ตอนที่ 560 ความโลภบงการหัวใจมนุษย์
ไม่มีใครคาดคิดว่าเงื่อนไขของอีกฝ่ายจะง่ายดายขนาดนั้น
ทั้งการชิงตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์นานาอาณาจักร, การยกระดับวรยุทธให้ไปถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด, และการสังหารนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -ขั้นต้น หนึ่งคน…ไม่มีคนสติดีคนไหนจะเมินข้อเสนอแบบนี้
เมื่อเปรียบเทียบกับกับจดหมายลายมือปรมาจารย์ขง เรื่องแค่นี้ไม่ได้สลักสำคัญเลย
“ทุกท่าน ใจเย็นก่อน!” ขณะที่ทุกคนกำลังออกความเห็นอย่างตื่นเต้น พยายามจะแย่งชิงกันให้ได้ ติงหงก็กวาดสายตาไปยังกลุ่มผู้ฟังและพูดต่อ “ให้ผมพูดให้จบก่อน แล้วพวกคุณค่อยตัดสินใจ!”
ทั้งห้องเงียบกริบในทันที
“แม้บุคคลที่ผมอยากให้สังหารจะไม่ได้แข็งแกร่งมากมาย แต่ตัวตนของเขาออกจะพิเศษอยู่สักหน่อย เขาเป็นปรมาจารย์…และได้เป็นตัวแทนของสมาพันธ์นานาอาณาจักรในการเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ด้วย!” ติงหงพูด
“ปรมาจารย์ที่เป็นตัวแทนของสมาพันธ์? คุณหมายถึง…ปรมาจารย์จางเซวียนที่เพิ่งมีชื่อเสียงเร็วๆนี้น่ะหรือ?”
ทุกคนผงะ
ถึงพวกเขาจะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายในเรื่องตัวแทนของสมาพันธ์ แต่ก็ได้ยินชื่อเสียงของจางเซวียน
ทั้งที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี แต่ก็ได้อันดับ 1 ในการแข่งขันรอบคัดเลือก และกลายเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวในทันที เรื่องนี้สร้างความคึกโครมไปทั่วเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร
จะให้ฆ่าคนระดับนั้น แถมยังเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวด้วย?
พวกที่เพิ่งจะยิ้มแป้นไปหมาดๆพากันหุบยิ้มทันควัน
มีกฏข้อห้ามไม่ให้ปรมาจารย์สังหารใคร หากทางสำนักงานใหญ่รู้เข้า หายนะต้องตามมาแน่
อีกอย่าง เจ้าหนุ่มคนนั้นก็กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง หากเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับเขา ผู้ที่น่าสงสัยที่สุด ย่อมจะเป็นพวกเขาเอง
เจ้าสำนักหลัวฮวงขมวดคิ้วและตั้งคำถาม “คุณมีเหตุขุ่นเคืองใจอะไรกับปรมาจารย์จาง?”
ถึงจะมีข้อห้ามไม่ให้ปรมาจารย์สังหารใคร แต่ทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น สามารถทำได้หากเข้าเงื่อนไขอย่างน้อย 1 ใน 3 ข้อนี้
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินไปถึงจุดที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยได้
ปรมาจารย์ผู้นั้นได้กระทำการใดๆที่ขัดต่อหลักจริยธรรมของปรมาจารย์
ปรมาจารย์ผู้นั้นแสดงความกระด้างกระเดื่องอย่างรุนแรงต่อปรมาจารย์ระดับสูงกว่า ทั้งด้วยกิริยาและคำพูด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานของสภาปรมาจารย์ : ขาดความสัมพันธ์ฉันมิตร-ฆ่า!…ขาดศีลธรรมจริยธรรม-ฆ่า!…ขาดความเคารพ-ฆ่า!
ในฐานะบุคคลผู้เป็นต้นแบบ ปรมาจารย์ถูกคาดหวังให้ทำตัวสูงส่งตามค่านิยมที่กล่าวมา และด้วยเหตุผลนี้ สภาปรมาจารย์จึงเป็นที่เคารพของผู้คนทั่วทั้งทวีป
ติงหงกัดฟันกรอดและคำรามกร้าว “เขาฆ่าหลานชายของผม และทำลายเมืองของผมจนวายวอด ตราบใดที่เขายังไม่ตาย…ความแค้นของผมก็ไม่มีวันสิ้นสุด!”
สำหรับผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติของเมืองอย่างตัวเขา ที่ต้องลงเอยด้วยการระหกระเหินไปทั่วราวกับคนเร่ร่อน ไม่กล้าที่จะกลับถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองเสียด้วยซ้ำ…ทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นความผิดของมัน!
“ความแค้นของคุณไม่มีวันสิ้นสุดหากเขาไม่ตาย? ดี!”
เห็นชายชราไม่มีทีท่าจะมุสา เจ้าสำนักหลัวฮวงถอนใจอย่างโล่งอก “ผมช่วยคุณให้ยกระดับวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 เร็วๆนี้ได้ เพื่อคุณจะได้ไปแก้แค้นด้วยตัวเอง คุณจะว่าอย่างไร?”
ในเมื่ออีกฝ่ายมีความแค้นแสนสาหัสกับปรมาจารย์จาง ด้วยเงื่อนไขข้อแรกที่ต้องสังหารปรมาจารย์ เจ้าสำนักหลัวก็พอจะเลี่ยงบาลีได้ด้วยการยกระดับวรยุทธให้อีกฝ่าย เพื่อเขาจะได้ไปลงมือแก้แค้นเอง
เพราะด้วยความขัดแย้งระหว่างคนทั้งคู่ ตราบใดที่เป็นการดวลอย่างยุติธรรม สภาปรมาจารย์ก็ไม่อาจลงโทษเขาได้
“จริงด้วย!”
“ทำไมเราคิดไม่ถึง?”
“เจ้าสำนักหลัวช่างปราดเปรื่องเสียจริง…”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนพากันตบหน้าผาก
ตราบใดที่พวกเขาไม่ออกโรงด้วยตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ต่อให้ทางสำนักงานใหญ่อยากเอาผิดใครสักคน ความผิดก็ไม่มีทางตกมาถึงพวกเขา
“เป็นความคิดที่ดี แต่…หมอนั่นมีบางอย่างที่ประหลาดเอามากๆ ผมเกรงว่าจะสู้เขาไม่ได้!”
ติงหงส่ายหน้า
ข้อเสนอของอีกฝ่ายก็เย้ายวนใจไม่น้อย แต่หากต้องสู้กับจางเซวียนด้วยตัวเอง เขารู้ดีว่าหมอนั่นมีวิธีการที่ล้ำลึกเกินไป
ขนาดตอนนั้นตัวเขาเป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 ก็ยังพ่ายแพ้ให้อีกฝ่ายซึ่งเป็นแค่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ติงหงรู้ตัวว่า ต่อให้ตัวเขาสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 ก็ยังสู้กับจางเซวียนไม่ได้
ซึ่งหากเกิดการดวลกันขึ้นมา ก็เป็นเขาที่จะต้องพ่ายแพ้
“คุณกลัวว่าตัวเองจะสู้ไม่ไหว ก็เลยอยากให้พวกเราจัดการแทน?”
หลัวฮวงขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว!” ติงหงพยักหน้า
“เอ่อ…” ผู้ฟังต่างเงียบกริบ
ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนธรรมดาสามัญ การสังหารเขาคงไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา แต่นี่เป็นถึงตัวแทนผู้เข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังด้วย
หากพวกเขาทำอะไรไป สภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรจะต้องตอบโต้อย่างแน่นอน และเมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงสำนักงานใหญ่ ต่อให้สำนักเมฆเหินซึ่งแข็งแกร่งที่สุดก็คงรับมือกับผลที่ตามมาไม่ไหว
“ผมจะพูดตามตรงนะ ตอนนี้จดหมายลายมือปรมาจารย์ขงไม่ได้อยู่กับผม ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ขอแค่เขาสัญญาว่าจะยอมทำตามเงื่อนไขของผม ผมจะบอกเขาเลยว่ามันอยู่ที่ไหน”
เห็นความลังเลของผู้ฟัง ติงหงสำทับ
“สำหรับพวกเรา การชิงตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์และยกระดับวรยุทธของคุณไม่ใช่เรื่องยากเลยแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์จาง…จะก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงตามมา ต่อให้สำนักเมฆเหินของผมก็ยังต้องใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี!”
เจ้าสำนักหลัวฮวงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ก็ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมคุณไม่บอกมาก่อนว่าจดหมายนั้นอยู่ที่ไหน? แล้วพวกเราจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันถึงสิ่งที่จะดำเนินการต่อไป หากเรามองว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยง คุณก็วางใจเราได้เลย แต่ถ้าไม่…เราก็ยังสามารถทำตามเงื่อนไขอีกสองข้อที่เหลือให้คุณได้”
การสังหารปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เรื่องนี้ไม่อาจเร่งรีบตัดสินใจ พวกเขาจึงคิดจะวางเรื่องนี้ไว้ก่อน และหันไปสนใจเรื่องที่อยู่ของจดหมายฉบับนั้น
“จริงด้วย ไม่ต้องกังวลไป พวกเราอยู่ที่นี่กันมากมาย เราไม่ทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตัวเองกับเรื่องเล็กๆแบบนี้หรอก!” เจ้าสำนักอีกคนหนึ่งพูด
“อีกอย่าง จดหมายก็ไม่ได้อยู่ในมือคุณ นั่นทำให้ข้อมูลของคุณน่าเชื่อถือน้อยลงนะ” อีกคนหนึ่งเสริม
ถ้าจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงอยู่ในมือของชายชราคนนี้จริงๆ ต่อให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ มันก็ยังคุ้มค่าที่จะเสี่ยง แต่ในเมื่อจดหมายอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้…ข้อมูลเพียงน้อยนิดไม่อาจรับประกันได้ว่าพวกเขาจะได้จดหมายมาจริงๆ และในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็คงต้องคิดกันหนักหน่อย
อีกอย่าง หากมีคนเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ ก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ในเมื่อคนมากมายรู้กันหมดแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับปรมาจารย์จาง ก็มีโอกาสสูงที่ข้อมูลนี้จะรั่วไหล ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น…ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ได้จดหมายลายมือปรมาจารย์ขง แต่ยังจะนำหายนะมาให้สำนักของตัวเองด้วย
“ผมเชื่อมั่นในเกียรติยศของปรมาจารย์ทุกคนที่นี่ ขอพูดความจริงนะ จดหมายลายมือปรมาจารย์ขงน่ะ ตอนนี้อยู่กับจางเซวียน เขาขโมยมันไปจากผม ถึงกับตัดแขนของผมไป…ขอแค่คุณสังหารเขา ก็จะได้จดหมายฉบับนั้นมาอย่างแน่นอน!”
ติงหงพูดตามบทที่เสกสรรปั้นแต่งไว้ล่วงหน้า
“ปรมาจารย์จางขโมยจดหมายฉบับนั้นไปจากคุณ?”
“ถึงกับตัดแขนคุณด้วย?”
ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะลิงโลด
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาบอกได้ว่าติงหงไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด…แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญแล้ว
เพราะเรื่องใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็คือการที่เขายืนยันว่าจางเซวียนเป็นผู้ขโมยจดหมายฉบับนั้นไป
ซึ่งนั่นก็คือการฝ่าฝืนหลักจริยธรรมของปรมาจารย์ เป็นข้อหาร้ายแรงพอที่จะสังหารเขาได้
“บอกมาให้ละเอียดซิ ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ปรมาจารย์จางก็ได้ฝ่าฝืนหลักจริยธรรมของปรมาจารย์แล้ว ในฐานะปรมาจารย์ พวกเรามีหน้าที่ที่จะต้องกำจัดแกะดำอย่างเขา!” เจ้าสำนักหลัวฮวงประกาศด้วยมาดของผู้ผดุงความชอบธรรม
“จริงด้วย! หากคุณยังมีความแค้นอื่นใดอีก พูดมาเลย ทุกคนในที่นี้เป็นปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติ หากใครทำลายสถานภาพของตัวเองด้วยการทำร้ายคุณ พวกเราจะชดเชยความเสียหายให้เอง!”
“คนแบบนั้นไม่ควรได้ลอยหน้าอยู่ในสภาปรมาจารย์!”
ปรมาจารย์อีก 2 คนสำทับ
ผู้ฟังส่วนใหญ่รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเจ้าสำนักหลายคน ก็ได้แต่ถอนใจและส่ายหน้า
ขนาดพวกเขาเองก็ยังรู้สึกถึงความเย้ายวนใจอันยากจะต้านทานไหวของจดหมายลายมือปรมาจารย์ขง
“ในเมื่อพวกคุณสนใจ ผมจะเล่าล่ะนะ!”
ติงหงตั้งต้นทบทวนเรื่องราวด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ “จดหมายนั้นเป็นมรดกตกทอดของตระกูลฉู่ และตระกูลติงของเราก็เป็นเพื่อนสนิทกับตระกูลฉู่มาหลายชั่วอายุคน อันที่จริง ครั้งหนึ่งเราเคยปกครองอาณาจักรชวนหยวนร่วมกันด้วยซ้ำ แต่โชคร้ายที่ตระกูลฉู่ค่อยๆเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จนเมื่อ 3 ปีก่อน…ทายาทรุ่นสุดท้ายของตระกูลฉู่ได้มาหาผม และฝากฝังมรดกชิ้นนี้ไว้กับตระกูลติงของเราก่อนจะเสียชีวิตไป”
ดวงตาของติงหงแดงก่ำขึ้นอีกด้วยฤทธิ์โทสะ “แต่ใครจะรู้ว่าจางเซวียนล่วงรู้ความลับข้อนี้ เขาบุกเข้ามาในพิธีสถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ของหลานชายผม สังหารเขา และขโมยจดหมายฉบับนั้นไป เขาถึงกับพยายามจะฆ่าปิดปากผมด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะศิลปะการเอาตัวรอดที่ฝึกฝนมา ผมคงตายไปแล้ว!”
ติงหงกัดฟันกรอดและคำรามอย่างโกรธแค้น “เพื่อปกปิดความชั่วร้ายเรื่องจดหมายลายมือปรมาจารย์ขง เขาสร้างข้อแก้ตัวขึ้นมาสารพันเพื่อให้การกระทำของเขากลายเป็นเรื่องถูกต้อง! โชคดีที่สวรรค์เมตตา ทำให้ผมรอดชีวิตจากวิกฤตครั้งนั้น ไม่อย่างนั้น…คงไม่มีโอกาสได้เปิดเผยความจริง!”
ในเมื่อบุคคลที่เขาต้องการสังหารเป็นถึงปรมาจารย์ ติงหงรู้ดีว่าต้องมีเหตุผลรองรับที่เพียงพอ
เขาจึงเสกสรรปั้นเรื่องอย่างสวยงาม
อันที่จริง เป็นตระกูลติงของเขาเองที่พยายามขโมยจดหมายฉบับนั้นจากลู่ชง แต่เขาบิดเบือนเรื่องจริงโดยโบ้ยความผิดทุกอย่างให้จางเซวียน ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ปรมาจารย์เหล่านี้ยินยอมสังหารจางเซวียนแทนเขา
“บังอาจ! ในหมู่พวกเรามีคนแบบนี้ได้อย่างไร?”
“คนไร้ศีลธรรมเป็นปรมาจารย์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เขาต้องได้รับบทเรียน! ต้องทำให้เขารู้ว่าปรมาจารย์ควรมีคุณลักษณะแบบไหน…”
“เรื่องนี้อธิบายได้เลยว่าทำไมสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรถึงรั้งท้ายมาตลอด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชำระสะสาง เพื่อกำจัดค่านิยมที่ไม่ถูกต้องออกไป!”
เมื่อได้ฟังติงหง เหล่าปรมาจารย์ก็พากันโกรธแค้น
“เจ้าสำนักหลัว ผมขอเสนอให้เราไปหาจางเซวียนทันทีเพื่อให้เขาอธิบายเรื่องนี้!”
“ใช่แล้ว! เราควรสั่งให้เขาคืนจดหมายฉบับนั้นมาด้วย ถือเป็นการดูถูกปรมาจารย์ขงอย่างร้ายแรงที่ปล่อยให้มรดกตกทอดของเขาตกไปอยู่ในมือคนไร้ศีลธรรมแบบนั้น!”
“ถูกต้อง! ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณ…”
ทุกสายตาจับจ้องที่เจ้าสำนักหลัวฮวง
“ที่พวกคุณพูดมาล้วนมีเหตุผล ปรมาจารย์มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการชี้แนะผู้อื่น แต่ก็แน่นอนว่าเราจะฟังความข้างเดียวไม่ได้ ต้องฟังคำชี้แจงของปรมาจารย์จางด้วย ถ้าเขาทำสิ่งใดที่เป็นการขัดหลักจริยธรรมของปรมาจารย์จริงๆ ก็ปล่อยให้เขาลอยนวลไปไม่ได้ ถึงสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรจะเข้าข้างเขาก็เถอะ!”
เจ้าสำนักหลัวสะบัดแขนเสื้อขณะที่ประกาศความชอบธรรม
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาเขากัน!”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
“ได้สิ”
นัยน์ตาของติงหงฉายแววโหดเหี้ยม
“ปรมาจารย์จางพักอยู่ในบ้านพักรับรองแขกในอาณาบริเวณของสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์ ผมรู้ว่าอยู่ที่ไหน ให้ผมนำทางไปก็แล้วกัน” ปรมาจารย์คนหนึ่งตะโกนขณะที่ก้าวออกมา
เมื่อทุกคนได้ข้อสรุปแล้ว ทั้งกลุ่มก็เดินออกจากศาลาจับตามหานที และมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของจางเซวียน
เห็นแถวยืดยาว หลัวชุนก็อดส่ายหน้าไม่ได้
ในเมื่อทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงอยู่กับปรมาจารย์จาง แล้ว ‘การแข่งขัน’ ครั้งนี้มันจะยุติธรรมได้อย่างไร?
ไม่ว่าปรมาจารย์จางจะยอมรับหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยก็คือเขาไม่มีทางเก็บรักษาจดหมายฉบับนั้นไว้ได้อย่างแน่นอน
