ตอนที่ 315 ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ 10.1!
“หินหยั่งรู้ที่เราใช้นั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นหินหยั่งรู้ขั้นต่ำ สามารถวัดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้มากที่สุดแค่ 9.0 ดังนั้นจึงใช้สำหรับการวัดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผู้ที่ต่ำกว่าปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวลงไป หากมีระดับสูงกว่านั้น…หินหยั่งรู้ก็จะเสียหาย”
ประธานเจียงพยักหน้าขณะชี้ไปที่หินหยั่งรู้ซึ่งแหลกสลายอยู่บนพื้น “ด้วยความแข็งแกร่งของมัน แค่แตะเบาๆ จะแหลกเป็นผุยผงขนาดนี้ได้อย่างไร?”
“ท่านประธานพูดแบบนั้น ก็ฟังขึ้นทีเดียว!”
ทุกคนผงะกันไปอีกรอบ
เพราะเป็นหยกล้ำค่า หินหยั่งรู้จึงมีความแข็งแกร่งมาก ขนาดคมหอกยังแทบทำให้เป็นรอยไม่ได้ แต่มันกลับแหลกเป็นผุยผง เรื่องนี้จัดว่าน่าทึ่ง
“ท่านประธานกำลังจะบอกว่า…ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของปรมาจารย์จางอาจจะ…เหนือกว่า 9.0?”
ผู้อาวุโสจูพูดเสียงสั่นพร่าหลังจากจับความนัยในคำพูดของอีกฝ่ายได้
แล้ว 9.0 หมายความว่าอย่างไร?
มันคือมาตรฐานของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว! ชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบจะเข้าถึงระดับนั้นได้เลยหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทุกคนก็เข้าใจถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสถานการณ์นี้ได้ทันที และต่างก็อึ้งจังงังกันไป
จะบ้าหรือไง! เมื่อครู่ก่อนผลการทดสอบของคุณยังอยู่ที่ 5.1 อยู่เลย แค่ขึ้นไปแตะ 6.0 ได้ก็น่าอัศจรรย์พอแล้ว แต่เท่าที่ฟังจากคำพูดของท่านประธาน มันคงไม่อยู่แค่นั้น…
“การตรวจสอบว่าสมมุติฐานของผมจริงหรือไม่นั้นไม่ยากเลย ผมมีหินหยั่งรู้ขั้นกลางอยู่กับตัว แค่ทดสอบ เราก็จะได้รู้คำตอบแล้ว!”
ประธานเจียงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และหยกก้อนหนึ่งก็มาปรากฏในมือ
มันไม่เหมือนกับหินหยั่งรู้ที่ผู้อาวุโสจูเพิ่งส่งให้ ดูสว่างสดใสและสะดุดตากว่า ลายเส้นที่อยู่บนผิวหน้าก็ซับซ้อนกว่ากันมาก หากผู้ที่ยังมีระดับวรยุทธต่ำได้เห็นแค่แว่บเดียว ก็จะรู้สึกเวียนหัวอย่างรุนแรง
หินหยั่งรู้ขั้นกลาง! แต่ละก้อนนั้นล้ำค่าจนแทบประเมินเป็นตัวเงินมิได้ ทั้งสภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ก็มีอยู่แค่ก้อนเดียว
“ศิษย์พี่จาง ผมต้องขอรบกวนให้คุณทดสอบมันหน่อย!”
ประธานเจียงยื่นหินหยั่งรู้ให้จางเซวียน
เมื่อได้รับการถ่ายทอดเทคนิควรยุทธแล้ว เขาก็มั่นใจว่าจางเซวียนเป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยางแน่ๆ จึงเริ่มเรียกเขาว่าศิษย์พี่
ประธานสภาปรมาจารย์นั้นคือบุคคลที่สามารถเชิดใส่ได้แม้กระทั่งฮ่องเต้แห่งอาณาจักร หากเป็นคนอื่น ก็ไม่มีทางอย่างเด็ดขาดที่เขาจะเรียกคนที่เด็กกว่าลูกชายของเขาเสียอีกว่าศิษย์พี่
แต่หลังจากที่ได้สัมผัสถึงความสามารถอันน่าพรั่นพรึงของ ‘ปรมาจารย์หยาง’ ด้วยตาของตัวเอง ประกอบกับคำพูดที่พูดกันในหมู่ปรมาจารย์ว่า ‘ความสามารถคือเครื่องตัดสินลำดับอาวุโส ไม่ใช่อายุ’ เมื่อได้เรียกจางเซวียนว่าศิษย์พี่ครั้งหนึ่งแล้ว เขาก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอีกต่อไปที่จะเรียกแบบนั้น
“ได้!”
จางเซวียนรับหินหยั่งรู้มากำไว้ในมือ จากนั้นก็รวบรวมสมาธิเพื่อเข้าสู่สภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งอีกครั้ง
วิ้ง!
เมื่อเห็นแสงวาบๆ จางเซวียนก็ก้มลงมอง
แสงสว่างสดใสนั้นเรืองออกมาจากหินหยั่งรู้ขั้นกลาง มันสาดส่องไปรอบๆ จากนั้นตัวเลขก็ลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นตัวเลขบนนั้น ทุกคนก็จังงัง
ทั้งสภาปรมาจารย์เงียบกริบกันไปชั่วขณะ
จากนั้นก็อลหม่าน
“สะ-สะ…สิบจุดหนึ่ง?”
“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาคือ…10.1?”
พวกเขาเคยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนขี้โม้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า…จะถึง 10.1!
ที่ระดับ 3.0 ผู้นั้นจะสามารถเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว, ที่ 6.0 ก็เข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้ ที่ 10.1…มันเกินพอที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวไปเสียอีก!
“ก็เมื่อครู่นี้…เพิ่งจะ 5.1 ไม่ใช่หรือ? ทำไม…?”
โม่หงอีแทบปล่อยโฮ
เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายมาเพื่อตั้งใจทำให้เขาอับอาย
นอกจากจะทำลายทุกสถิติของเขาแล้ว ยังคว่ำทุกข้อโต้แย้งของเขาเสียหมดด้วย
ตอนที่เขาพูดว่าจางเซวียนยังมีอาชีพรองรับไม่เพียงพอ หมอนั่นก็ควักตราสัญลักษณ์ออกมา
เมื่อเขาพูดว่ายังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ หมอนั่นก็ฝ่าด่านวรยุทธได้ในทันที
และที่เลวร้ายที่สุด เมื่อเขาพูดว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณยังไม่ถึงขั้น เขาก็สำแดงระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่มากเกินพอจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวเสียอีก!
จะช่วยเพลาๆมือบ้างได้ไหม?
ถ้ามีหลุมมีรูอยู่ตรงนี้ เขาคงมุดเข้าไปแล้ว ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว
ลู่ฉวินก็อยากกระอักเลือดเต็มที
ตอนที่เขาเข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง และได้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 1.8 เขาตื่นเต้นเสียจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน เฝ้าแต่คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะที่สามารถไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก แต่เมื่อเห็นระดับความล้ำลึกของปรมาจารย์จาง ก็รู้ตัวว่า…ตัวเลขกระจอกงอกง่อยที่เขาได้มานั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
เขาหันไปมองโม่หงอีและส่ายหน้าอย่างเห็นใจ
อัจฉริยะหมายเลข 1 คนนี้ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมากเสียจน…หากฟื้นตัวจากความบอบช้ำนี้ได้ ก็นับว่าบุญโข
อาจารย์จาง พอได้หรือยัง?
ขนาดคนเก่งกาจอย่างโม่หงอียังเละไม่เหลือซาก ก็เพราะคุณ
เมื่อรู้ตัวว่าช่องว่างระหว่างตัวเขากับอาจารย์จางนั้นกว้างใหญ่เสียจนไม่มีทางถมให้เต็มได้ ลู่ฉวินก็ไม่คิดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับฝ่ายนั้นอีกต่อไป
“10.1 เลยหรือ?”
จางเซวียนก็ตกใจ ก่อนที่จะพยักหน้ารับ
ดูเหมือนหน้าหนังสือสีทองไม่ได้เขี่ยเอาระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่เขาเคยสะสมไว้ออกไป ดังนั้นจึงน่าประทับใจเหมือนอย่างเคย หน้าหนังสือสีทองได้เพิ่มระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณให้เขาถึง 5.0 อีกครั้งหนึ่ง
“….”
“….”
ตอนแรก ทุกคนก็อ่อนเพลียละเหี่ยใจกับสถานการณ์นี้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้เห็นทีท่าของจางเซวียน ก็ต้องกระอักเลือดกันอีกรอบ
นี่ไม่รู้แม้กระทั่งระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเอง…จะเป็นบ้าไปถึงไหน?
“ปรมาจารย์จาง การยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเองเป็นเรื่องยากมาก นี่มัน…คุณทำได้อย่างไร?”
ผู้อาวุโสจูพยายามข่มความช็อกไว้ แต่ก็อดใจไว้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องเอ่ยถาม
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณจะเพิ่มขึ้นไปตามอายุ หากได้ฝึกฝนด้วยวิธีการที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสะสมได้มากขึ้นทีละน้อย
การเพิ่มจาก 5.1 ไปถึง 10.1 ในทันที มันจะเร็วไปไหม?
ที่หนักไปกว่านั้นคือ ไม่รู้แม้กระทั่งการเพิ่มขึ้นของระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเอง…
ก็แล้วจะงี่เง่าไปไหนกัน?
เมื่อได้ยินคำถามของผู้อาวุโสจู ทุกคนก็หันขวับมาด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
จางเซวียนอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งและมีสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ช่างมันเถอะ ผมไม่แน่ใจว่าพวกคุณจะยอมเลิกราหรือไม่ ถ้าผมไม่ตอบคำถามวันนี้ เป็นเรื่องจริงที่ว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเองเพิ่มขึ้นแค่ไหน นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่ผมเข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่ง อาจารย์ของผมได้ปกปิดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผมไว้…เขาบอกว่าจะเปิดเผยมันก็ต่อเมื่อความแข็งแกร่งของผมเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เขาพอใจแล้ว…คงเป็นเพราะว่าผมได้สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณถึงได้เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดแบบนี้!”
จางเซวียนไม่อาจพูดถึงหน้าหนังสือสีทองและหอสมุดเทียบฟ้าได้ เขาจึงเตรียมข้อแก้ตัวไว้ล่วงหน้า และป้ายความผิดให้กับอาจารย์ที่มีอยู่แค่ในจินตนาการ
“ปกปิดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
“คุณมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงขนาดไหนกัน เขาถึงต้องปกปิดไว้?”
เกิดความอลหม่านกันอีกรอบ
การปกปิดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณไว้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่มีประเด็นอื่นอีกแล้วที่จะอธิบายการเพิ่มระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณรวดเดียวถึง 5.0 ของจางเซวียนได้
ทุกคนช็อก และมองหน้าจางเซวียนราวกับเห็นผีห่าซาตาน
คนๆหนึ่งต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงแค่ไหนกัน ถึงจะต้องปกปิด?
แล้วอาจารย์ของเขาเป็นปรมาจารย์ระดับไหน ถึงมีความสามารถขนาดนั้น?
ตอนแรก พวกเขาคิดว่าจางเซวียนคงมีวิธีการอันน่าทึ่งบางอย่างในการยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ แต่เมื่อฟังเขาอธิบาย ก็รู้แล้วว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของจางเซวียนเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และไม่มีทางที่พวกเขาจะเทียบได้
“คนบางคนก็เกิดมาพร้อมกับระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงส่ง เป็นที่ร่ำลือกันว่าปรมาจารย์เซียนขงมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแบบเซียนมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว โชคชะตาชี้นำให้เขาเหนือกว่าคนธรรมดามาตั้งแต่เกิดแล้ว และในท้ายที่สุด เขาก็ได้ไต่เต้าขึ้นไปเป็นบุคคลชั้นนำของโลก และประสบความสำเร็จมากมาย!”
ประธานเจียงพูด
“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณแบบเซียนมาตั้งแต่เกิด? เทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว?”
ทุกคนตะลึง
แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณมากแค่ไหนถึงจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวได้ แต่เมื่อเทียบเอาจากระดับความล้ำลึกที่ต้องเพิ่มขึ้นทุก 3.0 ต่อจำนวนดาวของปรมาจารย์ ก็แปลว่าปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวจะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 27.0 หรือมากกว่า
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ 27.0 ตั้งแต่เกิด?
“ไม่ใช่ปรมาจารย์เซียนขงแค่คนเดียว แต่ยังมีอัจฉริยะอีกคนจากสภาปรมาจารย์แห่งอาณาจักรชวนหยวนอันทรงเกียรติ ที่เข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งตั้งแต่อายุ 17, ตอนที่ทดสอบครั้งแรก ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาอยู่ที่ 9.3 ซึ่งมากพอจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวได้”
ด้วยความที่เป็นประธานสภาปรมาจารย์ เจียงสู่จึงรู้ความลับพวกนี้มากมาย “อัจฉริยะเหล่านี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่พวกเขามีตัวตนอยู่จริงๆ ดังนั้นหากระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของใครสูงส่งเกินไปโดยที่ระดับวรยุทธยังไม่สมดุลกัน มันก็อาจเกิดผลอันไม่น่าพึงประสงค์ตามมาได้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่อาจารย์ของคุณตั้งใจปกปิดระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณไว้”
เขาหันไปมองจางเซวียนอย่างอิจฉา
ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์ผู้ไร้เทียมทานอย่างปรมาจารย์หยางจะรับเขาเป็นศิษย์ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณอันสูงส่งตั้งแต่เกิดทำให้เขาเป็นอัจฉริยะอย่างหาตัวจับยาก เป็นอัจฉริยะที่โชคชะตาชักนำให้เป็นปรมาจารย์ ตราบใดที่เขายังไม่ตาย จะต้องได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแน่
“มันเป็นอย่างนี้นี่เอง…”
“จริงด้วย ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เพิ่มกันยาก ต่อให้พยายามเป็นหลายสิบปี ก็อาจจะเพิ่มได้แค่ 1 หรือไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ หากทุกคนต้องเริ่มต้นจากความต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหมือนพวกเราล่ะก็ ในโลกนี้จะมีปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว, 7 ดาวหรือแม้แต่สูงกว่าได้อย่างไร?”
“จริงสิ โลกนี้กว้างใหญ่และมีผู้เชี่ยวชาญอยู่นับไม่ถ้วน ถึงอาณาจักรเทียนหวู่จะเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดใน 13 อาณาจักรโดยรอบ แต่เราก็เป็นแค่อาณาจักรชายขอบ หากเทียบกับบ้านเมืองอื่นที่มีอำนาจมากกว่า”
…..
…..
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของประธานเจียง ทุกคนก็ถึงบางอ้อ
โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ผู้เชี่ยวชาญก็มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน อะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับพวกเขา ก็เป็นเพราะหูตาของพวกเขาไม่กว้างพอก็เท่านั้น
เช่นเดียวกับจางเซวียน ความคิดที่ว่าจะมีใครสักคนมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณสูงมาตั้งแต่เกิดนั้นไม่เคยอยู่ในหัวของเขาเลย เมื่อได้ฟังคำอธิบายของประธานเจียงก็ถึงกับประหลาดใจ
แต่ในเมื่อประธานเจียงวิเคราะห์กรณีนี้ได้เป็นประโยชน์กับเขา เขาก็ไม่ควรจะขัดให้มากความ จางเซวียนจึงหันไปทางโม่หงอี
“ทั้งอาชีพรองรับ ระดับวรยุทธ และระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ผมทำตามเงื่อนไขหมดแล้วนะปรมาจารย์โม่ ในการเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว นี่ยังมีเงื่อนไขอะไรอีกไหม? ทำไมคุณไม่เรียบเรียงมาเสียทีเดียว ผมจะได้จัดเตรียมให้ทั้งหมด?”
“ไม่มีแล้ว…”
โม่หงอีถึงกับหน้าร้อนผ่าว เขาตัวสั่นและมีสีหน้าขมขื่นเหมือนมะระมากยิ่งขึ้นทุกที
เขาตั้งใจจะยับยั้งไม่ให้หมอนั่นเข้าทดสอบให้ได้ เพื่อให้คนอื่นๆทึ่ง แต่…นอกจากจะไม่ได้ทำให้ใครทึ่งแล้ว ยังทำตัวเองขายหน้าด้วย
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ก็แปลว่า…ผมเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้แล้วใช่ไหม?” จางเซวียนตาโต
“ก็แน่ล่ะ…”
โม่หงอีข่มความอยากกระอักเลือดเอาไว้
เขารู้แล้วว่าหมอนี่มันปีศาจขนาดไหน แล้วจะข่มต่อไปให้มันได้อะไรขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะเสียชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะหมายเลขหนึ่งแห่งอณาจักรเทียนหวู่ ยังกลายเป็นตัวน่าสมเพชที่ดันทุรังไม่เข้าเรื่อง…
“ถ้าทุกอย่างเข้าเกณฑ์แล้ว ก็เริ่มทดสอบกันเถอะ!”
ผู้อาวุโสจูรีบขัดขึ้นมา กลัวว่าหากปล่อยให้จางเซวียนพูดต่อไป โม่หงอีจะฆ่าตัวตายเสียก่อน
“การทดสอบของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวนั้นมีทั้งหมด 5 ขั้น ซึ่งก็เหมือนกับระดับ 1 ดาวคือ ห้องไขวิชาชีพ ศึกหุ่นจำลอง มหานทีแห่งวรยุทธ และห้องจับผิด แต่ทั้งหมดจะมีระดับความยากที่สูงขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่นในห้องไขวิชาชีพ นักปรุงยาจะต้องชี้แนะให้หุ่นจำลองหลอมยาเกรด 2 หรือถ้าเป็นจิตรกร ก็ต้องชี้แนะให้หุ่นจำลองวาดภาพขั้น 4!”
“ทั้ง 4 ขั้นจะเหมือนเดิม ที่ต่างออกไปคือขั้นแรก บ้านวัดใจ!”
“ในการทดสอบระดับ 1 ดาว สิ่งที่นำมาประเมินคือระดับความเชื่อใจของลูกศิษย์ โดยผู้เข้าสอบสามารถนำลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนด้วยกันมาหลายปีมาเข้าทดสอบได้ ทั้งยังไม่มีการจำกัดอายุ ดังนั้น ผู้เข้าสอบจำนวนมากจึงใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดนี้ด้วยการนำลูกศิษย์ที่พวกเขาสอนมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะลูกศิษย์ที่มีความสนิทสนมกันมาเข้าสอบ ทำให้ผ่านการทดสอบได้อย่างง่ายดาย…แต่สำหรับการทดสอบของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว จะไม่ง่ายแบบนั้น”
“สำหรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ผู้เข้าสอบจะต้องรับลูกศิษย์ใหม่ และภายในเวลา 10 วัน จะต้องทำให้พวกเขามีระดับความเชื่อใจมากกว่า 40 ให้ได้”
ผู้อาวุโสจูอธิบายกฎเกณฑ์ของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว
