ตอนที่ 1410 บ่มเพาะช่างหลอมอิฐ
ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเปลวเพลิงหรือการเร่งอุณหภูมิของมัน อีกฝ่ายก็แสดงออกถึงความเข้าใจอันล้ำลึกในการควบคุมเปลวเพลิง จนถึงขั้นที่เรียกว่าเทียบชั้นได้กับเขา
แต่…ทำไมพอมาถึงการหลอมอาวุธแล้วถึงเป็นแบบนี้?
นั่นคือหินประกายเวหาม่วงนะ! เป็นสินแร่ที่ล้ำค่าแม้แต่ในมุมมองของนักปราชญ์รุ่นเยาว์อย่างเขาต่อให้มันมีไม่มากพอที่จะหลอมกระบี่หรือหอก การหลอมกริชสักเล่มก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในบรรดาความเป็นไปได้ทั้งหมด เขากลับเลือกที่จะหลอมก้อนอิฐแทน…
ใบหน้าของอู่โย่วเตากระตุกไม่หยุด เขารู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างจะหายใจไม่ออกกับสิ่งที่เห็น
ในฐานะนักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมช่างตีเหล็ก เขามีความรักและชื่นชอบอย่างมากในอาวุธที่สมบูรณ์แบบ หากเกิดความไม่สมบูรณ์แบบแม้เพียงเล็กน้อยในการหลอมอาวุธของเขา เขาจะหลอมละลายอาวุธทั้งชิ้นและเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่อมองการทำงานของอีกฝ่าย เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องอดทนมองดูความไม่สมบูรณ์แบบในสิ่งที่อีกฝ่ายทำลงไป และอิฐนี้ก็ไม่มีอะไรที่ดูจะเกี่ยวข้องกับอาวุธเลย จะให้เขายอมรับมันได้อย่างไรกัน?
หมอนี่ก็ไม่ใช่ช่างก่ออิฐเสียหน่อย ทำไมถึงเลือกที่จะหลอมอิฐ?
“คุณตรวจสอบได้เลย มันน่าจะถึงระดับเซียนขั้นสูงแล้วล่ะ” จางเซวียนไม่ใส่ใจสีหน้าพิลึกพิลั่นของอู่โย่วเตา เขาพูดพร้อมกับโบกมือ
“ระดับเซียนขั้นสูง?” ข้อสังเกตข้อสุดท้ายของจางเซวียนเปรียบเหมือนฟางเส้นสุดท้ายสำหรับอู่โย่วเตา เขาอดรนทนไม่ไหวจนต้องตำหนิออกมา “ก็แล้วก้อนอิฐจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ ต่อให้มันอยู่ในระดับเซียนขั้นสูงก็เถอะ!”
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เมื่อเจอกับคำถามของอู่โย่วเตา จางเซวียนส่ายหน้ายังไม่เห็นด้วย ราวกับผิดหวังกับความสามารถของอีกฝ่ายในการรับรู้ถึงของล้ำค่าที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะหยิบก้อนอิฐโลหะขึ้นจากโต๊ะ จางเซวียนก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงความภาคภูมิใจ “ประโยชน์ของมันน่ะมีมากกว่าที่คุณจะจินตนาการได้เลยล่ะ จะว่าไปก็ไม่เป็นการพูดเกินจริงนะหากจะบอกว่ามันเป็นอาวุธที่ไร้เทียมทานที่สุดในโลก!”
คำพูดนั้นดูเหมือนจะกระพือความโมโหของอู่โย่วเตาให้รุนแรงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เขาต้องหัวเราะออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความโกรธ “อาวุธที่ไร้เทียมทานที่สุดในโลก? ทำไมคุณไม่แสดงให้ผมเห็นหน่อยล่ะว่าอิฐที่คุณหลอมขึ้นมานั้นมันไร้เทียมทานขนาดไหน?”
ถึงจะพูดเพ้อเจ้ออย่างไรก็ต้องมีขอบเขต! อิฐที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทั้งหนาและหนัก ไม่มีความคมใดๆ ทั้งสิ้น…จะต่อสู้ด้วยอาวุธหน้าตาแบบนี้ได้อย่างไร?
“คุณยังมีอาวุธชนิดอื่นที่หลอมขึ้นจากหินประกายเวหาม่วงอยู่ไหม? อิฐของผมจะแข็งแกร่งหรือไม่น่ะ ไม่ช้าเราก็จะได้รู้กันผ่านการทดสอบ!” จางเซวียนตอบอย่างสุขุม
“คุณอยากทดสอบอิฐของคุณหรือ? ก็ได้ ทำสิ!” ขณะที่พูดคำนั้น อู่โย่วเตาก็สะบัดข้อมือและนำอาวุธออกมา 3 ชิ้น
กระบี่ หอก และดาบ!
อาวุธทั้งสามชิ้นล้วนแต่หลอมขึ้นจากหินประกายเวหาม่วง รังสีเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวมันทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสรู้สึกเหมือนเลือดในกายจะแข็งไปหมด
เพียงแค่มองดู ก็ชัดเจนว่าอาวุธทั้ง 3 ชิ้นอยู่ในระดับขั้นสูง มีพละกำลังที่ถือว่าไร้เทียมทาน
อู่โย่วเตาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการหลอมอาวุธทั้ง 3 ชิ้นนี้ โดยเฉพาะในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับหินประกายเวหาม่วง
“ถ้าอาวุธ 3 ชิ้นนี้ของคุณต้านทานอิฐของผมได้ ผมจะถือว่าผมแพ้” จางเซวียนพูดยิ้มๆ
“ดีเลย ขอผมดูหน่อยว่าอิฐของคุณมีพละกำลังแบบไหนกัน!” ได้ยินคำพูดโอหังจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า อู่โย่วเตาคำราม
เขาสะบัดข้อมือ แล้วดาบก็พุ่งไปที่จางเซวียน
เมื่อเผชิญหน้ากับดาบ จางเซวียนไม่ได้แสดงทีท่าอะไร เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อยแล้วใช้อิฐปะทะกับดาบนั้น
เคร้งงง!
ดาบกับอิฐปะทะกันอย่างจัง พริบตาต่อมา ดาบนั้นก็หักเป็นสองท่อน ส่งเสียงเคร้งดังลั่น
“เฮ้ย…” อู่โย่วเตานัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความพรั่นพรึง
เขาหลอมดาบเล่มนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อขัดเกลามันให้คมกริบและทนทานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เมื่อเจอเข้ากับอิฐก้อนหนึ่ง มันก็หักเป็นสองท่อนในทันที เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?
เคร้งงงงง! เคร้งงงง!
แถมทุกอย่างยังเลวร้ายลงไปอีก อิฐก้อนนั้นยังไม่หยุด หลังจากที่หักดาบของเขาเป็น 2 ท่อนแล้ว มันลอยไปหากระบี่และหอกที่ลอยอยู่ด้านหลังอู่โย่วเตา เกิดเสียงหักดังเคร้ง เป็นจุดจบของอาวุธทั้ง 2 ชิ้นที่อู่โย่วเตาหลอมขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
“คะ-คุณ…” อู่โย่วเตาถึงกับกัดฟัน งงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การที่อาวุธของเขาจะถูกทำลายได้โดยง่ายก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับอาวุธทั้ง 3 ชิ้นที่หักเป็นสองท่อนเพราะอิฐเพียงก้อนเดียว ต่อให้เขาจะหัวทื่อสักแค่ไหน ก็ชัดเจนว่ามันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ดูเหมือนอิฐที่อยู่ตรงหน้าเขา!
มันแตกต่างจากอาวุธอื่นๆ ที่เขาเคยหลอมมาอย่างสิ้นเชิง!
“อิฐอาจไม่มีคม แต่ความหนาหนักของมันก็ทำให้มันเอาชนะอาวุธต่างๆ ได้ด้วยพละกำลังของมันเอง” จางเซวียนยืนเอาสองมือไพล่หลังและมองอู่โย่วเตาด้วยสีหน้าท่าทางของผู้เชี่ยวชาญที่ยากจะหยั่งถึง
“อาวุธเป็นเครื่องมือที่ใช้ยกระดับประสิทธิภาพการต่อสู้ของนักรบ รูปแบบของมันเป็นเพียงเรื่องรอง เรื่องสำคัญที่สุดคือพละกำลังต่างหาก แม้หินประกายเวหาม่วงจะถูกนำมาหลอมเป็นอาวุธที่มีความคมเป็นพิเศษได้ แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่ในอาวุธนั้น คือความบอบบาง มันอาจใช้การได้ดีกับอาวุธอื่นๆ แต่เมื่อเจอกับอาวุธหนัก ก็จะหักได้เหมือนกับคริสตัลที่แตกกระจายภายใต้แรงกดดัน อาวุธที่หักระหว่างการต่อสู้นั้นจะเรียกได้ว่าเป็นอาวุธที่ดีหรือ?”
“เอ่อ…” อู่โย่วเตาทึ่งกับคำพูดนั้น
เขาเคยใช้หินประกายเวหาม่วงหลอมอาวุธ 2-3 ชิ้น ซึ่งก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูด พวกมันยังอ่อนด้อยเรื่องความทนทาน แต่เขาไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะพวกมันเป็นอาวุธระดับเซียนขั้นสูง มันจึงไม่น่าจะบอบบางมากนัก และสำหรับดาบ ความแข็งแกร่งของมันอยู่ที่ความคมและความยืดหยุ่น การจะคาดหวังให้มันมีความทนทานด้วยเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
เขาเคยคิดว่าอาวุธทั้งหมดที่หลอมขึ้นจากหินประกายเวหาม่วงจะต้องเผชิญกับข้อบกพร่องพื้นฐานข้อนี้ แต่ใครจะไปคิดว่าปัญหานี้จะถูกแก้ไขได้อย่างง่ายดายด้วยการหลอมอิฐง่ายๆ เพียงก้อนเดียว!
“ว่าอย่างไร? ผมผ่านการประเมินของคุณหรือเปล่า?” เห็นอู่โย่วเตาตกตะลึงแบบสุดๆ จางเซวียนส่ายหน้าก่อนจะตั้งคำถาม
เขาเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัวเสมอมา และวัตถุประสงค์ของเขาในการมาที่นี่ก็เพื่อผ่านการทดสอบเท่านั้น ไม่ได้มาทำให้ใครช้ำใจ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องโรยเกลือซ้ำลงไปบนบาดแผลของอีกฝ่าย
“…คุณผ่านการประเมินของผมแล้ว…” อู่โย่วเตาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย ตรงกันข้ามกับความมั่นใจที่เขาแสดงออกก่อนหน้านี้ เขาขมวดคิ้วและถามว่า “ไม่มีทางที่จะติดตั้งค่ายกลสำหรับหลอมอิฐได้ และอีกอย่าง คุณก็แค่ใช้ค้อนตีมันอย่างสบายๆ แล้วคุณหลอมอาวุธในระดับขั้นนี้ได้อย่างไร?”
ถึงอิฐก้อนนี้จะเอาชนะอาวุธทั้ง 3 ชิ้นได้ แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะทำให้อาวุธเหล่านั้นหักได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความได้อย่างเดียวว่าอิฐของอีกฝ่ายอยู่ในระดับขั้นที่สูงกว่าอาวุธของเขา
ในการยกระดับขั้นของอาวุธ อุณหภูมิที่อยู่ในหม้อหลอมโลหะขณะที่สินแร่กำลังถูกขัดเกลาอยู่นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อีกอย่าง เรื่องประสิทธิภาพของกระบวนการหลอมและการติดตั้งค่ายกลนั้นก็ถือเป็นกุญแจสำคัญ
พูดกันโดยทั่วไป ยิ่งสินแร่ถูกตีเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความหนักแน่นมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น อาวุธที่ผ่านการกระบวนการหลอมเป็นเวลานานก็ย่อมจะมีความทนทานมากกว่า
แต่อีกฝ่ายใช้เวลาเพียง 3 อึดใจในการหลอมอาวุธของเขา ใช้เวลาเพียงครึ่งอึดใจในการตีก้อนโลหะแต่ละด้านเพื่อทำให้มันก่อตัวเป็นรูปอิฐ แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่มันจะมีระดับขั้นสูงกว่าอาวุธที่เขาต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้แต่หลายวันในการหลอม?
“คุณสนใจความลับที่อยู่เบื้องหลังเทคนิคการหลอมของผมหรือเปล่าล่ะ?” จางเซวียนถามยิ้มๆ
“ได้โปรดชี้แนะผมด้วย!” รู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีความสามารถด้านการตีเหล็กที่เหนือกว่าเขา อู่โย่วเตาประสานมือและโค้งคำนับอย่างถ่อมตัว ไม่กล้าวางท่าอะไรอีกต่อไป
“แม้การหลอมเหล็กจะดูเรียบง่ายและเหมือนจะหยาบในสายตาของผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝน แต่อันที่จริงแล้วมีความรู้อันลึกซึ้งอยู่ภายใน ไม่มีการใช้ค้อนตีลงไปครั้งไหนที่ทำลงไปโดยไม่ใช้ความคิด การตีทุกครั้งล้วนแต่ถูกควบคุมอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะเชื่อมโยงกับสาระสำคัญของการตีเหล็ก…” จางเซวียนหยิบก้อนอิฐขึ้นมาและอธิบายด้วยแววตาล้ำลึก
ความเข้าใจในเรื่องการตีเหล็กของเขาเข้าถึงระดับ 8 ดาวขั้นสูงสุดแล้ว แถมยังได้ร่ำเรียนศิลปะการตีเหล็กเทียบฟ้าด้วย ดังนั้น แม้แต่ข้อชี้แนะที่เรียบง่ายที่สุดจากเขาก็ถือเป็นความรู้อันล้ำลึกสำหรับช่างตีเหล็กระดับ 8 ดาวทุกคน
แค่ได้ฟังคำชี้แนะของจางเซวียนเพียงครู่เดียว อู่โย่วเตาก็มีแต่ความเคารพและความยำเกรงให้กับอีกฝ่าย
แม้อีกฝ่ายจะอายุยังน้อย แต่คำอธิบายของเขาแม่นยำและตรงประเด็น ด้วยคำพูดที่เรียบง่าย จางเซวียนสามารถอธิบายแนวคิดที่ลึกซึ้งออกมาจนทำให้เขาเข้าใจกระจ่างชัด ราวกับกับภูมิปัญญามากมายถาโถมเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่ช้า ความลับของเทคนิคการหลอมอิฐอันลึกลับก็กระจ่างชัดในสมองของอู่โย่วเตา
“ลาก่อนนะ” หลังจากเสร็จสิ้นการอธิบายแล้ว จางเซวียนก็กล่าวอำลาและมุ่งหน้าไปที่ชั้น 3
เมื่อชายหนุ่มลับสายตาไป อู่โย่วเตารีบทบทวนสิ่งที่เพิ่งได้ร่ำเรียนมา นัยน์ตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “แสดงว่าที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการตีเหล็กของเรานั้นผิดมาตลอด นับจากวันนี้ไป เราจะไม่หลอมดาบและกระบี่อีกแล้ว เราจะทุ่มเทเวลาและแรงกายทั้งหมดให้กับการหลอมอิฐ!”
ไม่ว่าจะเป็นดาบ กระบี่ หรือหอก…ทุกอย่างล้วนไร้ความหมายเมื่อเจอเข้ากับอิฐก้อนหนึ่ง!
สำหรับการโจมตีอย่างหนักหน่วงและการตั้งรับอย่างแข็งแกร่ง จะมีอาวุธอื่นใดที่เทียบกับอิฐได้ นี่คืออาวุธที่ควรค่าแก่การทุ่มเททั้งชีวิตของเขาเพื่อสร้างมัน!
เมื่อเกิดความคิดนั้น อู่โย่วเตานำสินแร่หลายก้อนออกมาและเริ่มต้นหลอม
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ตัวการที่เพิ่งทำให้ช่างตีเหล็กผู้ปราดเปรื่องต้องงงงันก็กำลังเดินขึ้นบันไดไปและครุ่นคิด เราใช้เวลาไปเกือบ 10 นาทีกว่าจะผ่านชั้น 2 มาได้ นี่มันช้าไปหน่อยหรือเปล่า? ชั้นต่อๆ ไปต้องเร่งความเร็วขึ้นแล้ว…
ไม่ช้า เขาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ตรงหน้านักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมผู้หยั่งรู้
แต่สิ่งที่จางเซวียนไม่รู้ก็คือ ในตอนนั้นเอง เขาได้บ่มเพาะช่างหลอมอิฐคนสำคัญขึ้นมาคนหนึ่ง นับจากวันนั้น ชายหนุ่มได้ปฏิญาณว่าเขาจะไม่หลอมอาวุธอื่นใดอีกนอกจากอิฐ และผู้เชี่ยวชาญนับไม่ถ้วนจะต้องมองว่ามันเป็นความรุ่งโรจน์อย่างสูงสุดที่จะได้รับอิฐที่หลอมจากมือของเขา…
