ตอนที่ 301 คุณชายจี้โม่ตื่นเต้น
“อาจารย์ ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?”
เจิ้งหยางอดถามไม่ได้ คนอื่นๆก็รีบหันมามอง
พวกเขาตามหาอาจารย์จางจนทั่วทุกพื้นที่ แต่ก็ไม่เจอแม้เงา กลับกลายเป็นว่า…อยู่ในโรงเตี๊ยมเดียวกันนี่เอง
เป็นเรื่องจริงที่เรามักจะมองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดไปเสมอ
“ผมเพิ่งมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่วันนี้ และโรงเตี๊ยมนี่ก็อยู่ใกล้ประตูเมืองมากที่สุด ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องพักที่นี่!” จางเซวียนยิ้ม
โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นที่เดียวที่อยู่ใกล้กับประตูเมือง แล้วเขาจะไปพักที่ไหนได้?
“คุณเพิ่งมาถึงวันนี้? แล้ว…” เจิ้งหยางชี้ไปที่นายแพทย์ไป๋ชานซึ่งเพิ่งจะเดินออกไป
หมอนั่นเย่อหยิ่งจองหองเสียจนแทบจะฉีกกระชากสวรรค์หากเขาทำได้ แต่หลังจากโดนอาจารย์ตบ ก็ว่าง่ายราวกับสุนัขที่จงรักภักดีตัวหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคุณทั้งคู่จะไม่เคยพบกันมาก่อน
แถทมบรรดาหน่วยตรวจการณ์ก็ดูเหมือนจะหวาดกลัวหลังจากได้รู้บางอย่าง ก็ในเมื่ออาจารย์เพิ่งมาถึง แต่ทำให้พวกนั้นหวาดกลัวได้? มันเกิดอะไรขึ้น?
“บางทีผมอาจจะตบแรงกว่าปกติไปหน่อย พวกนั้นก็เลยกลัว!”
จางเซวียนตอบง่ายๆ
เรื่องราวที่สันเขาบัวแดงซึ่งเกี่ยวข้องกับเซียนสมุนไพร ห้องโถงแห่งยาพิษ กูรูยาพิษ นายแพทย์ นักปลอมตัว…ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายกันง่ายๆ แม้เขาจะอยากอธิบายก็ตาม จางเซวียนจึงตัดสินใจจะหลบเลี่ยงหัวข้อเหล่านั้น
อีกอย่าง สิ่งที่นายแพทย์ไป๋ชานหวาดกลัวนั้นไม่ใช่แค่ความคุ้นเคยระหว่างเขากับเซียนสมุนไพร ที่เขาหวาดกลัวกว่าก็คือความสนิทสนมของเขากับองค์หญิงโม่หยู่ ซึ่งแปลว่าจางเซวียนกำลังได้ประโยชน์จากสถานภาพของอีกฝ่าย และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนัก เขาจึงไม่ค่อยอยากจะอธิบายเรื่องราวเหล่านั้นให้เด็กๆฟัง
“ตบแรงกว่าปกติ?”
ทุกคนถึงกับใบ้กิน
ก็ถ้าการตบหมอนั่นจะช่วยอะไรได้ พวกเขาก็คงทำไปนานแล้ว คงไม่ต้องถึงมืออาจารย์หรอก!
ถ้าคุณไม่อยากอธิบาย ก็น่าจะหาข้อแก้ตัวที่มันฟังขึ้นกว่านี้ คำโกหกของคุณมันง่ายไปหน่อยไหม?
“คุณนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย…”
หวงหวี่กลอกตา
ผู้ชายคนนี้เป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าไม่อยากพูด บอกกันตรงๆก็ได้ เพราะทุกคนก็ย่อมมีความลับของตัวเอง อีกอย่าง สิ่งที่พวกเขาแทบจะรับไม่ได้ก็คือการโกหกออกมาหน้าตาเฉยโดยไม่รู้สึกอับอายสักนิด
เห็นจางเซวียนไม่อยากจะพูดเรื่องนั้น หลิวหลิงลูบเคราและตั้งคำถาม
จางเซวียนมีพลังปราณเทียบฟ้าซึ่งแม้แต่นักรบขั้น 8-จงซรือ หรือปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็แทบจะบอกระดับวรยุทธของเขาไม่ได้ แต่ระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ หลิวหลิงก็สามารถระบุระดับวรยุทธของจางเซวียนได้จากพละกำลังและรังสีที่เขาเปล่งออกมา
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ
แม้วรยุทธขั้นกึ่งจงซรือจะไม่ยากเย็นเท่ากับการสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ แต่มันก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่ยากจะก้าวข้าม
ในอาณาจักรเทียนเซวียน มีนักรบทงฉวนขั้นสูงสุดอยู่หลายร้อยคน แต่มีเพียงคนเดียว คือเชื้อพระวงศ์อาวุโสเซินหงเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามไปยังกึ่งจงซรือได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือมีความเหนือชั้นกว่าขั้น 7-ทงฉวนมาก
จางเซวียนเพิ่งสำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุดเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลิวหลิงคิดว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปีกว่าเขาจะก้าวขึ้นไปยังวรยุทธขั้นสูงกว่าได้ ไม่นึกไม่ฝันว่าผ่านไปแค่เดือนเดียว อีกฝ่ายก็สำเร็จขั้นกึ่งจงซรือแล้ว
“กึ่งจงซรือ?”
ทุกคนอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะลู่ฉวินที่ถึงกับตาโต
ผ่านไป 1 เดือน ลู่ฉวินได้ฝ่าด่านวรยุทธจนสำเร็จขั้นทงฉวน เขาคิดว่าในที่สุดก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับจางเซวียนแล้ว ไม่นึกเลยว่าฝ่ายนั้นก็เดินนำหน้าเขาไปแล้วอีกก้าว!
“ใช่!” จางเซวียนตอบ
“ด้วยการรวบรวมวรยุทธจากหลายสำนัก นักรบขั้นจงซรือสามารถตั้งสำนักของตัวเองได้ และนี่เป็นปราการด่านแรกของการก้าวไปสู่วรยุทธขั้น 9 ถึงคุณจะอยู่ไม่ไกลจากมันแล้ว แต่ก็ยากที่จะฝ่าด่านไปยังขั้น 9-จื้อจุนได้ หากปราศจากการสั่งสมประสบการณ์และการสร้างเสริมพละกำลังในวรยุทธครั้งแล้วครั้งเล่า”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยืนยันข้อสรุปของเขา หลิวหลิงพยักหน้า
ผู้ที่สำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือ ก็หมายความว่าผู้นั้นเข้าใกล้วรยุทธขั้นจงซรือเต็มที แต่ในความเป็นจริงนั้น การจะประสบความสำเร็จถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทั้งเซินหง ตัวเขาเอง ปรมาจารย์จวง และปรมาจารย์เจิง มีใครบ้างที่ไม่ได้เป็นอัจฉริยะผู้โด่งดังตั้งแต่ยังหนุ่ม?
แต่พวกเขาก็ติดอยู่ที่ปราการนั้น คือขั้นกึ่งจงซรือมาหลายทศวรรษ ไม่สามารถผ่านขั้นสุดท้ายไปได้ แม้ว่าจะพยายามหนักหน่วงแค่ไหนก็ตาม
ถ้าไม่ใช่เพราะปรมาจารย์หยาง พวกเขาก็คงต้องติดแหงกอยู่ที่ขั้นกึ่งจงซรือไปชั่วชีวิต
ด้วยเหตุนี้ หลิวหลิงจึงรู้ดีว่าหากไม่ปรับสภาวะจิตให้เหมาะสมต่อการฝึกวรยุทธ และไม่ฝึกฝนวรยุทธด้วยความอดทน การจะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือก็เป็นได้แค่ฝัน
“ใช่!” จางเซวียนรู้ว่าอีกฝ่ายพูดสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง เขาจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“คุณมีความปราดเปรื่องกว่าผมมากมายนัก และยังได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์เป็นการส่วนตัว ดังนั้น การฝ่าด่านวรยุทธของคุณย่อมราบรื่นกว่าผม เหตุผลที่ผมพูดอะไรมากมายก็เพราะหวังว่าคุณจะไม่วิตกกังวลและสูญเสียความเป็นตัวเองไป คุณจะกลายเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะที่เดียว หากสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือได้ภายใน 3 ปีนี้” หลิวหลิงพูดต่อ
ศิษย์พี่ของเขาคนนี้สำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุผลที่เขาพูดอะไรออกมามากมายก็เพราะอยากย้ำเตือนให้อีกฝ่ายคงความอดทนอดกลั้นและสุภาพถ่อมตัวไว้ ไม่หลงระเริงไปกับความมักใหญ่ใฝ่สูง เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจลงเอยด้วยการทำลายตัวเองจนย่อยยับ
“เอาล่ะ ผมจะไม่รบกวนการพบปะสังสรรค์ระหว่างศิษย์พี่กับบรรดาลูกศิษย์ ขอตัวไปพักก่อน!”
รู้ว่าจางเซวียนกับลูกศิษย์ของเขาย่อมมีเรื่องให้พูดคุยกันมาก หลิวหลิงจึงยิ้ม ประสานมือคารวะและเอ่ยปากลา หวงหวี่กับลู่ฉวินก็ตามเขาไป
“อาจารย์!”
เมื่อทั้งสามไปแล้ว เจิ้งหยางกับพรรคพวกก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความตื่นเต้น
โดยเฉพาะจ้าวหย่า เธอสำนึกในบุญคุณของอาจารย์เป็นอย่างมากที่ช่วยชีวิตเธอไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาปรากฏตัวได้อย่างเหมาะเหม็ง ใครจะรู้ว่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง
“ออกหมัดพื้นฐานเดี๋ยวนี้ ผมจะได้รู้ว่าพวกคุณก้าวหน้าไปแค่ไหน!”
จางเซวียนทรุดตัวลงนั่ง เขาสะบัดแขนเสื้อและมองไปที่บรรดาลูกศิษย์
ในเมื่อเขาเป็นอาจารย์ของเด็กพวกนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะต้องเฝ้าดูการฝึกวรยุทธอย่างใกล้ชิด
“ได้เลย!”
ทั้งกลุ่มพากันออกหมัดพื้นฐานในทันที
ฟิ้วววววว!
ลมหวีดหวิวที่มีพละกำลังรุนแรงพัดวนอยู่ในห้อง
ถ้าเป็นคนอื่น ถึงจะสามารถระบุระดับวรยุทธของเด็กทั้ง 5 ได้ แต่ก็ไม่มีทางเห็นข้อบกพร่องของพวกเขา
แต่สำหรับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป ด้วยการกระตุกในหัว ข้อบกพร่องในการฝึกวรยุทธของเด็กพวกนั้นก็ปรากฏขึ้นมาในหนังสือทันที
“ไม่เลว หนึ่งเดือนมานี่พวกคุณพัฒนาขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่”
หลังจากพลิกดูเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือของแต่ละคนแล้ว จางเซวียนก็เลิกคิ้ว “เจิ้งหยาง เทคนิคการฝึกวรยุทธที่ผมมอบให้คุณนั้น มีไว้เพื่อปรับปรุงจุดชีพจรไท่หยิง ทำไมคุณถึงเน้นที่จุดชีพจรซานชูแทนล่ะ? ไม่เพียงแต่จะเหนื่อยเปล่า คุณยังทำลายวรยุทธของตัวเองด้วย ถ้ายังขืนทำแบบนี้ต่อล่ะก็ ออกไปเสียตอนนี้เลย อย่าทำให้ผมเสียเวลา!”
“หลิวหยาง ถึงแขนขวาของคุณจะใช้การได้ดีแล้ว แต่เวลาที่ฝึกวรยุทธก็ต้องระวังไว้ อย่าปล่อยพลังออกมามากเกินไป คุณอยากจะพิการอีกรอบหรือไง?”
“หวังหยิ่ง…”
…..
ไม่ช้า จางเซวียนก็ชี้ข้อบกพร่องที่ปรากฏในการฝึกวรยุทธของลูกศิษย์ทั้ง 5 และถ่ายทอดวิธีการใหม่ๆให้พวกเขา
ถึงจางเซวียนจะไว้ใจไม่ค่อยได้ในเรื่องอื่นๆแต่ถ้าเป็นเรื่องการชี้แนะลูกศิษย์ล่ะก็ ไม่มีบกพร่องเลย
ฟึ่บ! ปั้ก!
สองชั่วโมงต่อมา เด็กทั้ง 5 ก็ฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ เจิ้งหยางกับหวังหยิ่งฝ่าด่านวรยุทธจากขั้น 4-ผีกู่ไปเป็นติ่งลี่ขั้นต้น ส่วนหยวนเทาก็ตามมาติดๆ โดยสำเร็จวรยุทธผีกู่ขั้นสูงสุด
ในบรรดาเด็กทั้ง 5 ผู้ที่พัฒนาได้มากที่สุดก็ยังคงเป็นจ้าวหย่า ในตอนแรก เธอเปิดจุดชีพจรไปได้แค่ 2 จุดแต่หลังจากได้คำชี้แนะของจางเซวียน ประกอบกับพละกำลังของนักรบขั้น 6-พี่เชวี่ย เธอก็เปิดจุดชีพจรไปได้ต่อเนื่องกันถึง 10 จุดในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ทำให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้นอีกมาก
ด้วยการยกระดับวรยุทธและเพิ่มพละกำลังได้ในเวลาอันสั้นขนาดนี้ ทุกคนทั้งตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจ ตอนแรก ปรมาจารย์หลิวบอกว่าหากพวกเขาอยากจะฝ่าด่านวรยุทธให้สำเร็จ ก็จะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ซึ่งเร็วที่สุดก็คงต้องใช้เวลาราวครึ่งเดือน แต่หลังจากได้คำชี้แนะจากอาจารย์จาง ทุกคนก็ฝ่าด่านวรยุทธได้ทันที ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การแสดงให้เห็นกันจะๆหรอกหรือว่าวิธีการของอาจารย์จางเหนือกว่าปรมาจารย์หลิว?
เมื่อรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ พวกเขาก็ยิ่งยกย่องชื่นชมอาจารย์จางมากขึ้นอีก
“เอาล่ะ พรุ่งนี้ผมจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์แล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกคุณไปพักผ่อนเถอะ!” จางเซวียนออกคำสั่ง
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดกับจ้าวหย่า เขายิ่งรู้สึกว่าต้องยกระดับสถานภาพของตัวเองอย่างเร่งด่วน สิ่งนี้ทำให้ความตั้งใจที่จะสอบเป็นปรมาจารย์ยิ่งเด็ดเดี่ยวกว่าเดิม
…….
“ผมมีเรื่องด่วนที่ต้องรายงานคุณชายจี้โม่!”
ที่คฤหาสน์ตระกูลจี้, หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ร่างหนึ่งพรวดพราดเข้ามาที่ประตูอย่างรีบร้อน
ถ้าจางเซวียนอยู่ที่นี่ ก็จะรู้ทันทีว่าชายผู้นั้นคือหัวหน้ากลุ่มคนที่เพิ่งถูกเขาซ้อมที่นอกเมือง
เจ้าหัวหน้ายังคงมีบาดแผลทั่วตัว แต่หลังจากได้รับการรักษาแล้ว อาการก็ทุเลา อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องให้ใครช่วย
“เป็นอย่างไรบ้าง? พวกนายทำสำเร็จไหม?”
แอ๊ด!
ประตูเปิดออก เมื่อเห็นหน้าของอีกฝ่าย คุณชายจี้โม่หน้าตาสดใสขึ้นทันที
“รายงานคุณชาย ถึงพวกเราจะเจ็บหนัก แต่ก็ปฏิบัติภารกิจที่คุณชายมอบหมายได้สำเร็จ!” หัวหน้าคุกเข่าลงกับพื้น
“อือ ไม่เลว ไม่เลวเลย!”
มีความตื่นเต้นอยู่ในแววตาของคุณชายจี้โม่
หมอนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียเกียรติยศศักดิ์ศรีทั้งหมด เขาไม่มีวันหายแค้นถ้าไม่ได้สั่งสอนมันเสียบ้าง
“เอาผลึกบันทึกออกมา ฉันจะดู!” คุณชายจี้โม่ยื่นมือออกไปและถามอย่างคาดหวัง
แกมันโอหังนักนี่?
วาดภาพขั้น 3 ขั้น 4 ขั้น 5 ไล่ไปทีละขั้นอย่างกับเล่นปาหี่…แกเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวเหรอ แล้วไงล่ะ? ดูซิว่าจะยังเต๊ะท่าได้หรือเปล่าถ้าถูกเราจับแก้ผ้าแล้วแขวนต่องแต่งไว้กับต้นไม้
“เรียนนายน้อย ผลึกบันทึกเสียหายไประหว่างการต่อสู้!” หัวหน้ารายงานอย่างขัดเขิน
“เสียหาย?”
“ใช่แล้ว แต่พวกเราก็ได้แขวนไอ้หมอนั่นไว้กับต้นไม้นอกเมือง พี่น้องของเราอีกสองสามคนกำลังเฝ้าไว้ นายน้อย ทำไมคุณไม่ตามผมไปล่ะ? จะได้เยาะเย้ยไอ้หมอนั่น คราวนี้คุณได้ระบายความแค้นแน่!”
หัวหน้าตอบ
“เป็นความคิดที่ดี เยาะเย้ยมันให้ได้อายต่อหน้านี่แหละที่ฉันชอบที่สุด!”
คุณชายจี้โม่หัวเราะหึๆ นัยน์ตาเป็นประกายชั่วร้าย
คงจะน่าเสียดายมากถ้าเขาไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง และไม่ได้เยาะเย้ยเจ้าคนโอหังที่ถูกจับแก้ผ้าแล้วแขวนไว้กับต้นไม้
“ไปกันเถอะ!” หลังจากสวมเสื้อคลุมแล้ว คุณชายจี้โม่ก็พร้อมเดินทาง
“คุณชาย ถึงอย่างไรเจ้าหมอนั่นก็เป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว ถ้าเราใช้ผลึกบันทึกบันทึกสภาพน่าสมเพชของเขาไว้เพื่อหาโอกาสแบล็กเมล์ ถึงหมอนั่นคงไม่กล้าทำอะไรเราก็จริง แต่ถ้าผู้อาวุโสคนอื่นๆในตระกูลรู้เรื่องนี้เข้า คุณก็ไม่พ้นต้องถูกตำหนิ ในความคิดของผม…ทำไมคุณไม่สวมชุดดำแล้วแอบออกไปล่ะ ด้วยวิธีนี้ก็จะไม่กระโตกกระตาก ป้องกันไม่ให้ข่าวรั่วไหล และเราจะได้ไม่ต้องเจอกับปัญหาไม่เข้าท่า”
เห็นคุณชายจี้โม่ตั้งท่าจะเดินอาดๆออกประตูไปแบบนั้น หัวหน้ารีบแนะนำเขาทันที
“แกพูดถูก ไม่เลว ดูเหมือนแกก็มีสมองเหมือนกัน สำหรับตาเฒ่าพวกนั้นน่ะ ไม่ช้าก็เร็วฉันจะต้องจัดการให้หมด ถ้าฉันได้เป็นจิตรกรระดับ 2 ดาวและสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเมื่อไหร่ล่ะก็ พวกนั้นต้องได้บทเรียนแน่!”
คุณชายจี้โม่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เห็นไหม? บริวารที่ดีต้องเป็นอย่างนี้ รักษาผลประโยชน์ของเจ้านายยิ่งชีวิต
เราคงจะเป็นคนเดียวที่สูงส่งและโดดเด่นพอที่บริวารจะมอบกายถวายชีวิตเพื่อทำงานที่เรามอบหมายให้สำเร็จ
เมื่อคิดได้แบบนี้ เขาก็เบิกบานใจถึงขีดสุด
