ตอนที่ 211 เรียกเขาว่าอาจารย์ (2)
“ในการเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว นอกจากจะต้องมีอาชีพรองรับถึง 2 อาชีพแล้ว วรยุทธของผู้เข้าสอบจะต้องอยู่ในขั้นจงซรือเป็นอย่างน้อยด้วย หลายต่อหลายปีที่ผ่านมา พวกเราเข้าพบผู้เชี่ยวชาญไม่รู้กี่คนเพื่อขอคำแนะนำในการยกระดับวรยุทธ ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังผ่านขั้นสุดท้ายไปไม่ได้ ความหวังเดียวของเราอยู่ที่ปรมาจารย์หยาง!”
จวงเชียนพยักหน้า
ผู้ที่สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือจะมีอายุยืนยาวขึ้นอีก แค่นี้ก็เย้ายวนใจเกินกว่าใครจะต้านทานไหวแล้ว สำหรับพวกเขาที่ติดอยู่ที่ขั้นกึ่งจงซรือมาแสนนาน ก็ได้ขอเข้าพบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวมาแล้วไม่รู้ต่อกี่คน แต่ก็ไม่อาจผ่านไปได้
สองสามวันที่แล้ว เมื่อพวกเขาได้เห็นว่าปรมาจารย์หยางได้ช่วยเซินหงที่กำลังจะตายให้ฝ่าด่านวรยุทธได้ พวกเขาก็รอไม่ไหว
ในเมื่อเซินหงยังทำได้ ทั้งสามก็ต้องทำได้เช่นกัน
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า…ปรมาจารย์หยางจะเต็มใจชี้แนะหรือเปล่า
“ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องลองอีกครั้ง ครั้งนี้อาจจะสำเร็จก็ได้”
เจิงเฟยพูด
ตั้งแต่ปรมาจารย์หยางช่วยเขาให้สำเร็จขั้นกึ่งจงซรือ เขาก็อยากได้ปรมาจารย์
หยางมาเป็นอาจารย์ แต่ความตั้งใจของเขาก็ถูกเมิน เขาจึงไม่กล้าถามอีก
แต่ตอนนี้ ขนาดปรมาจารย์หลิวกับปรมาจารย์จวงก็พยายามอย่างหนักเหมือนกัน เขาจะยอมล้าหลังสองคนนั้นไม่ได้
“ไปเถอะ ไปดูกัน!”
เมื่อคิดได้แบบนี้ ทั้งสามปรมาจารย์ก็ไม่ลังเลอีก ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์
“พี่ลู่ ผมซื้อยามาแล้ว คุณอยากทบทวนเรื่องนี้สักหน่อยไหม? จะใช้มันจริงๆหรือ?”
ในห้องเรียนของลู่ฉวิน หว่างเชามองเพื่อนรักอย่างกังวล
แม้ยานี้จะเพิ่มพลังวรยุทธให้อย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็มีผลสะท้อนกลับต่อร่างกายของผู้ใช้ยาอย่างรุนแรง
“อย่าห่วงเลย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร” รับยาเม็ดจากมือเพื่อนแล้ว ลู่ฉวินลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเรียกลูกศิษย์เข้ามา
ไม่ช้า นักเรียนที่มีรายชื่ออยู่ในการทดสอบประเมินอาจารย์ก็มาอยู่ตรงหน้าเขา
จูหง โม่วเซียว ตู้เหลย ไป๋เชา และขงเจว๋!
“อาจารย์!”
ทั้ง 5 คนยืนจังก้าตรงหน้าลู่ฉวิน มีรังสีล้ำลึกและทรงพลังแผ่ออกมาจากทุกร่าง หลังจากผ่านการฝึกวรยุทธมาครึ่งเดือน ก็เหมือนกับเจิ้งหยางและคนอื่นๆ ทั้งหมดได้สำเร็จวรยุทธขั้น 2 – ตันเถียนแล้ว แต่ไม่เหมือนกับลูกศิษย์ของจางเซวียนตรงที่พวกเขาได้สำเร็จวรยุทธขั้น 1 – จวีซี ขั้นสูงสุดมาก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าเรียนกับลู่ฉวิน สิ่งเดียวที่พวกเขาขาดไปคือแรงกระตุ้นให้ฝ่าด่านวรยุทธได้เท่านั้น
แม้แต่ขงเจว๋ที่ดูจะด้อยกว่าอีก 4 คนที่เหลือ เมื่อได้รับการดูแลด้วยทรัพยากรจำนวนมาก เขาก็ฝ่าด่านวรยุทธไปได้
“นี่คือยาเม็ดที่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเพิ่มพลังวรยุทธให้พวกคุณ คุณจะฝ่าด่านไปถึงขั้น 3 – เจิ้นซี่ได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยวิธีนี้ พวกคุณจะเอาชนะการประเมินอาจารย์ได้แน่นอน”
ลู่ฉวินถือยาไว้ในมือและจ้องหน้าลูกศิษย์ของเขาทีละคน จากนั้นก็พูดถึงข้อเสียของยานั้นออกมาโดยไม่ปิดบัง
“แต่นั่นแหละ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ในเมื่อยานี้ช่วยให้พวกคุณฝ่าด่านวรยุทธไปยังขั้นที่สูงกว่าได้อย่างรวดเร็ว จึงแน่นอนว่าต้องมีผลข้างเคียง โดยเมื่อสำเร็จวรยุทธขั้นเจิ้นซี่แล้ว ความเร็วของคุณจะลดลงถึง 70 เปอร์เซ็นต์จากเดิมที่เคยมี”
“สำหรับเรื่องนี้ เมื่อผมได้เป็นปรมาจารย์แล้ว ผมจะแก้ไขให้อย่างแน่นอน โดยผมจะรับพวกคุณเป็นลูกศิษย์สายตรง และดูแลการฝึกวรยุทธของคุณอย่างใกล้ชิดให้ด้วย”
“ทั้งนี้ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ผมจะไม่บังคับ ถ้าคุณแพ้ ก็แค่ความสัมพันธ์ของเราในฐานะศิษย์กับอาจารย์ต้องยุติลงก็เท่านั้น!”
เขาวางยาเม็ดลงบนโต๊ะ และมองหน้าเด็กๆเหล่านั้น
ถึงเขาจะตัดสินใจซื้อยามาแล้ว แต่ก็มอบการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้อยู่ในมือของลูกศิษย์ทุกคน เขาปรารถนาชัยชนะ แต่ก็ไม่อาจบังคับลูกศิษย์ให้กินยาได้หากพวกเขาไม่เต็มใจ
เพราะมีเส้นบางๆที่อาจารย์ไม่ควรล้ำ
อาจารย์ย่อมมีศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนกัน
หลังจากที่สอนลูกศิษย์มานับไม่ถ้วนมาตลอดระยะเวลาหลายปี เขาไม่อาจใช้วิธีชั่วร้ายเพื่อคว้าชัยชนะได้
“ผมเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ลู่” ไม่ต้องใช้เวลาครุ่นคิดนาน จูหงก้าวออกมา
หากฝึกฝนตามวิธีการดั้งเดิม การสำเร็จวรยุทธขั้นเจิ้นซี่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ถ้ายานี้ช่วยให้สำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนแล้วล่ะก็ ในอนาคตจะได้รับผลกระทบบ้างก็จะเป็นอะไรไป?
ใครจะรับประกันได้ว่าการฝึกวรยุทธของพวกเขาจะราบรื่น
อีกอย่าง ถ้าได้เป็นลูกศิษย์สายตรงของอาจารย์ลู่แล้ว ย่อมไม่มีปัญหา
กับอาจารย์คนเดียวกัน มีความแตกต่างอยู่มากระหว่างการเป็นนักเรียนทั่วไปกับการเป็นลูกศิษย์สายตรง
โดยทั่วไป เมื่ออาจารย์ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ จะมีคนเข้าร่วมฟังถึงหลายร้อยคน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่อาจารย์จะให้คำแนะนำที่ตรงกับสภาวะและความต้องการให้กับนักเรียนทุกคนได้ สำหรับนักเรียนทั่วไป พวกเขาจะต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเพื่อหาทางที่จะไปต่อ ก็เหมือนกับหม้อต้มผักใบใหญ่ที่ใช้เครื่องเทศเพียงชนิดเดียวปรุงรสให้ผักทั้งหม้อ อย่างดีที่สุด รสชาติก็คงจะได้แค่ระดับปานกลางเท่านั้น
ในขณะที่การเป็นลูกศิษย์สายตรงนั้นต่างออกไป ก็เหมือนกับผักที่ได้รับการปรุงเป็นพิเศษในหม้อใบเล็ก อาจารย์จะให้คำปรึกษาเป็นการส่วนตัว ชี้ข้อบกพร่องให้เพื่อผู้ฝึกจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น ต่อให้ยามีผลกระทบต่อวรยุทธของพวกเขา หากได้รับคำชี้แนะแบบนี้ ถึงอย่างไรอนาคตก็ยังต้องสดใสแน่
เมื่อคิดแบบนี้ จูหงจึงแสดงจุดยืนและกลืนยาเม็ดนั้นลงไป
เมื่อยาเข้าไปในปากของเขาก็ละลายทันที มันแปรสภาพเป็นพลังงานที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เห็นจูหงตัดสินใจอย่างรวดเร็วแบบนั้น ลู่ฉวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาแตะฝ่ามือที่แผ่นหลังของจูหงและค่อยๆถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป เพื่อนำทางให้กระแสพลังงานที่เกิดขึ้นใหม่
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ มีเสียงดังป๊อก จูหงลุกพรวดและปล่อยลมหายใจขุ่นมัวออกมา รังสีที่แผ่ออกจากร่างของเขาเพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกมาก
นักรบขั้น 3 – เจิ้นซี่!
อย่างที่ลู่ฉวินบอก การกินยานี้จะทำให้ระดับวรยุทธเพิ่มขึ้นอีก 1 ขั้นเต็มๆ
“เหลือเชื่อ…ผมลองด้วย!”
เห็นเพื่อนสำเร็จวรยุทธขั้นสูงขึ้นต่อหน้าต่อตา โม่วเซียว ตู้เหลย ไป๋เชา และขงเจว๋ก็อดใจไม่ได้อีกต่อไป ทุกคนก้าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง
พวกเขาตัดสินใจแล้วเหมือนกัน
ถ้าอาจารย์ลู่ได้เป็นปรมาจารย์ขึ้นมาจริงๆ ในฐานะลูกศิษย์สายตรง สถานภาพของพวกเขาก็ต้องสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ด้วยความคิดนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจกินยานั้น
ไม่ช้า ทุกคนก็กลายเป็นนักรบขั้น 3 – เจิ้นซี่
“เยี่ยม เยี่ยมเลย!”
เมื่อเห็นเด็กทั้งห้าสำเร็จวรยุทธขั้น 3 – เจิ้นซี่ ลู่ฉวินนัยน์ตาวาววับด้วยความตื่นเต้น
นับประสาอะไรกับนักเรียนใหม่ ความแข็งแกร่งของพวกเขาในตอนนี้สามารถประลองกับนักเรียนตัวเด่นที่เข้าเรียนมาหลายปีแล้วได้ทีเดียว
“พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เรา, ลู่ฉวิน จะแสดงให้ทุกคนเห็น เราจะทำให้ทั้งโรงเรียนต้องตะลึง และหยุดทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เคยมีลับหลังเรา!”
ลู่ฉวินกำหมัดแน่น และได้ความมั่นใจที่สูญเสียไปตลอดหลายวันนี้กลับคืนมา
“เก่งกาจเรื่องวิถีแห่งชา แล้วอย่างไร? เป็นจิตรกรระดับอภิมหาปรมาจารย์ แล้วอย่างไร?”
ในฐานะอาจารย์ เรา, ลู่ฉวิน ก็ไม่เป็นรองใครเหมือนกัน!
สามปรมาจารย์ พรุ่งนี้ผมจะทำให้คุณเห็นว่าผมคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณ!
“นายท่าน สามปรมาจารย์มารอพบท่านนานแล้ว”
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ซุนฉางก็กระวีกระวาดเข้ามาต้อนรับปรมาจารย์หยาง
“พวกเขาอยู่ที่นี่หรือ?”
เขากำลังคิดจะส่งคนไปเชิญสามปรมาจารย์อยู่พอดี แต่กลายเป็นว่าทั้งสามคนกระตือรือร้นกว่าเขาเสียอีก จางเซวียนหัวเราะหึๆ
เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องนั่งเล่นก็เห็นสามปรมาจารย์นั่งอยู่ สายตาทุกคู่วาววับด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นปรมาจารย์หยางเข้ามา
“หลิวหลิง (จวงเชียน เจิงเฟย) คารวะปรมาจารย์หยาง!
ทั้งสามก้มคำนับทันที
“คุณทั้งสามมีธุระอะไรกับผม มาเอาดึกดื่นป่านนี้?”
จางเซวียนนั่งลงและสั่งชามาหนึ่งถ้วย หลังจากอ้อยอิ่งจิบชาอยู่นาน เขาก็หันไปมองทั้งสามด้วยสีหน้าเฉยเมย
หลังจากที่ไปคฤหาสน์ตระกูลเทียนและแวะที่โรงเรียนมา กว่าจางเซวียนจะกลับถึงคฤหาสน์ก็พระอาทิตย์ตกแล้ว
“ปรมาจารย์หยาง พวกเราทั้งสามใคร่ขอเรียกท่านว่าอาจารย์ของเรา และเราหวังว่าท่านจะตอบตกลง!”
หลิวหลิงกับคนอื่นๆรีบลุกขึ้นยืน ต่างประสานมือคารวะและคำนับอย่างนอบน้อม จากนั้นก็ลอบชำเลืองจางเซวียนอย่างกระวนกระวาย
อายุไม่ได้เป็นตัวตัดสินความรู้ แม้พวกเขาจะอาวุโสกว่าปรมาจารย์หยาง แต่ก็เห็นๆกันแล้วว่าอีกฝ่ายเก่งกาจกว่ามาก ดังนั้นอายุจึงไม่ใช่ปัจจัยตัดสินในการที่จะเรียกใครว่าอาจารย์
“พวกคุณอยากเรียกผมว่าอาจารย์ของคุณหรือ?”
จางเซวียนยกถ้วยชาขึ้น และหยิบใบชาที่ลอยอยู่ทิ้งไปอย่างวางมาด เขาตั้งคำถามด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
หลังจากปลอมตัวมาแล้วหลายวัน เขาก็ไม่ใช่ไก่อ่อนที่จะให้ใครมาจับไต๋ได้ง่ายๆอีก ทุกท่วงท่าของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจและความสูงส่ง
ทั้งห้องนิ่งงัน
“ใช่ ถึงแม้พวกเราจะไม่ปราดเปรื่องนัก แต่เราก็รับใช้ท่านและแบ่งเบาภาระของท่านได้”
สามปรมาจารย์หายใจถี่กระชั้น
สองสามครั้งล่าสุดที่พวกเขามาที่นี่ พวกเขาได้แสดงเจตจำนงที่จะขอเรียกปรมาจารย์หยางว่าอาจารย์ แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาอย่างชัดเจน มาวันนี้ได้พูดชัดเจนเสียขนาดนี้ หากถูกปฏิเสธอีกก็คงต้องจบ
“ถ้าผมพูดไม่ผิด เหตุผลที่พวกคุณปรารถนาจะเรียกผมว่าอาจารย์ก็เพราะการฝึกวรยุทธของคุณได้มาถึงคอขวดและคุณไม่สามารถผ่านไปได้ คุณคิดว่าหากคุณได้เป็นศิษย์ของผม ก็จะผ่านขั้นสุดท้ายนี้ได้ และไปต่อได้อีก”
น้ำเสียงของจางเซวียนราบเรียบราวกับก้อนน้ำแข็งเย็นเยือก เขาพูดโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“เอ่อ…ใช่แล้ว!”
ถูกเปิดเผยความตั้งใจกันจะๆแบบนั้น หลิวหลิงกับคนอื่นๆหน้าแดงด้วยความอับอาย
“ดูเหมือนพวกคุณจะซื่อสัตย์ดี!”
เห็นทั้งสามไม่ปฏิเสธ จางเซวียนพยักหน้า
“พวกเราหวังว่าปรมาจารย์หยางจะช่วยให้พวกเราสมปรารถนา!”
ทั้งสามปรมาจารย์กัดฟัน
จางเซวียนไม่ตอบ เขาค่อยๆวางถ้วยชาลง ยืนขึ้นและเดินไปยังกลางห้อง
สามปรมาจารย์กำลังสงสัยว่าเขาจะทำอะไร ก็พอดีได้ยินเสียงสุขุมเยือกเย็นดังขึ้น
“ผม, ปรมาจารย์หยาง ได้ท่องเที่ยวและแวะเวียนอาณาจักรมามากมายนับไม่ถ้วน ผมปรารถนาจะใช้ชีวิตที่เงียบสงบ จึงไม่เปิดเผยตัวตนกับใครง่ายดายนัก พวกคุณจึงไม่เคยได้ยินชื่อของผมเลย แม้แต่ในอาณาจักรอื่น ผมพูดถูกต้องไหม?”
“ใช่!”
เมื่อพวกเขาได้ยินชื่อ ‘หยางชวน’ ก็ตั้งใจไปสืบเสาะหาที่มา แต่ก็ไม่พบคนชื่อนี้ในอาณาจักรโดยรอบเลย ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดว่าคงเป็นการใช้ชื่อปลอมเพื่อปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ แต่มาถึงตอนนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าปรมาจารย์หยางแค่ตั้งใจจะเก็บตัวเท่านั้น
“ถ้าผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมเป็นปรมาจารย์ ต่อให้คุณไปตรวจสอบกับสภาปรมาจารย์ คุณก็หาอะไรไม่เจอหรอก”
จางเซวียนพูดต่อ “แต่ที่อาณาจักรเทียนเซวียนนี่ ผมยอมเปิดเผยตัวตน ถึงกับช่วยแก้ปัญหาให้ใครต่อใครเสียด้วยซ้ำ พวกคุณรู้ไหมว่าทำไม?”
เหตุผลที่จางเซวียนพูดดักไว้ก็เพื่อไม่ให้ทั้งสามคลางแคลงใจในตัวตนของเขาอีก เพราะถึงอย่างไร ชื่อ ‘หยางชวน’ ก็เป็นชื่อปลอม พวกเขาไม่มีทางหาชื่อนี้ในสภาปรมาจารย์เจออย่างแน่นอน
ด้วยการพูดแบบนี้ ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะไม่สงสัยในตัวเขาอีกหากหาชื่อไม่เจอ แต่ยังจะมีความยำเกรงอีกด้วย
ถึงกับหาชื่อเขาในสภาปรมาจารย์ไม่เจอ…จะต้องน่าทึ่งแค่ไหนถึงทำขนาดนี้ได้?
“พวกเราขออภัยในความโง่เขลาของเราด้วย”
หลิวหลิงกับคนอื่นๆ จ้องหน้าปรมาจารย์หยาง
อันที่จริงพวกเขาก็เคยสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน
ถ้าปรมาจารย์ผู้น่าทึ่งสักคนหนึ่งเลือกที่จะทำตัวกลมกลืนกับฝูงชน ใครเล่าจะล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้?
แต่ตอนนี้ทุกคนในอาณาจักรเทียนเซวียนรู้จักเขาแล้ว
“ระหว่างการเดินทาง ผมได้พบเด็กหนุ่มผู้เก่งกาจคนหนึ่ง ผมพอใจในตัวเขาจึงรับเขาเป็นศิษย์สายตรง แต่เนื่องจาก…ผมจะพักอยู่ที่นี่ไม่นานนัก และกลัวว่าเขาอาจถูกคนอื่นใส่ความ ผมจึงตั้งใจเปิดเผยสถานภาพของตัวเองเพื่อช่วยเหลือเขา”
ด้วยสองมือไพล่หลัง จางเซวียนยืนตระหง่านอยู่กลางห้องราวกับภูเขาสูงสง่า
“เด็กหนุ่มผู้เก่งกาจ? รับเขาเป็นศิษย์สายตรง?”
สามปรมาจารย์มองหน้ากัน พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นทันใด ทุกคนหรี่ตา “เป็นไปได้ไหม…เป็นไปได้ไหมว่า…ลูกศิษย์สายตรงคนนั้นของปรมาจารย์หยางคือ…อาจารย์จางเซวียนแห่งโรงเรียนหงเทียน?”
ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างก็ลงล็อค
สำหรับอาจารย์ระดับล่างในอาณาจักรห่างไกล ที่รู้ทฤษฎีอันน่าทึ่งมากมาย เป็นทั้งจิตรกรระดับอภิมหาปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการชงชา และที่สำคัญกว่านั้น…ถึงกับปฏิเสธการเป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์ทั้งสาม
แน่นอนว่ามีแต่ลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยางเท่านั้นที่ทำได้
จางเซวียนดีใจนักที่เห็นอีกฝ่ายเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว เขาทำได้แค่กลืนน้ำลายและพยักหน้าอย่างพอใจ
“ใช่ จางเซวียนคือลูกศิษย์สายตรงของผม ถ้าหากพวกคุณอยากเรียนกับผมล่ะก็…นั่นหมายความว่าเขาคือ… ศิษย์พี่ของพวกคุณ!”
