Skip to content

Library Of Heaven’s Path 537


ตอนที่ 537 ความลื่นไหลของปัญญาญาณ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 นาทีก่อน…

หลังจากที่เดินเข้าไปในห้อง จางเซวียนก็มองไปรอบๆ

ห้องนั้นไม่ได้ใหญ่โตอะไร สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือชั้นวางอาวุธ มีทั้งดาบ หอก กระบี่ และอาวุธนานาชนิดเท่าที่นักรบสักคนจะจินตนาการได้

ผู้อาวุโสไป๋ยืนอยู่กลางห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เลือกอาวุธที่คุณถนัดได้เลย”

“อาวุธ?” จางเซวียนส่ายหน้า “ถ้าใช้อาวุธ ก็ยากที่จะไม่ทำให้ใครได้รับบาดเจ็บ ผมไม่ใช้ดีกว่า!”

อาวุธ 3 ชนิดที่เขาถนัดก็คือ ดาบ หอก และกระบี่ ซึ่งจางเซวียนก็เข้าถึงจิตวิญญาณของอาวุธทั้ง 3 ชนิดแล้ว เขาไม่คิดว่าแค่การทดสอบวรยุทธจะถึงกับต้องใช้อาวุธเหล่านั้น

“คุณ…”

ผู้อาวุโสไป๋หน้าตึง

ก็จริงอยู่ที่การใช้อาวุธจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ง่าย แต่คุณคิดว่าจะทำให้ผมบาดเจ็บได้อย่างนั้นหรือ?

เขาเลิกคิ้วอย่างไม่พอใจ

เด็กหนุ่มคนนี้ช่างคุยโวโอ้อวดเสียจริง

“ก็ได้ ในเมื่อคุณต้องการแบบนั้น แต่อย่าหาว่าผมไม่ออมมือให้ก็แล้วกัน!”

คร้านจะมีปากเสียงกับอีกฝ่าย ผู้อาวุโสไป๋ลดระดับวรยุทธจากนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดมาอยู่ที่ขั้น 1 -สูงสุด

“ผมลดระดับวรยุทธลงมาจนเท่ากับคุณแล้ว คุณเริ่มได้!”

ผู้อาวุโสไป๋ยืดแขนออกมาและเรียกจางเซวียนด้วยแววตาเย็นชา

ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 เขารู้สึกว่าออกจะเป็นเรื่องไม่งามที่จะใช้อาวุธกับนักรบผู้อ่อนแอกว่าที่ใช้มือเปล่า ผู้อาวุโสไป๋จึงดวลกับจางเซวียนด้วยมือเปล่าเช่นกัน

“คุณเริ่มก่อนเลย!” จางเซวียนโบกมือ

“คุณ…” ผู้อาวุโสไป๋เบิ่งตาโตด้วยความหงุดหงิด

นี่คุณแค่มั่นอกมั่นใจหรือเลยเถิดไปถึงขั้นหลงตัวเอง? ด้วยพละกำลังของผม หากผมโจมตีก่อน คุณจะไม่มีโอกาสตอบโต้แม้สักนิด นี่ให้โอกาสแล้วนะ คุณรู้บ้างไหม?

ใครก็น่าจะรู้ว่าผู้เข้าท้าชิงคนก่อนๆ พุ่งเข้าโจมตีเขาด้วยพละกำลังเต็มพิกัดทันทีที่การดวลเริ่ม ก็เพราะคนเหล่านั้นสร้างปราการด้วยการโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงทำให้ต้านทานการโจมตีของเขาได้กว่า 20 ครั้ง

คุณแน่ใจหรือว่าจะรับมือไหวหากปล่อยให้ผมโจมตีก่อน?

“ก็ได้!”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะเริ่ม ผู้อาวุโสไป๋เลิกคิ้วอีกครั้ง เขากระทืบเท้าและพุ่งเข้าใส่จางเซวียน

ฟิ้วววว!

ความเร็วอย่างน่าทึ่งนั้นทำให้เกิดภาพติดตา และในชั่วพริบตาเดียว เขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม

“เสร็จล่ะ!”

เห็นอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหลบ ผู้อาวุโสไป๋คำรามกร้าวและปล่อยฝ่ามืออันทรงพลังใส่เขา

วืด!

แต่ก็ต้องตะลึงพรึงเพริด เมื่อฝ่ามือนั้นวืด มันพุ่งเข้าใส่ความว่างเปล่า

ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง จางเซวียนหายไปจากสายตา

“อะไรกัน…”

ผู้อาวุโสไป๋หรี่ตาและรีบหันหลังกลับ ก็พอดีกับที่เห็นชายหนุ่มอยู่ตรงหน้า

ยังไม่ทันจะตั้งตัว เขาก็ถูกเตะเสยกระเด็นไปอัดกับผนัง ได้รับบาดเจ็บรุนแรงกว่าผู้อาวุโสอู๋ซึ่งเป็นเหยื่อรายแรกเสียอีก

ผู้อาวุโสไป๋กระอักเลือดกองใหญ่ออกมา ตอนนี้เขาถึงกับจังงัง

เทคนิคการต่อสู้ที่เขาเพิ่งสำแดงออกไปเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘โจรปล้นเงา’ เป็นเทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง

เทคนิคนี้เป็นกระบวนท่าอานุภาพรุนแรงที่ประกอบด้วยการบิดพลิ้วและพลิกแพลงนับไม่ถ้วน ซึ่งทำให้คู่ต่อสู้สับสน คู่ต่อสู้จะแยกแยะเกือบไม่ออกว่ากระบวนท่าไหนเป็นการโจมตีหลอกๆ และกระบวนท่าไหนเป็นของจริง

เขาคิดว่าการสำแดงเทคนิคนี้จะล่อลวงให้อีกฝ่ายงุนงงได้…นึกไม่ถึงเลยว่าหมอนั่นจะหลบทัน!

ที่ทำให้เขางุนงงหนักขึ้นอีกก็คือ…เทคนิคโจรปล้นเงาไม่ได้เหมือนกับเทคนิคการต่อสู้พื้นๆ ทั่วไปที่มีจุดเป็นจุดตายอยู่ที่หว่างขา รักแร้ หรือแผ่นหลัง แต่จุดเป็นจุดตายของ ‘โจรปล้นเงา’ อยู่ที่จุดชีพจรชิงหมิง!

จุดชีพจรนี้จะอยู่บริเวณหว่างคิ้ว ซึ่งแม้จะโดดเด่นและถูกโจมตีได้ง่าย แต่ก็เป็นเพราะเป็นบริเวณที่โดดเด่นและอ่อนไหว จึงทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าจุดอ่อนของเทคนิคนี้จะอยู่ตรงนั้น

มันเป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่ศิษย์สายตรงคนสนิทที่สุดและประธานคังก็ยังไม่รู้ แต่หมอนี่จู่โจมเข้าที่จุดเป็นจุดตายของเขาอย่างจัง…

เมื่อถูกโจมตีเข้าที่จุดเป็นจุดตาย พลังปราณทั่วทั้งร่างของเขาจึงแห้งเหือดไปทันที ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งลดระดับวรยุทธไปเมื่อครู่ หากต้องรับผลตีกลับจากพละกำลังที่ปล่อยออกไปตามระดับของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 สูงสุดล่ะก็ เขาคงตายไปแล้ว!

จะบ้าหรือไง!

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

เราเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดนะ! แล้วคู่ต่อสู้ก็เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -สูงสุดเท่านั้น ต่อให้เราลดระดับวรยุทธก็เถอะ แต่จะถูกสอยทีเดียวร่วงและเกือบตายเพราะแรงปะทะได้อย่างไร…

เรามาเพื่อวัดระดับพละกำลังของเขา แต่สุดท้าย…ต้านทานการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ยังไม่ได้!

ยิ่งคิด ผู้อาวุโสไป๋ก็ยิ่งอึดอัดขัดใจ เขาหงุดหงิดอย่างหนักเสียจนหน้าซีดเผือด

เมื่อกระเสือกกระสนลุกขึ้นจากผนังได้ ผู้อาวุโสไป๋ก็ตั้งต้นเรียกพลังปราณกลับคืน

ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็เดินเข้ามาถาม “ผู้อาวุโสไป๋ คุณไหวหรือเปล่า?”

“เออ!”

ผู้อาวุโสไป๋คำรามเครียดด้วยความอับอาย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัวได้ ชายหนุ่มก็บ่นพึม “เหตุผลที่ผมให้คุณเริ่มก่อน ก็เพราะอย่างน้อย คุณจะได้ต้านทานการโจมตีได้สัก 2 – 3 ครั้ง แต่สุดท้าย ครั้งเดียวก็ไปไม่รอดแล้ว คุณจะเหยาะแหยะไปหน่อยไหม?”

พลั่ก!

ผู้อาวุโสไป๋กระอักเลือดออกมา

ฉิบหาย! นี่ควรจะเป็นคำพูดของผมไม่ใช่หรือ?

ผมควรเป็นผู้ประเมินพละกำลังของคุณ แต่ทำไมต้องลงเอยด้วยการถูกเตะทีเดียวจอด…

ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาตวาดก้อง “หุบปาก!”

“หุบปาก? คุณยังคิดจะดวลต่อ?” ชายหนุ่มถาม

“ผม…”

ผู้อาวุโสไป๋ถึงกับเงียบกริบ เพราะตอนนี้เขาแน่นหน้าอกอย่างหนักเสียจนหายใจไม่ออก และหวิดจะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ

ท่วงท่าของอีกฝ่ายว่องไวราวสายฟ้า ซึ่งเขาย่อมหลบได้หากใช้พละกำลังเต็มพิกัด แต่ด้วยระดับวรยุทธที่ถูกลดลงมาให้เหลือเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1…

สิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสไป๋เซ็งกว่าเดิมก็คือ แม้การโจมตีครั้งก่อนจะทำให้เขาประหลาดใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่ตัวเองจะหลบลูกเตะของชายหนุ่มด้วยระดับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ได้เลย!

เพราะความกลมกลืนสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ท่วงท่านี้จึงว่องไวและทรงพลังมาก แถมหมอนั่นยังรู้จุดอ่อนของเขาด้วย ต่อให้เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสั่งสมกระบวนท่าไหนไว้บ้าง แต่แค่สองปัจจัยนี้ก็เกินพอที่จะยืนยันได้ว่าเขาต้องแพ้แน่ๆ

เขาถึงกับคิดว่า บางที…อาจจะเอาชนะหมอนี่ได้หากลดระดับวรยุทธลงไปอยู่ที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2!

พวกนั้นพูดกันไม่ใช่หรือว่าผู้เข้าท้าชิงคนนี้เป็นคนที่รับมือด้วยได้ง่ายที่สุด เพราะระดับวรยุทธที่อ่อนด้อย ผีห่าซาตานตัวไหนพูดออกมาวะนั่น…

“ออกไปซะ!”

เพราะกลัวว่าตัวเองจะโมโหจนช็อกตายกับคำพูดของอีกฝ่าย ผู้อาวุโสไป๋จึงไม่แยแสอาการบาดเจ็บ เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้อง

เมื่อเห็นผู้อาวุโสเดินออก จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้าและตามไปติดๆ

ด้วยความตะลึงพรึงเพริดกับภาพที่เห็น ประธานคังถึงกับสบถ เสียงของเขาทำให้ทุกสายตาหันขวับมามองที่ประตู ซึ่งภาพที่เห็นก็เล่นเอาพวกเขาตาค้างและแทบกระอักเลือดออกมา

ผู้อาวุโสไป๋กำลังเดินออกมาโดยเอามือกุมหน้าอกไว้ มีรอยเลือดเป็นทางออกจากมุมปาก และรอยเท้าสีแดงสดก็ประทับอยู่บนใบหน้า

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ผู้อาวุโสไป๋…บาดเจ็บ?”

“เขากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบจางเซวียนไม่ใช่หรือ?”

ทุกคนมองหน้ากันอย่างงุนงง

ผู้อาวุโสไป๋กำลังทดสอบจางเซวียน แต่ทำไมถึงมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าผู้อาวุโสอู๋เสียอีก?

ทั้งใบหน้า ทั้งรอยเท้า ทั้งสารรูป…โอยยย ไม่มองเสียจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจอ้วกแตกอ้วกแตนกันได้

“ผู้อาวุโสไป๋ เอ่อ…”

ประธานคังมองหน้าเขาอย่างประหลาดใจ

“ผม…” ถ้ามีร่องมีรูอยู่ตรงนั้น ผู้อาวุโสไป๋คงมุดลงไปแล้ว

“ผมเสียใจด้วย, ประธานคัง เป็นความผิดของผมเอง ผมควรจะออมมือสักหน่อย ก็แค่…นึกไม่ถึงว่าผู้อาวุโสไป๋ที่ลดระดับวรยุทธลงแล้วจะเหยาะแหยะขนาดนี้ ผมก็เลย…ควบคุมพละกำลังของตัวเองไม่อยู่ และทำให้เขาบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจ ต้องขออภัยเรื่องนั้นด้วย!” จางเซวียนเอ่ยขอโทษขอโพย

“เหยาะแหยะ?”

“ควบคุมพละกำลังของตัวเองไม่อยู่?”

“ทำให้บาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจ?”

ผู้เข้าท้าชิงคนอื่นๆ บนเวทีต่างมองหน้ากันตาค้างราวกับเห็นผี

ทั้งฟู่เสี่ยวเฉินและคุณชายโหลวฮวนที่เพิ่งจะกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่เมื่อครู่ก็มองหน้ากัน ต่างคนต่างตัวสั่น รู้สึกเหมือนจะเป็นลมล้มพับลงไปเดี๋ยวนั้น

พวกเขาคิดว่าหมอนี่คงหมดสภาพหลังถูกโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่สิ่งที่คิดไว้ก็ถูกเพียงครึ่ง มีคนหมดสภาพจริงๆ …แต่เป็นผู้อาวุโสไป๋!

นี่เราตาฝาดหรือเปล่า?

นั่นคือนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดนะ ทั่วทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักร เขาก็เป็นรองแค่ประธานคังเท่านั้น แต่ถูกเตะยอดหน้า…

ตอนที่พวกเขาดวลกับผู้อาวุโสไป๋ ก็ต้องเค้นพลังงานและพละกำลังจนหยาดหยดสุดท้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรับมือกับการโจมตีได้เพียง 30 ครั้ง ส่วนหมอนี่โค่นผู้อาวุโสได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว…

ต่างคนต่างหน้ามืด ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง

“เอ่อ…”

ประธานคัง ปรมาจารย์สู่ว และปรมาจารย์หลิวก็อ้าปากค้าง พวกเขาพากันจับจ้องผู้อาวุโสไป๋ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าอย่างจนปัญญา ก็รู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาด ถ้าพวกเขาตายลงไปตอนนี้ก็คงไม่ประหลาดใจเท่าไรนัก

ทั้งสามเพิ่งเห็นพ้องกันว่าการที่ปรมาจารย์จางยกระดับวรยุทธอย่างพรวดพราดคงทำให้เขาต้านทานการโจมตีของผู้อาวุโสไป๋ได้ไม่เกิน 10 ครั้ง เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผู้อาวุโสไป๋ต่างหากที่เหยาะแหยะเกินไปสำหรับอีกฝ่าย…

“เอาล่ะ ในเมื่อปรมาจารย์จางเสร็จสิ้นการทดสอบแล้ว…ผมก็จะประกาศผล!”

การต้องถอนคำพูดอีกครั้งทำให้ประธานคังหน้าแดงก่ำ “อันดับ 1 จางเซวียน, อันดับ 2 ฟู่เสี่ยวเฉิน, อันดับ 3 คุณชายโหลวฮวน, อันดับ 4 เฟิงมั่วเซิน และตู๋หู่…”

และแล้วก็ได้อันดับ 1 อีกครั้ง จางเซวียนได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาคือม้ามืดตัวจริงของการแข่งขันรอบคัดเลือก

จะทำอะไรได้นอกจากมอบอันดับ 1 ให้…การทดสอบวัดผลจากจำนวนการโจมตีที่แต่ละคนสามารถต้านทานผู้อาวุโสไป๋ แต่เขาไปไกลถึงขนาดจัดการอีกฝ่ายเสียอยู่หมัด ความแตกต่างระหว่างจางเซวียนกับผู้เข้าท้าชิงคนอื่นๆ นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ถึงอย่างไรก็ต้องยกตำแหน่งให้เขา!

“เอาล่ะ ไปที่การทดสอบด่านที่ 3!”

รู้ดีว่าหากยังอ้อยอิ่งอยู่กับเรื่องนี้ ก็ไม่มีทางจบสิ้น ประธานคังจึงกวาดสายตามองบรรดาผู้ชมและตัดสินใจประกาศ

“การทดสอบ 2 ด่านแรกได้ครอบคลุมเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณและระดับวรยุทธ แม้ 2 ปัจจัยที่ว่ามาจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงพื้นฐานของการเป็นปรมาจารย์ ส่วนการที่จะได้เป็นปรมาจารย์ตัวจริงผู้โดดเด่นหรือไม่นั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญในศิลปะของการถ่ายทอดความรู้ด้วย”

“ซึ่งเราจะประเมินสิ่งนี้กันในการทดสอบด่านที่ 3”

“สำหรับการทดสอบทั่วไป ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ โดยเข้าไปเป็นอาจารย์ในโรงเรียน และสอนลูกศิษย์เป็นระยะเวลาหลายเดือนจนถึง 2 ปี จากนั้น ลูกศิษย์ของผู้เข้ารับการทดสอบแต่ละคนจะต้องมาแข่งขันกันเพื่อประเมินความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ แต่ในเมื่ออีกเพียง 2 เดือน การประลองปรมาจารย์ก็จะเริ่มแล้ว เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ผมจึงคิดค้นการทดสอบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเพื่อนำมาใช้วัดความสามารถในการถ่ายทอดความรู้”

“มันคือ…ความลื่นไหลของปัญญาญาณ” ประธานคังประกาศ

“ความลื่นไหลของปัญญาญาณ มันคืออะไร?”

“ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ก็เคยได้ยินคำว่าปัญญาญาณนะ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันคือความสามารถที่จิตรกรจะได้รับเมื่อพวกเขามีระดับสูงกว่า 5 ดาวขึ้นไป มันเป็นความสามารถในการถ่ายทอดสติปัญญาเข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในภาพวาด ทำให้พวกมันสามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณในอากาศ และนำมาใช้ในการดำรงชีวิตของตัวเองได้นาน”

“พอคุณพูดขึ้นมา ผมก็จำได้ว่าเป็นอย่างนั้น และภาพวาดที่ว่าก็จะจัดเป็นภาพวาดขั้น 6!”

“ใช่แล้ว การพรรณนาเสมือนจริง, ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ, การถ่ายทอดเจตจำนง, ประหนึ่งหยุดลมหายใจ, การรังสรรค์จิตวิญญาณ และปัญญาญาณ…มีแต่จิตรกรระดับ 5 ดาวเท่านั้นที่มีความสามารถในการวาดภาพขั้นนี้ แล้วก็โชคร้ายที่ในสมาพันธ์นานาอาณาจักร…ก็ไม่มีใครที่มีความสามารถขนาดนั้น!”

“ในเมื่อปัญญาญาณคือความสามารถของจิตรกรระดับ 5 ดาว แล้วความลื่นไหลของปัญญาญาณคืออะไร? มันจะประเมินความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ของคนๆ หนึ่งได้ด้วยวิธีไหนกัน?”

บรรดาผู้ชมแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างงุนงง ไม่มีใครเข้าใจแนวคิดเรื่องความลื่นไหลของปัญญาญาณ

แม้แต่จางเซวียนก็ขมวดคิ้ว

แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ เพราะเมื่อรู้เนื้อหาของการทดสอบ คุณชายโหลวฮวนหน้าตาผ่องใสขึ้นทันทีด้วยความยินดีปรีดา เขากำหมัดแน่น

ในฐานะจิตรกรระดับ 3 ดาว การทดสอบด่านนี้ทำให้เขาได้เปรียบอย่างมาก

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version