ตอนที่ 392 ผู้แทนจากสำนักงานใหญ่
“นั่นคือเสียงระฆังที่ใช้เรียกรวมพลบรรดาปรมาจารย์! ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่!”
จ้าวหย่าขมวดคิ้วอย่างวิตกกังวล
จะไม่มีการลั่นระฆังในสภาปรมาจารย์โดยไม่มีเหตุผล และหากดังขึ้นเมื่อไร ก็หมายความว่าเกิดเรื่องเร่งด่วนหรือสำคัญมาก
“ไปดูที่สภาปรมาจารย์กันก่อนเถอะ ถ้าอาจารย์ยังอยู่ในเมืองหลวง เขาก็จะต้องรีบมาเหมือนกัน…”
จ้าวหย่าขมวดคิ้วและสั่งการ
เสียงระฆังนี้ดังขึ้นเพื่อเรียกตัวปรมาจารย์ทุกคนที่ยังอยู่ในเมืองนี้ หากอาจารย์หลิวคืออาจารย์จางจริงๆ เขาก็จะต้องรีบมาทันทีที่ได้ยินเสียงระฆัง
“ได้!” เจิ้งหยางกับพรรคพวกพยักหน้า
ดังนั้น ทั้งกลุ่มจึงบ่ายหน้าไปที่สภาปรมาจารย์แทน
“นี่มันเสียงระฆังรวมพล? ใครลั่นระฆัง?”
ประธานเจียงยืนอยู่หน้าทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลหลิน เขายังคงดื่มด่ำกับการบรรยายของจางเซวียน เมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ถึงกับชะงัก
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ลั่นระฆังที่สภาปรมาจารย์ ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนหวู่ก็มีแต่ตัวเขากับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวอีกสองคนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ทำได้ แต่ในเมื่อพวกเขาทั้งสามคนก็อยู่ที่นี่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
“ต้องเกิดเรื่องด่วนแน่ เรารีบกลับกันเถอะ!”
ผู้อาวุโสจูมีสีหน้าไม่สบายใจ
“ได้สิ!”
ประธานเจียงพยักหน้า เขารีบนำบรรดาปรมาจารย์กลับสภาปรมาจารย์ทันทีโดยไม่รีรอ
“พวกเราก็ควรจะไปดูนะ!”
โม่เทียนเชว่และคนอื่นๆตามบรรดาปรมาจารย์ไป
สภาปรมาจารย์นั้นเป็นรากฐานของอาณาจักร หากไม่มีพวกเขาอยู่ ไม่เพียงแต่อาณาจักรจะถูกลดขั้น แต่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกอาณาจักรอื่นโจมตีด้วย
ตอนนี้ เสียงระฆังก็ยังคงดังก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน
แม้แต่จางเซวียนกับโม่หงอีก็ชะงัก
“สภาปรมาจารย์เรียกตัวพวกเราแล้ว ไปกันเถอะ!”
โม่หงอีพูดอย่างเคร่งขรึม
“ไปสิ!” จางเซวียนพยักหน้า
“ท่านอาจารย์…”
ลู่ชงรีบเดินเข้ามา
“ไปตามหามู่เสว่คิงกับพรรคพวก แล้วพาพวกเขาไปที่สภาปรมาจารย์!” รู้ดีว่าลู่ชงคิดอะไร จางเซวียนจึงรีบสั่งการ
ตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะจบสิ้นการทดสอบเป็นปรมาจารย์ในวันพรุ่งนี้ แต่ในเมื่อโม่หงอีก็หายดีแล้ว และพวกเขากำลังก็กำลังจะไปที่นั่น จางเซวียนจึงคิดว่าหากจบการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวภายในวันนี้ได้ก็น่าจะดี
ประธานเจียงกับปรมาจารย์คนอื่นๆ รีบกลับโดยไม่รีรอ ไม่ช้าก็มาถึงสภาปรมาจารย์ ทันทีที่ก้าวเข้าไป ผู้ช่วยปรมาจารย์คนหนึ่งก็ตรงเข้ามาหา
“ท่านประธาน, ผู้อาวุโสจู…”
“มีอะไร?” เจียงสู่มองหน้าเขา พร้อมกับขมวดคิ้วจนหน้าผากย่นเป็นร่องลึก
“ทางสำนักงานใหญ่ส่งผู้แทนมา 2 คน…พอเห็นว่าไม่มีปรมาจารย์อยู่ที่นี่แม้แต่คนเดียว พวกเขาจึงสั่งให้ผมลั่นระฆังรวมพล!” ผู้ช่วยคนนั้นอธิบาย
“ผู้แทนจากสำนักงานใหญ่?” ประธานเจียงใจหายวาบ “พาผมไปหาพวกเขาเร็วๆ!”
เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ ก็เห็นผู้อาวุโส 2 คนนั่งอยู่ในนั้น
“คุณคือเจียงสู่?”
เจียงสู่ยังไม่ทันได้ตอบ ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ลูบเคราและแนะนำตัว “ผมคือสู่วฟัน และนี่คือหลิวหยู่เหิง พวกเรามาจากสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร!”
“สู่วฟัน? หลิวหยู่เหิง?”
ประธานเจียงอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสั่นไปทั้งตัว เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง “ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวจากสมาพันธ์นานาอาณาจักร…ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว?”
แม้ว่าเจียงสู่จะไม่เคยไปยังเมืองหลวงของสมาพันธ์นานาอาณาจักร แต่ชื่อของปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็เป็นที่รู้จักของปรมาจารย์ทุกคนที่อยู่ภายใต้สังกัดของสมาพันธ์นานาอาณาจักร ทั้งคู่คือ…ปรมาจารย์ผู้เป็นตำนานสองคนนั้นหรือ?
ทำไมถึง…มาเยือนอาณาจักรเทียนหวู่เป็นการส่วนตัวได้?
“ฮ่าฮ่า! พวกเราเองแหละ!”
ทั้งคู่พยักหน้าและหัวเราะเบาๆ
ปรมาจารย์ทั้งสองไม่มีทีท่าวางโตโอ้อวด คำพูดคำจาก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความสงบเยือกเย็น ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่รู้สึกถึงความกดดันหรือความร้ายกาจจากพวกเขาแม้แต่น้อย
“4 ดาว…”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งผู้อาวุโสจูและคนอื่นๆก็พากันหน้าซีด แทบจะเป็นลมล้มพับกันไปทีเดียว
ทั้งคู่คือปรมาจารย์ผู้เป็นตำนานที่มีความเก่งกาจถึงขั้นเปลี่ยนหินให้เป็นทองคำได้ อานุภาพในการทำลายล้างของพวกเขาก็ถึงกับระเบิดภูเขาให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และสูบน้ำในแม่น้ำจนเหือดแห้ง
เสียงร่ำลือนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนละโลกกับปรมาจารย์ทั้ง 2 คน ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ทั้งคู่มาพูดคุยกับพวกเขาอย่างเป็นกันเองขนาดนี้
ตอนแรก ต่างคนต่างก็ตกใจกับเสียงระฆังรวมพล เพราะโดยปกติ ระฆังนี้จะใช้เฉพาะกับเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน และมีแต่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลั่นระฆัง
แต่ในเมื่อทั้งคู่เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ก็เรียกได้ว่ายิ่งกว่ามีคุณสมบัติที่จะลั่นระฆังนั้น
“อย่าตกอกตกใจไปเลย พวกเรามาที่นี่เพราะตั้งใจมาหาจางเซวียน!” เห็นฝูงชนมีสีหน้าเคร่งเครียด ปรมาจารย์สู่วหัวเราะเบาๆ
เสียงของเขานุ่มเนิบราวกับลมฤดูใบไม้ผลิ ทุกคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ในตอนนั้นต่างพากันผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว ความอึดอัดกังวลใจทั้งหลายแหล่หายวับไป
การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์!
“น่าทึ่งจริงๆ…”
เมื่อรู้สึกได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกาย บรรดาผู้ฟังก็ยิ่งรู้สึกยำเกรงในตัวทั้งคู่มากขึ้น
ปรมาจารย์ทั้งสองสามารถขจัดความกังวลใจของพวกเขาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แล้วพวกเขาจะไม่ศิโรราบให้ได้อย่างไร
อำนาจของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว…ช่างน่าสะพรึงจริงๆ!
“จางเซวียน?”
เมื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้ว ประธานเจียงก็ถามด้วยความสงสัย
จางเซวียนได้ทำลายสถิติของสภาปรมาจารย์จนนับไม่ถ้วน ถึงเจียงสู่จะไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อสภาปรมาจารย์ แต่พวกเขาก็มีวิธีที่จะรับรู้จนได้ ด้วยความโดดเด่นขนาดนั้น คงยากที่จางเซวียนจะไม่ไปสะดุดตาใครเข้า
“แล้วปรมาจารย์จางอยู่ที่นี่หรือเปล่า?” ปรมาจารย์สู่วมองไปรอบๆห้อง
“เรียนปรมาจารย์สู่ว จางเซวียนกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวในขั้นบ้านวัดใจ เขาจึงไม่ได้อยู่ที่นี่…”
ประธานเจียงรีบตอบ
“ไม่อยู่หรือ? ถ้าอย่างนั้น นำผลึกบันทึกที่ใช้ระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์มาให้ผมที ผมอยากดูสักหน่อย!” เมื่อรู้ว่าจางเซวียนไม่อยู่ ปรมาจารย์สู่วก็สั่งการต่อ
“ขอรับ!”
ไม่กล้าให้แขกผู้มีเกียรติต้องรอนาน ประธานเจียงจึงรีบสั่งการ และปรมาจารย์คนหนึ่งก็กระวีกระวาดออกไป ไม่ช้า ผลึกบันทึกที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์ของจางเซวียนก็ถูกนำเข้ามาในห้องโถงใหญ่
ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวมองหน้ากัน จากนั้นปรมาจารย์สู่วก็ยื่นมือออกไปเคาะผลึกบันทึกเบาๆ และภาพเหตุการณ์เมื่อวันทดสอบก็ปรากฏขึ้น
บ้านวัดใจ, ห้องไขวิชาชีพ, ศึกหุ่นจำลอง, มหานทีแห่งวรยุทธ และห้องจับผิด
เมื่อเห็นภาพที่ชายหนุ่มผ่านการทดสอบขั้นแล้วขั้นเล่า ความสุขุมเยือกเย็นที่มีมาแต่แรกเริ่มของปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็ค่อยๆจางหายไป และลงท้ายก็เหมือนกับคนอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ความสุขุมเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง
“เอ่อ…”
และเมื่อดูจนจบกระบวนการทดสอบ ทั้งสองปรมาจารย์ก็มองหน้ากันด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
แค่สอนลูกศิษย์ไม่กี่วัน ก็ได้ระดับความเชื่อใจถึง 85, ตอนเริ่มต้นการทดสอบ ยังมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแค่ 5.1 แต่ในชั่วพริบตาก็เพิ่มขึ้นเป็น 10.1 ได้, ได้คะแนนถึง 130 คะแนนในการทดสอบขั้นห้องไขวิชาชีพ ขณะที่คะแนนเต็มสูงสุดแค่ 100, ได้เสียงประสานของระฆังถึง 100 ใบในการทดสอบขั้นมหานทีแห่งวรยุทธ แถมยังตวาดจนระฆังเหล่านั้นยอมจำนน, พบข้อบกพร่องถึง 30 ข้อในการทดสอบขั้นห้องจับผิด แถมยังสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือได้ในเวลาเพียงครู่เดียว….
ขนาดเห็นกับตา ก็ยังไม่อยากเชื่อ
ชายหนุ่มคนนี้โผล่มาจากไหน? ทำผลงานโดดเด่นขนาดนั้นได้อย่างไร?
“เรียนปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิว ผม, เจียงสู่ สามารถเอาเกียรติของผมในฐานะปรมาจารย์เป็นเครื่องรับประกันได้ว่า ปรมาจารย์จางผู้นี้ไม่รู้ล่วงหน้าเสียด้วยซ้ำว่ากระบวนการทดสอบมีอะไรบ้าง ทุกสถิติที่เขาทำได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น และไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆทั้งสิ้นในผลึกบันทึก!”
เห็นทั้งคู่ยังมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ เจียงสู่รีบอธิบาย
“ก็จริง หากมีการดัดแปลงผลึกบันทึก พวกเราก็รู้…”
ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว แค่มองปราดเดียวพวกเขาก็รู้แล้วว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าพูดโกหกหรือไม่ และมีการดัดแปลงใดๆในผลึกบันทึกหรือเปล่า
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าภาพที่เห็นนั้นช่างเหลือเชื่อ
ในบรรดาอาณาจักรที่อยู่ภายใต้สังกัดของสมาพันธ์นานาอาณาจักรนั้น ดูเหมือนจะไม่มีใครเก่งกาจเท่าจางเซวียนคนนี้อีกแล้ว
เพราะถ้าไม่เก่งจริง พวกเขาคงไม่รีบบึ่งจากสมาพันธ์นานาอาณาจักรมาถึงดินแดนห่างไกลขนาดนี้ทันทีที่รู้ข่าว
“บอกภูมิหลังของปรมาจารย์จางผู้นี้มา!”
ปรมาจารย์สู่วตั้งคำถามหลังจากปิดผลึกบันทึก
“ปรมาจารย์จางมาจากอาณาจักรเทียนเซวียน…”
หลังจากพยายามเรียบเรียงข้อมูลของจางเซวียนในหัว ประธานเจียงก็ให้คำตอบ
ความเก่งกาจปราดเปรื่องไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวในการได้เป็นปรมาจารย์ ผู้นั้นจะต้องมีประวัติที่ขาวสะอาดด้วย ในฐานะที่เป็นประธานสภาปรมาจารย์ การสืบเสาะประวัติและภูมิหลังของจางเซวียนไม่ใช่เรื่องยาก
“…ตอนนี้เขาเป็นทั้งจิตรกรระดับ 3 ดาว, นักฝึกอสูรระดับ 2 ดาว, รวมถึงนักปรุงยาและนายแพทย์ซึ่งน่าจะเหนือกว่าระดับ 3 ดาว ซึ่งก็แน่นอนว่าเขายังไม่มีตราสัญลักษณ์ของสองวิชาชีพหลังแม้ทักษะของเขาจะเข้าถึงระดับนั้นแล้ว เพราะระดับวรยุทธยังคงอ่อนด้อยอยู่…ตอนนี้เขาเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุด และเข้าถึงสภาวะหัวใจเพลงดาบแบบไม่เต็มขั้น…”
เจียงสู่ร่ายยาว
ทุกประเด็นที่เขาพูดออกมายิ่งทำให้ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวช็อกหนักขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายทั้งคู่ก็ถึงกับมึน
แต่แล้วความสงสัยก็ค่อยๆเข้ามา ชายหนุ่มที่มีพื้นเพในดินแดนห่างไกลขนาดนั้นจะมีทักษะความเชี่ยวชาญในหลากหลายวิชาชีพได้อย่างไร? แถมยังเป็นปรมาจารย์ผู้มีความเก่งกาจจนเป็นที่โดดเด่นด้วย?
เมื่อคิดแล้ว ปรมาจารย์สู่วก็อดตั้งคำถามไม่ได้
“ตอนแรกผมก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็แน่ใจว่าเป็นเพราะความปราดเปรื่องในตัวเขาเอง!” เจียงสู่อธิบาย “ดูๆแล้ว เขาก็อาจจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวได้ หรืออาจจะ…เหนือกว่านั้นเสียอีก!”
“ฮะ?”
ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์ของเขาชื่ออะไร?”
“หยางชวน!”
“หยางชวน?” ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวขมวดคิ้ว
พวกเขาก็รู้จักปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวและ 5 ดาวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้
“ตอนนี้ปรมาจารย์หยางก็เป็นอาจารย์ของผมด้วย…” เมื่อเห็นทั้งคู่สงสัย เจียงสู่หวนนึกถึงเรื่องเมื่อครั้งที่เขาพบกับปรมาจารย์หยาง ซึ่งลงท้ายด้วยการที่เขายินยอมรับฝ่ายนั้นเป็นอาจารย์
“ด้วยคำชี้แนะเพียงไม่กี่คำของเขา คุณก็ฝึกเจ้าเสือแดงเพลิงให้เชื่องได้ แถมเขายังบอกข้อบกพร่องในวรยุทธของคุณได้หลังจากที่เห็นคุณสู้กับมันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ?”
ปรมาจารย์สู่วถึงกับตาค้าง
ตัวเขาเองก็ทำแบบนั้นได้…แต่ไม่อาจทำได้รวดเร็วและง่ายดายเหมือนอย่างอีกฝ่าย
นอกจากปรมาจารย์หยางจะทำเรื่องที่ว่าได้อย่างง่ายดายแล้ว ระหว่างที่เฝ้าดูการต่อสู้ของเสือแดงเพลิงกับเจียงสู่ เขาก็ยังมองลงมาจากบนหลังของอสูรพาหนะตัวหนึ่งด้วย ความสามารถในการหยั่งรู้ของฝ่ายนั้นช่างไร้เทียมทานจริงๆ!
“ใช่แล้ว!” เจียงสู่พยักหน้า
เขามีความเคารพและยกย่องปรมาจารย์หยางจากใจจริง
หลังจากที่ฝึกฝนเทคนิควรยุทธตามที่อีกฝ่ายถ่ายทอดให้ ไม่เพียงแต่เขาจะหายจากอาการบอบช้ำ แต่ยังรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าอีกไม่ช้าตัวเขาจะต้องฝ่าด่านวรยุทธได้
ต่อให้โง่เง่าอย่างไร ก็ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นผลงานของปรมาจารย์หยาง แค่คำชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มโหฬารได้ ในเมื่อปรมาจารย์จางเป็นศิษย์สายตรงของเขา ก็ย่อมได้รับคำสั่งสอนชี้แนะเป็นส่วนตัวจากปรมาจารย์หยางผู้นั้นทุกวัน ด้วยสภาวะแบบนี้ การที่ปรมาจารย์จางจะเก่งกาจเสียขนาดนั้นก็ไม่ได้ถือว่าเหลือเชื่อ
“แล้วปรมาจารย์หยางยังอยู่ในเมืองหลวงหรือเปล่า? คุณพาพวกเราไปขอเข้าพบได้ไหม?”
เมื่อหายตะลึงแล้ว ปรมาจารย์สู่วก็ตั้งคำถามอีก
ถึงเขาจะไม่เคยได้ยินชื่อหยางชวน แต่การที่ฝ่ายนั้นสามารถบ่มเพาะลูกศิษย์ผู้มีความสามารถโดดเด่นอย่างจางเซวียนขึ้นมา แถมยังแก้ไขปัญหาและปรับปรุงวรยุทธของเจียงสู่ได้ด้วยการให้คำชี้แนะเพียงสองสามคำ ก็แปลว่าระดับความเป็นปรมาจารย์ของปรมาจารย์หยางจะต้องเหนือกว่าพวกเขาแน่ หากทั้งคู่ได้เข้าพบและสนทนาด้วย ก็น่าจะได้รับประโยชน์มาก
“ท่านอาจารย์ยังอยู่ในเมืองหลวง แต่…เขาหายตัวไปบ่อยมาก ถ้าผู้อาวุโสทั้งสองอยากพบเขา ได้โปรดรอให้ผมรายงานเรื่องนี้ให้ปรมาจารย์หยางทราบก่อน!” เจียงสู่ตอบอย่างกระตือรือร้น
แม้อาจารย์ของเขาจะยังอยู่ในเมืองหลวง แต่ก็หายตัวไปจากคฤหาสน์แทบตลอดเวลา และหากไม่ได้รับคำอนุญาตจากท่านอาจารย์ เขาก็ไม่กล้าพาใครไปเข้าพบ ต่อให้บุคคลที่เขากำลังจะพาไปจะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก็ตาม
“ได้! ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอรบกวนประธานเจียงด้วย…”
ปรมาจารย์สู่วพยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะพูดต่อ ผู้อาวุโสจูที่เพิ่งกลับมาจากการจัดการสองสามเรื่องก็พรวดพราดเข้ามาอย่างร้อนใจ
“ปรมาจารย์สู่ว ปรมาจารย์หลิว ท่านประธานเจียง, ปรมาจารย์จางกับโม่หงอีกลับมาแล้ว และตอนนี้อยู่ในห้องสอบ ดูเหมือนทั้งคู่ตั้งใจจะจบการทดสอบก่อนเวลา…”
“จบการทดสอบก่อนเวลา?”
ประธานเจียงถึงกับอึ้ง “นี่มันเพิ่งผ่านไปแค่ 2-3 วันเองนะ พวกเขาในคราบตัวปลอมทำให้ลูกศิษย์มีระดับความเชื่อใจถึง 40 ได้แล้วหรือ?”
