Skip to content

Library Of Heaven’s Path 275


ตอนที่ 275 เหยียบห้องโถงแห่งยาพิษ

จางเซวียนพยักหน้า ไม่สนใจอาการตะลึงพรึงเพริดของทั้งคู่

ในห้องนั้นมีหนังสือแค่พันกว่าเล่ม จางเซวียนใช้เวลาแป๊บเดียวก็สัมผัสพวกมันได้ทั้งหมดแล้ว แต่ที่ใช้เวลานานกว่าปกติก็เพราะเขามัววุ่นกับการฝ่าด่านวรยุทธให้ไปถึงขั้นกึ่งจงซรือ ซึ่งต้องใช้เวลาสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะ ‘อ่าน’ จบทั้งหมดตั้งแต่ก่อนสองคนนั้นจะพ้นประตูเสียอีก

ในจำนวนหนังสือทั้งหมดที่เซียนสมุนไพรรวบรวมมาจะเป็นขั้นกึ่งจงซรือเสียส่วนใหญ่ จางเซวียนจึงสามารถประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาและฝึกฝนตามได้ทันที

วรยุทธขั้นกึ่งจงซรือเป็นเพียงขั้นตอนเปลี่ยนผ่านไปสู่การสำเร็จขั้นจงซรือ ด้วยเทคนิคการฝึกวรยุทธที่เหมาะสม จางเซวียนสามารถผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แค่สองสามนาทีเขาก็สำเร็จขั้นกึ่งจงซรือและเพิ่มพลังให้วรยุทธของตัวเองได้

อีกอย่าง เซียนสมุนไพรรวบรวมหนังสือวรยุทธขั้นจงซรือมาได้เพียง 7-8 ร้อยเล่มเท่านั้น จึงยังขาดอยู่นิดหน่อยสำหรับการประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าแบบสมบูรณ์ เขาจึงหยุดการฝ่าด่านไว้แค่กึ่งจงซรือก่อน

เมื่อสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือ พละกำลังของเขาก็พุ่งพรวด ความแข็งแกร่งของจางเซวียนทะลุ 1000 ติ่งจนไปหยุดอยู่ที่ 1500

นักรบจงซรือขั้นต้นจะมีพละกำลัง 1000 ติ่ง ขั้นกลางอยู่ที่ 2000 ติ่ง ขั้นสูงที่ 3000 ติ่ง และ 4000 ติ่งที่ขั้นสูงสุด

ด้วยพละกำลัง 1500 ติ่ง ความแข็งแกร่งของจางเซวียนก็เหนือกว่านักรบจงซรือขั้นต้นแล้ว ทั้งที่มีวรยุทธแค่กึ่งจงซรือเท่านั้น

อีกอย่าง คนทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปีหรือถึงกับเป็นทศวรรษกว่าจะสำเร็จขั้นกึ่งจงซรือได้ แต่สำหรับเขา แค่สองสามนาทีก็เรียบร้อย!

โชคดีเหลือหลายที่พลังปราณเทียบฟ้านั้นบริสุทธิ์มากจนทำให้ไม่มีใครมองเห็นระดับวรยุทธของเขา ไม่อย่างนั้น ถ้าเซียนสมุนไพรรู้ว่าจางเซวียนยกระดับวรยุทธของตัวเองได้อย่างพรวดพราดในเวลาแค่สองสามนาทีที่อยู่ในห้อง เขาคงทรุดแน่

เพราะในสมัยที่เซียนสมุนไพรจะฝ่าด่านวรยุทธให้ไปถึงขั้นกึ่งจงซรือ ตัวเขาต้องกินยาสมุนไพรไปไม่รู้เท่าไหร่ ถ้าจะตีราคาเป็นตัวเงินล่ะก็ ซื้อเมืองทั้งเมืองแล้วก็น่าจะยังเหลือ

เขาใช้ทรัพยากรไปมากมายในการฝ่าด่านวรยุทธ ขณะที่ ‘นายแพทย์ไป๋’ ทำได้สำเร็จด้วยการวิ่งไปทั่วห้องแค่พักเดียว…

ต่อให้อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ถ้ามาอยู่ต่อหน้าจางเซวียน ก็คงต้องหน้าม้านไป

ข่มความอยากทึ้งหัวตัวเองไว้ เซียนสมุนไพรถาม “นายแพทย์ไป๋ แล้ว…เราจะทำอย่างไรต่อ? คุณยังตั้งใจจะไปห้องโถงแห่งยาพิษอยู่หรือเปล่า?”

“ผมไปแน่!”

จางเซวียนยิ้ม “และไม่ใช่แค่นั้นนะ เราจะเดินเข้าประตูที่นั่นอย่างสง่าผ่าเผยด้วย!”

“สง่าผ่าเผย?”

“ถูกต้อง!” จางเซวียนพยักหน้า “ก็คุณบอกไม่ใช่หรือว่าทางสำนักงานใหญ่รู้เรื่องการตายของหัวหน้าคนเก่าแล้ว?”

“ก็ตามนั้นแหละ! แต่ก็บอกได้ยากว่าทางสำนักงานใหญ่จะส่งผู้แทนมาหรือเปล่า ถ้าส่งมา เรื่องยุ่งๆก็คงจะจบได้เร็ว และนั่นจะทำให้เรารอดพ้นจากอันตราย” เซียนสมุนไพรพูด “แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น…ก็คงจะยุ่งยากเอาการ”

“ผมมีแผน! แทนที่จะนั่งรอผู้แทนซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมาหรือเปล่า ทำไมเรา…ไม่เป็นผู้แทนเสียเองล่ะ!”

จางเซวียนพูด

“เป็นผู้แทน?” เซียนสมุนไพรถึงกับงง

“ก็ง่ายนิดเดียว คุณพาผมไปห้องโถงแห่งยาพิษและประกาศว่าผมคือผู้แทน! ก็ในเมื่อคนที่นั่นไม่มีใครเคยเห็นผู้แทนมาก่อน ผมว่าพวกเขาจับไม่ได้หรอกว่าผมเป็นตัวปลอม”

ตลอด 3 วันที่ผ่านมา จางเซวียนครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ตลอด แทนที่จะนั่งรออยู่ที่นี่ เขาควรจะได้ลงมือทำอะไรบ้าง

ก็ในเมื่อมีความขัดแย้งภายในปะทุขึ้นที่ห้องโถงแห่งยาพิษ และการเข้าไปในนั้นก็เป็นอันตราย ทำไมเขาไม่ตั้งตัวขึ้นเป็นผู้แทนเพื่อไประงับความขัดแย้งนั้นเสียเลยล่ะ…เพราะไม่ว่าคนพวกนั้นจะต้องการตำแหน่งหัวหน้ามากแค่ไหน ก็คงไม่กล้ายื่นมือเข้ามายุ่มย่ามกับผู้แทนจากสำนักงานใหญ่แน่

ที่เจ๋งที่สุดก็คือ พวกนั้นไม่รู้ว่าทางสำนักงานใหญ่จะส่งใครมา!

เพราะฉะนั้น ทำไมไม่ปลอมตัวเป็นผู้แทนเสียเลย?

อีกอย่าง จุดประสงค์หลักของเขาก็แค่เข้าไปดูหนังสือเท่านั้น เมื่อถ่ายโอนหนังสือในหอสมุดได้ครบแล้วเขาก็จะออกมาทันที ต่อให้หลังจากนั้นมีใครสักคนรู้ว่าเขาเป็นตัวปลอม เขาก็เปิดหนีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

ก่อนหน้านี้ยังปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ได้ แค่ผู้แทนจากห้องโถงแห่งยาพิษสำนักงานใหญ่ ย่อมไม่ใช่ปัญหา

“คุณจะปลอมตัว…เป็นผู้แทนหรือ?”

เซียนสมุนไพรถึงกับหน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัว

พี่ชาย, ผมแก่แล้ว แถมหัวใจก็อ่อนแอ…แน่ใจนะว่าไม่ได้ล้อเล่น?

การปลอมตัวเป็นผู้แทนไม่ใช่เรื่องตลก หากมีใครจับได้ คงได้ตายคาที่กันทั้งคู่!

“เอาล่ะ! เตรียมตัวเถอะ เราจะไปกันเดี๋ยวนี้ คุณสัญญากับผมแล้วนี่ว่าจะพาผมไปห้องโถงแห่งยาพิษ คงไม่กลับคำหรอกนะ ใช่ไหม?”

จางเซวียนจ้องหน้าเซียนสมุนไพรและขมวดคิ้ว “ถ้าคุณกลัว แค่พาผมไปส่งที่ห้องโถงแห่งยาพิษก็พอ ไม่ต้องตามเข้าไปก็ได้!”

“เอ่อ…”

ปัญหาของการไปห้องโถงแห่งยาพิษไม่ใช่เรื่องกลัวหรือไม่กลัว

เพราะถ้าคุณปลอมตัวเป็นผู้แทนแล้วถูกจับได้ ตายกี่พันครั้งก็ยังไม่สาสมกับความผิด!

ผมเพิ่งจะดึงตัวเองออกจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้ แต่ตอนนี้คุณก็คิดจะให้ผม กระโดดลงไปในหุบเขาแห่งเปลวเพลิงเสียอีกแล้ว…

ถ้ารู้มาก่อนว่าคุณตั้งใจจะทำแบบนี้ ผมจะไม่มีวันยอมตกลงกับเงื่อนไขของคุณเลย

นี่ก็สายไปแล้วใช่ไหมที่จะคืนคำ?

เซียนสมุนไพรหน้าตาบูดเบี้ยวและถึงกับปล่อยโฮออกมา

ฟิ้ววววววววว ฟิ้ววววววว!

ลมที่พัดกรรโชกในสันเขาบัวแดงให้ความรู้สึกบาดลึกราวกับมีดที่จ้วงแทงลงมา ทิวทัศน์ที่เป็นสีแดงไปหมดทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกแสบตาและอ่อนล้าขึ้นมาทันที

สักพักหนึ่ง ก็จะมีหนอนตัวขนาดเท่าเล็บมือปรากฏให้เห็นตามทางเป็นระยะ ตัวของมันเปียกและมีกลิ่นเหม็นเน่า แค่เห็นก็ทำให้ขยะแขยงแล้ว

“นี่คือหนอนชื้นแฉะ มีเฉพาะที่สันเขาบัวแดงเท่านั้น มันกินสมุนไพรเป็นอาหาร และเป็นศัตรูตัวฉกาจของการปลูกสมุนไพร แต่ซากศพของเจ้าตัวประหลาดนี่กลับเป็นแหล่งสารอาหารชั้นยอด สมุนไพรที่ปลูกโดยใช้ซากของหนอนชื้นแฉะเป็นปุ๋ยจะมีพลังจิตวิญญาณในระดับสูง และมีความเป็นมันเงาสวยงาม

มีพืชอยู่หลายชนิดที่ปลูกที่นี่ไม่ขึ้น แต่สามารถเติบโตงอกงามได้ด้วยปุ๋ยที่ทำจากหนอนชนิดนี้ นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เมืองบัวแดงกลายเป็นศูนย์กลางค้าขายแลกเปลี่ยนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในสิบสามอาณาจักรโดยรอบ!”

ลึกเข้าไปในสันเขาบัวแดง จะเห็นร่างสองร่างเดินตะคุ่มๆอยู่ เมื่อเห็นหนอนคืบคลานอยู่ตรงหน้า หนึ่งในนั้นก็อธิบายขึ้นมา

“ไม่สงสัยแล้ว ผมเคยคิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมเมืองบัวแดงซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและดูไม่เหมาะสมกับการปลูกสมุนไพร ถึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสมุนไพรขึ้นมาได้”

อีกคนหนึ่งพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อเดินต่อไป เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นชั้นของเมฆหมอกบดบังแสงอาทิตย์ไว้ จึงเอ่ยถาม “นี่คือหมอกพิษที่คุณพูดถึงหรือเปล่า?”

ทั้งคู่คือจางเซวียนกับเซียนสมุนไพร ซึ่งออกจากเมืองบัวแดงและมุ่งหน้าไปยังห้องโถงแห่งยาพิษ

เพราะห้องโถงแห่งยาพิษกำลังอยู่ในภาวะระส่ำระสายและเต็มไปด้วยอันตราย จางเซวียนจึงไม่พาโม่หยู่ไปด้วย เขาส่งเธอกลับไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหวู่

เซียนสมุนไพรคิดกลับไปกลับมาอยู่นานก่อนจะตัดสินใจพาจางเซวียนไปห้องโถงแห่งยาพิษ

เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้มีพระคุณของเขา และเขาก็ตกปากรับคำขอของฝ่ายนั้นไปแล้ว หากจะคืนคำพูดคงไม่ดีแน่

พวกเขาออกเดินทางมาแล้ว 5 วัน

“ใช่แล้ว! มีภูเขาไฟขนาดใหญ่อยู่ในสันเขาบัวแดง ทำให้พื้นผิวถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม บริเวณนี้จึงไม่มีพืชสีเขียวใดๆ และหินทุกก้อนก็กลายเป็นสีแดงก่ำ ภายใต้คลื่นความร้อนนั้นมีหมอกพิษหนาหลายร้อยเมตร

ซึ่งลอยสูงขึ้นจากพื้นดินหลายสิบเมตรครอบคลุมพื้นที่อยู่ ทำให้ไม่มีใครขี่สัตว์ปีกพาหนะผ่านบริเวณนี้ได้ แถมลงจอดก็ไม่ได้ด้วย ต่อให้เป็นสัตว์ร้ายที่มีวรยุทธขั้น

จงซรือ หากได้สัมผัสกับหมอกพิษ เมื่อหมอกพิษซึมเข้าสู่ทวารทั้ง 7 ก็จะตายทันที!”

เซียนสมุนไพรอธิบาย

“ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะเข้ามาจึงต้องเดินมาเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ห้องโถงแห่งยาพิษยังอยู่รอดปลอดภัยในสันเขาบัวแดง พ้นจากการรุกรานของคนนอก”

ห้องโถงแห่งยาพิษผลิตยาพิษไว้เพื่อจำหน่าย และด้วยธุรกิจอันไม่ค่อยจะเป็นมงคล จึงเป็นธรรมดาที่จะทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกไม่ดี ถึงจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่อันทรงอิทธิพล แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้อยู่มาได้หลายสหัสวรรษก็คือตำแหน่งที่ตั้งอันลึกลับซับซ้อนและหมอกพิษอันร้ายกาจ

แทบจะไม่มีโอกาสที่ใครจะค้นพบตำแหน่งที่ตั้งของห้องโถงแห่งยาพิษซึ่งอยู่ท่ามกลางสันเขาอันกว้างใหญ่นี้ได้เลย แต่ถึงจะเจอ ก็ขี่สัตว์ปีกพาหนะเข้ามาไม่ได้ จึงไม่มีใครเข้ามาคุกคาม

“น่าประทับใจมาก” จางเซวียนพยักหน้า

ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจึงไม่มีใครหาห้องโถงแห่งยาพิษเจอ จนหลายคนถึงกับคิดว่ามันอาจไม่มีอยู่จริง ด้วยหมอกพิษหนาหนักที่ปกคลุมอยู่ ต่อให้รู้ว่ามันมีอยู่จริง ก็คงมีคนไม่ถึงหยิบมือที่หามันเจอ

ยิ่งไปกว่านั้น ในบางจุดหมอกพิษก็คล้อยต่ำลงมาเรี่ยผิวดิน ถ้าไม่ใช่เพราะเซียนสมุนไพรรู้จักทางเป็นอย่างดี ทั้งคู่ก็คงจะเดินหลงเข้าไปในหมอก และถูกพิษทำร้ายถึงตาย

พูดได้เลยว่า ถ้าไม่มีคนรู้จริงสักคนพาไป ก็ไม่มีทางหาห้องโถงแห่งยาพิษเจอ

จางเซวียนรู้มาว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่พยายามเสาะหาหนทางเข้าไปห้องโถงแห่งยาพิษด้วยตัวเองมักลงเอยด้วยความตาย ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็น่าจะไม่ได้เป็นแค่ข่าวลือ

โชคดีที่โม่หยู่พาเขามาหาเซียนสมุนไพรเสียก่อน เขาจึงไม่ได้หาทางเข้าไปที่นั่นด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้น ต่อให้พลังปราณเทียบฟ้าจะช่วยให้เขาขับอากาศพิษบางส่วนที่หายใจเข้าไปออกมาได้ แต่ถ้ามีมากเกินไปก็ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ดี

“เราอยู่ไกลจากห้องโถงแห่งยาพิษแค่ไหน?”

เมื่อมองไปไกลๆก็เห็นสันเขาทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งมีชีวิตให้เห็นเลย จางเซวียนอดถามไม่ได้

เราเดินทางกันมาตั้ง 5 วันแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววจะถึงที่หมายเลย ห้องโถงแห่งยาพิษมันไม่อยู่ไกลไปหน่อยหรือ?

“เดี๋ยวก็ถึงแล้ว มันอยู่ตรงหน้านี่เอง!” เซียนสมุนไพรชี้มือไป

“อยู่ตรงหน้า?” จางเซวียนงง

นอกจากหินสองสามก้อนที่อยู่ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ก็ไม่มีอะไรให้เห็นเลย แล้วห้องโถงแห่งยาพิษจะมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

“ตามผมมา!”

เซียนสมุนไพรหัวเราะหึๆและนำทางไป หลังจากเดินวนรอบหินก้อนมหึมาและลงไปตามทางลาด ก็เห็นหุบเขาหนึ่งปรากฏตรงหน้า

เมื่อก้มลงมอง จางเซวียนก็ถึงกับอัศจรรย์ใจ

เมืองใหญ่เมืองหนึ่งทอดตัวอยู่ในหุบเขานั้น

มีสิ่งปลูกสร้างเรียงรายอยู่ตามพื้นผิวอันลาดชัน ส่วนใหญ่สร้างขึ้นตามแบบโบร่ำโบราณเหมือนกับที่ปรากฏในเมืองบัวแดง มองแว่บเดียวก็รู้ว่าตึกเหล่านั้นยืนหยัดมานานจนแทบจะบอกอายุไม่ได้

“นี่คือห้องโถงแห่งยาพิษ?”

ห้องโถงแห่งยาพิษไม่มีอะไรด้อยกว่าดงสัตว์ร้ายเลย ตึกสีเขียวสดใสที่อยู่ในหุบเขาสีแดงดูเหมือนกับทิวทัศน์อันงดงามที่ปรากฏในภาพวาด

“ว่ากันว่าตอนที่จะก่อสร้างห้องโถงแห่งยาพิษ ผู้ก่อตั้งเมืองได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมาจัดเตรียมค่ายกลโดยวางสันเขาแห่งนี้ไว้เป็นแกนกลาง ถ้าไม่ได้เดินมาตามเส้นทางที่วางไว้เฉพาะล่ะก็ จะไม่มีทางได้เห็นเมืองนี้เลย ต่อให้ยืนอยู่ตรงหน้ามันก็เถอะ”

เซียนสมุนไพรอธิบาย

จางเซวียนพยักหน้า

ก็คงเป็นไปตามนั้น

ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้มีแค่ภูเขาสูงตระหง่านที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่หลังจากเดินวนรอบหินก้อนใหญ่และลงมาตามทางลาด เมืองขนาดมหึมาก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า เมืองโอ่อ่าขนาดนี้มาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่โล่งๆได้ ต่อให้มีใครบอกว่าไม่มีค่ายกลซุกซ่อนอยู่ เขาก็ไม่มีทางเชื่อ

“นายแพทย์ไป๋ ห้องโถงแห่งยาพิษอยู่ตรงหน้าเราแล้ว แต่คุณคิดจะเข้าไปดุ่ยๆแบบนี้น่ะหรือ?”

เซียนสมุนไพรตั้งคำถามอีกครั้ง

เมื่อรู้เจตนาของอีกฝ่าย จางเซวียนก็ประสาทกินขึ้นมา

ถ้าจะพูดกันตามตรง ไม่มีใครเคยเห็นผู้แทนจากห้องโถงแห่งยาพิษสำนักงานใหญ่ก็จริง แต่…ความตายเท่านั้นที่รออยู่หากพวกเขาถูกจับได้

“อ้อใช่ ผมเป็นนายแพทย์ อาจมีใครสักคนจำผมได้ คงต้องเปลี่ยนแปลงกันสักหน่อย!”

จางเซวียนยังอยู่ในคราบของนายแพทย์ไป๋ชาน

มีกูรูยาพิษหลายคนจากห้องโถงแห่งยาพิษที่เดินทางเข้าออกสันเขาอยู่บ่อยๆ จึงมีโอกาสที่ใครสักคนอาจจำเขาได้ เขาจึงตัดสินใจจะปลอดภัยไว้ก่อน

ครื่ด! ด้วยการใช้ศิลปะการปลอมตัว กล้ามเนื้อถูกมัดและกระดูกทุกชิ้นในร่างของเขาส่งเสียงครืดคราด ครู่เดียว หน้าตาและความสูงของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมองดูอีกครั้ง จางเซวียนก็กลายเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปี

เขายังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีเขียวอมเทาที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอีกด้วย

ตอนนี้จางเซวียนได้แปลงร่างเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหมือนกับนายแพทย์ไป๋ชานหรือตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย อย่าว่าแต่เซียนสมุนไพร ต่อให้

จ้าวหย่ากับเด็กคนอื่นๆมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคืออาจารย์ของพวกเขา

การปลอมตัวให้เหมือนใครสักคนเป็นเรื่องยาก แต่การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ไม่เคยปรากฎตัวที่ไหนมาก่อนนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก

“นี่มัน…ศิลปะการปลอมตัว?”

เซียนสมุนไพรตัวสั่น

เขานึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะมีความสามารถชนิดนี้

ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมนายแพทย์ไป๋ถึงกล้าปลอมตัวเป็นผู้แทน ก็เพราะเขามีทักษะแบบนี้นี่เอง

ว่าแต่…เมื่อไรที่คุณถอดคราบนี้ออก ก็คงไม่มีใครจำคุณได้ แล้วผมล่ะ?

ผมเป็นเซียนสมุนไพรแห่งเมืองบัวแดงนะ! ผมอาจจะหนีไปได้ แต่จะให้ละทิ้งอาณาจักรที่สร้างมากับมือหรือ?

ทันทีที่พวกเขาจับได้ว่าผมพาผู้แทนตัวปลอมมาที่นี่ ต่อให้ตอนนี้ผมหนีรอดไปได้ ถึงอย่างไรก็ต้องถูกจับแน่ คงถูกสับเละเป็นชิ้นๆแล้วเอาไปทำซอสเนื้อ!

ตอนแรก ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเสี่ยงพอๆกัน แต่กลับกลายเป็นว่า ‘ผู้ร่วมก่ออาชญากรรม’ กับเขาตั้งใจปกปิดตัวตนที่แท้จริง ต่อให้ทางห้องโถงแห่งยาพิษพยายามจะเอาเรื่อง ก็คงไม่มีทางหาตัวนายแพทย์ไป๋เจอ

ซึ่งหมายความว่าเขาคือคนที่จะต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อคิดได้ เซียนสมุนไพรถึงกับหน้าบูดหน้าเบี้ยวด้วยความกลัดกลุ้ม

“ไม่ต้องห่วงหรอก พอไปถึงห้องโถงแห่งยาพิษ คุณก็บอกพวกนั้นเลยว่าผมเป็นคนมาตามหาคุณ มาอ้างตัวว่าเป็นผู้แทนจากสำนักงานใหญ่ และบอกให้คุณพาผมมา ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมด ส่วนเรื่องสัญญาหนอนกู้ที่อยู่ในตัวคุณ คุณก็บอกไปว่าผมเป็นคนรักษาให้ เพื่อเป็นค่าชดเชยกับการที่คุณยอมพาผมมาที่นี่”

จางเซวียนพูดเพราะเดาความคิดของอีกฝ่ายได้

“เอ่อ…”

เซียนสมุนไพรหน้าแดงก่ำ

นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเตรียมข้อแก้ตัวไว้ให้แล้ว เขาประเมินฝ่ายนั้นผิดไปจริงๆ!

แถมข้อแก้ตัวที่ให้มาก็หาที่ติไม่ได้เลย

ในเมื่อเขาไม่ใช่คนในห้องโถงแห่งยาพิษ ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่รู้ว่าใครเป็นผู้แทน ซึ่งอันที่จริง ถ้าบุคลากรที่นั่นต่างก็หูหนวกตาบอดจนไม่รู้ว่าไหนผู้แทนตัวจริงหรือตัวปลอม ก็คงยากที่พวกนั้นจะป้ายความผิดให้เขา

อีกอย่าง ถึงเรื่องการทำสัญญาหนอนกู้ระหว่างเซียนสมุนไพรกับหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษจะเป็นความลับสุดยอด

แต่ผู้มีอิทธิพลระดับสูงของห้องโถงแห่งยาพิษก็รู้เรื่องนี้ ในเมื่อหัวหน้าคนเก่าตายไปแล้ว แต่ตัวเขายังมีชีวิตอยู่ แถมเดินเหินได้ ก็ย่อมจะทำให้พวกนั้นสงสัยอย่างหนักถ้าเขาไม่มีเหตุผลดีๆไปอธิบายให้ฟัง

ด้วยคำพูดแค่สองสามคำ ก็สามารถขจัดปัญหาที่เขาจะต้องเผชิญได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ทำให้ใครสงสัยและไม่สร้างความเสียหายใดๆด้วย มันเป็นข้อแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบ

แต่ว่า…

“ถ้าผมทำแบบนั้น พวกเขาก็จะหันมาสงสัยคุณ…” เซียนสมุนไพรลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม “แล้วนายแพทย์ไป๋รู้เรื่องราวเกี่ยวกับกูรูยาพิษมากแค่ไหน?”

ถ้าเซียนสมุนไพรพูดตามที่นายแพทย์ไป๋แนะนำ เขาก็จะพ้นจากเรื่องยุ่งยากทุกอย่าง แต่เรื่องนี้อาจเป็นการผลักให้อีกฝ่ายต้องตกอยู่ในอันตรายหนักหน่วงกว่าเดิม

บุคลากรของห้องโถงแห่งยาพิษจะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ตัวตนของเขา ถ้าจางเซวียนมีความรู้เรื่องกูรูยาพิษอย่างลึกซึ้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากการปลอมตัวของเขามีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเดือดร้อน

“ผมเพิ่งรู้จักอาชีพนี้เมื่อครึ่งเดือนก่อนนี่เอง!” จางเซวียนตอบ

“คุณเพิ่งรู้จักมัน…ได้ครึ่งเดือน?”

เซียนสมุนไพรตาเหลือกและแทบกระอักเลือดออกมา

พี่ชาย เอาจริงๆสิ?

เมื่อครึ่งเดือนก่อน คุณยังไม่รู้เลยว่ากูรูยาพิษคืออะไร แต่กล้าปลอมตัวเป็นผู้แทนของห้องโถงแห่งยาพิษสำนักงานใหญ่…

“จริงๆ!”

“คุณไม่มีตราสัญลักษณ์กูรูยาพิษ หรือตรายืนยันตัวตนจากสำนักงานใหญ่ ในเมื่อคิดจะปลอมตัวเป็นผู้แทน ถ้าจะทำให้ฝ่ายนั้นเชื่อใจ คุณจะต้องแสดงเทคนิคและความรู้เรื่องยาพิษออกมาให้ได้ แต่ถ้าคุณไม่รู้อะไรเลย…”

เห็นเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับแบบง่ายๆ เซียนสมุนไพรถึงกับแน่นหน้าอก

ต้องมีตรายืนยันตัวตน หรือตราสัญลักษณ์กูรูยาพิษนั่นแหละ ใครๆเขาถึงจะเชื่อ

แต่ในเมื่อไม่มี ถ้าแสดงทักษะอันพิสดารเหนือชั้นออกมาได้ ก็พอมีทางที่จะหว่านล้อมพวกนั้น…

แต่คุณเพิ่งรู้จักอาชีพกูรูยาพิษมาได้แค่ครึ่งเดือน ทั้งๆที่ยังไม่รู้อะไรเลย แต่กลับอาจหาญกล้าปลอมตัวเป็นผู้แทน คุณกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้นจริงๆ หรือไม่รู้ตัวว่าจะต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง?

นี่ไม่ใช่การเล่นขายของ ถ้าอีกฝ่ายจับได้ว่าคุณปลอมตัวมา คุณตายคาที่แน่ๆ!

“ไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ ผมแก้ไขสถานการณ์ได้!”

รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอะไร จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ

“เอาเถอะ อุตส่าห์มาจนถึงนี่ ก็ไม่มีอะไรจะต้องคิดมากแล้วล่ะ ไปกันเถอะ!”

ถึงจางเซวียนจะไม่รู้เรื่องราวของกูรูยาพิษมากนัก แต่เขามีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในครอบครอง ปลอมตัวเป็นปรมาจารย์ก็ทำมาแล้ว จะปลอมตัวเป็นกูรูยาพิษอีกสักครั้งก็แทบไม่ใช่เรื่องท้าทายเลย

“….”

เห็นสีหน้าทองไม่รู้ร้อนของอีกฝ่าย เซียนสมุนไพรรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งในตัวเขาแหลกสลาย ความมั่นใจที่เพิ่งมีหายวับไปอย่างไม่เหลือซาก

เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชายผู้นี้ถึงยังมั่นอกมั่นใจอยู่ได้

แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว และไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งหมดที่ทำได้ตอนนี้คือไปต่อ

ทั้งคู่เดินลงไปตามเส้นทางที่ตรงไปยังหุบเขา ไม่นานก็มาถึงเมือง

“ใครบังอาจบุกรุกห้องโถงแห่งยาพิษ?”

ยังไม่ทันจะได้เข้าประตูเมืองก็มีเสียงตวาดก้อง ชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีดำกลุ่มหนึ่งกรูออกมา ทุกคนจ้องจางเซวียนกับเซียนสมุนไพรด้วยสายตาเลือดเย็น ราวกับนกอินทรีจับจ้องเหยื่อของมัน

“กูรูยาพิษโจว กูรูยาพิษหลิว และทุกๆท่าน นี่ผมเอง!”

เซียนสมุนไพรก้าวออกมาและพูดอย่างร้อนรน

“อ้อ? เซียนสมุนไพร? ทำไมถึงไม่อยู่ที่เมืองบัวแดงล่ะ มาทำอะไรที่นี่?” ชายวัยกลางคนที่รู้จักกันในชื่อกูรูยาพิษโจวถามพร้อมกับหรี่ตา

“ในสถานการณ์แบบนี้ มีแต่คนอยากจะอยู่ให้ห่าง แต่คุณถึงกับมาที่นี่ด้วยตัวเอง เบื่อชีวิตนักหรืออย่างไร?” กูรูยาพิษหลิวพึมพำ

ด้วยความระส่ำระสายที่เกิดขึ้นในห้องโถงแห่งยาพิษ สำหรับเขา ทุกคนที่ก้าวเข้ามาที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

ชายทั้ง 2 คนคุ้นเคยกับเซียนสมุนไพร ทั้งยังเคยได้รับของมีค่าบางอย่างจากเซียนสมุนไพรด้วย ทั้งคู่จึงโอภาปราศรัยดิบดี

“ผมมาหารองหัวหน้าทั้งสาม…”

รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดี เซียนสมุนไพรกำลังจะอธิบายสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง ขณะเดียวกันกับที่กูรูยาพิษคนหนึ่งเดินเข้าไปหาจางเซวียน

“แล้วนี่ใครกัน? คุณไม่รู้หรือว่าผู้ที่พาคนนอกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องถูกลงโทษ?”

เจตนาสังหารเปล่งประกายวาบอยู่ในสายตาของกูรูยาพิษที่จ้องมองจางเซวียน “เจ้าคนนอก เป็นเกียรติของคุณแล้วล่ะที่ได้ตายด้วยยาพิษที่ผมสร้างขึ้นมา! โทษโชคชะตาของตัวเองก็แล้วกัน ถ้าคุณจะต้องทำแบบนั้นล่ะก็”

“รอเดี๋ยว เขาคือ…”

เห็นอีกฝ่ายกำลังจะเปิดฉาก เซียนสมุนไพรตระหนกขึ้นมาทันที เขากำลังจะพูดว่าจางเซวียนคือผู้แทนที่ทางสำนักงานใหญ่ส่งมา ก็พอดีเห็น ‘นายแพทย์ไป๋’ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเงื้อขาขึ้นและเตะกูรูยาพิษเข้าอย่างจัง

ปั้ก!

กูรูยาพิษที่ตั้งใจจะฆ่าจางเซวียนยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว ก็ถูกเตะเสยกระเด็นไปอัดกับกำแพงเมืองอย่างแรงจนลำคอหักงอเป็นมุมผิดธรรมชาติ และหมดลมหายใจไป

“เฮ้ย?”

“ไอ้ชั่ว!”

นึกไม่ถึงว่าผู้มาเยือนจะเอาเรื่องขนาดนี้ กูรูยาพิษโจว กูรูยาพิษหลิว และคนอื่นๆโมโหเดือดขึ้นมาทันที เจตนาสังหารของพวกเขาแผดเผาออกมาขณะที่เข้าล้อมทั้งคู่

“เราเสร็จแน่…”

เพราะไม่มีมีทั้งตราสัญลักษณ์หรือความรู้ที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นกูรูยาพิษ เซียนสมุนไพรจึงคิดว่าจะดีที่สุดหากนายแพทย์ไป๋จะเก็บเนื้อเก็บตัวและค่อยๆเรียกความเชื่อใจจากพวกเขาทีละน้อย

นึกไม่ถึงว่าเขาจะฆ่ากูรูยาพิษไปทั้งคนตั้งแต่นาทีแรกที่เหยียบย่างเข้ามา…

พี่ชาย คุณรีบร้อนอยากไปปรโลกมากนักหรือ?

เซียนสมุนไพรตัวสั่นและลุกลี้ลุกลน กลั้นน้ำตาที่เอ่อท่วมขึ้นมาไว้ไม่ได้

บ้าแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งมีเพื่อนร่วมทีมที่เก่งกาจราวกับเทพเจ้า

ขณะที่เรามี…มือระเบิดพลีชีพ!

(footnote: ทวารทั้งเจ็ด : หมายถึง 2 ตา, 2 หู, 2 รูจมูก และ 1 ปาก)

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version