ตอนที่ 269 ผมจะลองดู
พ่อบ้านลู่ออกไปได้ไม่นาน ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ถูกพาเข้ามา
เขาดูแก่กว่าเซินหงมาก ผิวพรรณมีแต่รอยย่นและตกกระ นอนหายใจรวยรินอยู่บนเก้าอี้นอนและดูพร้อมจะตายได้ทุกขณะ
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมทางคฤหาสน์จึงเข้มงวดถึงขั้นปฏิเสธแขกทุกคนยกเว้นนายแพทย์ ก็ด้วยสภาพของเซียนสมุนไพรตอนนี้ เขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
“พวกคุณคือนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของสมาคมนายแพทย์ ผมขอวิงวอนให้พวกคุณช่วยชีวิตนายท่านด้วย!”
พ่อบ้านลู่โค้งคำนับให้กับฝูงชน
“ช่วยบอกอาการของเซียนสมุนไพรอย่างละเอียดด้วย!” นายแพทย์ระดับ 3 ดาวคนที่ขัดขึ้นเมื่อครู่เป็นคนพูด
“ได้!” รู้ว่าบรรดานายแพทย์ต้องการข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย พ่อบ้านลู่จึงตอบอย่างไม่ลังเล “นายท่านมีสุขภาพแข็งแรงมาก จนกระทั่งโรคร้ายเข้าจู่โจมอย่างเฉียบพลันเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาหมดความอยากอาหาร และสภาพร่างกายก็ทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่องทุกวันจนกระทั่งพูดไม่ได้ ส่วนสาเหตุนั้น พวกเราก็ไม่รู้ เรารู้แต่ว่าสภาพร่างกายของนายท่านทรุดลงทุกขณะ และยาทุกขนานที่กินเข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย”
“ป่วยเฉียบพลัน? เป็นไปได้ไหมว่าเขาถูกวางยา?” นายแพทย์คนหนึ่งถาม
โดยปกติ หากใครสักคนล้มป่วยโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า ก็เป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับยาพิษ
“เราคิดถึงความเป็นไปได้เรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน และได้ใช้วิธีการตรวจสอบเฉพาะทางแล้ว แต่ไม่มีร่องรอยของยาพิษเลย”
เซียนสมุนไพรพำนักอยู่ในเมืองบัวแดงมาหลายปี แถมยังมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับห้องโถงแห่งยาพิษด้วย การตรวจสอบว่าเขาถูกวางยาหรือไม่จึงไม่ใช่เรื่องยาก
และในเมื่อพวกเขายืนยันว่านายท่านไม่ได้ถูกวางยา มันจึงไม่น่าเป็นสาเหตุ
“ขอผมดูหน่อย!”
นายแพทย์ระดับ 3 ดาวเข้าตรวจร่างกายของเซียนสมุนไพร ครู่ต่อมา หน้าผากของเขาก็ย่นเป็นร่องลึก
“ริมฝีปากซีด หายใจไม่สม่ำเสมอ ผิวหนังหย่อนยาน ตกกระเป็นจุดลึก นัยน์ตาไร้ชีวิตชีวา…” เมื่อตรวจร่างกายแล้ว นายแพทย์ก็ส่ายหน้า “ทั้งหมดนี่เป็นสัญญาณว่าช่วงชีวิตของเขาใกล้ถึงจุดจบแล้ว!”
ช่วงชีวิตของคนๆหนึ่งถูกกำหนดโดยโชคชะตา ถ้าผู้นั้นใกล้ถึงจุดจบของช่วงชีวิตตัวเอง ก็ไม่มีทางที่นายแพทย์คนไหนจะช่วยเหลือได้ ต่อให้เก่งกาจอย่างไรก็ตาม
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะยกระดับวรยุทธของตัวเองให้สูงขึ้นได้
“ชื่อเซียนสมุนไพรนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่อันที่จริงแล้ว มันเป็นสมญานามที่ตกทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น นายท่านเพิ่งได้รับสมญานี้มา 2-3 ปีเท่านั้นเอง และเขาก็มีอายุแค่สี่สิบกว่าๆเท่านั้น” พ่อบ้านลู่อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
ชื่อเซียนสมุนไพรแห่งเมืองบัวแดงนั้นไม่ได้เจาะจงถึงใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นสมญานามที่ใช้เรียกขานอย่างเคารพยกย่อง ซึ่งส่งต่อกันได้ ผู้ที่ได้เป็นเซียนสมุนไพรนั้นจะกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในเมืองบัวแดง
“อายุ 40 กว่าๆ?”
ฝูงชนถึงกับผงะ แม้แต่จางเซวียนก็ประหลาดใจ
ถ้าพ่อบ้านลู่บอกว่านายท่านของเขามีอายุ 90 กว่าๆก็จะไม่มีใครสงสัยเลย แต่นี่เขาอายุแค่ 40 กว่าๆ…
ในช่วงอายุ 40 ปี นักรบขั้นจงซรือจะมีพละกำลังสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่ง จิตวิญญาณ พลังงานหรือ ความมีชีวิตชีวา ทุกอย่างจะพุ่งขึ้นถึงขั้นสุด ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่ช่วงชีวิตของเขาจะจบลงที่อายุเท่านี้
“เขาได้กินยาฟื้นฟูพละกำลังหรือเปล่า?”
นายแพทย์ระดับ 3 ดาวถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ยาฟื้นฟูพละกำลังจะช่วยให้สภาพร่างกายที่ถดถอยฟื้นคืนความแข็งแกร่งได้อีกครั้ง มันใช้ได้ผลแม้แต่กับผู้ที่ใกล้ถึงจุดจบของช่วงชีวิต
“กินแล้ว แต่…ไม่ได้ผล!” พ่อบ้านลู่ส่ายหน้า
“ขนาดยาฟื้นฟูพละกำลังก็ยังไม่ได้ผล?”
ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่นายแพทย์ระดับ 3 ดาวที่ขมวดคิ้ว นายแพทย์คนอื่นๆที่เหลือก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
ยาฟื้นฟูพละกำลังเป็นยาเกรด 2 และใช้ได้ผลดีเยี่ยมกับนักรบขั้นจงซรือ
การที่มันใช้ไม่ได้ผลย่อมหมายความว่า สภาพร่างกายของเซียนสมุนไพรนั้นทรุดโทรมจนถึงขั้นที่ไม่อาจจินตนาการได้
“ผมมีเคล็ดวิชาฝังเข็มที่สามารถกระตุ้นจุดชีพจรและฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้ ผมจะลองดู!”
เมื่อพูดแล้ว นายแพทย์มู่หงก็ลุกขึ้นยืน
“ผมได้ยินมาว่าการฝังเข็มของนายแพทย์มู่หงนั้นยอดเยี่ยมนัก มันน่าจะใช้ได้ผล” ฝูงชนต่างพยักหน้า
โดยไม่มีการรีรอ เขาหยิบเข็มเงินออกมาและปักมันลงไปบนจุดชีพจรของร่างที่นอนอยู่
เพียงครู่เดียว นายแพทย์มู่หงก็ส่ายหน้าและเดินกลับมา
เคล็ดวิชาฝังเข็มของเขาเป็นที่ร่ำลือ แต่ใช้การไม่ได้เลยกับเซียนสมุนไพร
“ผมมีสูตรยาวิเศษ ผมขอลอง…”
อีกคนหนึ่งลุกขึ้นยืน
ก็ตามนั้น บรรดานายแพทย์ต่างพยายามใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองระหว่างที่หารือกันถึงสภาวะร่างกายของเซียนสมุนไพร ทั้งวิธีการและทฤษฎีอันหลากหลายที่พวกเขาหยิบยกมาทำให้โม่หยู่ตื่นเต้น
ทุกคนที่นำเสนอต่างเป็นบรมครูผู้เก่งกาจเป็นเลิศในอาณาจักรของพวกเขา และแม้แต่คนที่ด้อยที่สุดในที่นี้ก็ยังเก่งกว่าบรมครูชิงหยาง ในฐานะที่เป็นแค่ผู้ช่วยนายแพทย์ เธอยังไม่เคยมีประสบการณ์การได้เห็นผู้สูงส่งทั้งหลายมารวมตัวกันแบบนี้ โม่หยู่ได้ประโยชน์มากมายจากบทสนทนาของพวกเขา และความรู้ในเรื่องการรักษาโรคของเธอก็ล้ำลึกขึ้นอีกมาก
“เอ่อ…”
เธอข่มความตื่นเต้นไว้และหันไปมองจางเซวียน แว่บเดียวที่ได้เห็นก็ต้องเซ็ง
โม่หยู่นึกว่าหมอนั่นคงจะรู้สึกเหมือนเธอ คือดื่มด่ำกับทฤษฎีอันลึกซึ้งที่ถูกหยิบยกมาพูดกัน แต่เขากลับนั่งนิ่งหน้าเซ่ออยู่อย่างนั้น
เธอคุ้นเคยกับสีหน้าแบบนี้ดี มันคือความสับสนของมือใหม่ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
คุณไม่เข้าใจที่พวกเขาพูดกันหรือ?
จะเป็นไปได้อย่างไร?
ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เธอส่งโทรจิตไปหาเขา “จางเซวียน ฉันไม่เข้าใจ ‘วิธีการรักษาแบบล้ำลึก’ ที่นายแพทย์มู่หงพูดถึง มันหมายความว่าอย่างไร?”
จางเซวียนชะงักกับคำถามแบบปัจจุบันทันด่วนของเธอ เขายังไม่ได้พลิกดูหนังสือด้านการแพทย์มากนัก แล้วจะรู้จักทฤษฎีกับคำศัพท์พวกนี้ได้อย่างไร?
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ผมก็ไม่รู้ ผมไม่เคยได้ยินชื่อมันเหมือนกัน”
โม่หยู่มึนตึ้บ
วิธีการรักษาแบบล้ำลึก คือการวินิจฉัยโรคด้วยการสมมติให้สถานการณ์เลวร้ายที่สุดเพื่อหาสาเหตุของอาการป่วย ไม่ต้องถึงระดับนายแพทย์หรอก แค่ผู้ช่วยนายแพทย์ก็รู้จักแล้ว แต่หมอนี่บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อมัน…
“แล้ว…การวินิจฉัยด้วยการสังเกต?”
เธอถามอีก
“ผมก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน!” จางเซวียนส่ายหน้า
ที่อาณาจักรเทียนเซวียนมีนายแพทย์ระดับ 1 ดาวอยู่เพียงคนเดียว คือปรมาจารย์หยวนหยู่ จางเซวียนไม่เคยสนทนากับเขาเรื่องการรักษาโรค จึงไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาไม่รู้จักทฤษฎีการแพทย์แม้แต่นิดเดียว
โม่หยู่หน้าตาบิดเบี้ยว
การวินิจฉัยด้วยการสังเกตคือขั้นตอนพื้นฐานในการระบุอาการป่วยด้วยการสังเกตคนไข้ มันคือหนึ่งในหัวข้อที่ผู้เข้าสอบเป็นผู้ช่วยนายแพทย์จะต้องทำได้ และเป็นไปไม่ได้เลยที่นายแพทย์คนไหนจะไม่รู้จักมัน แล้วทำไมหมอนี่ถึงบอกว่าไม่เคยได้ยิน…
เรื่องพื้นฐานขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ แต่กล้าทำตัวเป็นนายแพทย์ที่จะมารักษาเซียนสมุนไพร…
พี่ชาย นี่คุณเบื่อชีวิตเต็มทีแล้วใช่ไหม?
โม่หยู่รู้สึกแน่นหน้าอกและสับสนในเวลาเดียวกัน
จางเซวียนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการรักษาโรคเลย แม้แต่ขั้นพื้นฐานก็ไม่รู้…แล้วเขาวินิจฉัยอาการป่วยของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้ากับพ่อบ้านลู่ แถมยังรักษาพวกเขาจนหายได้อย่างไร?
ขณะที่โม่หยู่กำลังคิดวกวน จางเซวียนก็มองเซียนสมุนไพรอย่างหมดปัญญา
หอสมุดเทียบฟ้าสามารถประมวลหนังสือออกมาได้เมื่อผู้นั้นแสดงวรยุทธหรือสลบไป ถึงเซียนสมุนไพรจะพูดไม่ได้ แต่เขายังรู้ตัวอยู่
สถานการณ์ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับตอนเซินหงเลย ถ้าจางเซวียนขอให้เขาแสดงวรยุทธ…เขาก็คงตายเสียก่อนที่จะกำหมัดได้
แล้วถ้าจางเซวียนทำแบบเดียวกับที่เคยทำกับเซินหง คือตบเซียนสลบ เขาก็คงถูกสับเละก่อนที่จะได้ทันอ่านเนื้อหาที่หอสมุดประมวลให้เสียด้วยซ้ำ
ถึงห้องนั่งเล่นแห่งนี้จะดูสงบเงียบ แต่มีผู้เชี่ยวชาญมากมายซุ่มอยู่ ถ้าเขาคิดจะทำอะไรเซียนสักกระผีก คนพวกนี้ก็จะพุ่งเข้ามาทันที
“เราต้องหาทางทำให้เซียนสมุนไพรสลบอย่างลับๆ…”
จางเซวียนถูหว่างคิ้วและพยายามคิดหาคำแก้ตัว
“ผมเสียใจจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นอาการแบบนี้ และผมช่วยอะไรไม่ได้เลย!”
“จริงด้วย พ่อบ้านลู่ พวกเราทำทุกวิถีทางแล้ว เราเสียใจ”
“ทักษะของผมยังอ่อนหัดนัก…”
โม่หยู่กับจางเซวียนยังครุ่นคิดหนักตอนที่นายแพทย์มู่หงกับคนอื่นๆยืนขึ้นและส่ายหน้าด้วยความอับอาย
สุดท้ายพวกเขาก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายป่วยเป็นอะไร อย่าว่าแต่จะรักษาเลย
“เอ่อ…”
เห็นสีหน้าของพวกเขา พ่อบ้านลู่ก็ได้แต่ผิดหวัง
ตั้งแต่นายท่านล้มป่วย มีนายแพทย์มากมายที่เข้ามาแล้วก็กลับไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินคำตอบแบบนี้
“ถึงพวกคุณจะรักษานายท่านไม่ได้ แต่พวกเราก็สำนึกในบุญคุณ ทางคฤหาสน์จะไม่ปล่อยให้พวกคุณเดินทางมาเสียเปล่า…”
พ่อบ้านลู่ส่ายหน้าและกำลังจะพูดต่อ เมื่อนายแพทย์เฉินเฟิงมองจางเซวียนด้วยสายตาเหยียดหยาม
“พ่อบ้านลู่ พวกเราได้พยายามวินิจฉัยอาการของเซียนสมุนไพร และต่างก็หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทุกคน แต่ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นายแพทย์ไป๋ชานคนนี้ที่คุณเชิญเข้ามากลับนั่งนิ่งตลอด เป็นเพราะเขาดูถูกพวกเรา คิดว่าพวกเราไม่คู่ควรกับคำพูดของเขา? หรือเป็นเพราะว่าเขามีความคิดอยู่ในใจและไม่อยากจะหารือกับพวกเรา?”
ได้ยินคำพูดของนายแพทย์เฉินเฟิง ทุกคนถึงกับชะงัก และก็นึกได้ว่านายแพทย์ไป๋ชานคนนี้ไม่ได้พูดเลยสักคำตลอดระยะเวลาการวินิจฉัย ทำราวกับเป็นคนใบ้
“เขานั่งอยู่กับที่ตลอดเลย!”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ไม่พูดเลยสักคำด้วย!”
“ก็เป็นแค่นายแพทย์ระดับ 1 ดาว คงจะแปลกอยู่หรอกถ้าเขาสามารถหารือกับพวกเราได้”
“คงเป็นเพราะรู้ตัวว่าทักษะของตัวเองยังอ่อนด้อย จึงเลือกที่จะเงียบ อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องขายหน้าเพราะคำพูดของตัวเอง”
เมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่นายแพทย์ระดับ 1 ดาว ทุกคนมีสายตาดูถูก
นายแพทย์ระดับ 1 ดาวอาจจะได้รับความเคารพยกย่องในที่อื่น แต่ไม่ใช่ที่นี่
ขนาดนายแพทย์ระดับ 3 ดาวยังวิเคราะห์อาการป่วยไม่ได้เลย แล้วนายแพทย์ระดับ 1 ดาวจะรู้เรื่องอะไร?
ถือว่าเขาฉลาดที่เลือกปิดปากเงียบ
“มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นสิ ในเมื่อพ่อบ้านลู่เชิญเขามาเป็นพิเศษ แถมยังยกย่องความสามารถด้านการรักษาโรคของเขาด้วย จะมาอมพะนำอยู่ได้อย่างไร?” นายแพทย์เฉินเฟิงยิ้มเยาะจางเซวียน
เขารู้มาตรฐานของนายแพทย์ไป๋ชานคนนี้ดี
เขาริษยาที่พ่อบ้านลู่เชิญไป๋ชานมาเป็นการเฉพาะ แถมยังยกย่องต่อหน้าธารกำนัลด้วย มันเป็นสิ่งที่ตัวเขาไม่เคยได้รับมาก่อน ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสจะทำให้หมอนั่นอับอายได้ ขืนปล่อยให้หลุดมือไปก็เสียดายเปล่า
“เอ่อ…”
พ่อบ้านลู่อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาจางเซวียน “นายแพทย์ไป๋ชาน…”
ก็เพราะนายแพทย์ไป๋คนนี้ระบุอาการป่วยของเขาได้ในชั่วพริบตา พ่อบ้านลู่จึงมั่นอกมั่นใจในความสามารถของเขา แต่เมื่อเข้ามาแล้ว อีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นทำให้เขาฉงน
จางเซวียนเพิ่งกลับมาสู่ความเป็นจริงเมื่อได้ยินพ่อบ้านลู่เรียก เขาถามด้วยสีหน้างงงัน “มีอะไร?”
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้!”
พ่อบ้านลู่กระแอม อับอายกับความจริงที่ว่าอีกฝ่ายนั่งเหวอในขณะที่คนอื่นๆตรวจดูอาการของนายท่าน เขาอธิบาย “นายแพทย์คนอื่นๆไม่สามารถระบุสาเหตุอาการป่วยของนายท่านได้ และทุกคนอยากฟังความคิดเห็นของคุณ”
“ระบุสาเหตุของอาการป่วยไม่ได้?”
จางเซวียนยืนขึ้น เขาชำเลืองมองฝูงชนก่อนจะส่ายหน้า
“ในเมื่อพวกเขาทำไม่ได้ ผมจะลองดู!”
