Skip to content

Library Of Heaven’s Path 303


ตอนที่ 303 การทดสอบเป็นปรมาจารย์ เริ่มได้!

ศิษย์โม่หยู่?

คารวะอาจารย์จาง?

ทั้งห้องเงียบกริบ ทุกคนตาโตด้วยความช็อก

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

องค์หญิงโม่หยู่เป็นอัจฉริยะอันดับ 2 ของอาณาจักร ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวตั้งแต่อายุยังน้อย…แต่กลับแสดงความเคารพใครสักคนที่ดูจะอ่อนวัยกว่าเธอเสียอีกว่าอาจารย์จาง…

เขาโผล่มาจากไหน?

มีสิทธิ์อะไรถึงทำให้องค์หญิงแสดงอากัปกิริยาแบบนั้น?

โว้ยยย!

หัวหน้าเหยาเข่าอ่อนและแทบทรุดลงกับพื้น

สววรค์!

เขานึกว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับองค์หญิง ไม่นึกเลยว่าองค์หญิงเป็นแค่ลูกศิษย์ของหมอนั่น…

ก็แล้วจะเยอะไปไหน!

โชคดีเหลือหลายที่เมื่อวานเขาไม่ได้หุนหันพลันแล่นไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้น ต่อให้เขาถูกฆ่าตาย ก็คงไม่มีใครลุกขึ้นมาเรียกร้องอะไรให้

อีกด้านหนึ่ง หลิงเซียวเซียวก็หน้าตึง

เธอคิดว่าไอดอลของเธอเข้ามาเพื่อจะพูดคุยกับเธอ ไม่นึกเลยว่าจะเข้ามาทักทายผู้ชายงี่เง่าคนนี้

พี่ชาย ก็คุณยังไม่รู้เลยว่าสภาปรมาจารย์อยู่ที่ไหน? ไม่รู้ด้วยว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์เขาทำกันอย่างไร?

แถมยังไม่รู้จักโม่หงอีด้วย?

ผู้ช่วยต๊อกต๋อยแถมยังเซ่อซ่าคนหนึ่ง แต่ทำให้อัจฉริยะอันดับ 2 ของอาณาจักรผู้ได้เป็นปรมาจารย์มาหมาดๆ, องค์หญิงโม่หยู่ น้อมคำนับและเรียกเขาด้วยความเคารพว่าอาจารย์…

นี่มันหักมุมแบบไหนกัน?

ผู้เชี่ยวชาญที่นั่งอยู่ข้างเธอก็ตาเบิกโพลงจนแทบจะปะทุออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจเหมือนกัน

ตอนแรกเขาดูเหมือนไม่พอใจที่เห็นองค์หญิงมาเสียเวลากับผู้ชายคนนี้ แต่แล้วก็ได้รู้ว่า แท้ที่จริงผู้ชายหน้าตาบ้านๆคนนี้คืออัจฉริยะ!

องค์หญิงถึงกับเรียกเขาว่าอาจารย์…แค่ความจริงข้อนี้ข้อเดียว เขาก็มีตำแหน่งเทียบเท่ากับบรรดาสมาชิกของตระกูลอันทรงเกียรติในเมืองหลวงแล้ว

ไม่ใช่แค่คนเหล่านั้น จ้าวหย่ากับพรรคพวกก็งงงัน

นายแพทย์ไป๋ชานผู้แสนจองหองคนนั้นถูกตบเสียเละ แต่ก็ไม่กล้าตอบโต้สักแอะ ส่วนองค์หญิงผู้เป็นอัจฉริยะก็น้อมคำนับด้วยความเคารพและเรียกเขาว่าอาจารย์…

ก็อาจารย์จางบอกว่า…เพิ่งมาถึงอาณาจักรเทียนหวู่ตอนบ่ายเมื่อวานไม่ใช่หรือ?

เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน แต่ก็สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นเสียขนาดนั้น ได้รับทั้งความเคารพ ความหวาดกลัว ความยำเกรง…

ขืนอยู่นานกว่านี้อีกหน่อย ประธานสภาปรมาจารย์มิต้องมาทักทายเขาเป็นการส่วนตัวหรือ?

“อือ!”

จางเซวียนพยักหน้ารับ ไม่แยแสอาการช็อกของใครต่อใคร

เขาก็คู่ควรที่จะได้รับการคำนับของอีกฝ่ายจริงๆ

ถ้าไม่ใช่เพราะคำชี้แนะเมื่อตอนที่อยู่เมืองบัวแดง ก็ไม่มีทางที่โม่หยู่จะผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวได้เลย

“อาจารย์จาง…”

องค์หญิงโม่หยู่ตั้งใจจะถามถึงเรื่องราวที่ห้องโถงแห่งยาพิษ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจไม่ถาม เพราะมีผู้คนอยู่ตรงนี้มากมาย

ตอนที่เธอออกจากเมืองบัวแดงเพื่อกลับมาอาณาจักรเทียนหวู่ จางเซวียนกับเซียนสมุนไพรก็ออกเดินทางไปห้องโถงแห่งยาพิษแล้ว

การปลอมตัวเป็นผู้แทนจากห้องโถงแห่งยาพิษสำนักงานใหญ่ เพื่อเข้าไปที่ห้องโถงแห่งยาพิษสาขาสันเขาบัวแดงนั้นอันตรายมาก เธอเป็นห่วงเขามาตลอด ตอนแรก เธอคิดว่าถึงจางเซวียนจะกลับออกมาอย่างปลอดภัย ก็คงยากที่ทั้งคู่จะได้พบกันอีก ไม่นึกเลยว่าหลังจากนั้นแค่สองสามวันก็ได้พบกันแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ทำให้โม่หยู่จับจ้องเขาอย่างลืมตัว เมื่อปุจฉา-วิสัชนาสิ้นสุดลง เธอจึงอดใจไว้ไม่ได้ ต้องตรงเข้ามาทักทาย

ในฐานะอัจฉริยะ อันดับ 2 แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ เธอมีความหยิ่งผยองในตัวเองอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากได้ใช้เวลาหลายวันกับชายหนุ่มคนนี้ ก็รู้แล้วว่าความปราดเปรื่องเพียงเล็กน้อยที่เธอมีอยู่นั้นเทียบกับเขาไม่ได้เลย

“โม่หยู่ คุณจะไม่แนะนำเขาให้ผมรู้จักหน่อยหรือ?”

โม่หยู่กำลังจะพูดต่อเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น จากนั้น ชายร่างสูงที่มีกล้ามเป็นมัดๆก็เดินเข้ามา

เขามีอายุประมาณ 30 ปี สวมเสื้อคลุมยาวและติดตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวไว้บนหน้าอก ดูจากรังสีและพละกำลังอันเข้มข้นที่เขาแผ่ออกมา เขาเป็นนักรบขั้น 8-จงซรือ!

การได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวและนักรบขั้นจงซรือตั้งแต่อายุสามสิบ ถึงความปราดเปรื่องของเขาจะไม่เท่าโม่หงอีและโม่หยู่ แต่ก็จัดว่าไม่ห่างกันนัก

เมื่อเห็นชายผู้นั้น นัยน์ตาของโม่หยู่ฉายแววไม่พอใจออกมา แต่เธอก็พยักหน้า “เหตุผลที่ฉันสามารถหลอมยาเกรด 2 และผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวทั้งๆที่ระดับวรยุทธของฉันยังไม่ถึงขั้นจงซรือ ก็เพราะคำชี้แนะของอาจารย์จาง เขาถือเป็นกึ่งอาจารย์ของฉัน!”

นักปรุงยาเป็นอาชีพแถวหน้าของเก้าสถานะระดับบน และโดยทั่วไป ผู้ที่จะเข้าสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวจะต้องสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือเสียก่อน

เพราะผู้ที่สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถควบคุมความร้อนของหม้อต้มยา คุณสมบัติของสมุนไพร พลังงานหลากหลายรูปแบบที่ปะทะกันภายในหม้อ…ซึ่งเป็นองค์ประกอบในการหลอมยาเกรด 2 ได้

ด้วยคำชี้แนะของจางเซวียน โม่หยู่สามารถหลอมยาเกรด 2 ได้สำเร็จตั้งแต่ตอนที่อยู่ในดงอสูร และเมื่อได้ร่ำเรียนกับจางเซวียนอย่างจริงจังเป็นเวลาหลายวันที่เมืองบัวแดง ความสามารถในการหลอมยาของเธอก็พัฒนาขึ้น

เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวง ด้วยการสนับสนุนจากเชื้อพระวงศ์ วรยุทธของเธอก็พัฒนาขึ้นอีก แม้จะยังห่างไกลจากการสำเร็จขั้น 8-จงซรือ แต่โม่หยู่ก็ได้สำเร็จวรยุทธทงฉวนขั้นสูงสุด

โดยทั่วไป ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวหากยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ แต่ในเมื่อเธอสามารถหลอมยาเกรด 2 ได้ จึงได้รับการยกเว้นให้ได้เข้าสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาว เรื่องนี้จึงเป็นที่โจษขาน

“กึ่งอาจารย์?”

“ปรมาจารย์โม่ผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวด้วยอายุเพียงเท่านี้ ทักษะการหลอมยาของชายหนุ่มคนนั้นจะต้องน่าทึ่งมาก!”

ฝูงชนออกความเห็นกันเซ็งแซ่ และต่างก็จับจ้องจางเซวียนด้วยอาการทึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมโม่หยู่ถึงยกย่องชายหนุ่มคนนี้เสียขนาดนั้น

ถ้าเธอผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 2 ดาวเพราะคำชี้แนะของเขา ก็หมายความว่าทักษะการหลอมยาของเขาย่อมสูงส่งกว่าเธอ ใช่หรือไม่?

เหนือกว่า 2 ดาว? หรือว่าเขาจะเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาว?

เป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบ?

ทุกคนถึงกับถอนหายใจ

“สอนคุณหลอมยาหรือ?”

นัยน์ตาของชายกล้ามเป็นมัดคนนั้นวาววับขึ้นมาแว่บหนึ่ง จากนั้นเขาก็หันไปยิ้มให้จางเซวียน “ถ้าอย่างนั้น นี่ก็คือบรมครูนักปรุงยา ขออภัยในความไม่สุภาพของผมด้วย ผมชื่อเจียงเฉิน และสำนึกในบุญคุณที่คุณให้คำชี้แนะกับองค์หญิงโม่หยู่!”

โม่หยู่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจขึ้นมาทันที เธอแหวเสียงห้วน “คุณไม่ต้องมาขอบคุณเขาแทนฉัน!”

เจียงเฉินแค่นหัวเราะ ไม่เอาเรื่องเอาราวกับทีท่าของโม่หยู่ เขาสะบัดแขนเสื้อและแผ่รังสีอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าออกมาขณะที่มองหน้าจางเซวียน “นักปรุงยาหงแห่งสมาคมนักปรุงยาเป็นเพื่อนของผม และเขาเพิ่งผ่านการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 3 ดาวเมื่อเร็วๆนี้เอง ในเมื่ออาจารย์จางก็เป็นนักปรุงยาที่ปราดเปรื่องเหมือนกัน ผมจึงเชื่อว่าคุณทั้งคู่น่าจะคุ้นเคยกันดี แต่ทำไมผมถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีอัจฉริยะอย่างคุณอยู่ในสมาคม? เพราะผมรู้จักนักปรุงยาระดับ 2 ดาวขึ้นไปทุกคนที่อยู่ที่นี่…ขออนุญาตถามได้ไหมว่าอาจารย์จางอยู่ระดับไหน?”

เมื่อได้ยินที่เขาพูด ทุกคนก็หันขวับไปทางจางเซวียน นัยน์ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้

“ผมเป็นแค่นักปรุงยาระดับ 1 ดาว!” จางเซวียนตอบ

เขาแค่เข้ารับการทดสอบเป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาว และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะฉริแยะอะไรทั้งนั้น แถมยังไม่เคยมาที่สมาคมนักปรุงยาแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ด้วย ดังนั้นจึงย่อมไม่รู้จักนักปรุงยาหงและชื่อเสียงของเขาเช่นกัน

“1 ดาว?”

“นักปรุงยาระดับ 1 ดาวชี้แนะองค์หญิงโม่หยู่ให้หลอมยาเกรด 2 ได้? คุณล้อเล่นแล้ว!”

“ลำดับอาวุโสของวิชาชีพใน 9 สถานะระดับบนนั้นเข้มงวดมาก นักปรุงยาระดับ 1 ดาวจะชี้แนะนักปรุงยาระดับ 2 ดาวได้อย่างไร…”

….

ฝูงชนพากันงงอีกรอบ

ก็เห็นกับตาแล้วว่าองค์หญิงโม่หยู่ให้ความเคารพชายหนุ่มคนนี้มากแค่ไหน เธอแทบจะคุกเข่าให้อีกฝ่ายด้วยความชื่นชมยกย่องอย่างจริงใจอยู่แล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าชายผู้นี้คงเป็นนักปรุงยาผู้ไร้เทียมทานสักคน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเขาเป็นแค่นักปรุงยาระดับ 1 ดาว…มีใครเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า?

“1 ดาว?”

เจียงเฉินก็ผงะ เขามีสีหน้าดูถูกขึ้นมาแว่บหนึ่งแต่ก็กลบเกลื่อนมันไปอย่างรวดเร็ว “เป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาวได้ตั้งแต่อายุเท่านี้ น้องจางคงจะต้องปราดเปรื่องมากจริงๆ ตราบใดที่คุณขยันหมั่นเพียรฝึกฝนต่อไป จะต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่!”

ก่อนหน้านี้เขาเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์จาง แต่ในชั่วพริบตาก็เปลี่ยนเป็นน้องจาง พร้อมกับหยุดพูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆไป

จากนั้นเขาก็เมินจางเซวียนโดยสิ้นเชิงและหันไปทางองค์หญิง “โม่หยู่ ผมเตรียมงานฉลองความสำเร็จของคุณที่ได้เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์เอาไว้ เราไปกันเถอะ!”

“ฉันไม่ไป!”

โม่หยู่โบกมือเรียวงามของเธอ

“งานนี้จัดขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะนะ ดาวเด่นของงานจะพลาดได้อย่างไร…” เจียงเฉินรู้สึกอับอายที่ถูกปฏิเสธต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนั้น

“ฉันยังมีเรื่องต้องปรึกษาอาจารย์จาง พวกคุณฉลองกันไปเลย ไม่ต้องมีฉันหรอก!” โม่หยู่ตอบอย่างเย็นชา

ดูเหมือนเธอไม่ค่อยชอบขี้หน้าอีกฝ่ายเท่าไหร่

“เอาอย่างนี้ไหม ทำไมน้องจางไม่ไปด้วยกันล่ะ? คุณจะได้ใช้งานฉลองเป็นการชดเชยให้กับคำชี้แนะของเขาไง”

จากนั้นเจียงเฉินก็หันไปทางจางเซวียน “น้องจางว่าอย่างไร? ดูเหมือนคุณจะเพิ่งมาถึงเมืองหลวง งานนี้มีแขกวีไอพีมาร่วมงานมากมาย นักปรุงยาหงก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมจะได้ใช้โอกาสนี้แนะนำคุณให้เขารู้จัก ในฐานะนักปรุงยาระดับ 1 ดาว การได้สนิทชิดเชื้อกับนักปรุงยาระดับสูงแบบนั้นย่อมเป็นเรื่องดี”

“ผมไม่ว่าง!” จางเซวียนส่ายหน้า

ถ้าอีกฝ่ายเชิญเขาอย่างจริงใจ เขาก็จะตรงไปร่วมงานทันทีที่เสร็จสิ้นการเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์ แต่ในเมื่อเจียงเฉินเชิญเขาอย่างแกนๆ ด้วยท่าทีแบบนั้น ต่อให้เป็นงานฉลองวันเกิดของฮ่องเต้ จางเซวียนก็ไม่สน

“คุณไม่ว่าง?”

การถูกโม่หยู่ปฏิเสธ เขายังทนได้ แต่การถูกนักปรุงยาระดับ 1 ดาวหักหน้าต่อหน้าธารกำนัล…เจียงเฉินหน้าตึงทันที เขาเลิกคิ้วและแผ่รังสีกดดันของนักรบขั้นจงซรือออกมา “นักปรุงยามีสถานภาพสูงส่งก็จริง แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับปรมาจารย์ คุณควรจะทบทวนการตัดสินใจอีกทีนะ อย่าปล่อยให้ความถือดีเพียงชั่ววูบมาสร้างปัญหาให้ตัวเอง…เฮ้ย! ผมพูดกับคุณอยู่นะ จะไปไหน!”

เจียงเฉินคิดว่าเขาจะสามารถข่มขู่จางเซวียนให้ทำตามได้ ด้วยการชี้ให้เห็นปัญหาที่จะตามมาหากเขาปฏิเสธ แต่ยังพูดไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็หายตัวไปแล้ว เขาแทบลมจับด้วยความโมโห

เขาเป็นถึงนักรบขั้นจงซรือและปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว มีคนกล้าลบหลู่เขาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

จางเซวียนไม่แยแสเจ้าคนอวดดีนั่น เขาไปหยุดยืนตรงหน้าโม่หยู่ “พาผมไปที!”

“ได้!”

ตอนที่อยู่ในเมืองบัวแดง จางเซวียนเคยบอกโม่หยู่ว่าเขาตั้งใจจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ ดังนั้นโม่หยู่จึงเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที ทั้งคู่เดินผ่านหน้าเจียงเฉินไป

“หมอนี่…”

เห็นจางเซวียนเชิดใส่เจียงเฉินและจากไปแบบนั้น หลิงเซียวเซียวถึงกับอ้าปากค้าง

รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร? ไปเชิดใส่เขาแบบนั้น…

ขนาดฮ่องเต้ยังต้อนรับเขาอย่างแขกวีไอพี แต่คุณเชิดใส่…

หลิงเซียวเซียวตั้งท่าจะเข้าไปแนะนำ ก็พอดีเห็นองค์หญิงโม่หยู่หยุดยืนตรงหน้าผู้อาวุโสคนหนึ่ง และพูดว่า “ปรมาจารย์อู๋ อาจารย์จางอยากเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ ฉันขอรบกวนคุณให้ช่วยเตรียมการสอบให้ด้วย”

“เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์?”

หลิงเซียวเซียวเพิ่งจะออกเดินได้ก้าวเดียวตอนที่ได้ยินคำพูดนั้น เธอตัวสั่นและแทบจะทรุดลงกับพื้น

ก็เมื่อครู่นี้เองที่คุณบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ แต่ตอนนี้มาบอกว่าจะสอบ พี่ชาย นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้ปั่นหัวฉัน?

จากการสนทนาเมื่อครู่ เธอแน่ใจว่าชายที่ชื่อจางเซวียนคนนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปรมาจารย์เลย ยังสงสัยด้วยซ้ำว่าเขาใช้เงินซื้อตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์มาหรือเปล่า…

มาตอนนี้จะเข้าสอบ ง่ายๆแบบนี้เลย?

คุณรู้ไหมว่าการเป็นปรมาจารย์หมายถึงอะไร?

หลิงเซียวเซียวรู้สึกเหมือนจะเสียสติ

เจียงเฉินที่กำลังจะเข้ามาสั่งสอนอีกฝ่ายก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของโม่หยู่ เขาหรี่ตา และดูเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่าง

“ได้ แต่ผมต้องขอตรวจสอบคุณสมบัติของคุณก่อน!”

ปรมาจารย์อู๋พยักหน้า

เขาคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการเตรียมการทดสอบเป็นปรมาจารย์ จึงรู้จักกระบวนการทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี

ก่อนจะทำการทดสอบ เขาจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้เข้าสอบได้ทำตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน ทั้งเงื่อนไขภายนอกและเงื่อนไขภายใน

เงื่อนไขภายนอกคือ : การรับรองจากปรมาจารย์ สถานภาพการเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ และอาชีพรองรับอย่างน้อย 1 อาชีพ

เงื่อนไขภายในคือ : การเข้าถึงสภาวะหยั่งรู้ของสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง และการสำเร็จวรยุทธขั้น 7-ทงฉวน

หลิวหลิงได้อธิบายเงื่อนไขเหล่านี้ให้จางเซวียนฟังแล้วตั้งแต่ตอนอยู่ที่อาณาจักรเทียนเซวียน เขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร ด้วยการสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง, เขาก็นำตราสัญลักษณ์ผู้ช่วยปรมาจารย์และตราสัญลักษณ์นักปรุงยาระดับ 1 ดาวออกมายื่นให้อีกฝ่าย พร้อมกับแสดงวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือออกมา

มองปราดเดียว ปรมาจารย์อู๋ก็รู้ว่าตราสัญลักษณ์ทั้งสองเป็นของจริง จากนั้นเขานำหินหยั่งรู้ก้อนหนึ่งมายื่นให้จางเซวียน

“นี่คือการทดสอบระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณ!”

จางเซวียนพยักหน้า เขากำหินหยั่งรู้ไว้และปรับสภาวะจิตทันที

…..

“ปรมาจารย์เจียง อย่าโมโหไปเลย หมอนั่นก็แค่ไอ้บ้านนอกเซ่อซ่าคนหนึ่ง ผมยังสงสัยอยู่ว่าเขาจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าทดสอบหรือเปล่า!”

เห็นเจียงเฉินหน้าตึง ผู้ช่วยคนหนึ่งเดินมาปลอบ

“อีกอย่าง ต่อให้เขาได้เข้าสอบก็ไม่มีทางเทียบกับคุณได้ เพราะคุณคืออัจฉริยะที่มาพร้อมกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 4.0!”

ผู้ที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้จะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่อย่างน้อย 3.0

บรรดาผู้ช่วยปรมาจารย์ส่วนใหญ่ เมื่อเข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งแล้ว ก็มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแค่ 1.5 เท่านั้น ต้องใช้เวลาฝึกวรยุทธไม่รู้กี่ปีกว่าจะยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณขึ้นได้ถึง 3.0

แต่เจียงเฉินมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 4.0 ในทันทีที่เข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง

ชื่อเสียงของเขาเป็นที่ร่ำลือไปไกล

แม้จะไม่อาจเทียบกับระดับ 6.0 ของโม่หงอี และระดับ 5.0 ของโม่หยู่ได้ แต่ก็อยู่ในกลุ่มของอัจฉริยะผู้เป็นที่สุดในเมืองหลวง

“แข่งกับฉัน มันคิดว่ามันเป็นใครกัน!”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าเคร่งเครียดของเจียงเฉินก็บรรเทาลงมาก

ถ้าเป็นเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ นอกจากปีศาจ 2 ตนนั้นแล้ว เขาก็ไม่เกรงกลัวใครเลย

อีกฝ่ายเป็นแค่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้า ถึงอาจจะเก่งกาจเรื่องการหลอมยา แต่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ…สิ่งนี้เป็นพื้นฐานของการก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ เหมือนกับที่พลังปราณเป็นรากฐานของการเป็นนักรบ ต่อให้ระดับจิตวิญญาณของหมอนั่นอยู่ที่ 3.0 ก็ยังห่างไกลมากมายนักกับตัวเขาที่สวรรค์ประทานให้มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 4.0 มาตั้งแต่ต้น

ความแตกต่างระหว่างระดับ 3.0 และ 4.0 อาจจะดูไม่มากมายอะไร แต่ช่องว่างนี้อาจใช้เวลาหลายทศวรรษทีเดียวกว่าจะเข้าถึง

หลิงเซียวเซียวก็สนใจ เธอไม่คิดว่าเจ้าคนโง่เง่านั่นจะมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงถึงขั้นจะสอบเป็นปรมาจารย์ได้

อีกอย่าง เคยเจอปรมาจารย์คนไหนบ้างที่เข้าทดสอบโดยไม่รู้เลยว่าการทดสอบเขาทำกันอย่างไร?

ปรมาจารย์ทุกคนต้องร่ำเรียนและเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการทดสอบ ไม่มีใครกล้าทำตัวงี่เง่า แต่หมอนี่คิดจะทดลองโดยที่ยังไม่รู้อะไรเลย สอบ…สอบบ้าสอบบออะไร!

ถ้าหมอนี่สอบผ่าน คนอย่างเราที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการสอบ มิสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้เลยหรือ?

เธอกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดีถ้าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของอีกฝ่ายไม่ผ่านเกณฑ์ ก็พอดีได้ยินเสียงหึ่งเบาๆ

หินหยั่งรู้ในมือของจางเซวียนฉายแสง ตัวเลขค่อยๆลอยขึ้นมา

ปรมาจารย์อู๋รับหินหยั่งรู้จากมือของจางเซวียนและก้มลงมอง ทีท่าเฉยเมยของเขาหายวับไปทันใด ริมฝีปากสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ “เอ่อ…เอ่อ…”

“เร็วเข้า ดูซิว่าเท่าไหร่!”

ทุกคนตกใจที่เห็นปรมาจารย์อู๋ที่ปกติจะสุขุมเยือกเย็นมีกิริยาแบบนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคนหันไปสนใจหินหยั่งรู้ทันที

มองปราดเดียว พวกนั้นก็ตัวสั่น

“ไปดูซิ!” เจียงเฉินผู้เย่อหยิ่งไม่ยอมไปดูให้เห็นกับตา เขาส่งผู้ช่วยไปแทน

ชายหนุ่มพยักหน้าและเดินไป แต่ตอนที่กลับมาก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี

“ทำไม? ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของหมอนั่นเท่ากับฉัน, เจียงเฉินเลยหรือ? ได้ 4.0 เหมือนกันหรือไง?”

เจียงเฉินขมวดคิ้ว “ผมมาจากตระกูลของปรมาจารย์ และได้รับคำชี้แนะจากปรมาจารย์มาตั้งแต่เด็ก นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 4.0 ทันทีที่เข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง เจ้าคนขี้โม้อย่างหมอนั่นจะเทียบกับผมได้อย่างไร? มันได้เท่าไหร่?”

ผู้ช่วยหน้าแดงก่ำและตอบอย่างอึกอัก “เขาได้… 5.1!”

ฮะ?

เจียงเฉินถึงกับซวนเซและแน่นหน้าอกขึ้นมา

บ้าไปแล้ว! เขาเพิ่งประกาศประกาศไปหยกๆว่าหมอนั่นไม่มีทางเทียบชั้นกับเขาได้ แต่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาคือ 5.1…เหนือกว่าองค์หญิงโม่หยู่เสียอีก!

เจียงเฉินรู้สึกถึงเลือดที่เอ่อขึ้นมาในปาก

“5.1? เอ่อ…”

นัยน์ตาของหลิงเซียวเซียวก็เบิกโพลงด้วยอาการช็อก พี่ชาย, คุณมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณถึง 5.1 แต่ไม่รู้ว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์เขาทำกันอย่างไร? ไปมุดหัวอยู่ในร่องในรูไหนมา!

5.1, นั่นมันระดับของอัจฉริยะแถวหน้าเลยนะ! พยายามอีกนิดเดียว ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณก็จะพุ่งขึ้นถึง 6.0 และสามารถสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้…

ถึงจะมีบรรดาอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรเทียนหวู่มาหลายต่อหลายปี แต่ก็มีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแค่หยิบมือเดียว…

คนที่เธอคิดว่าเป็นไอ้บ้านนอกเซ่อซ่ากลับกลายเป็นอัจฉริยะ หลิงเซียวเซียวหน้าแดงก่ำและพูดอะไรไม่ออกไปนาน

…..

“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 5.1, คุณนี่เป็นอัจฉริยะในบรรดาอัจฉริยะเลยทีเดียว ไปที่สนามสอบเถอะ ผมจะจัดการทดสอบให้เดี๋ยวนี้!”

ด้วยอาการตื่นเต้นมากมาย ปรมาจารย์อู๋กระวีกระวาดออกจากห้อง

จางเซวียนกับคนอื่นๆก็ตามไปติดๆ

ไม่ช้า ทั้งกลุ่มก็มาถึงห้องโถงขนาดมหึมา ที่ปลายห้องโถงนั้นมีประตูที่ปิดสนิทอยู่ 5 บาน

“การทดสอบเป็นปรมาจารย์ทั้ง 5 ขั้นตอนคือ บ้านวัดใจ ห้องไขวิชาชีพ ศึกหุ่นจำลอง มหานทีแห่งวรยุทธ และห้องจับผิด! ถ้าคุณมีลูกศิษย์มาด้วย ให้พวกเขาเข้าไปในห้องนั้นเลย ถ้าระดับความเชื่อใจของพวกเขาสูงกว่า 50, คุณก็จะผ่านการทดสอบขั้นแรก!”

ปรมาจารย์อู๋พูดขณะชี้ไปที่ประตูบานแรก

“ได้!”

รู้กฎเกณฑ์จากหลิงเซียวเซียวแล้ว จางเซวียนจึงพยักหน้าและเรียกจ้าวหย่ากับคนอื่นๆให้เข้ามาใกล้ “นี่คือลูกศิษย์ของผม!”

“เอ่อ…”

ปรมาจารย์อู๋มองกลุ่มลูกศิษย์ของจางเซวียน นัยน์ตามีประกายสงสัยวาบขึ้นมา

โดยปกติ อายุของอาจารย์กับลูกศิษย์มักจะต่างกันอยู่ไม่น้อย เพราะนั่นจะสร้างความเชื่อใจได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างเช่น ถ้าชายอายุ 20 ปีคนหนึ่งสอนเด็กอายุ 7 ปี เด็กคนนั้นย่อมเชื่อฟังคำพูดของเขาโดยปราศจากเงื่อนไข แต่หากชายคนเดียวกันสอนวัยรุ่นอายุ 16 ปี นอกจากไม่แน่ใจว่าเขาจะเชื่อฟังคำพูดหรือไม่ ยังจะมีปัญหาในการทำให้วัยรุ่นคนนั้นยอมรับเขาเป็นอาจารย์ด้วย

แล้วทำไมเขาจึงทำแบบนี้?

ดูจากที่เห็นตรงหน้า อาจารย์จางคนนี้น่าจะอายุยังไม่ถึง 20 และลูกศิษย์ของเขาก็ปาเข้าไป 16-17 ปีแล้ว ความแตกต่างของอายุมีน้อยมาก คุณแน่ใจหรือว่าลูกศิษย์ของคุณจะมีระดับความเชื่อใจคุณเกินกว่า 50?

“เอ่อ…ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าคุณสอนลูกศิษย์กลุ่มนี้มานานแค่ไหนแล้ว?”

ปรมาจารย์อู๋ถามหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

แม้อายุที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยจะเป็นปัญหา แต่หากใช้เวลานานพอ คำชี้แนะของเขาก็สามารถสร้างความประทับใจให้ลูกศิษย์ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ระดับความเชื่อใจก็จะเพิ่มขึ้น

“ราวๆครึ่งเดือน…”

จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งและตอบอย่างขัดเขิน “ซึ่งตลอดครึ่งเดือนนั้น ผมก็ออกไปข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้น ก็น่าจะสอนจริงราวๆ 5-6 วัน”

“5-6 วัน?”

ปรมาจารย์อู๋แทบลมจับ เขามองจางเซวียนราวกับเห็นปีศาจ

คนอื่นๆที่เข้ามารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ มีแต่จะพาลูกศิษย์ที่ฟูมฟักกันมาหลายต่อหลายปีมาเข้าสอบ เพราะระดับความเชื่อใจจะพุ่งสูง และมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะสอบผ่าน แต่คุณมันบ้า…พาลูกศิษย์ที่เพิ่งสอนได้แค่ 5-6 วันมาเข้าสอบ…

คุณแน่ใจหรือว่าระดับความเชื่อใจที่เด็กพวกนั้นมีให้คุณจะเกิน 50 ?

“มีอะไรหรือ?” จางเซวียนไม่รู้ว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องพิจารณาในการเลือกลูกศิษย์ที่พามาเข้าสอบ จึงรู้สึกงุนงง

“ไม่…ไม่มีอะไรหรอก ผมก็แค่อยากรู้ว่าคุณมีลูกศิษย์ที่สอนมานานกว่านี้ หรือลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่านี้อีกหรือเปล่า…”

กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจความหมายของเขา ปรมาจารย์อู๋อธิบายอย่างอดทน

“ไม่มีแล้ว ที่ผมสอนมานานที่สุดก็คือเด็กกลุ่มนี้ แล้วก็อายุน้อยที่สุดด้วย!” จางเซวียนพยักหน้า

ปรมาจารย์อู๋ถึงกับกลอกตา

บ้าไปแล้ว! เด็กพวกนี้อายุไล่เลี่ยกับคุณ แถมคุณก็สอนมาแค่ 5-6 วัน ยังมีหน้ามาบอกว่านี่คือลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดและสอนมานานที่สุด?

นี่ปั่นหัวผมใช่ไหม?

ปรมาจารย์อู๋รู้สึกหงุดหงิดและกำลังคิดว่าจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไร ก็พอดีกับที่จางเซวียนมองเขาอย่างสงสัย “ถ้าเด็กพวกนี้ใช้ไม่ได้ ผมก็จะสอนองค์หญิงโม่หยู่อีก 2-3 วัน แล้วให้เธอมาลองสอบก็ได้!”

ลอง?

ลองกับผีอะไร!

คุณคิดว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์เป็นเรื่องเล่นๆหรือ?

เขาคิดว่าในเมื่ออีกฝ่ายมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณถึง 5.1 ซึ่งจัดว่าเป็นอัจฉริยะแถวหน้า การจะสอบให้ผ่านคงไม่ใช่ปัญหา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า…แค่คำพูดง่ายๆเขาก็ยังไม่เข้าใจ

“เอาเถอะ ถ้าคุณมีลูกศิษย์อยู่แค่นี้ ก็ให้พวกเขาเข้าไปข้างในได้เลย แต่ผมจะเตือนคุณไว้ก่อน ระดับความเชื่อใจที่เด็กพวกนี้มีให้คุณ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องอยู่ที่ 50, คุณถึงจะสอบผ่าน ถ้าทำไม่ได้… คราวหน้ามาสอบใหม่ก็แล้วกัน!”

ปรมาจารย์อู๋ข่มความขัดอกขัดใจไว้ และไม่อยากจะพูดอะไรมาก

“อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว!”

จางเซวียนหันไปที่จ้าวหย่ากับคนอื่นๆ “พวกคุณเข้าไปได้!”

เด็กทุกคนพยักหน้าก่อนจะเข้าไปในห้อง

“กรีดเลือดหยดหนึ่งแล้วมาหยดลงที่นี่ ก็เหมือนกับคริสตัลวัดใจที่ใช้วัดระดับความไว้ใจนั่นแหละ ภาพลวงตาทุกชนิดจะปรากฏขึ้นในห้องนี้เพื่อประเมินระดับความเชื่อใจที่ลูกศิษย์มีให้คุณ จากนั้นผลการทดสอบจะปรากฏขึ้นบนผนัง!”

เห็นชายหนุ่มสั่งให้ลูกศิษย์เข้าห้องไปโดยไม่ชี้แนะสักคำ ปรมาจารย์อู๋ยิ่งงงหนัก แต่มาถึงตอนนี้เขาก็ไม่คาดหวังอะไรแล้ว

อาจารย์คนอื่นๆจะต้องอธิบายให้ลูกศิษย์ฟังว่าควรจะรับมือกับภาพลวงตาเหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้ลูกศิษย์รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้รับระดับความเชื่อใจที่สูงกว่าเดิม…

แต่ปรมาจารย์อู๋ก็คร้านจะพูด มันน่าสงสัยนักว่าคนแบบนี้เป็นอาจารย์ได้อย่างไร

เป็นเรื่องจริงที่ว่าจางเซวียนไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรสักอย่างเกี่ยวกับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ แต่จากมุมมองของเขา เรื่องพวกนั้นก็ไม่ได้สำคัญ เขาก้าวออกมาข้างหน้า และกรีดเลือดหยดหนึ่งหยดลงไปบนแท่น

วิ้ง!

การทดสอบขั้นบ้านวัดใจเริ่มทำงาน มีรังสีส่องสว่างแผ่ไปทั่วห้อง

เมื่อเห็นว่าการทดสอบเป็นปรมาจารย์ขั้นแรกเริ่มขึ้นแล้ว ฝูงชนที่ตามมาก็พากันจดจ่ออยู่ที่บานประตูซึ่งปิดสนิทนั้น

“พาลูกศิษย์อายุไล่เลี่ยกันที่เพิ่งสอนได้แค่ 5-6 วันมาเข้าสอบ…ถ้าได้ระดับความเชื่อใจถึง 20 ก็เหลือเชื่อแล้ว!” เจียงเฉินเย้ยหยัน

ถึงการทดสอบเป็นปรมาจารย์จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็พอมีกลเม็ดเด็ดพรายอยู่บ้าง

ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวที่มาจากตระกูลของปรมาจารย์ เขารู้ดีถึงวิธีที่จะเพิ่มความเป็นไปได้ในการสอบผ่าน

ระดับความเชื่อใจที่ผู้คนมีให้กับพ่อแม่ของตัวเองจะอยู่ราวๆ 60 ในเมื่อการทดสอบนี้ต้องการระดับความเชื่อใจที่ 50 เป็นอย่างน้อย นั่นก็เท่าๆกับความเชื่อใจที่คนทั่วไปมีให้กับพี่น้องของตัวเอง

จะได้ความเชื่อใจระดับนั้นจากลูกศิษย์ที่เพิ่งสอนมา 2-3 วันได้อย่างไร?

ยังไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ดาวเด่น ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวก็ยังไม่อาจได้ความเชื่อใจระดับนี้จากลูกศิษย์อายุไล่เลี่ยกันที่เพิ่งสอนมาได้ไม่นาน

“คุณสอนลูกศิษย์พวกนี้มาแค่ 5-6 วันจริงๆหรือ?”

ไม่ใช่เจียงเฉินคนเดียวที่คิดแบบนั้น โม่หยู่ก็อดถามจางเซวียนไม่ได้

“อันที่จริง…ถ้าจะนับเฉพาะเวลาที่ผมอยู่กับเด็กพวกนี้ล่ะก็ แค่ประมาณ 15-16 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ!”

จางเซวียนนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

ตลอดช่วงเวลาที่เขาสอนจ้าวหย่ากับเด็กคนอื่นๆ เขามีกิจธุระวุ่นวายหลายสิ่งทุกอยู่เกือบทุกวัน ดังนั้นจึงมักจะสอนบทเรียนและแก้ไขข้อบกพร่องให้เด็กพวกนั้นในช่วงเช้า ก่อนจะหายตัวไปตอนบ่าย ดังนั้นระยะเวลาที่เขาใช้กับเด็กพวกนี้จริงๆก็น่าจะอยู่ราวๆ 15-16 ชั่วโมงเท่านั้น

“15-16…ชั่วโมง?”

องค์หญิงโม่หยู่ถึงกับตาพร่า

ความเชื่อใจชนิดไหนกันที่คุณจะได้มาด้วยเวลาอันสั้นแค่นี้?

เธอนึกว่าหมอนี่เตรียมตัวมาอย่างดี ถึงได้พามา ไม่คิดเลยว่าจะเหลาะแหละ…

“ดูนั่น ระดับความเชื่อใจออกมาแล้ว!”

โม่หยู่กำลังคิดว่าจะอธิบายให้หมอนี่เข้าใจและช่วยเขาเตรียมตัวให้เหมาะสมอย่างไรก่อนจะกลับมาสอบใหม่ ก็ได้ยินใครสักคนในหมู่ฝูงชนตะโกนขึ้นมา

เธอหันขวับไปมอง

วิ้ง!

ประตูสั่นสะท้านอย่างรุนแรงและตัวเลขก็ค่อยๆปรากฏขึ้น

“ฮะ? เป็นไปได้อย่างไร?”

โม่หยู่ เจียงเฉิน และคนอื่นๆร้องอุทานด้วยความตะลึง

“ระดับความเชื่อใจ – สายเลือดตัวตายตัวแทน? มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวเท่านั้นที่ทำได้แบบนี้…”

ปรมาจารย์อู๋ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

บรรดาปรมาจารย์ที่ตามมาดูถึงกับเงียบกริบ ทุกคนล้วนตกตะลึงไปกับตัวเลขที่ปรากฏตรงหน้า

ตัวเลขขนาดใหญ่ 2 ตัวที่แขวนอยู่บนประตูนั้นชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผู้ที่ได้เห็นก็อดคิดว่าตัวเองตาฝาดไม่ได้…

85

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version