ตอนที่ 310 แย่แล้ว!
ระฆังปราชญ์โบราณเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว และพวกเขาถ่ายทอดเจตจำนงของตัวเองเข้าไปในนั้น สมาชิกทุกคนในสภาปรมาจารย์ รวมทั้งตัวประธานเองต่างทะนุถนอมระฆังนี้ราวกับโกศของบรรพบุรุษ แต่ชายหนุ่มที่เพิ่งจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวกล้าตวาดโดยไม่ลังเล…
แถมหงุดหงิดโมโหเสียขนาดนั้น…
บรรลัยสิ!
ปรมาจารย์อู๋กับคนอื่นๆ คิดว่าคงต้องตายเสียแล้ว
เมื่อได้ยินการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบ-การยอมจำนนของนักปราชญ์ พวกเขาก็ตื่นเต้นจนแทบจะลืมชื่อตัวเอง
แต่หมอนั่นกลับรำคาญ และตวาดแหวอย่างเดือดดาลราวกับกำลังดุด่าลูกหลานของตัวเอง…
จะบ้าบอกว่านี้อีกได้ไหม?
แต่นั่นยังไม่ใช่ส่วนที่ช็อกที่สุด…ที่ช็อกที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ ระฆังเหล่านั้นก็พากันเงียบกริบหลังจากถูกเขาตวาด!
ในอีกแง่หนึ่งก็คือ เจตจำนงของบรรดาปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวที่ถูกถ่ายทอดเข้าไปในนั้นได้ยอมจำนนต่อเขา…
บ้าไปแล้ว!
นี่ไม่ใช่แค่ยกย่อง แต่เป็นการยอมจำนน!
บรรดาปรมาจารย์ถึงกับหน้าเขียว และถ้าทำได้ ก็คงอยากจะตัดหัวตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น
ปรมาจารย์ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ แต่เรื่องบ้าบอที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ทำให้พวกเขาคลั่งจนเอาไม่อยู่
โดยเฉพาะเจียงเฉิน เขาดูถูกดูหมิ่นอีกฝ่ายมาตลอด แต่เมื่อได้เห็นกับตา ก็แทบจะดำดินหนีด้วยความหวาดกลัว
เจ้าปีศาจตนนี้มันมาจากไหน?
กล้าตวาดใส่เจตจำนงที่บรรดาปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวถ่ายทอดไว้ แถมยังทำให้พวกเขาหวาดผวาจนไม่กล้าตีระฆังอีก…
บ้าหรือไง?
“เรา…เราจะไม่ยอมแพ้หมอนั่น…”
โม่หงอีตัวสั่นและมีสีหน้าดุดัน
นับตั้งแต่เขาเริ่มต้นฝึกวรยุทธ เขาก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าอัจฉริยะมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ เทคนิควรยุทธ หรือเทคนิคการต่อสู้ สิ่งใดก็ตามที่เขาตั้งใจ เขาก็จะมาเป็นที่หนึ่งเสมอ!
เช่นเดียวกับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ เขาทำลายทุกสถิติที่เคยมีมาในสภาปรมาจารย์ ชื่อเสียงของเขาระบือลือลั่นไปทั่วทั้ง 13 อาณาจักร แต่ตอนนี้…
ทุกสถิติของเขาถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยบุคคลที่อยู่ตรงหน้า การถูกหยามหน้าอย่างรุนแรงทำให้เขาคลั่ง
“เราจะไปสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเดี๋ยวนี้!”
โม่หงอีพูดด้วยสายตามุ่งมั่น
เขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวนานแล้ว แต่เพื่อให้ทำลายสถิติได้มากขึ้นอีก เขาจึงยื้อไว้ก่อน แต่เมื่อเห็นจางเซวียนหายใจรดต้นคอขนาดนี้ เขาก็ไม่กล้ารีรออีก
“คุณอาจจะไร้เทียมทาน แต่ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณก็มีแค่ 5.1 เท่านั้น อีกนานกว่าจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้ ซึ่งกว่าคุณจะมีคุณสมบัติเพียงพอ ผมก็คงทิ้งห่างไปไกลแล้ว”
โม่หงอีเกิดความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ฝ่ายนั้นทำได้ยอดเยี่ยมในการทดสอบขั้นบ้านวัดใจ ห้องไขวิชาชีพ ศึกหุ่นจำลองและมหานทีแห่งวรยุทธ ก็แล้วไงล่ะ?
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณคือพื้นฐานของปรมาจารย์ และจางเซวียนมีแค่ 5.1
ในการจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ผู้นั้นจะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอย่างน้อยที่ 6.0 ซึ่งเขาก็ยังเข้าสอบไม่ได้
จางเซวียนอาจจะเป็นอัจฉริยะในหลายๆด้าน แต่สำหรับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ มีหนทางเดียวก็คือต้องค่อยๆเพิ่มไปทีละน้อย ทีละขั้น
ถ้าเขาผ่านการทดสอบและได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว เขาก็จะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะหมายเลข 1 อีกครั้ง และไม่มีใครคว้าตำแหน่งนี้ไปจากเขาได้!
…..
เห็นระฆังเงียบเสียงลงเมื่อโดนตวาด จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
มันน่าอยู่ไหมล่ะ ระฆังพวกนี้เป็นบ้าอะไร ดังครั้งสองครั้งเพื่อแสดงการยอมรับก็พอแล้ว นี่ดังขึ้นมาทีเดียวพร้อมกันหมด แถมดังไม่หยุดแบบนั้น…สงสัยต้องต่อว่ากันอีกหน่อย
ปัญญาอ่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าแกเป็นสมบัติของสภาปรมาจารย์ล่ะก็ ฉันคงทุบแกเป็นชิ้นๆแล้ว
หลังจากสอนต่ออีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็หยุดและเงยหน้ามองปรมาจารย์อู๋
“เอ่อ…แค่นี้ถือว่าสอบผ่านหรือยัง? ถ้ายังไม่ผ่าน ผมจะพูดต่อ…”
เขาเพิ่งอธิบายเทคนิควรยุทธไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น แต่นึกถึงคำพูดของหลิงเซียวเซียวกับปรมาจารย์อู๋ขึ้นได้ ทั้งคู่บอกว่าเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นก็ถือว่าสอบผ่าน ในเมื่อระฆังดังไปไม่รู้กี่หนแล้ว เขาก็น่าจะสอบผ่านแล้วเหมือนกัน
“คุณสอบผ่านแล้ว…” ปรมาจารย์อู๋กลืนน้ำลายและพยักหน้า
ชายผู้นี้เพิ่งจะทำให้เกิดการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบ-การยอมจำนนของนักปราชญ์ ถ้าเขาไม่ให้ผ่านละก็ ท่านประธานสภาปรมาจารย์คงตีเขาตายตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกจากห้อง
“เยี่ยม!” เมื่อรู้ว่าตัวเองสอบผ่านแล้ว จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก “ในเมื่อผมผ่านแล้ว เราสอบขั้นต่อไปกันเลยดีกว่า…”
จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้อง
….
ในห้องสอบ
“ตามที่มีบันทึกไว้ การประสานเสียงของระฆัง 100 ใบจะต้องดังนานหนึ่งช่วงเวลาน้ำชา ทำไมถึงดังแค่ 2-3 อึดใจ แล้วหยุดไปดื้อๆ?”
รองประธานกวนและผู้อาวุโสจูเพิ่งมาถึงห้องสอบ พวกเขาจ้องประตูบานที่ 4 ด้วยสีหน้างุนงง
“หรือว่า…ผู้เข้าสอบโชคดีสุดๆ ได้เทคนิควรยุทธหรือเทคนิคการต่อสู้ที่เขาเคยอ่านมาแล้ว เลยทำให้เกิดการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบขึ้นมา? แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ทฤษฎีที่เป็นความเข้าใจของเขาจริงๆ ระฆังจึงดังเพียงครู่เดียวแล้วเงียบไป”
ผู้อาวุโสจูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เขาคาดเดา
ปรมาจารย์ควรมีมุมมองและความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ถ้าลอกคนอื่นมา ก็ไม่ต่างอะไรกับความคิดพื้นๆ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบจึงดังขึ้นครู่เดียว
“การคาดเดาของคุณก็ฟังเข้าทีนะ!”
รองประธานกวนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขากำลังจะพูดต่อ ก็พอดี ‘แอ๊ด!’ ประตูเปิดออก และจางเซวียนเป็นคนแรกที่โผล่ออกมา
ที่ตามเขามาติดๆก็คือบรรดาปรมาจารย์ที่อยู่ในห้อง
“ปรมาจารย์อู๋!”
เมื่อเห็นทั้งกลุ่มออกมาแล้ว รองประธานกวนก็ร้องเรียกปรมาจารย์อู๋
ปรมาจารย์อู๋กำลังจะพูดกับจางเซวียน ก็พอดีเห็นรองประธาน ด้วยตำแหน่งอันทรงเกียรติของอีกฝ่าย เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะรีบหันไปต้อนรับ
ในอาณาจักรเทียนหวู่ มีปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว 13 คน และปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอีก 3 คน รองประธานกวนและผู้อาวุโสจูคือปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวสองในสามคนนั้น
ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวสองคนร้องเรียกเขา เขาจะกล้าปล่อยให้อีกฝ่ายรอได้อย่างไร?
“การสอบครั้งนี้ใช้เคล็ดวิชาไหน?” รองประธานกวนขมวดคิ้วและตั้งคำถามในสิ่งที่เขาสงสัย “ถ้าเป็นเคล็ดวิชาเทียนหวู่ 9 ขั้น, ฝ่ามือพายุหมุน หรืออะไรทำนองนั้น เราต้องให้ผู้เข้าสอบทำการทดสอบใหม่อีกครั้ง…”
เคล็ดวิชาเทียนหวู่ 9 ขั้นและฝ่ามือพายุหมุน ก็เหมือนกับเคล็ดวิชาหงเทียน 9 ขั้นของโรงเรียนหงเทียน พวกมันเป็นวรยุทธขั้นพื้นฐานของอาณาจักรเทียนหวู่ และทุกคนรู้จักมันดี ถ้าผู้เข้าสอบได้รับเคล็ดวิชานี้เป็นโจทย์ในการสอบ ต่อให้ได้รับการยอมรับจากนักปราชญ์ ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
มันตื้นเขินเกินไปและไม่อาจยืนยันความสามารถของผู้เข้าสอบได้
“เคล็ดวิชา 9 ขั้นของเทียนหวู่? ฝ่ามือพายุหมุน?” ปรมาจารย์อู๋นึกไม่ถึงว่ารองประธานจะคิดแบบนั้น เขาส่ายหน้าและยิ้มเจื่อนๆ “มันคือ…ฝ่ามือน้ำกระเพื่อม!”
“ฝ่ามือน้ำกระเพื่อม? เอ่อ…คุณพูดว่าอย่างนั้นใช่ไหม?”
รองประธานกวนอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะตัวสั่น
“เทคนิคที่แสนจะสับสน น่าทึ่ง และลึกเกินหยั่งนั่นนะ?”
“เขาได้เคล็ดวิชานั้น?”
สองสามคนที่มีความเห็นเหมือนผู้อาวุโสจูก็ตัวสั่นเมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์อู๋
เป็นที่รู้กันว่า ฝ่ามือน้ำกระเพื่อมเป็นหนึ่งในเทคนิคการต่อสู้ที่ยากที่สุดเท่าที่มีการฝึกฝนกันในอาณาจักรเทียนหวู่ การได้หนังสือเล่มนั้น และสามารถทำให้เกิดการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบ…
“ถ้าเป็นฝ่ามือน้ำกระเพื่อม แล้ว…ทำไมการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบจึงดังขึ้นครู่เดียวแล้วหยุดล่ะ? ตามที่มีบันทึกไว้ มันต้องดังนานถึงหนึ่งช่วงเวลาน้ำชาไม่ใช่หรือ?”
ผู้อาวุโสจูอดขัดขึ้นไม่ได้
ฝูงชนหันขวับไปทางปรมาจารย์อู๋เพื่อรอฟังคำตอบ
“มันคือ…”
ปรมาจารย์อู๋ตอบด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น “คืออย่างนี้ ตอนแรกระฆังก็ดังไม่หยุด แต่อาจารย์จางรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ เขาก็เลยตำหนิมัน…”
จากนั้นก็พูดถึงสิ่งที่ได้เห็นมา
บรรดาปรมาจารย์ต่างก็พยักหน้า จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังงงงัน เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายช็อก
“น่ารำคาญ?”
“ตำหนิระฆังปราชญ์โบราณ?”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้อง ทั้งผู้อาวุโสจู รองประธานกวน และคนอื่นๆที่เหลือก็แทบจะกระอักเลือด
มีแต่คนเขายอมพลีกายถวายชีวิตเพียงเพื่อจะได้ยินระฆังดังสัก 2-3 ครั้ง แต่หมอนี่คิดว่ามันน่ารำคาญ…
“เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไร ก็ไปที่การทดสอบขั้นที่ 5 กันเลย! ผมหวังว่าจะมีอัจฉริยะอีกคนปรากฏขึ้นในสภาปรมาจารย์ของเรา!”
เมื่อพูดจากันจนเป็นที่เข้าใจแล้วว่าการทดสอบขั้นมหานทีแห่งวรยุทธไม่มีอะไรผิดปกติ รองประธานกวนก็พยายามข่มความประหลาดใจไว้และสั่งการ
มันเป็นเกียรติสำหรับเขาในฐานะรองประธานสภาปรมาจารย์ที่จะมีอัจฉริยะอีกคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่นี่
“ได้!”
ปรมาจารย์อู๋พยักหน้า จากนั้นก็มองไปรอบๆ “อาจารย์จางเซวียนอยู่ที่ไหน?”
ก็เมื่อครู่นี้ยังยืนอยู่ตรงหน้าเขา พริบตาเดียว หายตัวไปไหนแล้ว?
“เขาเข้าไปในห้องจับผิดแล้ว!”
เสียงหนึ่งพูดขึ้นมา
หลังจากที่จางเซวียนออกมาจากห้อง เขาก็เห็นปรมาจารย์อู๋รุดไปหาผู้อาวุโสทั้งสอง ในเมื่อไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องเข้ารับการทดสอบขั้นที่ 5 อยู่แล้ว จางเซวียนจึงเปิดประตูบานที่ 5 เข้าไปเลย ถึงอย่างไรการทดสอบสี่ขั้นแรกก็เหมือนกับที่หลิงเซียวเซียวเคยบอกไว้ เขาจึงคิดว่าการทดสอบขั้นที่ 5 ก็คงไม่ต่างอะไร
“เข้าไปแล้ว?”
ปรมาจารย์อู๋ถึงกับผงะ เห็นประตูบานที่ 5 ปิดสนิท เขากำลังจะพูดบางอย่างออกมา แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง ปรมาจารย์อู๋หรี่ตาและถึงกับหน้าซีด “แย่แล้ว…”
“มีอะไรหรือ? ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเข้ารับการทดสอบขั้นที่ 5 อยู่แล้วนี่? ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
เห็นอีกฝ่ายหน้าซีด รองประธานกวนขมวดคิ้ว
ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเข้าไปอยู่แล้ว จะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ทำไม?
“เขาเข้าไปรับการทดสอบขั้นที่ 5 แล้ว…”
ปรมาจารย์อู๋ถึงกับตระหนก ความหวาดกลัวฉายวาบในแววตาของเขา “แต่…ผมยังไม่ได้บอกเขาถึงกฎเกณฑ์ของห้องจับผิดเลย เรื่องที่เขาจำเป็นต้องรู้ก็คือ…”
เขากำลังจะอธิบายกฎเกณฑ์ของการทดสอบขั้นที่ 5 ให้จางเซวียนฟัง ก็พอดีกับที่รองประธานกวนร้องเรียก กว่าจะนึกได้ อีกฝ่ายก็เข้าประตูบานที่ 5 ไปเสียแล้ว
เขายังไม่มีโอกาสได้อธิบายเลย
พูดอีกอย่างก็คือ…ฝ่ายนั้นเข้าห้องจับผิดไปโดยไม่รู้อะไรสักอย่าง
“ถึงคุณไม่ได้อธิบายให้เขาฟัง ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหานี่ มีผู้เข้าสอบคนไหนบ้างที่มาเข้าทดสอบเป็นปรมาจารย์โดยไม่รู้จักการทดสอบทั้ง 5 ขั้น? ไม่ต้องกังวลหรอก เขาคงเตรียมตัวมาแล้ว!” ตอนแรก รองประธานกวนคิดว่าคงเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์อู๋ ก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
มันจะมีใครหน้าไหนที่มาเข้าสอบโดยไม่รู้อะไรเลย?
ในเมื่อรู้ ก็แปลว่าต้องศึกษาและเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว ด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็จะไม่ตื่นตระหนกระหว่างการทดสอบ
“เตรียมตัว? ผมก็อยากจะให้เขาเตรียมอยู่เหมือนกัน…”
เมื่อนึกถึงพฤติกรรมของจางเซวียนในการทดสอบ 2-3 ขั้นที่ผ่านมา ปรมาจารย์อู๋ก็แทบจะปล่อยโฮ
ถ้ามันเป็นแบบนั้น เขาก็จะไม่ตระหนกเลย
แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร เจ้าหนุ่มคนนั้นก็เป็นมือใหม่ที่แสนจะเซ่อซ่า
ถ้าเขารู้ว่าการประสานเสียงของระฆัง 100 ใบ คือการยกย่องชมเชยในระดับสูงสุด เขาจะกล้าตวาดระฆังปราชญ์โบราณแบบนั้นไหม?
ถ้าเขารู้ลูกเล่นของการทดสอบในขั้นบ้านวัดใจ เขาจะพาลูกศิษย์ที่มีอายุไล่เลี่ยกันมาหรือเปล่า?
ถ้าเขารู้ว่าเจ้าหุ่นจำลองมีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง เขาจะมัวนั่งงมซ่อมมันทำไม ในเมื่อสอบผ่านแล้ว?
“เขา…เขาไม่รู้อะไรเลย การทดสอบทั้ง 5 ขั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันเพิ่งบอกเขา…ตอนที่ฉันพบเขาเมื่อวานนี้ เขายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าสภาปรมาจารย์ตั้งอยู่ที่ไหน!”
เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างทั้งคู่ หลิงเซียวเซียวก็อดพูดขึ้นไม่ได้
ทันใดนั้น ฝูงชนที่อยู่ในห้องสอบก็หันขวับมามองเธอ ทั้งรองประธานกวน ผู้อาวุโสจู และคนอื่นๆ พวกเขาไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจที่เธอพูดแทรก
หลิงเซียวเซียวย้อนนึกถึงรายละเอียดในการพบกันระหว่างเธอกับจางเซวียน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ก่อนจะเล่าให้คนเหล่านั้นฟัง
“เขามาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย แต่ยังสอบได้ดีขนาดนั้น?”
ได้ฟังเธอเล่า ทุกคนก็แทบจะคลั่ง
พวกเขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้คงคุ้นเคยกับการทดสอบเป็นอย่างดี และเตรียมตัวมาล่วงหน้า จึงทำได้ดีขนาดนั้น แต่…กลายเป็นว่าเขาไม่รู้อะไรสักอย่าง เดินดุ่ยๆเข้าไปในห้องทั้งอย่างนั้น!
แถมได้ผลการทดสอบยอดเยี่ยมมาอย่างง่ายดาย…
น่าทึ่งอะไรขนาดนี้?
โม่หงอีซวนเซและอยากกระอักเลือดเต็มที
เขาใช้เวลาเตรียมตัวไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชั่วโมงเพื่อให้ได้ผลการทดสอบแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเทียบกับอีกฝ่ายไม่ได้ ที่เร่อร่าเข้ามาโดยไม่รู้อะไรสักนิด
ก็ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาจะเสียเวลาเตรียมตัวเพื่ออะไร!
“ถ้าเขาไม่รู้อะไรเลย ก็แปลว่าต้องไม่รู้ว่าห้องจับผิดนั้น…มี 2 ขั้น!”
เมื่อได้ฟังหลิงเซียวเซียวเล่า รองประธานกวนก็หน้าดำคร่ำเครียด
“เอ่อ…”
“ถูกแล้ว และ 2 ขั้นนี้ก็อยู่ติดกันด้วย…”
คนอื่นๆก็พากันหรี่ตา
“ที่คุณพูดว่า 2 ขั้นนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
นักปรุงยาหงหยุ่นถาม เพราะไม่เข้าใจสีหน้ากังวลของคนอื่นๆ
“หากดูเผินๆ ห้องจับผิดก็ประกอบขึ้นจากการแสดงเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของหุ่นจำลองตัวหนึ่ง เหมือนๆกับในการทดสอบขั้นศึกหุ่นจำลอง แต่อันที่จริง ทั้งสองขั้นนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ในการทดสอบขั้นศึกหุ่นจำลอง หุ่นทั้งคู่จะสู้กันเอง และสิ่งที่เป็นประเด็นของการทดสอบก็คือความสามารถในการชี้แนะหุ่น แต่ในห้องจับผิด…ไม่เพียงแต่จะทดสอบความสามารถในการชี้ข้อบกพร่องของหุ่นจำลอง แต่ผู้เข้าสอบยังต้องแสดงวรยุทธของตัวเองด้วย!”
“นั่นหมายความว่า…ในห้องจับผิด ผู้เข้าสอบจะต้องสู้กับหุ่นจำลอง ภายในช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป เขาจะต้องหาข้อบกพร่องและใช้มันเอาชนะหุ่นจำลองให้ได้ ถ้าหาข้อบกพร่องไม่เจอ หุ่นจำลองก็จะไม่หยุดโจมตี ซึ่งนั่นอาจเป็นการ…ฆ่าเขา!”
“ฆ่าเขา?”
บรรดาผู้ช่วยปรมาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าห้องจับผิดจะน่าสะพรึงขนาดนั้น พวกเขาถึงกับตัวสั่น
“แต่ใครที่มาสอบเป็นปรมาจารย์ก็จะต้องผ่านการทดสอบขั้นนี้ไม่ใช่หรือ ก็ไม่น่าจะอันตรายมากนัก…” นักปรุงยาหงหยุ่นตั้งคำถาม
มีผู้คนมาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ก็มากมาย แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครถูกฆ่าระหว่างการทดสอบ ในเมื่อคนอื่นๆเขาอยู่กันได้ จางเซวียนก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
“กับคนอื่นอาจจะไม่เป็นอะไร แต่กับเขาน่ะ…”
ปรมาจารย์อู๋หน้าตาเหยเก “ในการทดสอบขั้นห้องจับผิดของอาณาจักรเทียนหวู่นั้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรกใช้สำหรับทดสอบปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ส่วนขั้นที่ 2 ใช้ในการทดสอบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะกลับออกมาหลังจากที่ทำภารกิจขั้นแรกสำเร็จ แต่ก็อย่างที่ผมอธิบายว่าเขาน่าจะไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาก้าวต่อไปยังขั้นที่ 2…ก็จะต้องเผชิญหน้ากับหุ่นจำลองขั้นจงซรือ!”
“หุ่นจำลองที่มีวรยุทธขั้นจงซรือ?”
ทุกคนช็อก
ผู้ที่มาเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ส่วนมากก็สำเร็จวรยุทธขั้นทงฉวน ดังนั้นหุ่นจำลองที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าก็จะมีวรยุทธขั้นทงฉวนเหมือนกัน เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเอาชนะมันได้
แต่ถ้าต้องเจอกับหุ่นจำลองที่มีวรยุทธขั้นจงซรือ…
โดยเฉพาะหุ่นจำลองขั้นจงซรือที่เกือบจะไม่มีข้อบกพร่องเลย!
นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย
ฝูงชนพากันหน้าซีด
นี่มันความเป็นความตายชัดๆ!
วรยุทธขั้น 7-ทงฉวนกับขั้น 8-จงซรือนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“เร็วเข้า ไปหยุดเขาไว้ก่อน…”
รองประธานกวนตะโกน
กว่าอัจฉริยะสักคนจะปรากฏตัวขึ้นในสมาคมของพวกเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าต้องมาตายเพียงเพราะไม่รู้กฎ ทั้งสภาต้องเดือดร้อนแน่
วิ้ง!
ยังพูดไม่ทันจบ ประตูห้องจับผิดก็สั่น แสงเจิดจ้าเปล่งประกายออกมาจากข้างใน
“เขา…เขา…”
เห็นแสงนั้น ปรมาจารย์อู๋ก็ตัวสั่นและตาพร่า
“ช้าไปแล้ว ขะ-เขาไม่ได้เข้าไปที่ขั้นแรก แต่ตรงไปขั้นที่ 2 เลย!”
