ตอนที่ 1336 หลัวชวนฉิงมาเยือน
ในฐานะตระกูลอันดับ 1 ของทวีปแห่งปรมาจารย์ ตระกูลจางมีทายาทอยู่มากมายในปูชนียสถานนักปราชญ์ ตราบใดที่พวกเขาไม่ใช่สมาชิกหลักของตระกูล การทำร้ายคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก แต่ภายในเวลาไม่ถึง 1 วัน จางเซวียนได้ซ้อมคนเหล่านั้นไปแล้วถึง 3 คน แม้จะเป็นสมาชิกฝ่ายในที่มีความสำคัญไม่มาก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการยั่วยุตระกูลจางโดยตรง!
เขาอาจซุ่มอยู่ในเงามืดเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายได้หากเป็นตระกูลอื่น แต่สำหรับตระกูลจาง พวกนั้นมีอำนาจไม่น้อยไปกว่าปูชนียสถานนักปราชญ์ และเขาก็เป็นเพียงอาจารย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ถ้าจางเซวียนสร้างความขุ่นเคืองให้กับตระกูลจางจริงๆ และอีกฝ่ายส่งทายาทที่มีความแข็งแกร่งกว่านี้มาตอบโต้ ก็ไม่มีอะไรที่ปรมาจารย์เฟยจะทำได้
ตราบใดที่พวกนั้นทำตามกฎ ในฐานะอาจารย์ของปูชนียสถานนักปราชญ์ เขาไม่อาจเข้าแก้ไขสถานการณ์ใดๆได้เลย
รู้ดีว่าอีกฝ่ายแนะนำด้วยความปรารถนาดี จางเซวียนประสานมืออย่างสุภาพและตอบรับ “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของคุณ ปรมาจารย์เฟย ผมจะจำไว้”
“นั่นแหละดีที่สุด ในฐานะนักรบธรรมดาสามัญ คุณจะต้องใส่ใจและระมัดระวังในการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างมิตรนั้นย่อมดีกว่าสร้างศัตรู เพราะถึงอย่างไรคุณก็ไม่ใช่หัวหน้าปูชนียสถาน!” ปรมาจารย์เฟยพูด
“หัวหน้าปูชนียสถาน?” จางเซวียนมองหน้าปรมาจารย์เฟยอย่างงงๆ
เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการเป็นหัวหน้าปูชนียสถาน?
เห็นสีหน้างุนงงของจางเซวียน ปรมาจารย์เฟยอธิบาย “ปูชนียสถานนักปราชญ์เป็นสาขาหนึ่งของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ เป็นองค์กรที่มีสถานภาพเทียบเท่ากับสภายอดขุนพล คุณคงรู้เรื่องนี้ดีแล้ว ใช่ไหม?”
“ใช่” จางเซวียนพยักหน้า
หากจะเปรียบสภาปรมาจารย์เป็นจักรวรรดิแห่งหนึ่ง สภาปรมาจารย์สาขาในท้องถิ่นก็จะเทียบเท่ากับการปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจในการจัดการเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง ส่วนสภายอดขุนพลเปรียบได้กับกองกำลังทหารที่อยู่ภายใต้คำสั่งของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ พร้อมที่จะขจัดความขัดแย้งหรือทำสงคราม
ส่วนปูชนียสถานนักปราชญ์ก็เปรียบได้กับโรงเรียนหลวง มีหน้าที่บ่มเพาะอัจฉริยะเข้าสู่สภาปรมาจารย์ แบกรับความรับผิดชอบในการให้คำชี้แนะและปกป้องมวลมนุษย์
ดังนั้น ปูชนียสถานนักปราชญ์จึงมีสถานภาพเทียบเท่ากับสภายอดขุนพล
“สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่เป็นองค์กรที่ครอบคลุมดูแลทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ ตราบใดที่ไม่มีการทรยศมวลมนุษยชาติหรือเกิดการกระทำใดๆที่ทำให้ประชาชนต้องเสียผลประโยชน์ สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ก็มักจะวางตัวเป็นกลางต่อความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ เป็นธรรมดาสำหรับองค์กรที่อยู่ในสังกัดของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ มันออกจะไม่เหมาะสมที่ปูชนียสถานนักปราชญ์จะใกล้ชิดกับตระกูลหรือกลุ่มอำนาจไหนมากเกินไป” ปรมาจารย์เฟยอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้ารับรู้
ในอีกแง่หนึ่ง เรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่สภายอดขุนพลจะวางตัวเป็นกลางและไม่ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอำนาจใดๆในพื้นที่ที่พวกเขาดูแลอยู่ เพราะไม่อย่างนั้น สภาปรมาจารย์ก็จะเข้ามาจัดการ
ปูชนียสถานนักปราชญ์เป็นสถานที่บ่มเพาะเหล่าอัจฉริยะตามแนวคิดของปรมาจารย์ขง คือการให้การศึกษาโดยปราศจากการแบ่งแยก ใครก็ตามที่มีความปราดเปรื่องมากพอก็สามารถเข้าสู่ปูชนียสถานนักปราชญ์เพื่อเล่าเรียนได้ ดังนั้นจึงมีตระกูลผู้ทรงอำนาจและองค์กรต่างๆมากมายที่ส่งสมาชิกคนสำคัญของตัวเองมาที่นี่ ถ้าปูชนียสถานนักปราชญ์ใช้ประโยชน์จากสถานภาพนี้ทำตัวใกล้ชิดกับกับกลุ่มอำนาจไหนมากเกินไป พวกเขาก็จะเสี่ยงต่อการมีอคติและเอนเอียง ซึ่งจะขัดกับแนวคิดของปรมาจารย์ขง
“หัวหน้าปูชนียสถานคือบุคคลที่เป็นตัวแทนของปูชนียสถานนักปราชญ์ เพื่อเอาชนะใจและได้รับความเคารพจากคนอื่น เขาจะต้องเก่งกล้าสามารถและอยู่เหนือนักเรียนทุกคน อย่างหัวหน้าปูชนียสถานคนก่อน ตอนที่เขายังเป็นเพียงตัวเลือกของตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถาน เขามักจะเข้าท้าทายเหล่าทายาทของตระกูลจาง ตระกูลหลัว และตระกูลเจียงอยู่เสมอ เอาชนะคนเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง”
“เป็นธรรมดาที่ในฐานะหัวหน้าปูชนียสถาน เขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวว่าจะทำให้ใครขุ่นเคืองและ ต้องอ่อนข้อให้ใคร ตรงกันข้าม ด้วยการแสดงความแข็งแกร่งของตัวเอง ทำให้เขาได้การยอมรับจากคนอื่นๆ แต่เรื่องนี้จะนำมาใช้กับคุณไม่ได้ ในฐานะนักเรียนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง เป็นการดีที่สุดหากคุณจะถ่อมเนื้อถ่อมตัว มีอัจฉริยะอยู่มากมายในปูชนียสถานนักปราชญ์ ถึงคุณจะมีภูมิหลังอันน่าทึ่ง แต่ก็ยังถือว่าอ่อนด้อยหากเปรียบเทียบกับอัจฉริยะตัวจริง!” ปรมาจารย์เฟยเตือน
ประสบการณ์ที่ผ่านมาของจางเซวียนอาจเรียกได้ว่าเป็นตำนาน แต่หากเปรียบเทียบตัวเขากับองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัวและทายาทน้อยของตระกูลจาง เขาก็ยังถือว่าอ่อนด้อยกว่า
โดยเฉพาะกับองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัว ในช่วงเวลาเพียง 2 ปีหลังจากที่เธอเข้าสู่ปูชนียสถานนักปราชญ์ ก็ผ่านการทดสอบของที่นี่ไปแล้วเกือบหมด เมื่อมีคนถามเธอถึงเหตุผลที่ทำอย่างนั้น คำตอบง่ายๆของเธอก็คือเธอเบื่อ!
ผ่านการทดสอบที่ยากเย็นทั้งหลายแหล่เพียงเพราะเธอเบื่อ
คำตอบขององค์หญิงน้อยสร้างความบอบช้ำให้กับหัวจิตหัวใจของเหล่าอัจฉริยะทั้งหลายในปูชนียสถาน
ถึงจางเซวียนจะเป็นคนที่ปราดเปรื่องมาก แต่ก็ยังอ่อนด้อยหากเปรียบเทียบกับปีศาจเหล่านั้น
“ผมเข้าใจ” จางเซวียนลูบคางอย่างครุ่นคิดขณะพยักหน้า
หัวหน้าปูชนียสถานคนก่อนหน้าเขาได้ท้าทายคนอื่นไปทั่ว แสดงความไม่ยี่หระต่อความทรงเกียรติของตระกูลและกลุ่มอำนาจต่างๆ ดูเหมือนที่ผ่านมาเขาจะถ่อมเนื้อถ่อมตัวเกินไป!
ลำพังแค่การทำลายทางเดินหุ่นและซ้อมทายาท 3 คนของตระกูลจางนั้นน่าจะยังไม่พอ!
อันที่จริงก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา หากพิจารณาถึงบุคลิกเรียบง่ายและจุดยืนในการดำเนินชีวิตที่จะต้องคงความถ่อมเนื้อถ่อมตัวไว้ แต่เพื่อประโยชน์ของการสร้างเกียรติยศศักดิ์ศรีสำหรับการสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าปูชนียสถานคนต่อไป เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำตัวให้โดดเด่นกว่านี้
ถ้าปรมาจารย์เฟยรู้ว่าจางเซวียนคิดอะไรอยู่ คงโมโหจนลมจับ
ถึงหัวหน้าปูชนียสถานคนอื่นๆจะทำตัวโดดเด่น แต่พวกเขาก็ทำหลังจากที่สร้างรากฐานของอำนาจอันแข็งแกร่งขึ้นแล้ว อีกทั้งยังฝึกฝนวรยุทธมาเป็นร้อยปีหรือแม้แต่หลายร้อยปีก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้น แต่หมอนี่
นับตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ในขณะที่วรยุทธของตัวเองเป็นแค่นักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นต้น ก็คิดแต่จะสร้างความวุ่นวาย! ไม่มีหัวหน้าปูชนียสถานคนไหนที่ทำตัวแหกกฎแบบเขา!
เห็นจางเซวียนเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อ ปรมาจารย์เฟยพยักหน้า “คุณเข้าใจก็ดีแล้ว อีก 2-3 วันนับจากนี้ หาโอกาสขอโทษพวกตระกูลจางเสีย”
การมีความปราดเปรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องน่าเกรงขาม มีแต่ผู้ที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาและมีชีวิตอยู่ได้จนแก่เฒ่าเท่านั้นถึงจะเรียกว่าน่าสะพรึงของจริง
เขามีความคาดหวังสูงในตัวจางเซวียน จึงเป็นธรรมดาที่ไม่อยากเห็นอีกฝ่ายถูกใครข่มเหงตลอดระยะเวลาที่อยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์ ซึ่งจะเป็นการสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้า
“ขอโทษ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว มันจะเป็นประโยชน์มากกับคุณในอนาคตหากคุณมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา อย่างหนึ่งนะ ถ้าคุณได้ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของตระกูลจาง คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องการมีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อการฝึกฝนวรยุทธ เพราะด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา คุณจะก้าวขึ้นสู่การเป็นสุดยอดของทวีปแห่งปรมาจารย์ได้สบาย!” ปรมาจารย์เฟยอธิบาย
สิ่งที่นักรบทั่วไปมักขาดแคลนคือทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นหินวิเศษหรือหนังสือเทคนิควรยุทธ ถ้าจางเซวียนได้ทั้งสองอย่างนี้มา เขาจะต้องพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแน่
“ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์?”
“ใช่ กลุ่มอำนาจที่ใหญ่โตอย่างตระกูลจางมักจะสร้างระบบที่เหมือนกับจักรวรรดิหรือสำนัก นอกจากสมาชิกในตระกูลของพวกเขาแล้ว ก็ยังมีกลุ่มอำนาจที่เป็นสาขาและเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในสังกัดของพวกเขาด้วย ซึ่งอำนาจมหาศาลของพวกเขาก็มาจากคนเหล่านี้” ปรมาจารย์เฟยตั้งข้อสังเกต
“แน่นอนว่าในฐานะที่คุณเป็นปรมาจารย์ คงจะดีที่สุดหากคุณได้เข้าร่วมกับสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ แต่ก็มีเงื่อนไขและการทดสอบมากมายที่จะต้องผ่านไปให้ได้หากต้องการเข้าสู่สำนักงานใหญ่ เส้นทางนั้นจึงถือว่ายากกว่า”
“ผมเข้าใจแล้ว!” จางเซวียนถึงบางอ้อ
อันที่จริง สิ่งที่ปรมาจารย์เฟยพูดถึงคือสาระสำคัญของตระกูลจาง นั่นคืออิทธิพลของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่สมาชิกในตระกูลเท่านั้น จะถูกต้องกว่าหากจะบอกว่าพวกเขาทำสงครามกับคนที่อยู่โดยรอบเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้
มีนักรบมากมายที่พยายามจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าตระกูลหรือองค์กรผู้ทรงอำนาจ เพื่อที่จะได้เข้าร่วมกับคนเหล่านั้นหลังจากที่จบการศึกษาจากปูชนียสถานนักปราชญ์แล้ว
แน่นอนว่าทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเหล่าปรมาจารย์ก็คือการเข้าสู่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ แต่เรื่องนั้นก็ถือว่ายากมาก สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จะรับเฉพาะผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์เท่านั้น แม้แต่ระดับปรมาจารย์เฟยก็ยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะเข้าร่วมกับพวกเขา
“เอาล่ะ ผมจะขอจบแค่นี้ ขอให้ผมได้แนะนำคุณคำสุดท้ายเถอะนะ ปูชนียสถานนักปราชญ์มีเส้นสายมากมาย และตระกูลจางก็เป็นกลุ่มอำนาจในทวีปแห่งปรมาจารย์ที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ผมหวังว่าคุณจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง” ปรมาจารย์เฟยพูดอย่างจริงใจก่อนจะหันหลังกลับและจากไป
ในตอนนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาและละล่ำละลัก “ปรมาจารย์เฟย แย่แล้ว! ราชาแห่งความพินาศอยู่ที่นี่!”
“ราชาแห่งความพินาศ? เขามาทำอะไร?” ปรมาจารย์เฟยผงะ
ราชาแห่งความพินาศคือผู้ที่ทำให้เหล่าอาจารย์และบุคลากรของปูชนียสถานนักปราชญ์ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างมาก เขาชอบเข้าท้าทายการทดสอบต่างๆ หรือบางที อาจจะถูกต้องกว่าหากจะบอกว่าเขาชอบสร้างความพินาศให้กับการทดสอบเหล่านั้น ไม่ว่าเขาจะปรากฏตัวที่ไหน ความพินาศวอดวายก็จะตามไปเหมือนเงา ดังนั้น จึงใช้เวลาไม่นานที่ปัญหาต่างๆจะถาโถมเข้ามาหลังการปรากฏตัวของเขา
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในหอความรู้ สถานที่ที่ศึกษาบทเรียน! แล้วหมอนั่นมาทำอะไรที่นี่?
ที่นี่ไม่มีการทดสอบใดๆให้เขาทำลาย!
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เขากำลังเดินมาที่นี่!”
ทันทีที่พูดจบ ชายร่างสูงสง่าคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาในห้องโถงใหญ่ พอเข้ามาถึงก็มองไปรอบๆห้องราวกับจะตามหาใครสักคน
นักเรียนหลายคนเดินเข้าไปขวางทางหลัวชวนฉิงไว้ คนหนึ่งตวาดกร้าวพร้อมกับขมวดคิ้ว “หลัวชวนฉิง นี่คือสถานที่ที่ชั้นเรียนของโซนหัวกะทิรวมตัวกันอยู่ ถ้าคุณคิดจะมาสร้างปัญหาที่นี่ ผมคงต้องขอให้คุณกลับไป!”
“เขาคืออัจฉริยะจากตระกูลจาง, จางหยู่!
“โซนหัวกะทิ? โธ่! ช่างน่าสะพรึงเสียจริง! คุณพูดอย่างกับมันเป็นเรื่องใหญ่ ให้ผมบอกคุณสักหน่อยนะ ตอนที่ผมเข้าโซนหัวกะทิน่ะ คุณยังเล่นโคลนอยู่ด้วยซ้ำ! อย่าทำให้ผมเสียเวลาน่ะ ไสหัวไป!” หลัวชวนฉิงตอบหน้าตาเฉยพร้อมกับโบกมือ
เพราะพวกเขามาจากสองตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์ จึงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“คุณ” เมื่อถูกขับไล่ต่อหน้าสาธารณชน จางหยู่หน้าตาเคร่งเครียด
คร้านจะเสียเวลากับอีกฝ่าย หลัวชวนฉิงโบกมืออย่างหมดความอดทน “ไสหัวไป!”
บึ้มมมม!
พลังงานดุเดือดระเบิดออกมากวาดล้างพื้นที่โดยรอบ ยังไม่ทันที่จางหยู่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ถูกสอยกระเด็นข้ามห้องไป
พลั่ก!
ร่างของเขากระแทกกับผนัง กระดิกกระเดี้ยไม่ได้
ถึงจางหยู่จะมีความปราดเปรื่องอย่างน่าทึ่ง แต่ด้วยอายุที่ต่างกัน เขาจึงเทียบชั้นไม่ได้กับหลัวชวนฉิงซึ่งอายุมากกว่า
เห็นหลัวชวนฉิงโจมตีจางหยู่ ทายาทคนอื่นๆของตระกูลจางก็รีบพุ่งเข้าใส่ด้วยสีหน้าที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์
แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้ หลัวชวนฉิงก็โบกมืออีกครั้ง
ทันใดนั้นก็เกิดแรงปะทะราวกับการตีแมลงวัน เหล่าทายาทของตระกูลจางถูกสอยไปกระแทกผนังหมดทุกคน
ถึงการกระทำของหลัวชวนฉิงจะดูเหมือนใช้ความรุนแรง แต่เขาก็ควบคุมตัวเองได้ดี เขาแค่จัดการให้พวกนั้นกระเด็นไปกระแทกผนังเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส
ปรมาจารย์เฟยทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวออกมาแล้วพูดว่า “หลัวชวนฉิง ที่นี่คือโซนหัวกะทิ ไม่มีอะไรให้คุณทำลาย คุณกลับไปเสียเถอะ”
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ดูแลชั้นเรียนนี้ หากยังนิ่งเฉยขณะที่นักเรียนของตัวเองถูกอีกฝ่ายสอยกระเด็น ก็คงจะไม่เป็นผลดีกับตัวเขา
“ผมจะกลับก็ต่อเมื่อเจอคนที่ผมกำลังตามหา” หลัวชวนฉิงโบกมือขณะมองไปรอบๆห้อง ทันใดนั้นก็ตาโต “จาง จางเซวียนใช่ไหม? ผมตามหาคุณอยู่!”
“คุณตามหาผม?” จางเซวียนผงะ
“เขามาที่นี่เพื่อตามหาจางเซวียนหรือ?”
“เป็นที่รู้กันว่าหลัวชวนฉิงชอบใช้ความรุนแรง ดูเหมือนจางเซวียนจะน่าซ้อม!”
“เขาน่ะดื้ออย่างกับวัว ไม่ฟังใครทั้งนั้นเว้นแต่น้องสาวของเขา ดูเหมือนจางเซวียนคงทำอะไรให้เขาขัดใจสักอย่าง จึงบุกมาถึงที่นี่เพื่อแก้แค้น”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาซ้อมบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องในโรงเรียนเกือบหมดทุกคนแล้ว ผมพนันได้เลยว่าจางเซวียนเสร็จแน่”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบของฝูงชน จางจั๋วกับคนอื่นๆก็ตาโต
เป็นที่รู้กันทั่วทั้งปูชนียสถานว่าหลัวชวนฉิงเป็นคนไร้เหตุผล การที่พวกเขาถูกสอยไปกระแทกผนังทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็เกินพอที่จะบ่งบอกคุณสมบัติข้อนั้นแล้ว
ตอนนี้จางเซวียนถูกหลัวชวนฉิงหมายหัว เขาคงจะถูกซ้อมจนกระทั่งต้องเสียใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน!
“ใช่แล้ว น้องชาย มากับผมนี่ ผมมีเรื่องใหญ่จะพูดกับคุณ!”
ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลัวชวนฉิงก็คว้าคอของเขาก่อนจะหัวเราะลั่นและลากคอเขาออกไป
“….” จางจั๋ว จางหยู่ และคนอื่นๆ
คุณเป็นราชาแห่งความพินาศไม่ใช่หรือ?
ไหนล่ะการต่อสู้ที่คุณทำเป็นประจำ?
นี่ คุณควรจะเล่นบทของคุณนะ ไม่ใช่หรือไง?
