Skip to content

Library Of Heaven’s Path 302


ตอนที่ 302 คารวะอาจารย์จาง

“เมื่อเรากลับมา ฉันจะตบรางวัลให้แก่อย่างงามสำหรับความจงรักภักดี!”

หลังจากชมเชยหัวหน้าแล้ว คุณชายจี้โม่ก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดดำและตามอีกฝ่ายไปยังมุมเปลี่ยวของคฤหาสน์ ก่อนจะกระโดดออกนอกกำแพงไป

พวกเขาทำทุกขั้นตอนอย่างระมัดระวัง และไม่มีผู้ใดระแคะระคายเลยแม้แต่คนเดียว

ไม่นานก็มาถึงป่านอกเมือง

“นายน้อย ที่นี่แหละ…”

หัวหน้าชี้นิ้วไป

“เยี่ยม!”

รู้ว่าเจ้าคนปากกล้าที่ทำให้เขาอับอายขายหน้าอยู่ข้างใน คุณชายจี้โม่เดินเข้าไปและตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

“ไอ้หมอนั่นอยู่ที่ไหน?”

จี้โม่มองไปรอบๆตัวขณะที่เดินลึกเข้าไปในป่า แต่ก็ไม่มีอะไรเลย เขากำลังงงเมื่อจู่ๆทุกอย่างตรงหน้าก็มืดดำไปหมด กระสอบป่านใบหนึ่งถูกนำมาคลุมหัวของเขา

“พวกแกทำอะไร…”

ด้วยความตะลึง จี้โม่พยายามดิ้นรน แต่แล้วก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสบนใบหน้า ทั้งหมัด ทั้งหนังยาง ทั้งลูกหินพุ่งเข้าใส่เขาราวกับห่าฝน

ตุ้บ! ปึ้ก!

เสียงหมัดและลูกเตะที่กระทบร่างเขาดังกึกก้องไปทั่ว จี้โม่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ ก็ร่วงลงไปกองอยู่กับพื้น กระดูกหักเป็นท่อนๆเกือบทั้งตัว

ฮืออออ!

จี้โม่ส่งเสียงครางผ่านริมฝีปากที่บวมเป่งจนดูเหมือนไส้กรอก จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์

เขามาที่นี่เพื่อมาดูจางเซวียนอับอายขายหน้าไม่ใช่หรือ? แล้วมันเรื่องอะไรถึงถูกซ้อมเสียเอง?

มันดูยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์กว่าพายุหมัดศอกและเข่าที่พุ่งเข้าใส่ร่างของเขาจะหยุดลง กระสอบป่านถูกฉีกออกพร้อมๆกับเสื้อผ้าของเขาที่หลุดไปจากตัว

จากนั้นก็รู้สึกเจ็บมือ เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ถูกแขวนต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ สายลมอันเยือกเย็นยามดึกโชยปะทะร่างเปลือยเปล่าของเขา

“นี่พวกแกทำอะไร?”

จี้โม่เพิ่งจะเห็นใบหน้าของกลุ่มคนที่ยำเขาเสียเละ

พวกนั้นก็คือบริวารทั้งห้าคนที่เขาส่งไปจัดการกับจางเซวียนนั่นเอง

“คุณชาย พวกเราก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน ทำไมคุณถึงต้องหาเรื่องคนที่คุณไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แถมยังดึงพวกเราเข้าไปลำบากด้วย…”

ขณะที่หัวหน้าพูด เขาก็ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในผลึกบันทึกและบันทึกเหตุการณ์ตรงหน้าไว้

“แก…ฟุ่บ!”

เมื่อรู้ว่าร่างเปลือยล่อนจ้อนของตัวเองถูกบันทึกไว้แล้ว คุณชายจี้โม่ทั้งเดือดดาลและอับอาย เขากระอักเลือดออกมา

นี่มันบ้าอะไรกัน…

ไอ้พวกนี้มันบริวารของเราไม่ใช่หรือ มันทรยศเราแล้วไปตามตูดไอ้หมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่?

กว่าเราจะคิดแผนนี้ได้ก็ไม่ง่ายเลย แผนการที่จะทำให้อีกฝ่ายไม่มีทางเลือกนอกจากทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ ไม่นึกเลยว่า…มันจะย้อนกลับมาหาเราเอง!

น่าสมเพชเหลือเกินที่เขาเพิ่งจะชื่นชมในความจงรักภักดีของบริวาร…พวกมันก็จงรักภักดีจริงๆแต่ไม่ใช่กับเขา…

“ที่ผ่านมา ฉันนึกว่าเขาคงจะทั้งใหญ่ทั้งผงาด ถึงได้ดึงดูดความสนใจสาวๆได้มากมายขนาดนั้น ไม่นึกเลยว่าจะเล็กนิดเดียว!”

“นายพูดถูก เล็กจริงๆด้วย เป็นครั้งแรกนะที่ฉันได้เห็นของใครเล็กขนาดนี้…!”

“ฉันก็เหมือนกัน น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ!”

ขณะที่ความเดือดดาลกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเขาก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มคนที่อยู่ข้างล่าง

ไอ้สารเลว! แกต่างหากที่เล็ก บ้านแกก็คงเล็กกันทั้งบ้าน…

ความเดือดดาลพลุ่งพล่านขึ้นมาจนคุณชายจี้โม่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระอักเลือดสดๆออกมาอีกครั้ง และจากนั้นก็เป็นลม

….

มันเป็นค่ำคืนที่สงบเงียบ

เมื่อจางเซวียนตื่นขึ้นมา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็หายวับไปสิ้น เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง ก็พอดีเห็นหลิวหลิงกับคนอื่นๆยืนอยู่หน้าประตู และมองเขาอย่างพรึงเพริดราวกับเห็นสัตว์ประหลาด

“คุณ…แค่ชี้แนะให้เด็กพวกนั้นสองสามจุด พวกเขาก็ฝ่าด่านวรยุทธได้หรือ?”

ปรมาจารย์หลิวชี้ไปที่จ้าวหย่า เจิ้งหยาง และคนอื่นๆ เขาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ตอนที่เขาตื่นเช้ามาและเห็นระดับวรยุทธของเด็กกลุ่มนั้น ก็ถึงกับตะลึงจนอ้าปากค้าง

ทุกคนฝ่าด่านวรยุทธได้หมดแล้ว เพราะคำชี้แนะไม่กี่คำ…

มันจะง่ายไปไหม?

ที่ผ่านมา ปรมาจารย์หลิวคิดว่า แม้ศิษย์พี่ของเขาคนนี้จะมีวิธีการชี้แนะลูกศิษย์ที่เป็นเอกลักษณ์และน่าประทับใจ แต่ถึงอย่างไรก็ย่อมด้อยกว่าเขา และโดยเฉพาะที่ศิษย์พี่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ด้วย แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ถึงได้เข้าใจว่า…

ระหว่างทั้งคู่ก็มีช่องว่างจริงๆ แต่อีกฝ่ายเหนือกว่าเขามาก…

“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า “ก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่ ไปสภาปรมาจารย์กัน!”

เมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งกลุ่มก็เร่งฝีเท้า

การฝ่าด่านวรยุทธไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือ?

เห็นเขาทำได้ง่ายๆแบบนั้น ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆรู้สึกเหมือนมีลูกศรนับพันดอกทิ่มแทงหัวใจ

เพื่อจะช่วยเหลือลูกศิษย์ให้ฝ่าด่านวรยุทธได้ พวกเขาต้องฝ่าฟันร้อยพันปัญหาและขุดคุ้ยความรู้ทุกกระเบียดนิ้วที่มีอยู่เพื่อเอามาใช้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าลูกศิษย์จะทำสำเร็จ แต่จางเซวียนทำได้ง่ายๆเหมือนกับกินข้าวดื่มน้ำ… มนุษย์ช่างเกิดมามีวาสนาไม่เท่ากันจริงๆ…

เมื่อออกจากโรงเตี๊ยมแล้ว พวกเขาก็ว่าจ้างเกี้ยว 2 คันและมุ่งหน้าไปยังสภาปรมาจารย์

2 ชั่วโมงต่อมา ตึกโอ่อ่าหรูหราหลังหนึ่งก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เหนือทางเข้ามี 2 คำที่แสดงถึงอำนาจสูงสุด!

สภาปรมาจารย์!

แม้ว่าสภาปรมาจารย์จะถือเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมอาจารย์ แต่ที่นี่มีอำนาจและอิทธิพลสูงกว่าสมาคมอาจารย์มาก ผู้ที่เข้าเป็นสมาชิกของสภาปรมาจารย์ได้จะได้รับสถานภาพสูงส่งในสังคม

เมื่อหยิบตราสัญลักษณ์ขึ้นมาติดที่หน้าอกแล้ว ปรมาจารย์หลิวก็นำทั้งกลุ่มเข้าไป

ห้องโถงนั้นโอ่อ่าและสง่างาม

“จางเซวียน คุณก็มาที่นี่!”

ด้วยอาการเมาคน จางเซวียนกำลังจะถามทางไปห้องสอบเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น พอหันไปก็เห็นสุภาพสตรีคนหนึ่งซึ่งมีผู้อาวุโสขนาบข้าง

“นั่นคุณหรือ?”

สุภาพสตรีคนนั้นคือผู้ช่วยปรมาจารย์ที่จางเซวียนได้พบหลังจากมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่…หลิงเซียวเซียว!

“ใช่สิ คุณก็มาเข้าฟังปุจฉา-วิสัชนาขององค์หญิงโม่หยู่เหมือนกันใช่ไหม? มันกำลังจะเริ่มแล้ว และปรมาจารย์เกือบทุกคนในเมืองนี้ก็อยู่ที่นั่น ไปกันเถอะ!”

ถึงเธอจะไม่ค่อยชอบชายหนุ่มที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคนนี้เท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนรู้จัก หลิงเซียวเซียวจึงเชิญเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“พวกเขาอยู่ที่นั่นกันหมด? ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย!”

เมื่อได้ยินว่าปรมาจารย์ทุกคนอยู่ที่นั่น จางเซวียนก็รู้ว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์คงจะต้องรอให้ปุจฉา-วิสัชนาเสร็จสิ้นก่อน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่า ควรจะเข้าฟังปุจฉา-วิสัชนา เผื่อจะได้แนวทางที่ช่วยให้เตรียมตัวได้ดีขึ้นเมื่อถึงคราวตัวเอง

เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีคนเข้ารับการทดสอบปุจฉา-วิสัชนา ปรมาจารย์หลิวกับคนอื่นๆก็สนใจเหมือนกัน พวกเขาจึงตามหลิงเซียวเซียวเข้าไปในห้อง

มันก็เหมือนกับห้องเรียนทั่วไป มีโต๊ะและเก้าอี้หลากหลายรูปแบบวางอยู่เต็มห้อง ฝูงชนมากกว่า 100 คนรวมตัวกันอยู่ที่นี่

แถวหน้าหนึ่งแถวถูกกันไว้สำหรับผู้อาวุโสที่เป็นคนใหญ่คนโตและชายวัยกลางคนอีกกลุ่มหนึ่ง

“ไม่อยากจะเชื่อว่าหมอนั่นก็อยู่ที่นี่…”

เมื่อมองไปรอบๆ จางเซวียนก็สะดุดเข้ากับร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง

เขาคือหัวหน้าเหยาแห่งหน่วยตรวจการณ์ที่เพิ่งพบกันเมื่อคืน

หมอนั่นยืนอยู่มุมห้องและคงจะทำหน้าที่องครักษ์ ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าที่แดงก่ำและบวมเป่งนั่น จางเซวียนคงนึกว่านี่คือน้องชายฝาแฝดของเขา

เมื่อมองไปรอบๆห้องอีกครั้ง ก็ยังไม่เห็นโม่หยู่ เขาจึงเดินตามทั้งกลุ่มไปเพื่อหาที่นั่ง

….

ขณะที่จางเซวียนจำหัวหน้าเหยาได้ อีกฝ่ายก็จำเขาได้เหมือนกัน

ในสถานการณ์ปกติ หน่วยตรวจการณ์แห่งราชอาณาจักรจะไม่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับสภาปรมาจารย์ แต่ในเมื่อผู้เข้าทดสอบวันนี้คือองค์หญิงโม่หยู่ เขาจึงถูกโอนมาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

ตอนแรก เขาตั้งใจจะหาคนมาทำหน้าที่แทน อันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บ แต่เมื่อรู้ว่าองค์หญิงมาเข้าสอบ เขาก็คิดว่าหมอนั่นต้องมาปรากฏตัวที่นี่ หากว่ามีความเกี่ยวข้องกับเธอจริงๆ

ถ้าหมอนั่นไม่มา หรือมาแต่องค์หญิงจำเขาไม่ได้ นั่นก็หมายความว่านายแพทย์ไป๋โกหก ซึ่งก็เห็นกันแล้วว่าตัวเขาถูกตบยับเยินขนาดไหน ดังนั้นก็คงไม่มีใครตำหนิเขาได้ถ้าเขาอยากจะแก้แค้น

เมื่อคิดแบบนั้น หัวหน้าเหยาจึงฝืนใจอดทนกับอาการบาดเจ็บและมาทำหน้าที่องครักษ์ ซึ่งหมอนั่นก็มาจริงๆ

“อือ อยากจะเห็นกับตาเหลือเกินว่าแกสนิทกับองค์หญิงจริงๆหรือเปล่า…” หัวหน้าเหยายืนนิ่งและสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ

…..

จางเซวียนและคนอื่นๆหาที่นั่ง

“ในอาณาจักรเทียนหวู่มีปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวทั้งหมด 13 คน และปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอีก 3 คน การปุจฉา-วิสัชนาในวันนี้เป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ จึงไม่จำเป็นต้องมีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเข้าร่วม”

รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย หลิงเซียวเซียวอธิบายอย่างมีน้ำใจ

จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก

อาณาจักรเทียนเซวียนไม่มีแม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวสักคน ส่วนอาณาจักรเทียนหวู่มีปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวถึง 13 คน และระดับ 2 ดาวอีก 3 คน แค่จำนวนปรมาจารย์ก็สามารถบ่งบอกความแตกต่างในอำนาจของแต่ละอาณาจักรได้แล้ว

สมกับเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งมีบริวารเป็น 13 อาณาจักรโดยรอบ

ด้วยจำนวนปรมาจารย์ที่มากมายขนาดนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่รุ่นต่อๆไปจะไม่เก่งกาจ และอาณาจักรจะไม่เข้มแข็งได้อย่างไร?

“ใครบ้างที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวในอาณาจักรนี้?”

เมื่อหายตะลึง จางเซวียนก็อดถามต่อไม่ได้

ได้ยินอีกฝ่ายถามคำถามพื้นๆแบบนั้น หลิงเซียวเซียวกลอกตาอีกครั้งหนึ่ง “ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวที่ไร้เทียมทานที่สุดในอาณาจักรนี้ก็ต้องเป็นท่านประธานเจียงอยู่แล้ว เล่ากันว่าเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด และอีกไม่นานก็จะก้าวไประดับ 3 ดาว ส่วนอีกสองคนคือปรมาจารย์หวังและปรมาจารย์มู่ ปรมาจารย์มู่เพิ่งได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง เขาเป็นคนล่าสุดในบรรดาสามคนนี้”

“อ้อ!” จางเซวียนพยักหน้า มองไปรอบๆและถามต่อ “แล้วอัจฉริยะที่คุณพูดถึงล่ะ โม่หงอีน่ะ เขามาหรือเปล่า?”

“มาอยู่แล้ว! แถมยังได้นั่งตำแหน่งสูงสุดในบรรดาปรมาจารย์ที่นี่ด้วยนะ ดูสิ เขานั่งอยู่ตรงกลางน่ะ!

หลิงเซียวเซียวชี้มือไป

“อยู่ตรงกลาง?” จางเซวียนเงยหน้ามอง

ตรงกึ่งกลางแถวหน้าที่บรรดาปรมาจารย์นั่งอยู่นั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่น่าจะอายุประมาณ 25 ปี เขาแผ่รังสีอันกว้างใหญ่ไพศาลและล้ำลึกราวกับมหาสมุทร เกิดเป็นความกดดันอย่างหนักหน่วงแผ่ออกมารอบตัวเขา

จงซรือขั้นสูงสุด!

ไม่เพียงแต่จะแข็งแกร่ง นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นยังบ่งบอกพลังและอำนาจพิเศษบางอย่าง เขาดูนิ่งและมั่นใจในตัวเองมาก ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่สามารถก่อกวนเขาได้

“น่าทึ่งมาก!”

จางเซวียนมองปราดเดียวก็บอกได้ว่าเขาไม่อาจเทียบกับอัจฉริยะคนนี้ได้เลย

พวกเขาอยู่คนละชั้นกัน

ต่อให้องค์หญิงโม่หยู่ก็เทียบชั้นกับโม่หงอีคนนี้ไม่ได้

“ผมคาดว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขา อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะอยู่ที่ 6.0!”

ปรมาจารย์หลิวกำลังสนใจโม่หงอีเช่นกัน เขาส่งโทรจิตหาจางเซวียน

“6.0?” จางเซวียนถึงกับผงะ

ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 3.0 ผู้นั้นก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวแล้ว ซึ่งถ้ามีถึง 6.0 ก็สามารถเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้

การมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงขนาดนั้นทั้งที่อายุเพียง 26 ปี ยังไม่ต้องพูดถึงวรยุทธที่ไร้เทียมทาน ก็เรียกได้ว่า เขาสมกับเป็นอัจฉริยะจริงๆ

“องค์หญิงโม่หยู่มาแล้ว!”

ขณะที่เขากำลังส่องโม่หงอี เสียงของหลิงเซียวเซียวก็ดังขึ้น เมื่อหันไปมองที่ประตู ก็เห็นสาวน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามา

จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโม่หยู่!

เธอสวมเสื้อคลุมสีแดงสดใส ผมเผ้าใบหน้าได้รับการตกแต่งมาอย่างไร้ที่ติ ทำให้ดูมีเสน่ห์และงดงามกว่าที่เคย ในเวลานี้ถือว่าไม่เป็นรองจ้าวหย่าเลยทีเดียว

สมกับที่เป็นสาวงามหมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ แค่ย่างเท้าเข้าประตูมาก็สะกดความสนใจและทุกสายตาได้

เมื่อเข้ามาข้างใน องค์หญิงโม่หยู่มองไปรอบๆ จากนั้นก็จับจ้องอยู่ที่ใครคนหนึ่ง และนัยน์ตาก็วาววับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ด้วยการที่เป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ สีหน้าท่าทางของเธอกระตุ้นความอยากรู้ของฝูงชนขึ้นมาทันที

พวกเขามองตามสายตาของเธอไป จากนั้นก็หันขวับตาม คิดว่าจะได้เห็นนักรบไร้เทียมทานสักคน แต่กลับกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง

เห็นเธอมองมาที่เขา จางเซวียนถึงกับใบ้กิน

ก็รู้อยู่ว่าตัวเองเป็นดาวเด่นของงาน ยังจะมามองผมแบบนี้ ทำให้ผมต้องตกกระไดพลอยโจนไปด้วย นี่คุณจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม…

จางเซวียนกำลังเซ็งและไม่รู้จะพูดอะไร ก็พอดีได้ยินเสียงร้อนรนและตื่นเต้นดังขึ้นข้างๆตัว

“องค์หญิงโม่หยู่มองฉัน! เธอจำฉันได้จริงๆ…”

หลิงเซียวเซียวตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ถ้าไม่ใช่ในสถานการณ์แบบนี้ เธอคงลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไปแล้ว

“ฮะ?” จางเซวียนส่ายหน้าและมองแม่สาวช่างจ้อที่อยู่ข้างเขา

ซึ่งการกระทำของเธอก็ช่วยให้จางเซวียนหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนนั้นได้โดยบังเอิญ

“ปุจฉา-วิสัชนาเริ่มแล้ว!”

เมื่อผู้เข้าสอบมาถึง โม่หงอีก็ประกาศ และจากนั้นการทดสอบเป็นปรมาจารย์รอบสุดท้าย ปุจฉา-วิสัชนาก็เริ่มต้น

ปุจฉา-วิสัชนาก็เหมือนกับวิวาทะยาของบรรดานักปรุงยา ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวทุกคนที่เข้าร่วมจะตั้งคำถามเกี่ยวกับวรยุทธ และขอบเขตของคำถามเหล่านั้นจะถูกจำกัดอยู่ที่วรยุทธต่ำกว่าขั้นจงซรือลงไป

“เมื่อพลังปราณมาคั่งอยู่ที่จุดชีพจรจุดสุดท้าย ส่งผลให้บุคคลผู้นั้นไม่สามารถสำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวนได้ จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?” ปรมาจารย์คนหนึ่งถาม

“มีทางแก้อยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือรวบรวมพลังปราณไปยังจุดชีพจรจุดนั้นให้มากพอ เพื่อกระตุ้นจุดที่ถูกปิดกั้นไว้ ส่วนวิธีที่ 2 คือใช้ยา ยาเม็ดสมานจุดชีพจร ซึ่งเป็นยาเกรด 1 สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่จะใช้ไม่ได้ผลในกรณีที่ผู้นั้นเผชิญกับปัญหาเรื้อรังมานาน ซึ่งถ้าเป็นกรณีนั้น จะต้องกินยาเม็ดฝ่าด่านชีพจรซึ่งเป็นยาเกรด 2 แทน…”

องค์หญิงโม่หยู่ตอบคำถามอย่างสุขุม เห็นได้ชัดว่าคำถามระดับนี้ไม่สามารถทำให้เธอสะดุดได้

หลังจากฟังไปครู่หนึ่ง จางเซวียนก็หน้าเหวอ

ถึงเขาจะสามารถปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ ทั้งยังช่วยให้ผู้คนมากมายฝ่าด่านวรยุทธได้ แต่เขาก็พึ่งพาพลังปราณเทียบฟ้าเสียเป็นส่วนใหญ่

ไม่มีคำถามไหนเลยที่เขาตอบได้!

“ดูเหมือนเราจะต้องอ่านหนังสือเสียก่อนที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ไม่อย่างนั้นต้องสอบปุจฉา-วิสัชนาตกแน่…”

จางเซวียนส่ายหน้า

อีกอย่าง ถ้าเกิดปรมาจารย์พวกนั้นถามเขาเรื่องการฝ่าด่านวรยุทธในสถานการณ์ต่างๆ เขาคงไม่อาจตอบไปง่ายๆว่าใช้ ‘เข็มเงินและพลังปราณ’!

ขืนตอบแบบนั้น คงถูกเฉดหัวออกมาแน่

เมื่อฟังอีกอีกครู่หนึ่ง และแน่ใจแล้วว่าไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูดสักคำเดียว จางเซวียนจึงอดถามแม่สาวที่นั่งอยู่ข้างเขาไม่ได้ “การทดสอบเพื่อเป็นปรมาจารย์มีกี่ขั้น?”

ถึงความตั้งใจของเขาในการมาที่นี่ก็คือเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์ แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าการทดสอบนั้นทำกันอย่างไร

“นี่คุณยังไม่รู้หรือ?”

หลิงเซียวเซียวแทบเสียสติ

เธอชักจะสงสัยว่าหมอนี่ใช้เงินซื้อตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์มาหรือเปล่า

เรื่องพวกนี้…เป็นความรู้พื้นฐานทั้งนั้น!

ถ้าเรื่องแค่นี้ก็ยังไม่รู้ แล้วจะไปสอบเป็นปรมาจารย์ได้อย่างไร!

จางเซวียนพยักหน้า

“ใช่!”

หลิงเซียวเซียวไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่อธิบายอย่างจนปัญญา “การทดสอบเป็นปรมาจารย์นั้นประกอบด้วยการทดสอบ 5 ขั้น!”

“5 ขั้น!”

“ใช่แล้ว การทดสอบขั้นแรกคือบ้านวัดใจ สิ่งที่นำมาประเมินคือระดับความเชื่อใจที่ลูกศิษย์ของผู้เข้าสอบมีให้เขา ซึ่งระดับความเชื่อใจที่จัดว่าผ่านก็จะต้องเกิน 50 ถ้าผู้เข้าสอบไม่มีลูกศิษย์ หรือไม่มีลูกศิษย์คนไหนที่มีความเชื่อใจในตัวเขาถึงระดับนั้น ก็จะสอบตก”

“การทดสอบขั้นที่ 2 คือห้องไขวิชาชีพ เพื่อจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ผู้เข้าสอบจะต้องมีอาชีพรองรับ และเข้าถึงระดับที่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของสภาหรือสมาคมนั้น”

“การทดสอบขั้นที่ 3 คือศึกหุ่นจำลอง ระหว่างการทดสอบจะมีการนำหุ่นจำลอง 2 ตัวมาต่อสู้กัน หุ่นเหล่านี้จัดทำขึ้นด้วยวิธีการพิเศษ การเคลื่อนไหวและเทคนิควรยุทธที่พวกมันใช้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พวกมันมีพลังพอๆกัน และไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำให้ใคร ผู้เข้าสอบจะต้องให้คำชี้แนะจนกว่าตัวหนึ่งในนั้นจะได้รับชัยชนะ”

“การทดสอบขั้นที่ 4 คือมหานทีแห่งวรยุทธ มีวรยุทธและเคล็ดวิชามากมายอยู่ในมหานที ผู้เข้าสอบจะได้รับหนังสือที่มาจากการสุ่มเลือก 1 เล่ม จากนั้นก็ต้องจัดการสอนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนั้นขึ้นในทันที ระหว่างการสอนจะมีปรมาจารย์หลายคนเป็นผู้ตัดสิน รวมทั้งระฆังปราชญ์โบราณ!”

“ระฆังปราชญ์โบราณ?”

“ใช่ ระฆังปราชญ์โบราณคือขุมสมบัติด้านเทคนิควรยุทธ สิ่งที่สลักไว้ภายในระฆังปราชญ์โบราณก็คือความเข้าใจในเทคนิควรยุทธของนักปราชญ์รุ่นก่อนๆ ถ้าเนื้อหาการสอนของผู้เข้าสอบคนไหนไม่เป็นที่พอใจของระฆังปราชญ์โบราณ เสียงระฆังก็จะไม่ดัง และเขาก็จะสอบตก!”

จางเซวียนผงะ

นึกไม่ถึงว่าจะมีของเหลือเชื่อพรรค์นี้อยู่ในโลก

“หลังจากการทดสอบทั้ง 4 ขั้นแล้ว ก็มาถึง ห้องจับผิด! สำหรับห้องจับผิด จะมีหุ่นจำลองตัวหนึ่งมาแสดงเทคนิควรยุทธ เทคนิคการต่อสู้ หรือแม้แต่ทักษะในวิชาชีพที่คุณเลือก ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวที่มันแสดงออกมาจะมีข้อผิดพลาดอยู่ในนั้น แต่มันจะถูกบดบังหรือปลอมแปลงไว้แบบเนียนๆ จนแทบจะหาข้อผิดพลาดไม่เจอ ผู้เข้าสอบจะต้องระบุข้อผิดพลาดให้ได้ 1 ข้อ ภายในช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป ถึงจะสอบผ่าน ไม่อย่างนั้นก็ถือว่าตก!

หลิงเซียวเซียวดูจะคุ้นเคยกับการทดสอบหลากหลายรูปแบบที่ประกอบกันเป็นการทดสอบปรมาจารย์ เธอสามารถอธิบายได้อย่างละเอียด

บ้านวัดใจ, ห้องไขวิชาชีพ, ศึกหุ่นจำลอง, มหานทีแห่งวรยุทธ และห้องจับผิด…

การทดสอบ 5 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นก็ยากขึ้นเรื่อยๆ

“เดี๋ยว แล้วปุจฉา-วิสัชนาล่ะ?”

จางเซวียนงง

ก็ปุจฉา-วิสัชนาเป็นขั้นสุดท้ายของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมหลิงเซียวเซียวไม่พูดถึง?

“แม้ปุจฉา-วิสัชนาจะเป็นขั้นสุดท้ายของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ แต่มันง่ายที่สุด ถ้าผู้เข้าสอบผ่าน 5 ขั้นแรกมาแล้ว ขั้นสุดท้ายก็ไม่ใช่ปัญหา พูดง่ายๆก็คือมีโอกาสผ่าน 100% ดังนั้น ถ้าผ่านการทดสอบ 5 ขั้นแรกแล้ว ถึงอย่างไรก็ถือว่าผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเรียกตัวเองว่าปรมาจารย์ได้ ปุจฉา-วิสัชนาเป็นแค่การแนะนำปรมาจารย์คนใหม่ให้คนอื่นๆรู้จักเท่านั้น”

หลิงเซียวเซียวอธิบาย

จางเซวียนพยักหน้า แต่ขณะเดียวกันก็แสนจะเพลียใจ

กลับกลายเป็นว่าปุจฉา-วิสัชนาเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดในการทดสอบทั้งหมด…ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเราไม่เข้าใจที่พวกเขาพูดกันสักอย่าง!

เท่าที่ดูแล้ว การทดสอบเป็นปรมาจารย์คงไม่ง่ายอย่างที่คิด

ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ปุจฉา-วิสัชนาบนเวทีก็ใกล้เสร็จสิ้น

“ยินดีด้วย ปรมาจารย์โม่หยู่!”

“นี่คือตราสัญลักษณ์ของคุณ นับจากนี้คุณคือปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว!”

……

บรรดาปรมาจารย์ที่นั่งอยู่แถวหน้าต่างเข้ามาแสดงความยินดี

เมื่อได้รับตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์และเสื้อคลุมที่สั่งตัดเป็นพิเศษสำหรับปรมาจารย์แล้ว องค์หญิงโม่หยู่ก็ตื่นเต้นมาก

ดูเหมือนความแตกต่างระหว่างผู้ช่วยปรมาจารย์กับปรมาจารย์ตัวจริงจะมีไม่มากนัก แต่อันที่จริง สถานภาพของทั้งสองตำแหน่งนั้นต่างกันคนละโลก

เมื่อใครสักคนได้เป็นปรมาจารย์ตัวจริงแล้วเท่านั้น ถึงจะถือว่ามีตำแหน่งสุดยอดในวงสังคม

“ผมยังมีบางอย่างที่ต้องทำ คงต้องขอตัวก่อน!”

หลังจากมอบตราสัญลักษณ์และเสื้อคลุมให้โม่หยู่แล้ว โม่หงอีก็พยักหน้า และหันหลังกลับเพื่อออกไปทันที

รู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร โม่หยู่ดูไม่เดือดร้อน

หลังจากคุยสัพเพเหระกับฝูงชนอีกสองสามคำ ในที่สุดโม่หยู่ก็มีเวลาของตัวเอง เธอเดินตรงมาหาจางเซวียน

เมื่อเห็นโม่หยู่เดินตรงเข้ามา หลิงเซียวเซียวก็หน้าแดงก่ำและลุกลี้ลุกลน ซึ่งอันที่จริงก็แทบจะหาคำมาบรรยายอาการของเธอในตอนนั้นไม่ได้

“ไอดอลของฉันมาแล้ว เธอจำฉันได้จริงๆใช่ไหมนี่? เร็วๆเข้า ช่วยดูให้หน่อย ผมฉันยุ่งหรือเปล่า!”

“เอ่อ…ไม่ยุ่งหรอก!” จางเซวียนส่ายหน้า

“ดีแล้ว…”

หบลิงเซียวเซียวยืนขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“ผู้ช่วยหลิงเซียวเซียวคารวะอาจารย์โม่!”

“อือ!” โม่หยู่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เมินไป เธอหันไปหาจางเซวียนแทน

เห็นองค์หญิงที่เพิ่งจะผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว พุ่งตรงไปหาชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น ฝูงชนโดยรอบก็พากันเงียบกริบ

หลิงเซียวเซียวก็ถึงกับเซ่อไป และแทบจะทรุด

นึกว่าไอดอลของเธอจะเข้ามาหา ไม่เคยคิดเลยว่าองค์หญิงโม่หยู่จะแค่พยักหน้า และหันไปหาคนที่ยืนข้างเธอทันที

หมอนี่ก็เป็นแค่ผู้ช่วยโง่ๆที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยไม่ใช่หรือ?

เจาะจงเข้ามาหาเขา…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

“หรือว่า…ที่นายแพทย์ไป๋ชานพูดจะเป็นเรื่องจริง?”

อีกฟากหนึ่ง หัวหน้าเหยาที่จับจ้องจางเซวียนมาตลอด เมื่อได้เห็นองค์หญิงโม่หยู่พุ่งเข้าไปหาเขาแบบนั้น ก็ถึงกับหายใจถี่

ที่นายแพทย์ไป๋ชานพูดต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ไม่สงสัยเลย ไม่อย่างนั้นองค์หญิงคงไม่ไปหาหมอนั่น

โชคดีเหลือเกิน ที่เขาฟังนายแพทย์ไป๋และถอยออกมา ไม่อย่างนั้นคงได้ตายไม่รู้ตัว…

“แต่ว่า ปกติองค์หญิงถือเนื้อถือตัวและไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนไหน ถ้าผู้ชายคนนี้มีความสนิทชิดเชื้อกับเธอจริงๆ ไม่ช้าผู้คนก็คงรู้กันทั่ว…”

หัวหน้าเหยาคิด กำลังนึกภาพว่าบรรดาแฟนคลับของเธอจะงงงันแค่ไหนเมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็พอดีเห็นองค์หญิงโม่หยู่ประสานมือ และแสดงอากัปกิริยาแบบที่ลูกศิษย์จะทำเมื่อพบกับอาจารย์

“ศิษย์โม่หยู่คารวะอาจารย์จาง!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version