ตอนที่ 1573 เป็นใครกัน?
ถึงปรมาจารย์หยางจะไม่สามารถปล่อยพลังฝ่ามือที่ทำให้เกิดรูบนค่ายกลอารักขาของตระกูลหยวนได้ แต่จางเซวียนก็รู้สึกว่าเขาน่าจะทำได้โดยใช้พละกำลังของตราประทับสภาปรมาจารย์ นั่นหมายความว่าเจ้าตัวการมีพละกำลังที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขาเมื่อใช้ของล้ำค่าหรือเปล่า?
แต่เขาก็ใช้พลังจากหยดเลือดของปรมาจารย์ขงไปแล้ว เจ้านั่นมีบางอย่างที่ทัดเทียมกับสิ่งนี้หรือ?
“แต่นั่นเป็นไปไม่ได้!”
ข้อเท็จจริงที่ว่าตราประทับสภาปรมาจารย์มีหยดเลือดของปรมาจารย์ขงสามหยดนั้นถือได้ว่ามันเป็นของล้ำค่าที่แข็งแกร่งที่สุดของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ซึ่งก็เกินพอที่จะบ่งบอกว่ามันมีค่าและหายากขนาดไหน ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีของล้ำค่าชิ้นที่ 2 ในโลกที่สามารถเทียบชั้นกับมัน
ต่อให้อีกฝ่ายมีหยดเลือดของปรมาจารย์ขงอยู่ในครอบครอง แต่เท่าที่เขารู้ ก็มีแต่ปรมาจารย์ฟ้าประทานเท่านั้นที่จะใช้พลังของมันได้ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะใช้พลังจากหยดเลือด
เมื่อไม่อาจทำความเข้าใจสถานการณ์ จางเซวียนตั้งคำถาม “เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นนักปราชญ์โบราณสักคนที่จงใจลดระดับวรยุทธของเขา?”
“ก็ไม่น่าใช่อีกนั่นแหละ…ถ้านักปราชญ์โบราณสักคนปรากฏตัวที่นี่จริงๆ นักปราชญ์โบราณของตระกูลหยวนก็จะต้องสัมผัสได้และฟื้นคืนชีพขึ้นมา” รองหัวหน้าตระกูลตอบพร้อมกับส่ายหน้า
จางเซวียนตาโตเมื่อนึกได้
ก็จริง ถ้าตระกูลหยวนมีนักปราชญ์โบราณที่จำศีลอยู่ เขาก็คงจะฟื้นคืนชีพทันทีเมื่อรู้สึกได้ว่ามีนักปราชญ์โบราณคนอื่นเข้ามา
การที่นักปราชญ์โบราณของตระกูลหยวนยังคงสงบนิ่งทั้งที่มีผู้เข้ามาโจมตี ก็เป็นเครื่องบ่งบอกว่าถึงเจ้าตัวการจะมีพละกำลัง แต่ก็ยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธถึงขั้นนักปราชญ์โบราณ
“มีพละกำลังมากมายขนาดนั้นทั้งที่ยังไม่ได้เป็นนักปราชญ์โบราณ…จะเป็นใครกัน?” จางเซวียนหน้าตาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
คงจะดีกว่าถ้าหมอนั่นเป็นนักปราชญ์โบราณ เพราะนักปราชญ์โบราณของตระกูลหยวนจะได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาและสกัดกั้นเขา หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะได้รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ก็โชคร้ายที่มันไม่เป็นอย่างนั้นนั่น ทำให้จางเซวียนไม่ได้เงื่อนงำที่จะนำมาปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลย
ในตอนนั้นเอง จางเซวียนก็นึกอะไรได้บางอย่าง เขารีบถามด้วยความร้อนใจ “รองหัวหน้าตระกูลหยวน คุณรู้หรือเปล่าว่าสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณตั้งอยู่ที่ไหน?”
“ผมมีแผนที่!” รองหัวหน้าตระกูลหยวนสะบัดข้อมือแล้วยื่นตราหยกอันหนึ่งให้
“ลูกกังวลว่าเจ้านั่นจะไปเล่นงานหวังหยิ่งหรือ?” เซียนดาบเหมิงเข้าใจความคิดของจางเซวียนทันที
“ใช่!” จางเซวียนพยักหน้า
จ้าวหย่า เว่ยหรูเหยียน และหยวนเทา…ศิษย์สายตรง 3 คนของเขาถูกลักพาตัวไปแล้ว ถ้าเจ้าตัวการตั้งใจจะเล่นงานเขาจริง หวังหยิ่งก็น่าจะเป็นเหยื่อรายต่อไป!
ส่วนเจิ้งหยาง เขาน่าจะปลอดภัยอยู่ในสภายอดขุนพล เพราะต่อให้หมอนั่นมีพละกำลังที่เป็นรองเพียงแค่นักปราชญ์โบราณ ก็ไม่น่าจะฝ่าแนวป้องกันของสภายอดขุนพลเข้าไปได้โดยง่าย ดังนั้นเจิ้งหยางก็คงยังปลอดภัย
“รีบไปกันเถอะ!”
จางเซวียนสร้างค่ายกลทะลุมิติอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็มาอยู่ที่สมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ
หลังจากใช้พลังเพื่อเปิดใช้งานค่ายกลทะลุมิติถึง 3 ครั้ง อีกทั้งยังใช้พลังปราณของเธอปกป้องจางเซวียนจากคลื่นความสั่นสะเทือนของมิติด้วย เซียนดาบเหมิงก็เริ่มออกอาการอ่อนล้า
“ท่านอาจารย์ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่? พวกเรากำลังเตรียมการจะเดินทางไปตระกูลหลัวเพื่อฉลองงานหมั้นของคุณอยู่พอดี!” หวังหยิ่งดีใจที่เห็นจางเซวียน แต่นัยน์ตาของเธอฉายแววสงสัย
เธอรู้ดีว่าท่านอาจารย์คงไม่มาเยี่ยมเธออย่างกะทันหันโดยปราศจากเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาก็กำลังจะพบกันที่ตระกูลหลัวอยู่แล้ว
“หวังหยิ่ง…จ้าวหย่า เว่ยหรูเหยียน กับหยวนเทาถูกลักพาตัวไป” จางเซวียนอธิบายอย่างเคร่งเครียด
“พวกนั้นถูกลักพาตัว?” หวังหยิ่งตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ เธอตัวสั่นด้วยความตกใจ “แต่…ใครกันที่จะแข็งแกร่งถึงขนาดลักพาตัวพวกเขา?”
“ผมก็ไม่รู้ ผมเกรงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ จึงรีบมาดู” จางเซวียนตอบ
“ท่านอาจารย์ คุณสงสัยว่าหมอนั่นจะเล่นงานฉันเป็นคนต่อไปหรือ?” หวังหยิ่งเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอหันกลับไปสั่งการ “ผู้อาวุโสฉิง แจ้งผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณทุกคนให้เตรียมตัว อาจเกิดการต่อสู้ขึ้นเร็วๆ นี้!”
“ได้!” ผู้อาวุโสฉิงเข้าใจความตึงเครียดของสถานการณ์ จึงรีบออกไปเตรียมการทันที
หลังจากสั่งการแล้ว หวังหยิ่งก็หันมามองจางเซวียนอย่างกังวลใจ “ท่านอาจารย์ แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ศิษย์พี่จ้าวหย่ากับคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรื่องนั้นผมไม่รู้ เจ้าตัวการไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย ผมสะกดรอยตามไม่ได้…” จางเซวียนส่ายหน้าและขมวดคิ้ว “สำหรับตอนนี้ ผมคิดว่าจะรอดูที่นี่ก่อน ถ้าหมอนั่นเข้าโจมตีอีกครั้ง เราก็จะสอบสวนเขาให้ได้!”
“ฉันเข้าใจแล้ว”
หวังหยิ่งเข้าใจเจตนาของจางเซวียน เธอเงียบไป จากนั้นก็จัดสถานที่ให้จางเซวียนกับเซียนดาบเหมิงได้พักผ่อนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเพื่อฝึกฝนวรยุทธ ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว
ความปราดเปรื่องของเธอเทียบชั้นกับจ้าวหย่าและคนอื่นๆ ไม่ได้ จึงได้แต่อาศัยความขยันหมั่นเพียรเข้าสู้ เมื่อผนวกกับทรัพยากรชั้นยอดที่เธอมีอยู่มากมายในฐานะประธานสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ หวังหยิ่งจึงยังสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ทุกคนรอคอย หนึ่งวันเต็มๆ ก็ผ่านไป กว่าจะรู้ตัว พระอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าอีกครั้ง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวจากตัวการ ราวกับหมอนั่นจะรู้ว่าทุกคนอยู่ที่นี่และเก็บตัวเงียบเพื่อรอคอยเวลา
เมื่ออดรนทนไม่ไหว จางเซวียนลุกขึ้นยืนและถามหวังหยิ่ง “คุณมีค่ายกลสำหรับการสื่อสารระยะไกลไหม? ส่งข้อความไปหาเจิ้งหยางที สอบถามว่าเขายังอยู่ดีหรือเปล่า”
“ได้ ท่านอาจารย์!” หวังยิ่งตอบก่อนจะออกไปจากห้อง
ไม่ช้าเธอก็กลับมา “ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่เจิ้งหยางอยู่ที่ตระกูลหลัวแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหาใดๆ ระหว่างทาง…”
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเจิ้งหยางเหมือนกันหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ในเมื่อเจ้านั่นจับตัวจ้าวหย่า เว่ยหรูเหยียน และหยวนเทำไปทีละคน เขาก็เข้าใจว่าหมอนั่นคิดร้ายกับตัวเขาและบรรดาลูกศิษย์ นั่นคือเหตุผลที่จางเซวียนเลือกจะรอคอยอยู่ที่สมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ รอให้อีกฝ่ายปรากฏตัว แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เขาเข้าใจเจตนาของเจ้าตัวการผิดไปหรือเปล่า?
ในตอนนั้นเอง จางเซวียนก็ตัวแข็งทื่อ เขาอุทานออกมาอย่างพรั่นพรึง “สภาวะพิเศษ!”
ก่อนหน้านี้ ปรมาจารย์หยางพูดไว้ว่าเพื่อให้ได้มหาคัมภีร์แห่งฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมา ก็จะต้องรวบรวมเครื่องรางฟ้าประทานในตำนานให้ได้ทั้ง 6 ชิ้น แต่หากไม่มีเครื่องราง ก็สามารถถอดรหัสฉนวนได้โดยใช้หยดเลือดของผู้ที่มีสภาวะพิเศษ
ทั้งจ้าวหย่า เว่ยหรูเหยียนและหยวนเทาต่างก็มีสภาวะพิเศษที่สามารถใช้ทดแทนเครื่องรางได้
ในขณะที่หวังหยิ่งกับเจิ้งหยางไม่ได้มีสภาวะพิเศษ ซึ่งนั่นอธิบายได้ว่าทำไมทั้งคู่ถึงไม่กลายเป็นเป้าหมาย
นั่นคือเหตุผลที่ทั้งสามตกเป็นเหยื่อหรือเปล่า?
ถ้านั่นคือความตั้งใจจริงๆ ของเจ้าตัวการล่ะก็ ในอีกแง่หนึ่งก็พอจะถือเป็นข่าวดี ทั้งสามคงยังไม่เป็นอันตรายในตอนนี้
เพราะวัตถุประสงค์ของตัวการที่จับทั้งสามคนไปก็เพื่อใช้เปิดฉนวนและเข้าสู่วิหารแห่งขงจื๊อ ไม่ใช่เพื่อสังหารพวกเขา และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผิดพลาด เจ้านั่นก็ไม่น่าจะทำให้ทั้งสามคนเป็นอันตรายจนกว่าการถอดรหัสฉนวนจะเป็นผลสำเร็จ
“นับจากนี้ไป หวังหยิ่ง, คุณติดตามผมนะ อย่าได้ไปไกลหูไกลตาอย่างเด็ดขาด!” จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสั่งการ
ถึงอย่างไรเรื่องเกี่ยวกับสภาวะพิเศษก็เป็นแค่การคาดเดาของเขา ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่า
“แล้วคราวนี้ลูกจะไปไหน?” เซียนดาบเหมิงถาม
หลังจากได้พักหนึ่งวัน สภาพร่างกายของเธอก็ได้รับการฟื้นฟูจากความอ่อนล้าในวันก่อน รังสีของเธอกลับมาแข็งแกร่งดังเดิม มันเฉียบคมราวกับจะตัดสวรรค์ให้ขาดเป็นสองท่อนได้
“กลับตระกูลหลัวกันเถอะ!” จางเซวียนพูด
“ตอนนี้นี่นะ?” เซียนดาบเหมิงประหลาดใจที่ได้ยินคำนั้น
เธอรู้ดีว่าลูกชายของเธอมีความผูกพันล้ำลึกกับบรรดาลูกศิษย์ของเขา จึงคิดว่าลูกชายจะเดินหน้าสืบเสาะหาข้อมูลต่อไป
“ตอนนี้ผมมีบางเรื่องที่ต้องซักถามปรมาจารย์หยาง อีกอย่าง ถ้าเจ้านั่นกำลังเสาะแสวงหาสภาวะพิเศษอยู่จริงๆ ผมเกรงว่าเขาจะมององค์หญิงน้อยเป็นเหยื่อรายต่อไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็มีโอกาสที่เขาจะไปสร้างความวุ่นวายในงานหมั้น” จางเซวียนพูด
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาจงใจไม่พูดออกมา นั่นคือทั้งตระกูลจางและตระกูลหลัวก็ล้วนแต่มีเครื่องรางฟ้าประทานในตำนานอยู่ในครอบครอง!
ถ้าหมอนั่นจับตัวจ้าวหย่ากับคนอื่นๆ ไว้เพื่อประโยชน์ในการเปิดทางเข้าสู่วิหารแห่งขงจื๊อ ก็ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะยอมพลาดเครื่องรางฟ้าประทานในตำนานของจริง แถมวันนี้ก็เป็นวันหมั้นระหว่างตัวเขากับองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัว เพราะฉะนั้น สมาชิกชั้นสูงเกือบทั้งหมดของทั้งสองตระกูลก็ย่อมมารวมตัวกันที่นี่
หากมองในมุมนี้ ก็เป็นโอกาสงามสำหรับเจ้าตัวการที่จะเข้าโจมตีหากเขาต้องการเครื่องรางฟ้าประทานในตำนานของจริง!
ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับจางเซวียนในตอนนี้ก็คือกลับสู่ตระกูลหลัว!
อีกอย่าง ถ้าเขาได้รู้จากปรมาจารย์หยางว่าสภาวะพิเศษจะถูกใช้เพื่อถอดรหัสฉนวนของวิหารแห่งขงจื๊อได้อย่างไร ก็น่าจะได้เงื่อนงำที่เป็นประโยชน์สำหรับการแกะรอยหาตัวการ
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ”
เห็นจางเซวียนตัดสินใจแล้ว เซียนดาบเหมิงไม่พูดอะไรมาก พวกเขารีบสร้างค่ายกลทะลุมิติขึ้นอีกครั้งและมุ่งหน้ากลับสู่ตระกูลหลัว
