ตอนที่ 210 เรียกเขาว่าอาจารย์ (1)
“อันที่จริง ห้องโถงแห่งยาพิษนั้นขึ้นกับสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ!”
“สมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ?” จางเซวียนทำตาปริบๆอย่างงุนงง
ในเมื่อเป็นสมาคม ก็น่าจะเรียกว่าสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ เหมือนกับสมาคมนักปรุงยา สมาคมช่างตีเหล็ก และสมาคมอาจารย์ แล้วทำไมถึงเรียกว่าห้องโถงแห่งยาพิษ?
ฟังดูพิลึกพิลั่น
“คุณรู้สึกใช่ไหมว่าในเมื่อเป็นสมาคม ก็ควรจะเรียกชื่อเป็นสมาคมเหมือนกับที่อื่น กำลังสงสัยใช่ไหมว่าทำไมจึงใช้ชื่อประหลาดอย่างห้องโถงแห่งยาพิษ?” เมื่อเห็นจางเซวียนสงสัย หลิวหลิงก็อธิบาย “อันที่จริง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานภาพของผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ”
“ผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษคือผู้ที่มีความสามารถในการนำยาพิษไปใช้ ความโหดร้ายของพวกเขาสามารถเอาชนะการป้องกันตัวของอีกฝ่ายได้ ทำให้อีกฝ่ายเกิดความหวาดกลัวอย่างมาก ความเหี้ยมโหดอย่างลับๆทำให้พวกเขาถูกจัดอยู่ในเก้าสถานภาพระดับล่าง ซึ่งถ้าจะพูดอีกอย่างก็คือ ความน่าพรั่นพรึงของพวกเขาทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกทวีปต่างรวมตัวกัน เพื่อโค่นล้มสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษ หลังจากนั้น เมื่อสมาคมถูกทำลายราบคาบ ผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษจำนวนนับไม่ถ้วนก็ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน”
“ในเวลาต่อมา แม้พวกเขาจะพยายามถ่ายทอดเคล็ดวิชาจากรุ่นสู่รุ่น แต่เพราะความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ทำให้พวกเขาไม่กล้าเปิดเผยตัวต่อโลกภายนอก สุดท้ายพวกเขาก็ตั้งห้องโถงแห่งยาพิษขึ้นมาอย่างลับๆ และซ่อนมันไว้ท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำ
นี่คือเหตุผลที่ว่าแม้จะยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษอยู่ แต่ทั่วทั้งอาณาจักรก็หาตัวได้ยากมาก ถ้าจะพูดถึงที่ไหนสักแห่งที่มีหนังสือเกี่ยวกับยาพิษอยู่มากที่สุดแล้วล่ะก็ จะต้องเป็นที่นี่ แต่ผมก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่”
หลิวหลิงส่ายหน้า
“อือ…”
จางเซวียนยิ้มแห้งๆ
สุดท้ายคำพูดของหลิวหลิงก็เลื่อนลอย
สิ่งที่เขาต้องการคือหนังสือเกี่ยวกับยาพิษ ถ้าไม่สามารถจะหาตำแหน่งของห้องโถงแห่งยาพิษได้ล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะฟังทั้งหมดนี้เพื่ออะไร
“การเล่นกับยาพิษเป็นเรื่องอันตรายมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษหลายคนใช้ร่างกายของตัวเองเป็นหนูทดลองเมื่อต้องการจะผสมยาพิษร้ายแรงบางอย่าง ด้วยเหตุนี้ จึงมีพวกเขาแค่ไม่กี่คนที่มีชีวิตยืนยาว มีคนไม่มากหรอกนะที่อยากจะเข้าไปอยู่ใกล้กับยาพิษถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ อาจารย์จาง ขอผมรู้หน่อยได้ไหมว่า ที่คุณถามหาหนังสือประเภทนี้ คุณตั้งใจจะทำอะไร?”
ทั้งสามปรมาจารย์งุนงง
ด้วยฤทธิ์แรงถึงตายของยาพิษ หากไม่ใช่การเกลียดใครสักคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองจนเข้ากระดูกดำ และอยากจะได้ยาพิษร้ายแรงเพื่อแก้แค้นล่ะก็ มีคนน้อยมากที่อยากไปเสี่ยงกับมัน
ต่อให้ไม่ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง การอยู่ใกล้กับยาพิษทุกวันก็จะส่งผลร้ายในที่สุด เพราะมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และสุดท้ายมันก็จะเข้าไปสะสมอยู่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษส่วนมากมีอายุสั้น สิ่งนี้ทำให้พวกเขามักมีบุคลิกและนิสัยแปลกประหลาด
ก็พูดได้ว่า แค่บรรยายถึงอาชีพนี้มาก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนถอยกรูดแล้ว มีคนน้อยมากที่เต็มใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน อาจารย์จางคนนี้ปฏิเสธที่จะเป็นผู้ช่วยของเขา แต่กลับถามเรื่องนี้ ทั้งสามปรมาจารย์ไม่อาจหยุดสงสัยประเด็นนี้ได้
“ผมก็แค่อยากรู้” จางเซวียนยิ้ม
เขาไม่อาจบอกเรื่องที่ตัวเองถูกรังสีพิษได้ เพราะมันจะนำไปสู่คำถามประเภท “แล้วทำไมพิษนั้นถึงไม่ออกฤทธิ์?” หรือ “ทำไมพลังปราณของคุณจึงบริสุทธิ์นัก?” และสุดท้ายก็จะกลายเป็นการเปิดเผยถึงการมีอยู่ของหอสมุดเทียบฟ้าไป สิ่งนี้เป็นความลับสุดยอดของเขา ไม่มีทางที่เขาจะบอกใครแน่
เห็นอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะพูดถึง หลิวหลิงก็ไม่ถามต่อ หลังจากคิดอยู่ชั่วครู่ เขาพูดขึ้น “อันที่จริง แม้ผมจะไม่รู้ตำแหน่งที่ชัดเจนของห้องโถงแห่งยาพิษ แต่ผมได้ยินมาว่ามีสาขาของห้องโถงยาพิษอยู่ที่สันเขาบัวแดง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของอาณาจักรขั้น 1 – เทียนหวู่ แต่ก็แค่ฟังเขามาเท่านั้น ส่วนจะมีสาขาอยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ ผมก็ยืนยันไม่ได้”
“อาณาจักรขั้น 1 – เทียนหวู่?” จางเซวียนพยักหน้า หนังสือเล่มหนึ่งว่าด้วยภูมิประเทศปรากฏขึ้นในหัว
ถ้าอาณาจักรไหนมีปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวดูแลอยู่หนึ่งคน ก็จะถูกจัดให้เป็นอาณาจักรขั้น 2
ส่วนอาณาจักรเทียนเซวียนที่ไม่มีปรมาจารย์สักคน ก็ต้องเรียกว่าเป็นอาณาจักรไร้ขั้น
อาณาจักรเทียนหวู่เป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาอาณาจักรขั้น 1 ที่อยู่รายรอบ มันอยู่ในลำดับขั้นที่สูงกว่าอาณาจักรเป๋ยอู๋ที่หลิวหลิงจากมาเสียอีก ว่ากันว่ามีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวดูแลอาณาจักรนั้นอยู่คนหนึ่ง
มันอยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรเทียนเซวียนมากนัก จะเรียกว่าเป็นเพื่อนบ้านกันก็ได้ เพราะทั้งคู่อยู่คนละฟากของสันเขาบัวแดง
“นอกจากห้องโถงแห่งยาพิษ ที่สภาปรมาจารย์ก็มีหนังสือเกี่ยวกับทุกสาขาอาชีพเหมือนกัน หนังสือเกี่ยวกับยาพิษก็มีอยู่มากมาย แม้ว่าด้วยจำนวนและคุณภาพอาจจะเทียบกับห้องโถงแห่งยาพิษไม่ได้ แต่ก็จัดว่ามีมากกว่าที่อื่นๆ ถ้าคุณอยากทำความรู้จักอาชีพนี้ล่ะก็ ควรจะไปที่สภาปรมาจารย์เพื่อขอดูหนังสือ แต่นั่นแหละ จะเข้าไปในหอสมุดได้ คุณก็จะต้องผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์เสียก่อน”
จวงเชียนยิ้ม ดูไม่ลดละความพยายามที่จะรับจางเซวียนเป็นผู้ช่วยให้ได้
“สภาปรมาจารย์?”
“ใช่ ปรมาจารย์น่ะเกี่ยวข้องกับสมาคมอาจารย์ก็แค่ในนามเท่านั้น ด้วยเกียรติยศและสถานภาพแล้ว สมาคมไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายกิจธุระของพวกเขาได้เลย ดังนั้นจึงมีการตั้งองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งขึ้นมา เพื่อควบคุมดูแลบรรดาปรมาจารย์และจัดการทดสอบ ซึ่งก็คือสภาปรมาจารย์”
จวงเชียนเสริม “สภาปรมาจารย์ก็เหมือนกับสมาคมอื่นๆ มีขุมสมบัติและเคล็ดวิชามากมายอยู่ในนั้น ซึ่งมีแต่ปรมาจารย์ที่เข้าไปได้ หอสมุดของสภาปรมาจารย์มีหนังสือเกี่ยวกับทุกอาชีพมากมายจนนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีหนังสือเกี่ยวกับยาพิษอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน”
“อือ!” จางเซวียนพยักหน้า
ดูเหมือนว่าถ้าเขาหาห้องโถงแห่งยาพิษไม่เจอ การทำตัวให้ได้เป็นปรมาจารย์ และเข้าไปดูหอสมุดของสภาปรมาจารย์ก็แก้ปัญหานี้ได้เหมือนกัน
“เอาล่ะ พวกเราหวังว่าคุณจะใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี ด้วยสติปัญญาของคุณ หากขยันศึกษาเล่าเรียน วันหนึ่งก็จะต้องได้เป็นปรมาจารย์แน่ คุณไม่ควรคิดถึงเรื่องอื่นให้มากเกินไปนะ”
ทั้งสี่คนคุยกันอีกครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มดูจะไม่สนใจการเป็นผู้ช่วยของเขาเอาจริงๆ หลิวหลิงจึงให้คำแนะนำจางเซวียน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับอีกสองปรมาจารย์
พวกเขารู้แล้วว่า การค่อยๆหว่านล้อมอาจารย์ผู้ปราดเปรื่องอย่างจางเซวียนย่อมดีกว่าการสร้างความกดดันให้เขา บางที อีกสองวันนี้เขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ ถ้าพวกเขายังเซ้าซี้ตั้งคำถามไม่เลิก จะพังเอามากกว่า
เมื่อทั้งสามปรมาจารย์ไปแล้ว เด็กๆทุกคนก็กรูเข้ารุมล้อมอาจารย์จางทันที แววตาของพวกเขาเปี่ยมด้วยความชื่นชม
เห็นไหม? ถ้าเป็นอาจารย์คนอื่น คงดีใจจนแทบเสียสติหากมีปรมาจารย์มาขอรับเป็นผู้ช่วย แต่อาจารย์จางกลับปฏิเสธปรมาจารย์สามคนนั้นเอาดื้อๆ
น่าทึ่งอะไรอย่างนี้!
“อย่ามามองผมแบบนั้น เรื่องวันนี้ ผมคาดโทษพวกคุณไว้แล้ว!”
จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียด
เจ้าเด็กพวกนี้เหมาว่าทั้งสามปรมาจารย์เป็นพวกบ้ากามที่มาแอบดู โชคดีเหลือหลายที่มันเป็นแค่หมึก และอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะเอาเรื่อง ไม่อย่างนั้น ต่อให้เป็นจางเซวียนก็ตายแน่ๆ
เมื่อคาดโทษแล้ว เขาก็ให้คำชี้แนะกับลูกศิษย์ทีละคน พอทุกอย่างสำเร็จลุล่วง จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างพอใจและโล่งอก
ถึงเด็กพวกนี้จะเป็นตัวป่วนและเชื่อถือไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาเอาจริงเอาจังกับการฝึกฝนมาก ไม่มีแผ่วเลยแม้แต่น้อย
ยกเว้นหยวนเทา คนอื่นที่เหลือต่างสำเร็จวรยุทธขั้น 2 – ตันเถียนไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนแรก เขาคิดว่าผู้ที่จะพัฒนาตัวเองได้มากที่สุดคงจะเป็นเจิ้งหยาง แต่กลายเป็นว่าตรงกันข้ามกับที่เขาคาดไว้ คนที่พัฒนาได้มากที่สุดคือหวังหยิ่งที่ดูเหมือนจะอ่อนแอ
ผ่านไปแค่สองสามวัน วรยุทธของเธอก็พุ่งพรวด ไม่เพียงแต่จะฝ่าด่านไปได้จนสำเร็จวรยุทธขั้น 2 เท่านั้น แต่ยังได้ถึงขั้นกลางด้วย ตอนนี้ อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงตันเถียนขั้นสูงสุด!
ความก้าวหน้าของเธอจัดว่าน่าตกตะลึงทีเดียว
แม้สาวน้อยคนนี้ ดูเผินๆจะเหมือนไม่ฉลาดนัก พูดกับใครแค่นิดเดียวก็หน้าแดง แต่เธอมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่ไม่ธรรมดา ถ้าตั้งใจจะทำสิ่งใดให้สำเร็จแล้ว ต่อให้จ้าวหย่าก็ยังสู้ไม่ได้
ลูกศิษย์คนอื่นๆของเขาก็ทำได้ดี
แต่จะว่าไป ก็เป็นไปตามคาด เพราะเขาได้ถ่ายทอดวรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ที่หอสมุดเป็นผู้ประมวลขึ้นให้เด็กพวกนั้น หากทำขนาดนี้แล้วยังไม่ก้าวหน้า ก็ถือว่าน่าอับอายมาก
ด้วยหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนสามารถบอกได้ว่าลูกศิษย์ทั้งห้าคนของเขาได้แอบฝึกวรยุทธการผนึกกำลังกันเข้าโจมตีอย่างลับๆด้วย แต่ดูแล้วก็ไม่ได้มีผลเสียอะไร ทั้งยังช่วยเพิ่มพละกำลังในการต่อสู้ของพวกเขาอีกต่างหาก
ตราบใดที่ไม่เอาไปใช้ในทางเสียหาย จางเซวียนก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขา
การอบรมบ่มนิสัยนักเรียนนั้นไม่เหมือนการดูแลต้นไม้หรือสัตว์เลี้ยง อาจารย์ควรชี้แนะลูกศิษย์ไปในทางที่ถูกต้อง และถ่ายทอดความรู้เพื่อช่วยยกระดับวรยุทธให้พวกเขา แต่หากอาจารย์เข้มงวดกับลูกศิษย์มากเกินไป พวกเขาก็จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและมีค่าไม่ต่างอะไรกับหุ่นกระบอก
ก็เหมือนกับวิธีการเรียนโดยการท่องจำในชีวิตเก่าของจางเซวียน ซึ่งได้ทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจำนวนนับไม่ถ้วน และเด็กเหล่านั้นก็โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ทำอะไรเหมือนๆกัน และเก่งแต่ทำข้อสอบเท่านั้น
เมื่อสอนเสร็จจางเซวียนก็ออกจากห้อง อันที่จริง หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเลย เพราะมีเหตุผลที่บีบบังคับให้เขาต้องทำอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเขาขาดความรับผิดชอบ และจางเซวียนก็คิดว่า หากเขาเข้าไปวุ่นวายกับการฝึกฝนของนักเรียนบ่อยๆ ก็อาจขัดขวางพวกเขาจากการก้าวไปเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงในอนาคต
อาจารย์ที่ดีควรถ่ายทอดความรู้และให้คำชี้แนะแก่นักเรียนเท่านั้น ไม่ใช่เข้าไปควบคุม
“ถ้าจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ เราก็ต้องเป็นผู้ช่วยให้ได้เสียก่อน…แต่เราไม่อยากรับหลิวหลิงหรือคนอื่นๆเป็นอาจารย์ของเรา…”
พอสอนเสร็จ จางเซวียนก็ตกอยู่ในภวังค์อีก
ผู้ช่วย, ปรมาจารย์ : ปรมาจารย์, ผู้ช่วย วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนเขาหัวหมุน
“เอาล่ะ เราตัดสินใจแล้ว เป็นผู้ช่วยของตัวเองก็แล้วกัน!”
หลังจากทะเลาะกับตัวเองอยู่นาน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ก็นอกจากจางเซวียน เขายังเป็น ‘ปรมาจารย์หยางด้วยไม่ใช่หรือ?
ในสายตาของคนอื่นๆ ปรมาจารย์หยางก็เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน
ถ้าจางเซวียนเป็นผู้ช่วยของเขา ก็ย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ได้ ถึงปรมาจารย์หยางไม่อาจออกจดหมายแนะนำตัวให้ เขาก็อาจจะขอให้หลิวหลิงและคนอื่นๆเป็นธุระในเรื่องนี้
ก็ถ้าปรมาจารย์หยางขอความช่วยเหลือ ใครล่ะจะไม่ทำ?
“เอาตามนี้ก็แล้วกัน!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆและมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของเขา
ถ้าเขาอยากเป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์หยาง “ปรมาจารย์หยาง” ก็ต้องออกโรงเสียหน่อย
เมื่อออกจากโรงเรียน หลิวหลิงกับคนอื่นๆยิ้มอย่างขมขื่นใจกับความล้มเหลวในการขอให้จางเซวียนเป็นผู้ช่วย
ยังไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ห่างไกลอย่างอาณาจักรเทียนเซวียน ต่อให้เป็นอาณาจักรเป๋ยอู๋หรือฮ่านอู่ หากพวกเขาแสดงเจตจำนงแม้เพียงคำเดียวที่จะรับใครเป็นผู้ช่วย อาจารย์ดาวเด่นจำนวนนับไม่ถ้วนจะต้องกรูเข้ายื้อแย่งตำแหน่งนี้
นี่พวกเขาออกปากอย่างชัดเจน แต่กลับถูกปฏิเสธ…อยากรู้เหลือเกินว่าชายผู้นั้นคิดอะไร
“อายุเพียงเท่านี้ แต่มีความเชี่ยวชาญอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งด้านการวาดภาพ การปรุงยา และวิถีแห่งชา ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องหลงตัวเองบ้าง” หลิวหลิงออกความเห็น ยังจำได้ดีถึงเรื่องราวเหลือเชื่อต่างๆนานาที่อีกฝ่ายทำลงไป
“จริงด้วย! พวกเราไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก พรุ่งนี้จะเป็นวันทดสอบประเมินอาจารย์ระหว่างเขากับลู่ฉวิน บางทีเขาอาจจะอยากได้ชัยชนะขาวสะอาดก่อนที่จะมาเป็นผู้ช่วยของเราก็ได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็จะดูยุติธรรมและสง่างามกว่ามาก”
จวงเชียนเดา
“ก็เป็นไปได้…”
อีกสองคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
เหตุผลที่เขาปฏิเสธน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย
อีกอย่าง ต่อให้จางเซวียนไม่เต็มใจจะมาเป็นผู้ช่วยของพวกเขา แต่เขาจะยอมละทิ้งโอกาสที่จะได้เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์หรือ?
สิ่งนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของอาจารย์ทั้งโลก ก็เหมือนกับการก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิถีแห่งวรยุทธ ใครก็ตามที่อยู่ในเส้นทางนั้นก็ล้วนปรารถนา
“เราต้องไปชมการประลองพรุ่งนี้ ว่าแต่…ก่อนจะถึงเรื่องนั้น เราจัดการเรื่องของเราเองก่อนดีกว่าไหม?” หลิวหลิงพูด
“คุณหมายถึง…ไปขอให้ปรมาจารย์หยางรับเราเป็นศิษย์น่ะหรือ?”
จวงเชียนตาโต
เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอาจารย์เพียงคนเดียวในชีวิต ตรรกะนี้ก็ใช้กับปรมาจารย์เช่นกัน เพื่อจะได้มีความรู้ในระดับที่สูงขึ้น ใครก็สามารถรับผู้อื่นมาเป็นอาจารย์เพื่อเรียนรู้จากพวกเขาได้
“เห็นด้วย ในเมื่อปรมาจารย์หยางช่วยให้เซินหงและเจิงเฟยฝ่าด่านวรยุทธได้อย่างง่ายดาย ก็ชัดเจนแล้วว่าวิธีการของเขาจะต้องเหนือชั้นกว่าเรามาก ถ้าเราสามารถเรียกเขาว่าอาจารย์ของเราได้ เราก็คงจะฝ่าด่านคอขวดและก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้เหมือนกัน อันที่จริง…แค่เขาชี้แนะเพียงครั้งเดียว เราอาจทำสำเร็จก็ได้!”
ยิ่งพูดไป นัยน์ตาของหลิวหลิงก็ยิ่งเปล่งประกาย
อาจารย์ที่ดีจะทำให้พวกเขามีอนาคตสดใส
จากเรื่องราวที่ผ่านมา ปรมาจารย์หยางได้แสดงให้เห็นความสามารถอันไม่ธรรมดาแล้ว หากพวกเขา เรียกปรมาจารย์หยางว่าอาจารย์ได้ ก็จะต้องไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน…
ไปถึงขั้นที่ฝันไว้ แต่ไม่ไกลเกินเอื้อม
