Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1586


ตอนที่ 1586 น้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาล

ทั้งสามรุดหน้าไปอย่างช้าๆ

เพราะพวกเขาตามร่องรอยของทั้งสี่คนที่เดินไปก่อนหน้า ระหว่างทางจึงไม่ได้พบอันตรายมากนัก

ชายหนุ่มทั้งสี่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลยตอนที่ลักพาตัวจ้าวหย่ากับคนอื่นๆ บ่งบอกว่าพวกเขาตั้งใจทำลายหลักฐานทุกอย่างของตัวเอง

แต่ในอาณาจักรโบร่ำโบราณแห่งนี้ บางทีอาจเป็นเพราะมีอันตรายอยู่โดยรอบ พวกนั้นจึงไม่อาจใส่ใจกับการกลบเกลื่อนร่องรอยได้มากนัก หรือบางทีอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครสามารถตามมาได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ระมัดระวังตัว นั่นหมายความว่า ถึงร่องรอยของพวกมันจะเบาบางมากจนถึงขนาดที่แทบจะรับรู้ไม่ได้ แต่ก็โชคดีที่มันถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนต่อหน้าดวงตาหยั่งรู้

เจ้าสี่คนนั่นช่างทรงพลังจริงๆ …จางเซวียนคิดอย่างเคร่งเครียด

ถ้าไม่ใช่เพราะดวงตาหยั่งรู้ของเขาได้พัฒนาประสิทธิภาพขึ้นพร้อมกับระดับวรยุทธ ต่อให้ตัวเขาก็คงแกะรอยเจ้าพวกนั้นได้ลำบาก!

สามารถปกปิดร่องรอยของตัวเองได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้จงใจ เจ้าพวกนั้นจะต้องเก่งกาจขนาดไหน?

เป็นไปได้ว่าต่อให้ยังมีวรยุทธไม่ถึงขั้นปรมาจารย์หยาง ก็คงจะไม่ห่างกันนัก ถ้าทั้งสี่ผนึกกำลังกัน ต่อให้ปรมาจารย์หยางก็คงรับมือกับพวกมันไม่ได้

ด้วยระดับวรยุทธของพวกมันและการเข้าประชิดตัวอย่างกะทันหันระหว่างทาง ไม่น่าแปลกใจที่จ้าวหย่ากับเว่ยหรูเหยียนจะพ่ายแพ้

เจ้าพวกนี้คงมีชื่อเสียงแม้แต่ในหมู่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นด้วยกัน จางเซวียนคิดพร้อมกับหรี่ตา

ถึงเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะมีพละกำลังแข็งแกร่งตั้งแต่เกิดและมีอายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์ แต่ก็แน่นอนว่ามีพวกมันเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงวรยุทธระดับนี้ ซึ่งก็หมายความทั้งสี่ถือเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจชั้นสูง ไม่อย่างนั้น ก็คงไม่มีทางที่จะซุกซ่อนตัวเองจากมวลมนุษย์ในทวีปแห่งปรมาจารย์ได้เป็นเวลาหลายปี

ต่อให้กลุ่มของจางเซวียนเอาชนะชายหนุ่มทั้งสี่ได้ ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะการต่อสู้นั้น

……

“มีร่องรอยของการต่อสู้อยู่ตรงนั้น…”

หลังจากเดินหน้าไปได้อีกครู่หนึ่ง หวู่เฉินก็ยกมือให้ทั้งสองคนหยุดก่อนจะออกเดินไปคนเดียว

จางเซวียนรีบตามไปและพบหลุมมากมายหลายขนาดซึ่งมีความลึกต่างๆ กันไปอยู่ในพื้นที่โดยรอบ เป็นสัญญาณว่าการสู้รบอย่างหนักหน่วงเพิ่งเกิดขึ้น

“ไม่ใช่แล้วล่ะ มีบางอย่างแปลกๆ …” แววตาของจางเซวียนบ่งบอกความสงสัยขณะที่เขาวิเคราะห์สภาพแวดล้อม “ถึงร่องรอยเหล่านี้จะมาจากการต่อสู้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือมันมาจากแหล่งเดียว หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็นการกระทำของคนคนเดียว ไม่มีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเขาเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้!”

เพราะใช้ดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนจึงบอกได้ว่าแม้จะมีร่องรอยของความสับสนวุ่นวายอยู่ทั่ว แต่ก็ล้วนแต่เป็นผลจากการใช้พลังปราณของคนคนเดียว ไม่ได้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจริงๆ

“หรือว่า…” หลัวลั่วชิงเลิกคิ้ว “…จะเป็นการเห็นภาพหลอน?”

เหตุผลเดียวที่คนคนหนึ่งจะปลดปล่อยการโจมตีอย่างไม่ลดละทั้งที่ไม่มีคู่ต่อสู้ก็คือเขาอยู่ในสภาพที่ไม่สมประกอบ ถูกอะไรบางอย่างบีบบังคับให้แสดงพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลออกมา

ก็เหมือนเมื่อครั้งที่พวกเขาเข้าสู่พระราชวังชิวอู๋ ในครั้งนั้น พวกเขาได้พบกับบทเพลงบรรเลงปีศาจที่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาวะจิตใจแปรปรวน ถ้าไม่ใช่เพราะจางเซวียนค้นพบแกนกลางของค่ายกลและทำลายมันเสีย ทั้งกลุ่มก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหนื่อยตาย

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” หวู่เฉินพยักหน้า “ค่ายกลภาพลวงตาทำให้ผู้นั้นแยกแยะความเป็นจริงกับภาพหลอนไม่ออก และนั่นเป็นเรื่องที่อันตรายมากสำหรับที่นี่ นายหญิง, ปรมาจารย์จาง กรุณารอที่นี่สักครู่ ผมจะหาทางทำลายค่ายกลก่อน!”

“ระวังด้วยนะ ในเมื่อค่ายกลนี้ทำให้หนึ่งในสี่คนนั้นติดกับได้ ก็แปลว่ามันมีอานุภาพไม่เบา” หลัวลั่วชิงเตือน

“ผมเข้าใจแล้ว” หวู่เฉินพยักหน้า

เขากัดฟันเดินหน้าไปอย่างช้าๆ แต่หลังจากก้าวไปได้เพียง 2 ก้าว ก็พบว่าจางเซวียนเดินล้ำเขาไปก่อนจะหยุดชะงักที่จุดๆ หนึ่งและกระทืบเท้าลงไปบนพื้นดินอย่างแรง

ตึ้งงงง!

พื้นที่โดยรอบดูจะสั่นสะท้านอยู่ชั่วขณะ ราวกับมีบางสิ่งถูกทำลาย

จางเซวียนปรบมือและหันมาพูดว่า “เรียบร้อย ค่ายกลภาพลวงตาถูกทำลายแล้ว!”

หวู่เฉินถึงกับขนลุกขนชันไปทั่วตัว เขารีบเดินเข้าไปและใช้การรับรู้จิตวิญญาณสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อให้แน่ใจว่าค่ายกลนั้นถูกถอดรหัสแล้วจริงๆ

“คุณ…” หวู่เฉินจ้องชายหนุ่มที่อยู่ไม่ห่างออกไปนักอย่างแทบคลุ้มคลั่ง

การที่ชายหนุ่มจะเก่งกาจกว่าเขาในเรื่องการควบคุมมิติและการหยั่งรู้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายยังมีความสามารถที่แสนน่าทึ่งในเรื่องค่ายกลด้วย เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าค่ายกลอยู่ที่ไหนขณะที่ชายหนุ่มถอดรหัสมันเรียบร้อยแล้ว…เป็นไปได้อย่างไร?

มีอะไรบ้างที่ชายผู้นี้ทำไม่ได้?

ดูเหมือนสิ่งที่เตรียมไว้จะผิดพลาดไปหมด!

เขาควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่รอบรู้ทุกเรื่อง ขณะที่ชายหนุ่มก็ควรเป็นแค่ไอ้บ้านนอกเซ่อซ่าคนหนึ่ง!

“นายหญิง…” หวู่เฉินรีบหันกลับไปมองสาวน้อยที่อยู่ด้านหลัง อยากเห็นว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ก็เห็นเพียงรอยยิ้มน้อยๆ

ราวกับเธอรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกว่าชายหนุ่มมีความสามารถแบบนี้ จึงไม่แสดงความประหลาดใจออกมา

เห็นหลัวลั่วชิงไม่พูดอะไร หวู่เฉินจึงรู้สึกว่าหากเขาจะออกความเห็นในเรื่องนี้ก็คงไม่เหมาะสม ดังนั้น แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ตัดสินใจเงียบปากและเก็บความสงสัยไว้

คราวนี้ทั้งกลุ่มเดินไปอีกไม่นาน ก็มาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง

น้ำในแม่น้ำนั้นใสและมีสีออกเหลือง มองทะลุได้ไม่ง่ายนัก หากมองจากที่ไกลๆ ก็ดูเหมือนมันไม่ได้ไหลอยู่ แต่ดูเหมือนหยุดนิ่ง ดูราวกับภาพวาด

หวู่เฉินสังเกตแม่น้ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดข้อมือและนำของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูงชิ้นหนึ่งโยนลงไปในแม่น้ำ

ซรืดดดดด!

ควันโขมงลอยขึ้นเป็นสายออกจากปลายอาวุธชิ้นนั้น ไม่ช้า ของล้ำค่าระดับเซียนที่หวู่เฉินโยนลงไปก็ถูกน้ำในแม่น้ำกัดกร่อนจนสลายตัวไปหมด ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย

เมื่อเห็นดังนั้น หวู่เฉินจึงนำของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูงสุดออกมาและโยนลงไปในแม่น้ำอีก เพียงไม่ถึง 10 อึดใจ รอยไหม้ก็ปรากฏบนผิวหน้าของมัน

“นี่คือน้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาล มันมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ทำลายของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูงได้ภายในไม่กี่นาที ต่อให้เป็นของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูงสุดก็ทนอยู่ได้ไม่นาน เป็นอันตรายมากต่อนักรบและพลังปราณของพวกเขา หากตกลงไปในน้ำนี้ จิตวิญญาณต้นกำเนิดจะถูกทำลาย เกิดเป็นความบอบช้ำที่รักษาไม่หาย” หวู่เฉินพูดอย่างเคร่งเครียด

“น้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาล?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขาอ่านหนังสือมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยได้ยินชื่อของเหลวชนิดนี้มาก่อน

“ใช่ มันเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือน้ำสีเหลืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ แม้แต่นักรบขั้นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังไม่กล้าสัมผัสมัน เท่าที่ดู เราคงต้องข้ามแม่น้ำสายนี้เพื่อเดินทางลึกเข้าไปในอาณาจักรโบร่ำโบราณ แต่แม่น้ำก็กัดกร่อนอากาศที่อยู่เหนือมันเช่นกัน ดังนั้น การจะบินข้ามแม่น้ำไปจึงอันตรายมาก เว้นเสียแต่…” หวู่เฉินหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เว้นเสียแต่เราจะสร้างสะพานแห่งเมืองบาดาล!”

“สะพานแห่งเมืองบาดาล?” จางเซวียนยิ่งงงหนัก

ถึงกับต้องสร้างสะพาน มันจะไม่ยุ่งยากไปหน่อยหรือ? แล้วเจ้าสี่คนนั่นเดินทางข้ามแม่น้ำนี้ไปได้อย่างไร?

“ในการที่จะสามารถข้ามแม่น้ำได้โดยไม่ตกลงไปนั้น สะพานแห่งเมืองบาดาลมีบทบาทสำคัญมาก เป็นไปได้ว่าเจ้าสี่คนนั่นข้ามไปได้เพราะล่วงรู้ถึงสถานการณ์ในอาณาจักรโบร่ำโบราณและเตรียมการมาล่วงหน้า อย่างเช่นนำเรือแห่งเมืองบาดาลหรือของล้ำค่าที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันมาด้วย” หวู่เฉินอธิบาย

“ก็เหมือนกับสะพานแห่งเมืองบาดาล เรือแห่งเมืองบาดาลจะทำให้นักรบสามารถข้ามน้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาลไปได้โดยไม่ตกลงไป แต่วิธีการสร้างมันก็หายสาบสูญไปจากโลกนี้นานแล้ว!”

“ก็ในเมื่อน้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาลกัดกร่อนได้แม้แต่อาวุธระดับเซียนขั้นสูงสุด เรือแห่งเมืองบาดาลก็ต้องเป็นของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นะสิ?” จางเซวียนถามด้วยความอยากรู้

ตลอดระยะเวลา 3 วันที่เขาใช้ในการเดินทางไปสู่ตระกูลหลัว เขาได้พูดคุยกับเซียนดาบชิงและปรมาจารย์หยาง ได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับวรยุทธขั้นที่สูงขึ้นไป

ของล้ำค่าระดับเซียนนั้นแบ่งออกเป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสูงสุด ซึ่งที่สูงไปกว่านั้นก็คือของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่!

สำหรับของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นไม่มีการจัดลำดับขั้น เพราะคุณสมบัติพิเศษของมันที่ทำให้แยกแยะได้ยาก แต่เนื่องจากกรรมวิธีการหลอมที่แตกต่างกัน จึงทำให้มันมีคุณภาพต่างๆ กันไปด้วย

จนถึงวันนี้ จางเซวียนก็ยังไม่เคยเห็นของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ จึงไม่อาจออกความเห็นอะไรได้

ในเมื่อเรือแห่งเมืองบาดาลที่หวู่เฉินพูดถึงสามารถใช้เดินทางข้ามน้ำสีเหลืองแห่งเมืองบาดาลได้อย่างปลอดภัย หรือว่ามันจะเป็นของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่?

ไม่อย่างนั้น จะต้านทานการกัดกร่อนของน้ำนี้ได้อย่างไร?

“คุณอาจไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูด แต่มันไม่ใช่ของล้ำค่าระดับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรอก แต่เป็นแค่…” หวู่เฉินส่ายหน้า “กระดาษ! เรือแห่งเมืองบาดาลเป็นเรือกระดาษชนิดหนึ่ง!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version