ตอนที่ 311 ข้อบกพร่อง 30 ข้อ
ทุกอย่างเงียบกริบ
เรื่องเลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว
การทดสอบขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ของห้องจับผิดนั้นอยู่ติดกัน
โดยปกติแล้ว ก่อนที่ผู้เข้าสอบจะเข้าไปข้างใน ปรมาจารย์อู๋จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงการเผชิญหน้ากับการทดสอบขั้นที่ 1
แต่ถึงเขาจะไม่แจ้ง ผู้เข้าสอบทุกคนก็ล้วนเป็นผู้ช่วยปรมาจารย์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ซึ่งรู้กฎเกณฑ์เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่เคยเกิดความผิดพลาด
แต่สำหรับเจ้าหนุ่มคนนี้ ถือเป็นข้อยกเว้น!
ที่หนักกว่านั้นคือ เขาบุกเข้าไปดื้อๆทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย!
ไอ้การบุกเข้าไปก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่เขาหาขั้นแรกไม่เจอและพุ่งตรงไปยังขั้นที่ 2 เลยนั้น…ออกจะโชคร้ายไปหน่อยไหม?
“เราเข้าไปช่วยชีวิตเขาตอนนี้เลยไม่ได้หรือ?” นักปรุงยาหงหยุ่นถามอย่างกังวล
“เมื่อห้องจับผิดเริ่มทำงานแล้ว มันจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ผลแพ้ชนะ…” ปรมาจารย์อู๋หน้าซีด หลังจากอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เสริมขึ้นมา “เว้นเสียแต่ว่า…ท่านประธานจะลงมาดูเอง และใช้ตราสัญลักษณ์ของประธานสภาปรมาจารย์บุกเข้าไป!”
“ได้! ถ้าอย่างนั้นผมจะไปหาท่านประธานเดี๋ยวนี้เลย ขอให้เขายังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งท่านประธานมาด้วยเถอะ…” รองประธานกวนพยักหน้าก่อนจะผลุนผลันออกไป
จางเซวียนเป็นอัจฉริยะผู้ทำลายทุกสถิติของการทดสอบที่เคยมีมา ถ้าต้องมาตายที่นี่เพราะความผิดพลาดของพวกเขา ทั้งสาขาคงต้องเดือดร้อนกับเพลิงพิโรธของสำนักงานใหญ่แน่
“ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งท่านประธานมา…มันจะเป็นไปได้หรือ?”
ปรมาจารย์อู๋หน้าซีดเผือด
นักรบขั้น 8-จงซรือ สามารถปลิดชีวิตนักรบขั้น 7-ทงฉวนได้ภายในสองสามวินาที เขาจะเอาชีวิตให้รอดจนกระทั่งท่านประธานมาได้อย่างไร!
“มาขนาดนี้แล้ว เราทำได้แค่ตั้งความหวังเท่านั้น…”
เมื่อรู้ว่าไม่มีหนทางอื่น ปรมาจารย์อู๋จ้องเขม็งไปที่ประตู และภาวนาอย่างจริงจังให้ชายหนุ่มปลอดภัย
……
ในห้องจับผิด จางเซวียนถลึงตาใส่หุ่นจำลองที่อยู่ตรงหน้า
หลิงเซียวเซียวพูดถูก การทดสอบ 4 ขั้นแรกไม่ต่างไปจากที่ปรมาจารย์อู๋บอกเลย เขาจึงคิดว่าการทดสอบขั้นที่ 5 ก็จะต้องเป็นแบบเดียวกัน เห็นฝ่ายนั้นมีธุระยุ่งกับการพูดคุยเจรจา เขาจึงผลักประตูและเดินเข้าไปข้างในคนเดียว
แต่เมื่อเข้าไปแล้ว ก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หุ่นจำลองตัวหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีเขาทันทีที่เข้าไป แต่จางเซวียนก็ฉะเปรี้ยงเดียว ทำให้มันหมดสภาพไปทันที
จากนั้นหุ่นตัวที่ 2 ก็พุ่งเข้าใส่ และเห็นได้ชัดว่ามันแข็งแกร่งกว่าตัวแรกมาก ถ้าไม่ใช่เพราะความว่องไวของจางเซวียน เขาคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว
“หุ่นจำลองที่มีวรยุทธจงซรือขั้นต้น? สมกับเป็นการทดสอบขั้นสุดท้ายจริงๆ มันท้าทายกว่าทุกครั้งเลย!”
จางเซวียนถึงกับต้องหรี่ตาเพราะความรุนแรงในการโจมตีของหุ่นตัวนั้น
ในการทดสอบขั้นที่ 3 หุ่นจำลองสองตัวที่แลกหมัดเข่าศอกกันนั้นมีวรยุทธแค่ขั้นทงฉวน ในขณะที่เจ้าตัวนี้สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นต้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนมากมายถึงไม่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ เพราะเจอคู่ต่อสู้ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้ คงไปไม่เป็นกันทั้งนั้น
“แต่ว่า…เราไม่เดือดร้อนเลย!”
หุ่นจำลองที่มีวรยุทธขั้นจงซรืออาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ไม่ระคายจางเซวียนแม้แต่น้อย
หลังจากที่เขาสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือแล้ว พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ติ่ง ในด้านของความแข็งแกร่ง ก็ถือว่าเขาอยู่เหนือกว่านักรบจงซรือขั้นต้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพละกำลังเหลือเฟือของเขาผนวกเข้ากับเทคนิคการต่อสู้อันไร้เทียมทานอย่างศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าและเพลงหมัดเทียบฟ้า รวมถึงสายตาเฉียบแหลมที่สามารถระบุข้อบกพร่องของคู่ต่อสู้ได้ ต่อให้นักรบจงซรือขั้นสูงสุดก็ยังเอาชนะเขาได้ยาก ป่วยการจะพูดถึงหุ่นจำลอง
ฟึ่บ!
ขณะที่จางเซวียนกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ หุ่นจำลองที่อยู่ตรงหน้าเขาก็พุ่งเข้ามา
เขารวบรวมสมาธิไว้ที่หุ่นจำลองและจับข้อบกพร่องของมันได้ 7-8 ข้อในทันที จางเซวียนยิ้มอ่อน และถอยไปหนึ่งก้าว ใช้นิ้วของเขาต่างหอก แล้วจิ้มไปที่จุดๆหนึ่งกลางอากาศ
วิ้ง!
แม้จะใช้พลังเพียงเล็กน้อย แต่ร่างใหญ่โตของหุ่นจำลองก็ถอยกรูดไม่เป็นท่า ราวกับต้องเจอแรงปะทะหนักหน่วง
“มา!”
เมื่อโจมตีอีกฝ่ายได้สำเร็จ จางเซวียนก็พุ่งเข้าใส่เจ้าหุ่นตัวนั้น และอัดเข้าที่จุดอ่อนของมันอีกครั้งโดยไม่รีรอ
ในเมื่อการทดสอบขั้นนี้เรียกว่าห้องจับผิด ก็หมายความว่าผู้เข้าสอบจะต้องโจมตีที่จุดอ่อนของหุ่นจำลอง ยิ่งโจมตีได้มากจุดเท่าไหร่ คะแนนก็จะยิ่งสูงขึ้น
สำหรับหุ่นจำลองตัวแรก จางเซวียนตบมันทีเดียวร่วงตั้งแต่ที่มันพุ่งเข้าใส่ โดยที่มันยังไม่ทันจะได้ตอบโต้ แต่สำหรับตัวที่ 2 นี้แข็งแกร่งกว่าตัวแรกมาก ถือเป็นกองหนุนชั้นดี
ตุ้บ! ปึ้ก! ปั้ก! เพียะ!
หมัด เตะ ศอก ทุบ…การโจมตีทุกรูปแบบถูกประเคนลงบนตัวหุ่น ทำให้มันถอยกรูดอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ทะลุมิติมา จางเซวียนยังไม่เคยฟิวส์ขาดจนถึงกับต้องต่อสู้กับใครมาก่อน แต่ตอนนี้ เมื่อปล่อยพละกำลังออกมาเต็มที่ เขารู้สึกได้ถึงพลังปราณที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่าง ความอิ่มเอมใจแบบที่อธิบายไม่ได้จู่โจมเข้าใส่เขา
ฟึ่บ! วิ้ว!
เมื่อกระแสพลังปราณบริสุทธิ์ไหลเวียนเร็วขึ้นและเร็วขึ้น คอขวดที่เขาต้องเผชิญกับมันมาตลอดระยะเวลาของการฝึกฝนก็ถูกทลายลง
“นี่เราฝ่าปราการขั้นสุดท้ายของวรยุทธขั้นจงซรือได้แล้วหรือ?”
จางเซวียนตาโต
เขานึกไม่ถึงว่าการบุกเข้าโจมตีเป็นชุดๆจะทำให้เขาทลายปราการขั้นสุดท้ายของการสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือได้ สิ่งนี้ทำให้เขาจวนเจียนจะฝ่าด่านวรยุทธไปถึงขั้นจงซรือเต็มที
วรยุทธขั้นจงซรือหมายถึงการก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ทั้งอายุขัยและพละกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
แม้จางเซวียนจะรู้ตัวมาก่อนว่าเขาใกล้จะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าหากไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนักเป็นเวลาหลายๆเดือน ก็คงยากที่จะผ่านขั้นสุดท้ายไปได้ เขาไม่รู้สักนิดว่าการออกตัวโจมตีเจ้าหุ่นตัวนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้การฝ่าด่านเป็นไปได้สำเร็จ
“นี่เป็นโอกาสดีเลย เราจะใช้เจ้านี่เป็นเครื่องมือฝึกอีกสักหน่อย ถึงอย่างไรเราก็ไม่ได้รีบร้อนจะสำเร็จขั้นจงซรืออยู่แล้ว!”
ถึงเขาจะดีใจกับสิ่งที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เมื่อไรก็ตามที่เขาเป็นนักรบขั้นจงซรืออย่างเต็มตัว การทำลายเจ้าตัวนี้ก็จะง่ายดายเหมือนบี้มด ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน
แต่ด้วยระดับวรยุทธที่มีอยู่ตอนนี้ เขาควรจะจัดระเบียบทักษะการต่อสู้ของตัวเองอีกสักหน่อย เพื่อให้จัดการกับจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้อย่างเข้าเป้า
…..
“ท่านประธาน, ไม่ได้อยู่ที่นี่…”
“ห้องประชุม ก็ไม่มี…”
“ท่านประธานจะไปอยู่ที่ไหนได้?”
เพราะมีอัจฉริยะติดกับอยู่ในห้องจับผิด รองประธานกวนจึงรีบรุดไปหาท่านประธานโดยไม่รีรอ ด้วยวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุด ท่วงท่าของเขาจึงว่องไวราวกับพายุหมุน
ไม่ช้า เขาก็แวะไปดูครบทุกที่ที่ท่านประธานชอบไป แต่ก็ไม่เห็นแม้เงา
เขารู้ว่าท่านประธานปลีกวิเวกเพื่อฝึกวรยุทธ แต่ก็ไม่คิดว่า…เขาจะไม่อยู่ในสภาปรมาจารย์
“สวนด้านหลัง!”
เขาค้นหาทั่วทั้งสภาปรมาจารย์แล้ว เหลือแต่สวนนั่น
ด้านหลังสภาปรมาจารย์เป็นที่พักขนาดมหึมา ซึ่งแบ่งเป็นบ้านหลายหลังอย่างเป็นสัดส่วน แต่ละหลังจะมีลานบ้านของตัวเอง มีปรมาจารย์หลายคนพักอยู่ที่นี่ และท่านประธานก็เป็นหนึ่งในนั้น
ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างว่องไว เพียง 6-7 อึดใจ รองประธานกวนก็มาถึงลานบ้านของท่านประธาน กำลังจะเข้าไป ก็พอดีได้ยินเสียงคำรามของอสูรตัวหนึ่ง
“ทำไมถึงมีอสูรอยู่ที่นี่?” รองประธานกวนถึงกับตะลึงเพราะเสียงนั้น
ที่นี่คือสภาปรมาจารย์ ไม่ใช่ดงอสูร แล้วอสูรตัวนี้มาจากไหน?
“ท่านประธานตกอยู่ในอันตรายหรือเปล่า?”
ด้วยความวิตกท่วมท้น รองประธานกวนบุกรุกเข้าไป โดยลืมระเบียบการของการรายงานตัวเสียหมดสิ้น
“ท่านประธาน…”
เขาตะโกนเรียกและรวบรวมวรยุทธเพื่อเตรียมพร้อมกับการเข้าปะทะ แต่เมื่อเห็นภาพที่ลานบ้านก็ถึงกับจังงัง
ท่านประธานอยู่ในลานนั้น อสูรตัวหนึ่งก็อยู่ด้วย แต่ทั้งคู่ไม่ได้ต่อสู้กันอย่างที่เขาคิด ท่านประธานกำลังย่างเนื้อมาให้เจ้านั่นกิน
อสูรตัวมหึมากำลังเคี้ยวกร้วมๆอย่างมีความสุข มันมีสีหน้าพออกพอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ปรมาจารย์กวน รีบร้อนพรวดพราดขนาดนี้ มีอะไรหรือเปล่า?”
เห็นอีกฝ่ายบุกเข้ามาโดยไม่ได้รายงานตัว ท่านประธานขมวดคิ้ว
“ท่านประธาน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! อัจฉริยะคนหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบเป็นปรมาจารย์ได้เข้าไปอยู่ในห้องจับผิดโดยบังเอิญ…”
รองประธานกวนรู้ว่าไม่ใช่เวลาจะมาซักถามเรื่องอื่น จึงรีบอธิบายสถานการณ์อย่างรวบรัด
“คุณหมายความว่า…เขาเข้าไปในขั้นตอนที่ 2 ของการทดสอบและไปเจอกับหุ่นอีกตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ?” เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ท่านประธานก็กระวนกระวายขึ้นมา “โง่เง่าเสียจริง! ไปดูกัน!”
รู้ว่าไม่มีเวลาจะเสีย ท่านประธานจึงไม่สนใจอสูรตัวนั้นอีก เขาจ้ำพรวดๆออกจากลานบ้าน
นักรบจงซรือขั้นสูงสุดทั้งคู่ใช้ความเร็วเต็มพิกัด พวกเขาใช้เวลาไม่ถึง 10 อึดใจก็มาถึงห้องสอบ ไวปานพายุพัด
ทั้งคู่คาดว่าจะได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจออกันอยู่หน้าห้องสอบ แต่กลับได้เจออาการช็อกแทน ฝูงชนต่างจ้องไปข้างหน้าอย่างตะลึงงัน และมีสายตาว่างเปล่าราวกับถูกดูดวิญญาณออกไป
“เกิดอะไรขึ้น?” ท่านประธานถามอย่างสับสน
ก็ในเมื่ออัจฉริยะคนหนึ่งพรวดพราดเข้าไปในการทดสอบขั้นที่ 2 ของห้องจับผิด ทุกคนก็ควรจะกระวนกระวายและรอคอยให้เขามาช่วยไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไมถึงไม่มีใครกังวลอะไรเลย แถมยังทำท่าโง่เง่าเซ่อซ่ากันไปเสียหมด
“ท่านประธาน…ดะ-ดู!”
รองประธานกวนมองไปรอบๆอย่างงุนงงและได้เห็นบางอย่าง เขาชี้ให้ท่านประธานดู
ที่เขาชี้ไปคือประตูห้องจับผิด ตัวเลขแถวหนึ่งฉายแสงเรืองรองออกมา
“465…นี่มันอะไร?”
ท่านประธานตัวสั่นและแทบจะทรุดฮวบ
“นี่…นี่คงเป็นคะแนนจากข้อบกพร่องที่เขาพบ…”
รองประธานกวนกลืนน้ำลาย
“คะแนนจากการพบข้อบกพร่อง?”
ท่านประธานถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด รู้สึกถึงเลือดที่เอ่อในคอขึ้นมาทันที
ก็คุณบอกว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย และกำลังจะถูกฆ่า?
คุณบอกไม่ใช่หรือว่าเขาติดอยู่ในห้องจับผิดและต้องการความช่วยเหลือ?
แล้วมันเกิดบ้าบออะไรกับคะแนนนั่น?
ในห้องจับผิด การพบข้อบกพร่อง 1 ข้อหมายถึง 1 คะแนน พบข้อบกพร่อง 2 ข้อ ก็จะได้รับเพิ่มอีก 2 คะแนน และหากพบข้อบกพร่องข้อที่ 3 ก็จะบวกเข้าไปอีก 3 คะแนน…ทวีคูณไปแบบนี้
ถ้าอัจฉริยะคนไหนหาข้อบกพร่องเจอ 6 ข้อ และได้ 21 คะแนน เท่านั้นก็ถือว่าฟ้าสะท้านดินสะเทือนแล้ว มันเป็นสถิติที่จะคงอยู่ไปอย่างน้อยก็เป็นศตวรรษทีเดียว แต่นี่…465?
จะบ้าหรือไง!
“465 นั่นหมายความว่า…เขาพบข้อบกพร่องของหุ่นจำลอง 30 ข้อ…”
ท่านประธานหน้าตาบูดเบี้ยว และรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบได้ผิดเพี้ยนไป
ท่วงท่าที่หุ่นจำลองแสดงออกมาในห้องจับผิดได้รับการคิดค้นโดยปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว พูดง่ายๆก็คือ ทุกการโจมตีของมันก็ไม่ต่างอะไรกับปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวมาสำแดงวรยุทธด้วยตัวเอง
ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวหลงลืมข้อบกพร่องบางข้อไปโดยบังเอิญ อย่างมากก็คงมีแค่ 1 หรือ 2 ข้อเท่านั้น ซึ่งการจะเจอข้อบกพร่องเหล่านั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เจ้าหนุ่มคนนี้…
ข้อบกพร่อง 30 ข้อ, 465 คะแนน…
นี่โคตรเหง้าของคุณเป็นคนสร้างหุ่นจำลองหรือไง?
“คุณแน่ใจนะว่า…เขาตรงเข้าไปที่การทดสอบขั้นที่ 2, ไม่ใช่ขั้นแรก?”
ท่านประธานปากสั่นอยู่นานกว่าจะบังคับตัวเองให้สงบและพูดออกมาได้
ผู้เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาวคนหนึ่งบุกเข้าไปในการทดสอบขั้นที่ 2 ของห้องจับผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ และพบข้อบกพร่องถึง 30 ข้อในหุ่นจำลองที่มีวรยุทธขั้นจงซรือ…ต่อให้ผู้เข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้!
“ถ้าเป็นการทดสอบขั้นแรก ประตูจะเรืองแสงสีฟ้าออกมา แต่ถ้าเป็นขั้นที่ 2 มันจะเรืองแสงสีแดง…ตอนที่ห้องจับผิดทำงาน ผมเห็นกับตาตัวเองว่ามันเรืองแสงสีแดงออกมา ไม่มีทางผิดพลาด!”
รองประธานกวนก็เซ่อไป
เขารีบร้อนลนลานไปลากท่านประธานมาเพื่อช่วยชีวิตอัจฉริยะ แต่ลงท้าย… กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกำลังเริงร่าอยู่ข้างใน
แถมเวลาก็ผ่านไปแค่ครู่เดียวไม่ใช่หรือ?
แต่เขาพบข้อบกพร่องในตัวหุ่นถึง 30 ข้อ?
รองประธานกวนถึงกับตัวสั่น
ต่อให้รวบรวมปรมาจารย์ทุกคนที่มีอยู่ในสภาปรมาจารย์ไปไว้ในห้องนั้น พวกเขาก็คงหาข้อบกพร่องไม่ได้ถึงขนาดนี้แน่ !
อีกอย่าง นั่นเป็นหุ่นจำลองที่สร้างขึ้นโดยถ่ายทอดเจตจำนงของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีสายตาหยั่งรู้เฉียบแหลมกว่าปรมาจารย์ผู้นั้น ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาข้อบกพร่องได้มากมายขนาดนี้
แอ๊ด!
ทั้งคู่กำลังแทบจะคลั่ง ก็พอดีกับที่ประตูเปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา
เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ปรมาจารย์อู๋รีบตรงเข้าไปหาทันที “ปรมาจารย์จาง, คุณ… โอเคไหม?”
อีกฝ่ายผ่านการทดสอบทั้ง 5 ขั้นแล้ว ก็สามารถเรียกเขาว่าปรมาจารย์ได้ ดังนั้น ปรมาจารย์อู๋จึงเปลี่ยนคำนำหน้าจากอาจารย์จางเป็นปรมาจารย์จาง
“ทำไมจะไม่โอเคล่ะ?”
จางเซวียนมองหน้าเขาอย่างสับสน จากนั้นใบหน้าของเขาก็ค่อยๆแดงขึ้น และอุบอิบออกมา “แต่ว่า…ผมควบคุมพละกำลังของตัวเองไม่ได้ เลยพลั้งมือทำหุ่นพังไป มัน…เอ่อ…มันฟื้นฟูตัวเองได้เหมือนกันใช่ไหม?”
