนี้ช่างทะเยอทะยานเหลือเกิน!” จางหยู่คำราม
“คุณอยากให้ผมสั่งสอนบทเรียนให้หมอนั่นแทนคุณไหม?” ชายหนุ่มถาม
“ยังไม่ต้องหรอกปล่อยให้หมอนั่นทำตามใจตัวเองไปตราบใดที่ไม่มาเหยียบตาปลาผมแต่หากเขาเก่งกล้าถึงขนาดจะทำอย่างนั้นผมก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนบทเรียนชนิดที่หมอนั่นไม่มีวันลืม” จางหยู่โบกมืออย่างสบายใจก่อนจะเงียบไป
สำหรับเขาถึงจางเซวียนจะมีความปราดเปรื่องแต่ก็ไม่ใช่คนที่จะมีพละกำลังมากพอจะคุกคามสถานภาพของเขาได้
ขณะที่ทั้งคู่กำลังหารือกันอยู่จางจั๋วที่อยู่ใจกลางห้องก็แทบจะเสียสติ
ศาสตร์ลับที่เขาอุตส่าห์สำแดงออกมานั้นลงท้ายก็กลับกลายเป็นตัวช่วยในการฝ่าด่านวรยุทธให้เฉิงเล่อเหยานั่นเท่ากับตบหน้าเขาซ้ำร่างของเขาสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาลจางจั๋วคำรามลั่นและพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
“เอาล่ะในเมื่อคุณฝ่าด่านวรยุทธได้แล้วเขาก็ไม่เป็นภัยกับคุณอีกต่อไปคุณเอาชนะเขาได้ถอยไปสามก้าวและใช้รูปแบบที่ 7 ของก้าวย่างโดดเดี่ยวจากนั้นสำแดงรูปแบบที่ 2 ของพลังฝ่ามือสูญญากาศ!”
ยังไม่ทันที่การโจมตีของจางจั๋วจะมาถึงเฉิงเล่อเหยาก็ได้ยินเสียงของจางเซวียนแว่วเข้าหูอีกครั้ง
เธอทำตามที่เขาบอกโดยไม่ลังเลครึ่งอึดใจต่อมาจางจั๋วก็จ้องหน้าเฉิงเล่อเหยาด้วยนัยน์ตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากเชื่อก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
“ฉันชนะ…ฉันชนะแล้วจริงๆ!” เฉิงเล่อเหยารีบวิ่งไปหาจางเซวียนและอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
จางหยู่คิดว่าจางเซวียนรู้พละกำลังของเธอเป็นอย่างดีทำให้เขาออกแบบสถานการณ์ที่ทำให้เธอฉกฉวยเอาพละกำลังของจางจั๋วมาใช้ในการฝ่าด่านวรยุทธได้แต่เจ้าตัวคือเฉิงเล่อเหยานั้นรู้ดีว่าเธอเพิ่งพบจางเซวียนเมื่อวันก่อนและแม้จะได้ใช้เวลาร่วมกันบ้างแต่เธอก็ไม่เคยสำแดงกระบวนท่าหรือแสดงวรยุทธของเธอให้เขาเห็นเลยสักครั้ง
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือก่อนที่เธอจะดวลกับจางจั๋วจางเซวียนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความสามารถของเธอเลย!
ด้วยความสามารถในการหยั่งรู้ของเขาเพียงอย่างเดียวเขาวิเคราะห์พละกำลังของเธอในระหว่างการดวลและให้คำชี้แนะเพื่อพลิกผันสถานการณ์ได้ทั้งยังผลักดันให้เธอฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จภายในช่วงเวลาเพียง 5 อึดใจอีกด้วย
ความสามารถของเขาเหนือชั้นกว่าที่เธอคิดไว้มาก
ไม่แปลกใจแล้วที่เขาสามารถปรับเปลี่ยนเคล็ดวิชาพลังหยินและพลังหยางอีกทั้งแก้ไขปัญหาที่เกาะกุมศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งมาเป็นเวลานับหมื่นปีได้
“คุณควรจะขอบคุณนะที่มันเป็นแค่การดวลฉันมิตรถ้าเป็นการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายล่ะก็คุณคงถูกฆ่าไปนานแล้ว!” เห็นเฉิงเล่อเหยากำลังตื่นเต้นจางเซวียนระงับความตื่นเต้นของเธอ
เพราะอันที่จริงสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ในการดวลฉันมิตรเท่านั้นหากจางจั๋วสำแดงกระบวนท่าที่เป็นการสังหารออกมาตั้งแต่ต้นก็คงไม่มีทางที่เฉิงเล่อเหยาจะพลิกผันสถานการณ์ได้
ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างความสำเร็จแบบนี้อีกครั้ง
“อีกอย่างในเมื่อคุณฝ่าด่านวรยุทธได้โดยการซึมซับเอาพละกำลังจากคู่ต่อสู้รากฐานของวรยุทธของคุณก็จะยังไม่มั่นคงผมจะเตรียมเทคนิควรยุทธให้คุณใช้ฝึกฝนเพื่อขัดเกลาวรยุทธของคุณต่อไปเพราะฉะนั้นตั้งใจฝึกฝนให้ดีด้วยเพื่อที่จะได้ไม่ทิ้งความบอบช้ำเอาไว้” จางเซวียนพูดต่อ
เมื่อพิจารณาจากการที่เฉิงเล่อเหยาฝ่าด่านวรยุทธได้โดยใช้‘พลังเสมือนจริง’ของจางจั๋วการฝ่าด่านวรยุทธของเธอจึงเรียกได้ว่าอยู่บนรากฐานที่อ่อนแอเธอต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อขัดเกลาวรยุทธเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สร้างปัญหาในอนาคต
มันออกจะยุ่งยากเล็กน้อยแต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะปราดเปรื่องอย่างตัวเขา
“ฉันเข้าใจ” เฉิงเล่อเหยาพยักหน้า
เธอพลันนึกได้ถึงข้อตกลงที่ทั้งคู่ทำไว้ก่อนหน้านี้จึงสะบัดข้อมือ “นี่คือหยดน้ำทิพย์เหมันต์ 3 ขวดฉันมีอยู่แค่นี้ถ้าปรมาจารย์จางอยากได้ก็เอาไปเลย”
อย่างที่เธอเคยพูดไว้ถ้าจางเซวียนช่วยเธอให้ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จเธอก็จะมอบหยดน้ำทิพย์เหมันต์ให้อีกฝ่ายไปฟรีๆ
ในเมื่อเขาทำตามสัญญาได้เธอก็ไม่คืนคำเช่นกัน
“ขอบคุณมาก” จางเซวียนตาโตขณะรับขวดหยดน้ำทิพย์เหมันต์มา
พูดตามตรงหากปราศจากคำชี้แนะของเขาเฉิงเล่อเหยาคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีถึง 1 ปีในการสะสมพละกำลังกว่าที่จะฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบสุดยอดการควบคุมได้เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาที่เขาช่วยประหยัดให้อีกฝ่ายข้าวของเพียงเท่านี้ที่เขาได้มาก็ไม่ถือว่ามากเกินไป
จางเซวียนเปิดจุกขวดรู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันเข้มข้นและความเย็นเยือกที่แผ่ออกมาเขาดื่มหยดน้ำทิพย์เหมันต์ลงไปทั้งขวดโดยไม่ลังเล
จากนั้นก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกระดกอีก 2 ขวดตามไป
เวลาไม่คอยท่า
เขามาถึงปูชนียสถานนักปราชญ์ได้เป็นวันแล้วแต่เพิ่งยกระดับวรยุทธได้เพียง 2 ขั้นเท่านั้น
มันช้ามากช้าเกินไป!
ในเมื่อเขาประมวลเทคนิควรยุทธขั้นการละทิ้งช่องว่างฉบับสมบูรณ์ได้แล้วก็ควรจะฝ่าด่านวรยุทธได้เสียที
“ดื่มรวดเดียว 3 ขวดเลยหรือ?”
เฉิงเล่อเหยารู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเธอมีวิธีการของตัวเองที่เหนือกว่าเธอจะจินตนาการแต่ถึงอย่างนั้นก็อดตัวสั่นด้วยความพรั่นพรึงไม่ได้เมื่อเห็นเขาดื่มหยดน้ำทิพย์เหมันต์รวดเดียว 3 ขวด
ทันทีที่หยดน้ำทิพย์เหมันต์เข้าสู่ร่างของเขาจางเซวียนก็รีบขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้าใช้เวลาไม่นานพลังปราณของเขาที่พร่องไปก็กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาด้วยพลังจิตวิญญาณอีกมากมายที่แปรสภาพเป็นพลังปราณเข้าไปสะสมที่จุดตันเถียนรังสีของเขาแข็งแกร่งและเข้มข้นขึ้นทุกทีๆ
“ช่างเป็นเกียรตินักที่ได้เห็นการฝ่าด่านวรยุทธอันน่าตื่นเต้นสมกับที่เป็นอัจฉริยะของโซนหัวกะทิวิธีการของพวกคุณช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน!”
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะผลักดันตัวเองให้ฝ่าด่านวรยุทธไปสู่นักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุดก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงของปรมาจารย์เฟยดังขึ้น
เขาหันไปมองและเห็นว่าจางจั๋วได้สติแล้วกำลังนั่งหน้าตาบึ้งตึงอยู่ข้างๆส่วนปรมาจารย์เฟยก็กำลังมองเขาด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความตื่นเต้น
แม้เขาจะคิดเหมือนจางหยู่คือคิดว่าเฉิงเล่อเหยาฝ่าด่านวรยุทธได้เพราะการวางแผนล่วงหน้าของทั้งคู่แต่นั่นก็ไม่อาจปิดบังความชื่นชมอย่างล้ำลึกที่เขามีในตัวชายหนุ่มได้
ต่อให้แผนการที่รัดกุมที่สุดก็อาจล่มไม่เป็นท่าได้ถ้าแสดงออกมาได้ไม่ดี
“เอาเถอะแต่ผมก็อยากขอย้ำอะไรสักอย่างนะไม่ว่าผลการดวลจะออกมาเป็นอย่างไรอย่าได้ลืมว่ามันเป็นแค่การดวลฉันมิตรเป็นการเรียนรู้จากกันและกันเท่านั้นอย่าให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นความขุ่นเคืองที่ฝังลึกระหว่างพวกคุณ” รู้ดีว่าการดวลก่อนหน้านี้อาจสร้างความขัดใจให้กับจางจั๋วหรือแม้แต่ทั้งตระกูลจางปรมาจารย์เฟยจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“พวกคุณส่วนใหญ่มีภูมิหลังอันทรงเกียรติและมาจากตระกูลผู้ทรงอำนาจผมจึงเชื่อว่าพวกคุณคงเข้าใจดีถึงความสำคัญของการสร้างสายสัมพันธ์มันเป็นวาสนาที่นำพาให้พวกเราได้มาร่ำเรียนด้วยกันผมจึงหวังว่าพวกคุณจะมองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ต่อกันและกันอันนี้ต่อให้คุณก้าวหน้าขึ้นสู่ตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ในอนาคตความสัมพันธ์นี้ก็จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จต่อไป”
“จริงด้วยไม่จำเป็นที่จะต้องทำลายความสัมพันธ์เพียงเพราะการดวลฉันมิตร”
“อย่ากังวลเลยปรมาจารย์เฟยพวกเราเข้าใจดี!”
รู้ดีถึงเหตุผลเบื้องที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของปรมาจารย์เฟยแต่ละคนพากันตอบรับด้วยรอยยิ้ม
พวกเขามาจากครอบครัวและตระกูลผู้ทรงอำนาจแม้จะไม่ได้เข้าเรียนในปูชนียสถานนักปราชญ์ก็มีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างง่ายดายอยู่แล้วมี2 เหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนเข้ามาที่นี่อย่างแรกก็เพื่อบ่มเพาะสภาวะจิตใจผ่านทางตัวอักษรที่ปรมาจารย์ขงได้ทิ้งไว้รวมทั้งซึมซับเอาบรรยากาศในปูชนียสถานนักปราชญ์ส่วนอย่างที่สองก็คือเพื่อสร้างสายสัมพันธ์
ด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีพวกเขาจะได้รับการยกย่องเมื่อกลับสู่ตระกูลซึ่งจะช่วยให้แสวงหาอำนาจได้มากขึ้นอีกในอนาคต
“เอาล่ะผมจะไม่รบกวนพวกคุณแล้วพูดคุยกันต่อได้ตามสบายอย่าลืมเลือกอาจารย์ที่เหมาะสมกับคุณด้วยล่ะ” เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าใจเจตนาของเขาแล้วปรมาจารย์เฟยก็ตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรอีก
ฝูงชนต่างรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะมารวมตัวกันอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้เพราะเมื่อเริ่มฝึกฝนวรยุทธต่างคนจะกระจายตัวออกไปดังนั้นพวกเขาจึงรีบใช้โอกาสนี้พูดคุยเจรจาหารือกัน
ปรมาจารย์เฟยยิ้มให้ภาพที่เห็นจากนั้นก็เดินช้าๆเข้ามาหาจางเซวียน
“ปรมาจารย์จางผมได้ตรวจสอบภูมิหลังของคุณแล้วต้องขอบอกว่าน่าอัศจรรย์มากที่คนอายุเท่าคุณเดินทางมาจากอาณาจักรเทียนเซวียนได้ไกลขนาดนี้ไม่เพียงแต่คุณจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนยังประสบความสำเร็จในการท้าชนสภาปรมาจารย์ถึง 2 ครั้งด้วยบอกตามตรงนะแม้แต่ผมก็ยังยำเกรงในความปราดเปรื่องของคุณ”
ในฐานะบุคคลผู้มีหน้าที่ดูแลโซนหัวกะทิเขาได้อ่านประวัติของจางเซวียนมาแล้วและแม้แต่คนระดับเขาก็ยังอดชื่นชมในตัวจางเซวียนไม่ได้
ถึงจะเป็นจักรวรรดิที่ห่างไกลอย่างจักรวรรดิฉิงหย่วนแต่ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาสามารถผ่านการท้าชนสภาปรมาจารย์ได้ก็มากพอที่จะพิสูจน์พละกำลังและความปราดเปรื่องของเขาแล้ว
“ปรมาจารย์เฟยก็เกรงอกเกรงใจเกินไป” จางเซวียนประสานมือและตอบรับ
ปรมาจารย์เฟยพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “การมีความปราดเปรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญแต่การสร้างสายสัมพันธ์ก็สำคัญไม่แพ้กันตระกูลจางเป็นตระกูลนักปราชญ์หมายเลขหนึ่งในทวีปแห่งปรมาจารย์ผมจึงหวังว่าคุณจะไปจัดการไกล่เกลี่ยกับพวกเขามีความขัดแย้งกับพวกเขาไปก็ไม่เกิดผลดีอะไรกับคุณหรอก”
ชายหนุ่มเพิ่งมาถึงปูชนียสถานนักปราชญ์ได้เพียงวันเดียวเท่านั้นแต่ก็เล่นงานนักเรียนจากตระกูลจางไปถึง 3 คนแล้วเรื่องนี้ทำให้เขาจนปัญญา
