ตอนที่ 201 การทดสอบ
“เรียนผู้อาวุโสเทียน นี่คือจางเซวียน อาจารย์หนุ่มคนดังของโรงเรียนหงเทียน” หลิวหลิงแนะนำ
แม้ผู้อาวุโสเทียนจะไม่ได้สอนเขาแล้ว แต่หลิวหลิงก็เรียกว่าอาจารย์ตามความเคยชิน
‘ผู้สั่งสอนเราเพียงวันเดียว เท่ากับเป็นบิดาทั้งชีวิต’
ในโลกใบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์เป็นเรื่องเข้มงวดเคร่งครัด แม้ปรมาจารย์ก็ไม่กล้าฝ่าฝืนกฏอันศักดิ์สิทธิ์นี้
“จางเซวียน?” ผู้อาวุโสส่ายหน้าและเอ่ยถามอย่างสงสัย “อาจารย์คนดังของโรงเรียนหงเทียนไม่ใช่ลู่ฉวินหรือ?”
“อาจารย์ลู่เป็นคนดัง แต่อาจารย์จางไม่ใช่ หากเทียบกันก็ดูเหมือนจะด้อยกว่าในบางด้าน แต่อันที่จริงแล้ว มีอยู่หลายประเด็นที่ทำให้เขาเหนือกว่าอาจารย์ลู่” หลิวหลิงอดชมเชยจางเซวียนไม่ได้เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาได้เห็นในโรงเรียนหงเทียนเมื่อสองวันที่ผ่านมา
เขาสอนนักเรียนได้เพียงสิบกว่าวัน แถมยังแวบออกจากโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง แต่นักเรียนของเขาทุกคนก็มีพัฒนาการก้าวหน้าและมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
ขนาดพวกเขาทั้งสามก็ยังรู้สึกว่าการจะทำให้ได้แบบนี้เป็นเรื่องยาก นับประสาอะไรกับอาจารย์ธรรมดาสามัญ
“เหนือกว่าอาจารย์ลู่หรือ?” ผู้อาวุโสเทียนนัยน์ตาเป็นประกาย “ถ้าคุณชมเชยขนาดนี้ ก็แปลว่าเขาต้องมีความสามารถและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้นั่งตรงนี้จริงๆ แต่ว่าการจะได้ดื่มชาของผมนั้นไม่ง่ายหรอกนะ อย่างน้อยที่สุด เขาจะต้องผ่านการทดสอบของผมเสียก่อน”
“การทดสอบ?”
จางเซวียนมองผู้อาวุโสเทียน
ผมมาที่นี่เพื่อพบปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆ ไม่ได้อยากดื่มชาของคุณ
อีกอย่าง คุณนึกว่าชาของคุณเป็นยาอายุวัฒนะหรืออย่างไร ผมต้องผ่านการทดสอบจึงจะได้ดื่มหรือ?
จางเซวียนกำลังจะปฏิเสธเมื่อหลิวหลิงหันมามองเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น
“เยี่ยมเลย! อาจารย์จางเซวียน นี่เป็นโอกาสงามที่คุณจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่…”
“โอกาสหรือ?”
ก็แค่การดื่มชา มีโอกาสอะไรให้ต้องพูดถึง
“นักรบจำนวนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันจะได้ดื่มชาที่ชงโดยอาจารย์เทียน”
เมื่อเห็นจางเซวียนยังไม่เข้าใจ หลิวหลิงยิ้มและอธิบาย “คุณคงไม่รู้หรอก แต่อาจารย์เทียนพิถีพิถันกับใบชาและกรรมวิธีการชงชาเป็นอย่างมาก”
“ชาที่อยู่บนโต๊ะในเวลานี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ชาตรึงวิญญาณ ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนเซวียนมีต้นชาชนิดนี้อยู่ไม่เกินสามต้น มันขึ้นอยู่บนยอดเขาไข่มุกขาวที่มีหิมะปกคลุม และได้อาบแสงอาทิตย์มากกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น เมื่อนำมาชงชา กลิ่นจะหอมอบอวลอย่างไม่มีจางหาย”
“การมีต้นชาจำนวนจำกัดก็เรื่องหนึ่งแล้ว ยังมีรายละเอียดเฉพาะเรื่องการเก็บใบชาด้วย โดยใบชานั้นจะต้องไม่อ่อนหรือแก่เกินไป จะต้องเก็บหลังจากดอกชาบานได้ 6 ชั่วโมงเป๊ะ เพื่อรักษากลิ่นหอมอบอวลไว้ เมื่อประกอบกับอากาศเย็นบนยอดเขาไข่มุกขาว การได้ดื่มชาที่ชงจากใบชาชนิดนี้จะเป็นความอิ่มเอมอย่างไม่มีอะไรเทียบ”
“ต้นชาชนิดนี้ไม่ได้ให้ใบชามากนัก เมื่อประกอบกับรายละเอียดอันเคร่งครัดของการเก็บใบชา คุณคงนึกภาพออกว่าจะเก็บเกี่ยวใบชาได้แค่ไหน บอกได้เลยว่าผลผลิตของใบชาชนิดนี้ต่อปีของอาณาจักรเทียนเซวียนนั้นมีอยู่ประมาณสามตำลึงเท่านั้นเอง”
จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงกับต้องจัดการทดสอบขึ้นมาเพื่อดูว่าบุคคลผู้นั้นจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ดื่มชาหรือไม่ ในเมื่อใบชามีค่ามากขนาดนี้ มันก็คู่ควรแก่ความพยายามที่จะทำแบบทดสอบ
“เมื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้จำกัด จึงพูดได้ว่าใบชาชนิดนี้เป็นของล้ำค่า นักรบจะได้ดื่มหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็นหรอก เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นเป็นเรื่องสำคัญ”
นักรบให้ความสำคัญกับการฝึกวรยุทธมากที่สุด ไม่ว่าชาจะมีกลิ่นรสหอมหวนขนาดไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อสนองความพึงพอใจของตัวเอง
“เหตุผลที่ใบชานี้เป็นของล้ำค่าก็เพราะประโยชน์ของมัน ชาตรึงวิญญาณมีฤทธิ์ทำให้จิตใจของผู้ดื่มสงบลงได้ หากคนธรรมดาสามัญดื่มเข้าไปก็จะทำให้หลับสนิทกว่าเดิม ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า และเรียกความมีชีวิตชีวากลับมา แต่หากนักรบดื่มเข้าไป ก็จะทำให้เข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นได้ในชั่วขณะหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงครู่เดียว และสภาวะนั้นก็จะค่อยๆคลายตัวลงเองในเวลาไม่นาน แต่การที่คนๆหนึ่งได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกของสภาวะนั้น จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้พวกเขาเข้าถึงสภาวะดังกล่าวได้จริงๆในอนาคต”
ปรมาจารย์หลิวพูดต่อไป “แต่แน่นอนว่าใบชาเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ จะต้องประกอบกับทักษะการชงอันสมบูรณ์แบบของอาจารย์เทียนด้วย จึงจะดึงคุณสมบัตินั้นออกมาได้!”
“ทำให้เข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นได้ในชั่วขณะหนึ่งหรือ?”
จางเซวียนตาโตด้วยความตกใจ
การเข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นเท่านั้นที่จะทำให้คนๆหนึ่งจมอยู่กับสิ่งที่เขาทำอย่างสมบูรณ์ ไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมหรืออารมณ์ใดๆอย่างสิ้นเชิง
ดังเช่นตัวอย่างของสองนักปรุงยาเมิ่งเหยียนและเฉินเสี่ยว ที่จางเซวียนได้พบในวิวาทะยา ขณะที่ปรุงยาเม็ดสงบใจ ทั้งคู่ได้ใส่อารมณ์และสภาวะจิตของตัวเองเข้าไปในยาเม็ดโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ยานั้นเปลี่ยนไปและสูญเสียประสิทธิภาพดั้งเดิมของมัน
เหตุผลที่อุบัติเหตุแบบนั้นเกิดขึ้นก็เพราะผู้นั้นยังไม่ได้สำเร็จการรวบรวมสภาวะจิต เมื่อคนๆหนึ่งสำเร็จการรวบรวมสภาวะจิตขั้น 2 – หัวใจแห่งธาราสงบเย็นแล้ว ต่อให้มีอารมณ์ในด้านลบเข้ามากระทบ เขาก็จะยังรักษาสภาวะจิตสงบนิ่งไว้ได้ และปรุงยาเม็ดสงบใจออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หลัวชง ประธานสมาคมช่างตีเหล็กก็สำเร็จขั้นนี้ แต่เนื่องจากเขากินกุ้งมังกรมากเกินไป จึงไม่สามารถทำใจให้สงบได้ จนสุดท้ายก็ไม่อาจหลอมอาวุธได้สำเร็จเลยสักอย่าง
“นักรบส่วนมากไม่เห็นความสำคัญของการรวบรวมสภาวะจิต และคิดว่าเป็นเรื่องไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง แต่นั่นไม่ถูกต้องเลย ผู้ที่จะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือได้ก็จะต้องสำเร็จการรวบรวมสภาวะจิตขั้น 2 เสียก่อน หากปราศจากจิตที่บริสุทธิ์สงบนิ่ง ต่อให้พยายามหนักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเข้าถึงหัวใจของขั้นจงซรือได้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความจริงเฉพาะกับนักรบเท่านั้น มีอาชีพอีกมากมายที่ต้องการการรวบรวมสภาวะจิตเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ ก็จะต้องเข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นเสียก่อน จึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบ”
หลิวหลิงอธิบายเพราะกลัวว่าจางเซวียนจะไม่เข้าใจ
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
การรวบรวมสภาวะจิตไม่ใช่ความลับ เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในหอสมุดพระราชวัง แค่นึกถึงเพียงแวบเดียวเขาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
จางเซวียนรู้ดีว่าการรวบรวมสภาวะจิตนั้นยากขนาดไหน หากการดื่มชาเพียงถ้วยเดียวทำให้ผู้ดื่มเข้าถึงสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นได้ ถึงแม้จะเพียงครู่เดียวก็จัดว่าน่าทึ่งมากแล้ว ยาเม็ดสงบใจก็ทำไม่ได้แบบนี้
ไม่น่าแปลกใจที่ศาสตร์ของวิถีทางแห่งชาเป็นที่นิยมกันทั่วทั้งอาณาจักร เหตุผลก็เห็นกันอยู่แล้ว
จะว่าไป หากตอนนั้นเมิ่งเหยียนกับเฉินเสี่ยวได้ดื่มชานี้สักถ้วยก่อนลงมือปรุงยา พวกเขาก็คงจะปรุงยาเม็ดสงบใจที่สมบูรณ์แบบออกมาได้
“แม้เราจะมาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยได้ดื่มชาชนิดนี้ ครั้งนี้จะมีโอกาสได้ดื่มชาพร้อมกับปรมาจารย์ทั้งสาม ในเมื่อผู้อาวุโสเทียนเต็มใจให้โอกาสคุณแล้ว คุณก็ควรจะคว้าไว้นะ” ฮ่องเต้เซินจุยยิ้ม
“ขอผมรู้ได้ไหมว่าการทดสอบคืออะไร?”
จางซวียนเริ่มสนใจ เขาหันไปทางผู้อาวุโสเทียนและอดตั้งคำถามไม่ได้
แม้เขาจะสำเร็จสภาวะของหัวใจแห่งธาราสงบเย็นแล้ว แต่ก็ยังอยู่แค่ขั้นพื้นฐาน หากเขาได้ดื่มชานี้ คงจะก้าวหน้าไปได้ถึงขั้นกลาง หรืออาจจะสูงกว่านั้น
ผู้อาวุโสเทียนไม่ตอบ เขาร้องเรียก “ให้พวกนั้นเข้ามา!”
พ่อบ้านเทียนพยักหน้าก่อนจะเดินออกไป ไม่นานก็มีคนเข้ามาสองสามคน
พวกเขาคือเทียนหลง ลู่ฉวิน หว่างเชา หวงหวี่ และไป๋ซวิน
“ลู่ฉวินคารวะผู้อาวุโสเทียน!”
เมื่อเข้ามาในห้อง ลู่ฉวินก้าวออกมาประสานมือคารวะ
“เอ้า เชิญนั่ง! ผมได้ยินมาว่าคุณกับอาจารย์จางเป็นอาจารย์คนดังของโรงเรียนหงเทียนทั้งคู่ แต่ว่าน่าเสียดายที่ผมมีชาเพียงถ้วยเดียว เลยต้องขอทดสอบคุณสองคน เอาอย่างนี้นะ ผมจะตั้งคำถามและคุณสองคนก็ตอบ ใครชนะก็จะได้ดื่มชาถ้วยนี้ หลิวหลิง, คุณคิดว่าอย่างไร?”
เมื่อลู่ฉวินกับคนที่เหลือนั่งลง ผู้อาวุโสเทียนก็หันมามองปรมาจารย์หลิว
แม้เขาจะพูดเรื่องการดื่มชา แต่ใครที่ไม่โง่นักก็คงบอกได้ว่าอะไรกำลังจะเกิด
“ตาเฒ่าคนนี้ไม่ได้อยากจะทดสอบเราจริงๆ เขาแค่อยากหาโอกาสให้ลู่ฉวินได้แสดงความสามารถ…”
มีหรือที่จางเซวียนจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น?
แม้เขาจะไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมจู่ๆปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆ ถึงปฏิบัติต่อเขาอย่างนอบน้อม แต่ก็พอจะเดาเหตุผลได้ พวกนั้นคงตั้งใจอยากจะรับเขาเป็นผู้ช่วย ว่าแต่ ทำไมสามปรมาจารย์ถึงสนใจอาจารย์ต๊อกต๋อยแบบเขา?
เรื่องนี้เกิดขึ้นในคฤหาสน์ตระกูลเทียน ในฐานะเจ้าบ้าน เป็นไปไม่ได้ที่ผู้อาวุโสเทียนจะไม่ล่วงรู้
ดังนั้น แม้เขาจะพูดถึงเรื่องการดื่มชา แต่เขาก็ไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ ที่แท้เขากำลังพยายามจะทำเรื่องให้มันยุ่งยากขึ้นสำหรับจางเซวียน และหาที่ทางให้ลู่ฉวินได้แสดงความสามารถ เพื่อที่ฝ่ายนั้นจะได้ดูดีขึ้นมาอีกครั้งในสายตาของปรมาจารย์หลิว
จางเซวียนไม่ได้อยากจะเป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์หลิวอยู่แล้ว ดังนั้น แม้การกระทำของอีกฝ่ายจะทำให้เขาไม่พอใจ แต่เขาก็รู้สึกว่าอยากจะลงไปลุยด้วย
เอาเถอะ เขาก็ไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะปฏิเสธการท้าทายครั้งนี้ได้
ตั้งแต่ข่าวเรื่องการทดสอบประเมินอาจารย์แพร่สะพัดออกไป ผู้คนก็พากันเปรียบเทียบเขากับลู่ฉวิน แม้เรื่องนี้จะดูเหมือนเป็นแค่การแย่งชิงชาเพียงถ้วยเดียว แต่แท้จริงแล้วคือการประชันกันเพื่อให้ได้เป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์หลิว
หากจางเซวียนปฏิเสธคำท้า เขาก็จะถูกตราหน้าว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับลู่ฉวิน
และถ้าเป็นอย่างนั้น ลู่ฉวินก็จะยิ่งจองหองพองขนหนักขึ้นอีก
ในเมื่อจางเซวียนรู้เจตนาของผู้อาวุโสเทียน หลิวหลิงก็ต้องรู้เช่นกัน เขาขมวดคิ้วและหน้าดำคร่ำเครียด
เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสเทียนจะออกตัวแบบนี้
ในเมื่อเขาเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเทียน และนี่ก็เป็นงานวันเกิดของผู้อาวุโส คงไม่เหมาะสมแน่หากเขาจะปฏิเสธ หลิวหลิงจึงได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบตกลง “ได้สิ!”
เมื่อเห็นปรมาจารย์หลิวกับจางเซวียนไม่สบายใจ ผู้อาวุโสเทียนก็พลอยรู้สึกไม่ดี
ก่อนหน้านี้ เมื่อปรมาจารย์หลิวเอ่ยถึงลู่ฉวินในจดหมายที่ส่งมา และแสดงความจำนงชัดเจนว่าอยากรับฝ่ายนั้นเป็นผู้ช่วย ผู้อาวุโสเทียนก็รับเป็นภาระในการเชิญลู่ฉวินมางานและเตรียมชาให้เขาถ้วยหนึ่งเป็นการเฉพาะ การทดสอบถูกจัดขึ้นเพื่อให้การแนะนำตัวเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าเดิมเท่านั้น
แต่แล้วลู่ฉวินก็ไม่ได้มา กลายเป็นจางเซวียนที่มาแทน
เมื่อดูจากทีท่าของปรมาจารย์หลิว ผู้อาวุโสเทียนก็รู้ได้ว่าตอนนี้เขาสนใจอยากรับอาจารย์จางเป็นผู้ช่วย ซึ่งหมายความว่าเขาน่าจะหมดความสนใจในตัวลู่ฉวินแล้ว เรื่องนี้ทำให้สิ่งที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้ากลายเป็นเรื่องสูญเปล่า ซึ่งเขาก็ไม่พอใจนัก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจัดการทดสอบขึ้นมา
แม้เขาจะบอกลู่ฉวินล่วงหน้า แต่หากฝ่ายนั้นไม่ได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ เขาก็จะต้องอับอายขายหน้าอีก
“ลู่ฉวินพร้อมรับการทดสอบของผู้อาวุโสเทียน!”
เมื่อรู้เจตนาของอีกฝ่าย ลู่ฉวินให้ยินดีปรีดานัก เขารีบประสานมือคารวะ
“ในเมื่อเรากำลังจะจัดการทดสอบ เราก็ต้องมีหัวข้อ ผมกำลังคิดอยู่ว่าเราจะทดสอบเรื่องอะไรดี?”
รู้ตัวว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธคำท้า จางเซวียนจึงไม่คิดเรื่องนั้นอีก เขาหันมาสนใจการทดสอบแทน
“ในเมื่อพวกเรามาอยู่ที่นี่เพื่อดื่มชา เราก็ควรจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่องวิถีแห่งชานะ!” เทียนหลงซึ่งยืนอยู่ข้างๆพูดขึ้น
“วิถีแห่งชา?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“อาจารย์จางไม่เคยร่ำเรียนวิถีแห่งชามาก่อน ไม่ลำเอียงไปหน่อยหรือถ้าจะทดสอบเรื่องนั้น!” หวงหวี่อดแสดงความเห็นไม่ได้
เธอมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์จางบ่อยครั้ง จึงรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ด้านการวาดภาพ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิถีแห่งชาเลย ดูจากที่เธอบอกเขาตอนก่อนที่จะมา อาจารย์จางก็ยังเหวอสนิท
จะทดสอบเรื่องวิถีแห่งชา โดยที่เขาไม่รู้อะไรเลยนี่หรือ?
จงใจทำเรื่องให้ยากเกินไปสำหรับเขาหรือเปล่า?
อีกอย่าง เท่าที่เธอรู้ ลู่ฉวินได้เล่าเรียนวิถีแห่งชามาบ้างแล้ว แม้ยังไม่อาจเทียบกับเทียนหลงได้เพราะเขายังไม่มีโอกาสฟังผู้อาวุโสเทียนสอนโดยตรง แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ชงชาขั้น 1 เป็น ต่อให้คนตาบอดก็ยังรู้ว่าการทดสอบครั้งนี้ไม่ยุติธรรม
“ผู้ที่จะขึ้นเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ได้จะต้องมีความรอบรู้ในทุกสาขาอาชีพ วิธีการชงชาก็เป็นอาชีพหนึ่งในเก้าสถานภาพ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นที่นิยมมากขนาดไหนในอาณาจักร ดังนั้น คุณจะไม่ใส่ใจมันได้อย่างไร? แต่ถ้าอาจารย์จางไม่รู้อะไรเลยจริงๆล่ะก็ ผมก็เสียใจด้วย ผมคงจะต้องดื่มชาถ้วยนั้น…”
ลู่ฉวินหัวเราะเบาๆ แววตาฉายความมั่นใจเต็มเปี่ยม
จะแข่งกับฉันหรือ? ฉันเอาแกตายแน่!
“จริงด้วย ถ้าไม่รู้เรื่องวิถีแห่งชาล่ะก็ จะเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ได้อย่างไร? ยอมแพ้เสียดีกว่าจะมาทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าที่นี่!” หว่างเชาพูด
ก่อนหน้านี้มาทำเขาอับอายขายหน้า หว่างเชาได้โอกาสเอาคืนจางเซวียน
“เอาล่ะ ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องวิถีแห่งชา แต่ผมก็เรียนรู้ตอนนี้ได้ การทดสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อไรล่ะ? เริ่มเลยก็ได้นะ!” เห็นอีกฝ่ายคุยโวโอ้อวดขนาดนั้น จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้า
ถ้าหวังจะเหยียบหน้าผม ผมก็จะตอบแทนให้ด้วยการตบแบบเน้นๆ
ถึงจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเรื่องวิถีแห่งชา แต่มีหนังสือเกี่ยวกับวิถีแห่งชาอยู่มากมายในหอสมุดพระราชวัง มันอัดแน่นอยู่ในชั้นหนังสือที่เจ็ดและแปด มีหนังสือรวมกันมากกว่าหนึ่งหมื่นเล่ม
ก่อนหน้านี้เขาแค่รวบรวมความรู้พวกนั้นไว้ในหอสมุดเทียบฟ้า และยังไม่ได้อ่านมัน แต่ตอนนี้…ดูเหมือนว่าจะถึงเวลาแล้ว
