ตอนที่ 1574 ความเบิกบานขององค์หญิงน้อย (1)
ที่ตระกูลหลัวมีแต่ความคึกคักและคลาคล่ำ มีโคมไฟเฉลิมฉลองติดตั้งไว้ทั่ว แพรพรรณสีแดงอันโดดเด่นเจิดจ้าถูกแขวนไว้บนตึกรามบ้านช่องทั่วทั้งเมืองสวรรค์บัง บ่งบอกถึงการเฉลิมฉลองอันน่ายินดี
ในวันอันแสนจะน่าเบิกบานนี้ หลัวชิงเฉิน, ผู้อาวุโสที่ 1 แห่งตระกูลหลัวสวมเสื้อคลุมขลิบทองงามสง่า เขายืนอยู่ที่ทางเข้าห้องโถงใหญ่ของตระกูลหลัว รอยยิ้มเฉิดฉายอยู่บนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น
“หัวหน้าตระกูลเจียง, เจียงฟังโหย่ว มาถึงพร้อมกับอสูรระดับเซียนขั้น 8 สามสิบตัว เพื่อแสดงความยินดีกับตระกูลจางและตระกูลหลัวในงานหมั้นครั้งนี้!”
“หัวหน้าตระกูลมู่, มู่เหิงเจิน มาถึงพร้อมกับยาสมุนไพรอายุ 3000 ปีจำนวน 3 กล่อง และต้นอ่อนของต้นโพธิ์จิตวิญญาณจำนวน 10 ต้น เพื่อแสดงความยินดีในการรวมกันเป็นหนึ่งระหว่างตระกูลจางกับตระกูลหลัว!”
“หัวหน้าตระกูลสุ่ย, สุ่ยฟังเถียน มาถึงพร้อมกับคริสตัลน้ำไหล 3,000 ก้อน เพชรจากทะเลใต้ 5,000 ก้อน และลูกตามังกรระดับ 7 ดาวอีก 200 ก้อน เพื่อแสดงความยินดีล่วงหน้ากับการแต่งงานระหว่างตระกูลจางกับตระกูลหลัว!”
……
เสียงประกาศลักษณะนี้ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่เหล่าบุคคลสำคัญของทวีปแห่งปรมาจารย์ทยอยกันมาทีละคน ต่างคนต่างก็ยิ้มกว้าง
สำหรับบุคคลเหล่านี้ เพียงแค่กระทืบเท้าครั้งเดียวก็สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งทวีปแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขาต่างพากันมอบของล้ำค่าให้ตระกูลหลัว ไม่มีใครแสดงกิริยาอาการไม่สุภาพ
เห็นฝูงชนคลาคล่ำ หนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่ต้อนรับแขกได้แต่ตั้งข้อสังเกตด้วยความยำเกรง “ดูเหมือนทั่วทั้งทวีปแห่งนี้จะรับรู้วีรกรรมของปรมาจารย์จางที่สมาพันธ์นานาจักรวรรดิเมื่อ 2-3 วันก่อน นี่ขนาดแค่งานหมั้น พวกเขายังมอบของขวัญล้ำค่าขนาดนี้ ผมจินตนาการไม่ถูกเลยว่าเมื่องานแต่งงานมาถึง ผู้คนจะเข้าคิวยาวยืดขนาดไหนเพื่อรอคอยที่จะมอบของขวัญ…”
แม้ตระกูลหลัวจะมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยในทวีปแห่งปรมาจารย์ แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะได้รับความสนใจจากกลุ่มอำนาจต่างๆ มากมายขนาดนี้
อันที่จริง ต่อให้ตระกูลจางก็ทำไม่ได้เช่นกัน
แต่เพราะจางเซวียน, หัวหน้าตระกูลจางคนปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่พิธีหมั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่างานแต่งงานของเขาจะต้องยิ่งใหญ่กว่านี้มาก ถึงขนาดที่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จะต้องส่งผู้แทนมามอบคำอวยพรเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเหตุผลของความยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อนที่เกิดขึ้นในวันนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากวีรกรรมโดดเด่นของจางเซวียนเมื่อ 2-3 วันก่อน ตอนนี้ เรื่องดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์แล้ว
ตลอดระยะเวลาหลายหมื่นปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ ไม่มีใครเคยรอดพ้นจากการออกประกาศจับของพวกเขาไปได้ แต่จางเซวียนได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นในวันนั้น ไม่เพียงแต่โลกจะได้รับรู้ว่าว่าที่หัวหน้าสภายอดขุนพล หัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษ หัวหน้าศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง และอื่นๆ อีกมากล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ของเขา ลำพังตัวจางเซวียนเองก็ยังเป็นทั้งหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์และศิษย์พี่ของปรมาจารย์หยาง
ข่าวนี้ทำให้ทั้งโลกตกตะลึง
ในเมื่อชื่อนี้มีหลายสถานภาพที่แสนจะโดดเด่น แล้วกลุ่มอำนาจต่างๆ จะนิ่งเฉยกับสิ่งที่พวกเขาเห็นได้อย่างไร
ก็เพราะเรื่องนี้ ตระกูลจางจึงไม่ลังเลที่จะจัดพิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการให้จางเซวียนขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ภายใต้รัศมีของเขา สถานภาพของตระกูลจางจะสูงส่งขึ้นอีกมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อมีกลุ่มอำนาจมากมายให้ความยำเกรงกับอิทธิพลของตระกูลจาง ตระกูลจางก็มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
แล้วใครกันที่จะกล้าละเลยเกียรติยศของตระกูลจางและไม่มาแสดงความยินดีกับพวกเขา?
อย่าว่าแต่เรื่องสำคัญอย่างงานหมั้น ต่อให้จางเซวียนเป็นหวัดแม้เพียงนิดเดียว ก็แน่นอนว่ากองทัพหัวหน้าตระกูลและหัวหน้าสำนักต่างๆ จะต้องรีบแห่กันมามอบยาและของล้ำค่าให้อย่างรวดเร็วเพื่อแสดงความปรารถนาดี
“จริงด้วย นานกี่ปีมาแล้วที่ตระกูลหลัวของเรามีงานเฉลิมฉลองครั้งสุดท้าย?” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งออกความเห็น
แม้องค์หญิงน้อยของพวกเขาจะทำให้ทั้งโลกตกตะลึงด้วยการประสบความสำเร็จในการเป็นผู้เก็บงำมิติ ซึ่งช่วยยกระดับชื่อเสียงของตระกูลหลัวขึ้นอีกมาก แต่ในครั้งนั้น ก็มีเพียงตระกูลใหญ่ไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่มาแสดงความยินดี แต่ส่วนเวลานี้ กลุ่มอำนาจแทบทุกกลุ่มทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์พากันแห่มาแสดงความปรารถนาดีให้ตระกูลหลัว
ไม่น่าแปลกใจที่ผู้อาวุโสทั้งสองจะรู้สึกแบบนี้
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่ยังไม่มีข่าวคราวจากทายาทน้อยแห่งตระกูลจาง ผมก็ยังรู้สึกอยู่ตลอดว่าการหมั้นหมายครั้งนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับองค์หญิงน้อยเสียเหลือเกิน แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ ทายาทน้อยจะปรากฏตัวให้พวกเราเห็นอีกครั้ง แถมยังปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่พอๆ กับตอนที่เขาเกิดมา!”
“จริงด้วย! เขาเกิดมาเป็นเซียนโดยกำเนิด ในครั้งนั้น แม้แต่รูปปั้นของปรมาจารย์ขงก็ยังลอยขึ้นสู่กลางอากาศเพื่อแสดงการคารวะเขา สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ก็ส่งผู้แทนไปเพื่อแสดงความปรารถนาดี ตอนนั้น ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้เรื่องความพิเศษในตัวทายาทน้อยของตระกูลจาง! หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี เขาก็ไม่ทำให้พวกเราผิดหวังเลยจริงๆ”
“ใช่ หากเป็นดวงดาว ถึงอย่างไรก็ต้องเปล่งประกาย แต่ที่สำคัญกว่านั้น ใครจะไปคิดว่าคนที่องค์หญิงน้อยชื่นชอบจะเป็นเขา! ผมบรรยายความสุขของผมไม่ถูกเลย หลังจากความตึงเครียดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนทุกเรื่องจะคลี่คลายไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ…”
ผู้อาวุโสอีกหลายคนพยักหน้าอย่างเบิกบานเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ต่อให้ตระกูลหลัวจะชื่นชมยินดีกับการแต่งงานกับตระกูลจางมากแค่ไหน แต่หากองค์หญิงน้อยไม่พึงพอใจในตัวคู่หมั้นของเธอ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการฝังระเบิดเวลาเอาไว้เพื่อรอคอยการระเบิดตูมขึ้นมา
โชคดีเหลือเกินที่องค์หญิงน้อยกับทายาทน้อยต่างมีใจให้กัน นี่เป็นการจบเรื่องอย่างงดงามที่สุดอย่างที่พวกเขาคาดหวังให้เป็น
……
ห่างออกไปจากฝูงชนที่เดินไปมาคลาคล่ำ มีบ้านพักขนาดเล็กหลังหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในตระกูลหลัว เต็มไปด้วยดอกไม้สวยงาม ในห้องๆ หนึ่ง สาวน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่หน้ากระจกเงา กำลังแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน
สาวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังสาวน้อยคนนั้นกำลังหวีผมให้เธออย่างระมัดระวังขณะออกปากอุทานด้วยความตื่นเต้น “นายหญิงน้อย ข้างนอกนั่นดูครึกครื้นเหลือเกิน ฉันได้ยินว่ามีบุคคลสำคัญมากมายมาเยือนตระกูลหลัวของเรา!”
“ฉันรู้ ฉันรู้แล้ว เธอบอกฉันเป็นครั้งที่ 3 แล้วนะ!” สาวน้อยส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอ่อน
“ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่งดงามและโดดเด่นอย่างองค์หญิงน้อยของเราถึงไปมีใจให้อาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์จากจักรวรรดิขั้น 1 ได้ แต่กลับกลายเป็นว่านายน้อยในอนาคตของพวกเราเป็นคนสำคัญมาก! ขนาดยังไม่ได้พูดอะไร กลุ่มอำนาจมากมายก็แห่กันมาแสดงความยินดีแล้ว นอกจากสภาปรมาจารย์ ฉันก็คิดไม่ออกว่าจะมีกลุ่มอำนาจไหนที่มีอิทธิพลขนาดนี้” สาวใช้ที่กำลังหวีผมให้สาวน้อยออกความเห็นอย่างชื่นชม นัยน์ตาของเธอเป็นประกายวาววับ
“อย่าลืมสิ ตอนนี้สภาปรมาจารย์ไม่มีประธานสภาปรมาจารย์ตัวจริงนะ คงยากอยู่หรอกที่จะทำให้ผู้คนมารวมตัวกันทีเดียวมากมายขนาดนี้” สาวใช้อีกคนหนึ่งเสริมพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
“นายหญิงน้อยของเราคือผู้ที่สวรรค์ประทานพรให้จริงๆ !”
สาวใช้ทั้งสองคุยกันอย่างเบิกบาน
สาวน้อยที่นั่งอยู่หน้ากระจกเงาจ้องมองภาพอันงดงามไร้ที่ติของเธอในกระจก รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้น
ในตอนนั้นเอง เธอก็หันกลับไปมองสาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง รอยยิ้มอ่อนหวานนั้นถูกแทนที่ด้วยความไม่แน่ใจและลังเล “เรื่องที่ฉันให้เธอไปสืบน่ะได้ความว่าอย่างไร? ปรมาจารย์จาง…ตอนที่เขามาถึงเมื่อวานน่ะ เขาพูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“คือ…”
สาวใช้ชะงักไปเล็กน้อยกับท่าทีปุบปับของนายหญิงน้อย แต่ขณะที่กำลังจะตอบ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้นด้านนอก ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างรื่นเริง “ไม่ต้องไปถามพวกนั้นหรอก พี่สืบมาให้เธอแล้วเรียบร้อย!”
“นายน้อย!” เมื่อเห็นผู้ที่เพิ่งเดินเข้ามา บรรดาสาวใช้รีบโค้งคำนับ
“อือ” หลัวชวนชิงโบกมือให้สาวใช้ทำตัวตามสบาย เขามองน้องสาวแล้วหัวเราะหึๆ “เมื่อวานนี้ ตอนที่พี่พูดเรื่องเธอกับหมอนั่นน่ะ เขาตื่นเต้นเสียจนแทบจะบินมาหาเธอแล้วถ้าทำได้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ห้ามไว้ เขาคงทำไปแล้วแหละ!”
“เขา…ตื่นเต้นหรือ?” สาวน้อยหน้าแดงก่ำด้วยความอาย “พี่ชาย อย่ามัวแต่ล้อฉันน่ะ พี่แน่ใจนะว่าเขาตื่นเต้นเพราะฉัน?”
“ก็เห็นๆ กันอยู่ เธอถามออกมาได้อย่างไร? เขามาที่นี่เพื่อขอเธอแต่งงานนะ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเธอเป็นใคร? ไม่ต้องกังวลน่ะ” หลัวชวนฉิงส่ายหน้า ไม่เข้าใจความกังวลของน้องสาว
บางทีเจ้าสาวก็คงเป็นแบบนี้ ยิ่งใกล้วันแต่งงานเข้ามา ก็ยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นเท่านั้น
“ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันแค่คิดถึงตอนที่ฉันปลอมตัวเมื่อพบเขาเป็นครั้งแรก…” องค์หญิงน้อยตอบพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ “ฉันเกรงว่าเขาจะจำฉันไม่ได้เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของฉัน”
“นายหญิงน้อย วางใจเถอะ! ฉันก็เคยเห็นนายหญิงปลอมตัว นายหญิงตอนนี้น่ะดูน่ำรักกว่าตอนนั้นอย่างน้อยสิบเท่า! ไม่มีทางที่ว่าที่นายท่านจะไม่หลงเสน่ห์ความงดงามของนายหญิง” สาวใช้คนหนึ่งพูดอย่างรื่นเริง
“ใช่แล้ว นายหญิงน้อย ฉันสาบานได้เลยว่าถ้านายหญิงน้อยออกไปพบเขาด้วยรูปลักษณ์นี้ เขาจะต้องตกหลุมรักนายหญิงอย่างจังอีกครั้งแน่” สาวใช้อีกคนหนึ่งหยอกพร้อมกับยิ้มให้
“พวกเธอสองคนก็ดีแต่ล้อฉัน!” สาวน้อยประท้วงด้วยใบหน้าแดงก่ำ เธอหันกลับไปมองหลัวชวนฉิงอีกครั้งพร้อมกับตั้งคำถาม “พี่ชาย ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“เขามีเรื่องที่ต้องไปจัดการ จึงออกจากที่นี่ไป แต่คงจะกลับมาเร็วๆ นี้แหละ หยู่ชิง, เธอไม่ต้องกังวลอะไรนะ พี่แน่ใจว่าเธอคงไม่อยากให้เขาเห็นเธอมีสีหน้าวิตกกังวลแบบนี้ จริงไหม?” หลัวชวนฉิงหัวเราะหึๆ ขณะนวดหว่างคิ้วของสาวน้อยเพื่อคลายรอยย่นตรงนั้น
“ใช่” สาวน้อยพยักหน้าและยิ้มให้
นับตั้งแต่จำความได้ เธอก็อยู่กับความรู้สึกหนักอึ้งจากการหมั้นหมายครั้งนี้มาตลอด คิดว่านี่คงเป็นเพียงเส้นทางเดียวที่เธอจะต้องเดิน และสิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือยินยอม ดังนั้น เธอจึงไม่กล้าแม้สักครั้งที่จะคาดหวังถึงชีวิตที่จะได้เดินเคียงคู่ไปกับคนที่เธอรักตราบจนถึงวันสุดท้าย
แต่บางที สวรรค์ก็คงไม่ใจร้ายใจดำอย่างเหมือนอย่างที่เธอคิดไว้
