ตอนที่ 1510 การยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งที่ 5
ฟึ่บ!
ขณะที่จางเซวียนกำลังสงสัย ตัวอักษรขนาดใหญ่ 2 ตัวก็ลอยออกมาจากม้วนกระดาษนั้น มันกินพื้นที่ทั่วทั้งท้องฟ้า
“ประกาศจับ?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
ตัวอักษรสองตัวนั้นคือคำว่า ‘ประกาศจับ’ ถูกเขียนไว้ในรูปแบบของจารึกอักษรโบราณ นั่นหมายความว่าอย่างไร?
ขณะที่จางเซวียนยังคงตะลึงอยู่ ก็ได้ยินเสียงอุทานจากฝูงชนโดยรอบ “หรือว่าสภาปรมาจารย์กำลังประกาศจับใครสักคน?”
จางเซวียนอดถามไม่ได้ “แล้วมันหมายความว่าอย่างไร?”
“เท่าที่ผมรู้นะ ถ้ามีใครก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรงขึ้น สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่สามารถออกประกาศจับเพื่อจับตัวคนคนนั้นได้ โดยปกติ เมื่อประกาศจับถูกปล่อยออกมาแล้ว ผู้นั้นก็ถือว่าหมดหนทาง เพราะไม่มีทางหลบหนีได้แน่นอน ดินแดนไหนก็ตามที่มีสภาปรมาจารย์ตั้งอยู่จะได้รับประกาศจับนี้ทั้งหมด จึงชัดเจนว่าบุคคลซึ่งเป็นที่ต้องการตัวนั้นไม่มีทางหลบหนีได้ แต่ว่า…นับแต่ก่อตั้งสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ขึ้นมา ประกาศจับนี้เพิ่งถูกใช้ไม่ถึง 10 ครั้ง…”
เอ่อ…
ได้ยินคำอธิบาย จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ เกิดลางสังหรณ์ร้ายกาจขึ้นในสมองของเขา
หรือว่า…
ยังไม่ทันจะใช้ความคิดเสร็จ เสียงทุ้มลึกก็ดังขึ้น “ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว, จางเซวียน ได้แสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อรุ่นพี่ด้วยการปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ระดับสูง เขาจงใจสร้างความพินาศวอดวายให้ตระกูลจาง, สร้างความเดือดร้อนที่ปูชนียสถานนักปราชญ์ และลักพาตัวหัวหน้าน้อยอีกทั้งทำลายตึกรามบ้านช่องนับไม่ถ้วนของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ด้วยความเลวร้ายที่เขาได้ทำลงไป สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จึงตัดสินใจออกประกาศจับตัวเขา นี่คือรังสีและรูปลักษณ์หน้าตาของจางเซวียน ใครก็ตามที่พบตัวเขา ให้รายงานต่อสภาปรมาจารย์ในพื้นที่ทันที และเมื่อข้อมูลได้รับการยืนยัน ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลเป็นหินวิเศษขั้นสูงสุด 100 ก้อน!”
“หินวิเศษขั้นสูงสุด 100 ก้อน?”
“สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ต้องการตัวเขามากขนาดไหนกันนี่?”
“ทำลายตระกูลจาง สร้างความเดือดร้อนในปูชนียสถานนักปราชญ์ อีกทั้งลักพาตัวหัวหน้าน้อยของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง…เขาเสียสติไปแล้วหรือไง?”
“เดี๋ยวก่อน นั่นก็หมายความว่าทั้งตระกูลจาง ปูชนียสถานนักปราชญ์ และศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งจับตัวเขาไม่ได้น่ะสิ?”
“จางเซวียนคนนั้นเป็นใครกันถึงเก่งกาจไร้เทียมทานขนาดนี้…”
……
เกิดเสียงเซ็งแซ่ขนานใหญ่ในหมู่ฝูงชน แต่ละคนมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ
กลุ่มอำนาจทั้งสามเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นนำของทวีปแห่งปรมาจารย์ แต่ลำพังปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวคนเดียวสามารถสร้างปัญหาในถิ่นของพวกเขาได้และหนีไปได้อย่างลอยนวล ทำให้สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ต้องถึงกับออกประกาศจับ
จางเซวียนคนนั้นมีความสามารถไร้เทียมทานขนาดไหนถึงทำเรื่องแบบนั้นได้?
“ท่านอาจารย์…” จ้าวหย่าที่ยืนอยู่ข้างจางเซวียนหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยิน เธอรีบหันไปมองเขาด้วยความกังวล
เธอรู้ดีว่าท่านอาจารย์รีบมาจากที่ไกลแสนไกลเพื่อช่วยชีวิตเธอ แต่ไม่คิดว่าเขาจะสร้างความวุ่นวายขนานใหญ่แบบนั้นเพื่อเธอด้วย
จางเซวียนอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประกาศดังกล่าว
พูดตามตรง ถึงเขาจะสร้างความพินาศวอดวายให้กับทั้ง 3 กลุ่มอำนาจ คือตระกูลจาง, ปูชนียสถานนักปราชญ์ และศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง แต่ทั้งสามก็ล้วนทำความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ทั้งนั้น
ผู้อาวุโสที่ 1 ของตระกูลจาง, จางหวู่เหิง พยายามจะสังหารเขา ซึ่งก็ลงเอยด้วยการเกิดโศกนาฏกรรม
ปรมาจารย์จานแห่งปูชนียสถานนักปราชญ์พยายามใช้กำลังยับยั้งเขาเพื่อจะส่งตัวเขาให้ทางตระกูลจาง ซึ่งการที่เขาตอบโต้ความโหดเหี้ยมครั้งนั้นก็เป็นเหตุทำให้ปูชนียสถานนักปราชญ์ต้องถูกทำลาย
ส่วนศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง พวกเขาบีบบังคับให้หัวหน้าน้อยของตัวเองต้องใช้ศิลปะอันโหดเหี้ยม แถมจ้าวหย่ายังเป็นลูกศิษย์ของเขาด้วย การกระทำของเขาจะเรียกว่าเป็นการลักพาตัวได้อย่างไร?
ไม่น่าเชื่อว่าพวกนั้นจะทำตัวน่ำไม่อายถึงขนาดรายงานเรื่องนี้ไปยังสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่และผลักดันให้มีการออกประกาศจับ
ทั้งหมดที่เขาต้องการก็คือแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเองและใช้ชีวิตในฐานะอาจารย์อย่างสงบสุขเท่านั้น
ทำไมความปรารถนาง่ายๆ ของเขาถึงได้มายากเย็นนัก?
เมื่อมีประกาศจับออกมาแล้ว ทั่วทั้งทวีปปรมาจารย์ก็จะรู้จักเขาในเวลาอันรวดเร็ว และเขาจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบอีกต่อไป
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่ปรารถนาจะเห็นเลยสักนิด
“ท่านอาจารย์ พวกเขาพูดว่า…คุณทำลายตระกูลจางและสร้างความเดือดร้อนให้ปูชนียสถานนักปราชญ์ มันเกิดอะไรขึ้น?”
ถึงตอนนี้ จ้าวหย่าเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้อีกต่อไป
นับตั้งแต่เธอฟื้น ท่านอาจารย์ก็ได้ให้สัญญาไว้ว่าจะอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่จนถึงวันนี้ เธอก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร
เธอเต็มใจติดตามท่านอาจารย์มาเอง แล้วเรื่องราวกลับกลายเป็นว่าท่านอาจารย์ลักพาตัวเธอได้อย่างไรกัน?
อีกอย่าง ตึกรามบ้านช่องของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งนับไม่ถ้วนที่ถูกทำลาย…ด้วยระดับวรยุทธอันจำกัดของท่านอาจารย์ แน่นอนว่าไม่มีทางที่เขาจะทำอะไรเสียหายได้มากขนาดนั้น
จางเซวียนรู้ดีว่าไม่อาจปกปิดเรื่องนี้จากจ้าวหย่าได้ จึงได้แต่ส่ายหัวอย่างจนปัญญา “นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เราควรจะพูดกัน ผมจะบอกคุณทุกอย่างหลังจากเราหาที่เงียบๆ คุยกันได้…”
บริเวณนี้มีผู้เชี่ยวชาญอยู่เต็มไปหมด การส่งโทรจิตโดยใช้พลังปราณจึงไม่ถือว่าปลอดภัย คงจะดีกว่าหากพวกเขาหาสถานที่เงียบๆ ที่สามารถสร้างปราการป้องกันคนนอกได้ก่อนจะตั้งต้นอธิบายทุกอย่างให้กระจ่าง
ไม่อย่างนั้น เขาก็มีแต่จะทำให้ลูกศิษย์ต้องไม่สบายใจมากขึ้นหากยังคงเก็บทุกเรื่องไว้เป็นความลับ
“ได้” รู้ดีว่าพวกเขาอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม จ้าวหย่าจึงพยักหน้า
ไม่ช้า หลังจากชายชราเสร็จสิ้นการอ่านประกาศของสภาปรมาจารย์ ฝูงชนในจัตุรัสก็เริ่มสลายตัว จางเซวียนกดข่มระดับวรยุทธของเขาไว้และพาตัวจ้าวหย่าออกไปยังบริเวณนอกเมืองของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ
เขาคิดจะเข้าไปที่สมาคมช่างตีเหล็ก แต่เท่าที่เห็น ก็ถือว่าโชคดีแล้วที่ไม่ได้ไป ไม่อย่างนั้นคงถูกจับตัวทันทีที่ไปถึง
ทั้งคู่รีบออกจากตัวเมืองสมาพันธ์นานาจักรวรรดิและมาถึงหุบเขาอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง จางเซวียนสร้างปราการที่ปิดกั้นคนนอกไว้รอบพื้นที่ และตรวจสอบอีกครั้งว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มอธิบายทุกอย่างให้จ้าวหย่าฟัง
นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตระกูลจาง ค่ายกลทะลุมิติที่ปูชนียสถานนักปราชญ์ ไปจนถึงการทดสอบสายฟ้าที่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะเล่าจบ จ้าวหย่าก็นัยน์ตาเบิกโพลง เธอถึงกับจังงังกับสิ่งที่ได้ยิน
เธอคิดว่าตัวเองบ้าบิ่นเอาการแล้ว แต่หากเทียบกับท่านอาจารย์ ความกล้าหาญของเธอก็เป็นเพียงการเล่นขายของ
ในทวีปแห่งปรมาจารย์ก็มีเพียง 3 กลุ่มอำนาจใหญ่นี้! แค่มีเรื่องกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตของนักรบผู้นั้นไม่เป็นสุขตลอดไปแล้ว แต่ท่านอาจารย์ของเธออาจหาญถึงขนาดพาเธอเข้ามาที่สมาพันธ์นานาจักรวรรดิและรับฟังประกาศจับด้วยตัวเอง
“ท่านอาจารย์ ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรส่งข้อความนั้นให้คุณเลย…” จ้าวหย่ากัดริมฝีปากด้วยความเสียใจ
เป็นเพราะเธอที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องลงเอยด้วยการมีเรื่องกับกลุ่มอำนาจมากมาย ไม่อย่างนั้น ด้วยความสามารถของเขา เขาน่าจะได้รับการยกย่องอย่างสูงจากสภาปรมาจารย์ และคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้
“ไม่มีปัญหา!” จางเซวียนโบกมือ
เขาตั้งใจจะสร้างความปั่นป่วนให้กับตระกูลจางอยู่แล้ว จึงไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับตระกูลนั้น
ส่วนปูชนียสถานนักปราชญ์ก็ยิ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาเป็นตัวเลือกของผู้ที่จะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าปูชนียสถาน และปลดฉนวนของตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานไปได้ 2 ชั้นแล้ว ขอแค่เขาได้พบหนังสือศิลปะแห่งการหยั่งรู้อันเหมาะสมและได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาดวงตาสวรรค์แห่งเก้าพื้นดินเบื้องล่างฉบับสมบูรณ์ ก็จะปลดฉนวนอันสุดท้ายได้ ถึงตอนนั้น เขาก็จะได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองและปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปโดยอัตโนมัติ
ส่วนศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง ในเมื่อพวกนั้นทำร้ายลูกศิษย์ของเขา อย่าว่าแต่เล่นงานเพียงครั้งเดียวเลย เขาไม่เดือดร้อนที่จะเล่นงานสถานที่นั้นเป็นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 ด้วยซ้ำ
ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงนั้นล้วนแต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา!
ความลำบากมีเพียงเรื่องเดียวคือ ตอนนี้ ‘ชื่อเสียง’ ของเขาลือกระฉ่อนไปไกลแล้ว คงยากที่เขาจะเก็บเนื้อเก็บตัวได้อีก
“ท่านอาจารย์ เมื่อมีประกาศจับคุณ ตำแหน่งปรมาจารย์ที่คุณได้มาด้วยความยากลำบากก็จะต้องเสียไปนะ” จ้าวหย่าอุทานด้วยความกังวล
เมื่อสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็แน่นอนว่าท่านอาจารย์ของเธอจะต้องถูกถอดถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ เธอได้เห็นมากับตาว่าท่านอาจารย์ไต่เต้าจากอาจารย์ธรรมดาสามัญขึ้นเป็นปรมาจารย์ด้วยความยากลำบากขนาดไหน แล้วทุกอย่างมาพังทลายแบบนี้…
อย่าว่าแต่ท่านอาจารย์เลย แม้แต่ตัวเธอก็รับไม่ได้!
“เป็นปรมาจารย์แล้วมีประโยชน์อะไรหากผมต้องละเลยในสิ่งที่ตัวเองยึดมั่น? ขอแค่ผมยึดมั่นในค่านิยมที่ถูกต้องของการเป็นอาจารย์ การสูญเสียสิ่งเล็กๆ เหล่านั้นจะเป็นไรไป?” จางเซวียนส่ายหน้าเพื่อให้ความมั่นใจกับลูกศิษย์ของเขา
ครู่ต่อมา เขาก็นิ่งอึ้งไป
สิ่งที่เขาพูดกับจ้าวหย่าทำให้นึกอะไรได้บางอย่าง
ที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่าสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดคงจะไม่มีทางรักษาได้หากเขาต้องสูญเสียตำแหน่งปรมาจารย์
แต่ในยุคของปรมาจารย์ขง สมัยนั้นยังไม่มีอาชีพปรมาจารย์เกิดขึ้นเลย
แล้วปรมาจารย์ขงแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของเขาด้วยวิธีไหนกัน?
อะไรที่เป็นคำจำกัดความของคำว่าปรมาจารย์? หากใครคนหนึ่งมีพฤติกรรมเหมือนปรมาจารย์ แต่ไม่ได้การยอมรับจากสภาปรมาจารย์ นั่นหมายความว่าเขาไม่ใช่ปรมาจารย์หรือ?
ในท้ายที่สุด สภาปรมาจารย์ก็เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความเป็นทางการ ตราบใดที่คนคนหนึ่งยึดมั่นในค่านิยมของความเป็นครูบาอาจารย์ ทำไมจะต้องสนใจด้วยว่าคนอื่นจะมองตนเองอย่างไร?
มันเป็นเรื่องสำคัญหรือเปล่าว่าปรมาจารย์คนหนึ่งจะต้องมีตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์หรือไม่?
หากผู้นั้นมองว่าตัวเองเป็นครูบาอาจารย์และปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ต่อให้ไม่ได้สวมเสื้อคลุมปรมาจารย์หรือไม่ได้การยอมรับจากสภาปรมาจารย์ เขาก็ยังเป็นครูบาอาจารย์ที่แท้จริงอยู่ดี!
ฟิ้วววว!
ทันทีที่ความคิดนี้เกิดขึ้นในสมองของจางเซวียน ร่างของเขาก็แข็งทื่อ กระแสพลังงานพิเศษพุ่งลงมาจากสวรรค์และโอบล้อมร่างของเขาไว้
การยอมรับปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งที่ 5 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
