Skip to content

Library Of Heaven’s Path 565


ตอนที่ 565 ผมขอประกาศความผิดของพวกคุณ!

ผู้ที่สำเร็จวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 -การเรียงร้อยสวรรค์เท่านั้นที่สามารถลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ แต่การ ‘ลอยตัว’ ที่ว่าก็จำกัดอยู่แค่การเคลื่อนที่แนวดิ่ง และอยู่ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นการบินได้

ผู้ที่จะ ‘บินได้’ จริงๆ จะต้องสำเร็จวรยุทธระดับกึ่งเซียนเป็นอย่างน้อย

สูงกว่าวรยุทธ 9 ขั้นแรกคือนักรบเหนือมนุษย์ และที่สูงไปกว่า 9 ขั้นของนักรบเหนือมนุษย์ก็คือเซียน

แต่ถึงแม้นักรบระดับกึ่งเซียนก็ยังมีความสามารถในการบินแค่ระดับพื้นฐาน การบินหลบหลีกฉวัดเฉวียนยังทำได้จำกัดมาก

แต่บุคคลที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาสามารถเดินกลางอากาศได้ราวกับมีขั้นบันไดที่มองไม่เห็นรองรับเอาไว้ เขายืนจังก้าอยู่ตรงนั้นราวกับเทพเจ้าผู้องอาจ สร้างความน่าสะพรึงอย่างหนักหน่วงให้กับผู้พบเห็น

ยิ่งไปกว่านั้น รังสีที่เขาแผ่ออกมายังทรงพลังถึงขนาดที่แม้แต่พวกเขาก็ประเมินพละกำลังไม่ได้ แรงกดดันมหาศาลพุ่งตรงเข้ากดดันจิตวิญญาณของทุกคน ทำให้พวกเขาต้องยอมจำนนและก้มหัวให้

ความกดดันที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับร่างกายของพวกเขา แต่มันยังพุ่งเข้าทิ่มแทงจิตวิญญาณ ราวกับโดนภูเขามหึมาโถมทับ ทุกคนหมดหนทางตอบโต้อย่างสิ้นเชิง

มีแต่ผู้ที่สำเร็จวรยุทธเหนือกว่าระดับกึ่งเซียน ระดับเซียนใหม่ หรือระดับเซียนตัวจริงเท่านั้นถึงจะมีพละกำลังขนาดนี้!

ขนาดในจักรวรรดิฮ่วนหยูก็ยังหาผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ไม่ได้สักคน…ทำไมจู่ๆ ถึงมาปรากฏตัวที่นี่?

และเท่าที่เห็น ก็เหมือนว่า…เขาจะเข้าข้างจางเซวียนด้วย?

เจ้าสำนักหลัวฮวงกับคนอื่นๆ รู้สึกเหมือนถูกจับเอาหัวใจจุ่มลงไปในน้ำเย็นจัด ทุกคนหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ทีท่าเย่อหยิ่งโอหังที่เคยมีหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

พวกเขาคิดว่าจางเซวียนเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีความใหญ่โตอะไร แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็กลายเป็นอสูรดึกดำบรรพ์ที่พร้อมจะฉีกกระชากพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ

ขณะที่ทุกคนพากันเข่าอ่อนด้วยความพรั่นพรึง ซุนฉางก็พึมพำออกมาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ “นายท่าน…”

ใครกันที่จะเก่งกาจถึงขนาดยืนกลางอากาศได้ ถ้าไม่ใช่นายท่านของเขา, หยางชวน?

เขาคิดว่าตัวเองคงต้องตายแน่ แต่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ นายท่านก็มาช่วยชีวิต

“นี่คือ…ปรมาจารย์หยาง?”

เชวอีเย่าที่บาดเจ็บสาหัสจ้องมองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่กลางอากาศ หัวใจของเธอสั่นสะท้านและใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมซุนฉางถึงมั่นอกมั่นใจนักหนา ปรมาจารย์หยางก็คู่ควรกับความมั่นใจของเขาจริงๆ !

ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าแม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว เขาต้องเยียวยารักษาจิตวิญญาณของเธอให้สมบูรณ์ดังเดิมได้อีกครั้ง!

“สู่วฟันกับหลิวหยู่เหิงคารวะปรมาจารย์หยาง!”

ขณะที่ทุกคนต่างเงียบกริบด้วยความตะลึง สองร่างก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิว

แม้ทั้งคู่จะได้ข่าวพร้อมๆ กับประธานคัง แต่ด้วยระดับวรยุทธที่อ่อนด้อยกว่า จึงมาถึงช้า

ซึ่งทันทีที่มาถึง ก็เห็นภาพงามสง่าของปรมาจารย์หยางที่ลงมาจากสรวงสวรรค์ พวกเขาถึงกับใจสั่นและลนลานประสานมือคารวะ

ทั้งคู่รู้อยู่แล้วว่าปรมาจารย์หยางต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นอย่างน้อยตั้งแต่ได้เห็นอีกฝ่ายใช้ดวงตาหยั่งรู้เป็นครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้น ก็เพิ่งมีโอกาสได้เห็นพละกำลังของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นครั้งแรกเช่นกัน ซึ่งมันก็น่าสะพรึงเหลือเกิน

ไม่มีทางที่จะต้านทานอีกฝ่ายได้เลย!

“ผู้อาวุโส คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”

เจ้าสำนักหลัวฮวงสงบสติอารมณ์และประสานมือคารวะ แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็รู้สึกถึงกระแสของพลังจิตวิญญาณที่พุ่งเข้าใส่เขาอย่างหนักหน่วง แทบจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ

พลั่ก!

หลัวฮวงกระอักเลือดออกมากองใหญ่และถอยไปแปดก้าว

ถึงสภาพร่างกายจะไม่ได้บาดเจ็บมากมาย แต่จิตวิญญาณของเขาได้รับความบอบช้ำอย่างสาหัส

จิตวิญญาณแตกต่างจากกายเนื้อ บาดแผลของร่างกายสามารถเยียวยาได้ด้วยการกินยาเม็ดและใช้พลังปราณรักษา แต่บาดแผลที่เกิดกับจิตวิญญาณนั้นจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามกาลเวลา ซึ่งบาดแผลนี้ สำหรับตัวเขา…ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ศตวรรษกว่าจะหายดี!

ซึ่งหลัวฮวงก็รู้ดีว่า…เขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น

เพียงเท่านี้ อีกฝ่ายก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว ตัดหนทางก้าวหน้าในวรยุทธของเขาไปจนหมดสิ้น นี่ต้องเป็น…พละกำลังของเซียน?

เจ้าสำนักหลัวฮวงหน้าซีดตัวสั่นด้วยความพรั่นพรึง

หลังจากสั่งสอนเจ้าสำนักหลัวฮวงจนบาดเจ็บแล้ว ชายวัยกลางคนบนฟ้าก็กวาดสายตาเย็นเยียบไปรอบๆ

“ผม, หยางชวน ปรารถนาชีวิตอิสระ จึงแทบไม่นำตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลก ผมไม่สนใจในสิ่งที่ลูกศิษย์ของผมทำ และไม่สนใจกับสิ่งที่พวกคุณทำเหมือนกัน แต่ดูเหมือนพวกคุณจะมองความเฉยเมยของผมเป็นความอ่อนแอ และพยายามจะข้ามหัวผมให้ได้ คิดจะท้าทายผม…เอาความกล้าบ้าบิ่นแบบนั้นมาจากไหน?”

น้ำเสียงนั้นไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง แต่มีพลังและอำนาจในแบบที่สามารถทำลายล้างใครก็ตามที่คิดจะต่อต้านแม้เพียงเล็กน้อย

“พวกเราไม่บังอาจ…”

เจ้าสำนักหลัวฮวงกับคนอื่นๆ ลนลานประสานมือคารวะและก้มหัวคำนับ ทุกคนหน้าซีดปากสั่น น้ำตาก็เจียนจะไหลอยู่รอมร่อ

นี่คือ…อาจารย์ของจางเซวียน?

ใครกันวะที่พูดว่าเขาเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว?

ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวยังไม่แข็งแกร่งเท่านี้เลย…

“ไม่บังอาจ? แต่ที่เห็นมันไม่ใช่นะ…”

หยางชวนสะบัดแขนเสื้อ “พวกคุณบุกเข้ามาในบ้านพักของผม ซึ่งหากผมนิ่งเฉย พวกคุณจะสังหารพ่อบ้านกับบรรดาศิษย์หลานของผมหรือเปล่า?”

ทุกคนตัวสั่น

อันที่จริงพวกเขาก็คิดจะทำแบบนั้น

แต่…ถ้ารู้เสียก่อนว่าอาจารย์ของจางเซวียนจะน่าสะพรึงขนาดนี้…จะไม่มีวันบุกมาถึงนี่เลย

“พวกเรา…พวกเราไม่รู้ว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับผู้อาวุโส ขออภัยในความบื้อใบ้ของพวกเราด้วย…” เจ้าสำนักหลัวฮวงกัดฟันพูด

“ไม่รู้? ที่พูดและทำมาทั้งหมดนั่น คิดจะใช้ความไม่รู้มาอ้างความชอบธรรมให้การกระทำของตัวเองหรือ?” หยางชวนเลิกคิ้ว

เจ้าสำนักหลัวฮวงลนลานอธิบายด้วยปากคอสั่น “เป็นเพราะ…ติงหงคนนี้ไปตามหาพวกเรา! เขาบอกว่ามรดกตกทอดในตระกูลของเขาถูกปรมาจารย์จางขโมยไป…”

เขานึกสาปแช่งติงหงเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง

ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนี่เอาเรื่องจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงมายั่วยุให้พวกเขาเกิดความโลภ ทุกคนก็คงไม่ต้องมาอยู่ตรงนี้

หากไม่คิดจะหาเรื่องปรมาจารย์จาง ก็คงไม่ต้องมาเจอกับปรมาจารย์หยาง

“จดหมายลายมือปรมาจารย์ขง? คุณก็พูดถูกนะ มันอยู่กับผม อยากได้ไหมล่ะ?” หยางชวนมองหน้าเจ้าสำนักหลัวฮวงด้วยสายตาเย็นเยียบ

“ผมไม่บังอาจ…” หลัวฮวงตอบเสียงสั่นๆ

อยากได้ก็อยากอยู่ แต่ให้เอาไปจากเขา…ก็ล้อเล่นน่ะ!

“จดหมายลายมือปรมาจารย์ขงเป็นมรดกตกทอดในตระกูลของฉู่ชง, ศิษย์หลานของผม เจ้าหลานชายของติงหงคนนี้, ติงมู่ ได้ทำร้ายเขาจนได้รับบาดเจ็บและอยู่ในภาวะโคม่า ด้วยความโกรธแค้น จางเซวียนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของผมจึงสังหารติงมู่และกวาดล้างทั้งราชวงศ์ของอาณาจักรซวนหยวนจนวายวอด…แต่เพื่อสร้างความชอบธรรม เขาได้เข้าท้าชนสภาปรมาจารย์กับประธานสภาปรมาจารย์ที่นั่น และผ่านด่านการทดสอบทั้งหมดแล้ว!”

หยางชวนหรี่ตา “แต่ทำไม…สิ่งที่ออกจากปากคุณถึงกลายเป็นว่าเขาตั้งใจฝ่าฝืนจริยธรรมของปรมาจารย์?”

ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป ปรมาจารย์จะยึดถือหลักศีลธรรมจริยธรรมเป็นอันดับ 1 และการทำลายล้างอาณาจักรของใครสักคนก็ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด แต่จางเซวียนมีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น และได้ทำตามขั้นตอนและกระบวนการที่สภาปรมาจารย์กำหนดไว้จนเสร็จสิ้นแล้ว ต่อให้ทางสำนักงานใหญ่สืบสาวเรื่องนี้ ก็ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะกล่าวโทษได้

“ผม…”

เจ้าสำนักหลัวฮวงใบ้กิน

ในเมื่อประธานคังยังไม่รู้เรื่อง แล้วตัวเขาที่เป็นคนนอกจะรู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร?

แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงเซียนและปรมาจารย์ระดับสูง คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะโป้ปดมดเท็จ แม้จะเพื่อประโยชน์ของลูกศิษย์ตัวเองก็ตาม

“ในฐานะปรมาจารย์ ไม่เพียงแต่คุณจะไม่สามารถแยกแยะถูกผิด ยังกล้ากล่าวหาและโจมตีเพื่อนร่วมอาชีพอย่างหน้าไม่อายเพื่อสนองความโลภของตัวเอง…”

หยางชวนยืนเอาสองมือไพล่หลังและจ้องหน้าเจ้าสำนักหลัวฮวงด้วยนัยน์ตาเย็นเยียบ “ผมขอประกาศความผิดของคุณ!”

เจ้าสำนักหลัวฮวงตัวแข็งทื่อ

“ส่วนเจ้าสำนักไป๋ที่ลงไม้ลงมือกับพ่อบ้านของผมและอสูรวิเศษตัวนั้นโดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศของปรมาจารย์ระดับสูงกว่า ผมขอประกาศความผิดของคุณเช่นกัน!” หยางชวนพูดต่อ

เจ้าสำนักไป๋แทบยืนไม่อยู่

เขาคือคนที่ทำร้ายซุนฉางและคนอื่นๆ จนได้รับบาดเจ็บ มาถึงตอนนี้ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาแก้ตัว

เหมือนคำพูดที่ว่า ‘เข้าถึงตัวเจ้าของก่อนให้ได้ก่อนที่จะตีหมาของเขา’ ไม่ว่าซุนฉางจะปากเปราะเราะร้ายสักแค่ไหน เขาก็เป็นแค่คนรับใช้ของเซียน การทำร้ายเขาก็เท่ากับหยามหน้าเซียนกันตรงๆ ถือเป็นความกระด้างกระเดื่องต่อปรมาจารย์ระดับสูงกว่า!

หยางชวนกวาดสายตาไปทั่วกลุ่มผู้บุกรุกและประกาศอีกครั้ง “ส่วนพวกคุณที่เหลือ โทษฐานที่ปล่อยให้ตัวเองหูหนวกตาบอดไปกับเรื่องโป้ปดมดเท็จ และใช้อำนาจเพื่อตอบสนองความโลภ…ผมขอประกาศความผิดของพวกคุณทุกคน!”

“พวกเรา…”

ทุกคนหน้าซีด

การถูกประกาศความผิดโดยเซียนสักคนหนึ่งก็หมายความว่า ไม่มีทางที่พวกเขาจะหืออืออะไรได้อีก

เมื่อประกาศความผิดของทุกคนแล้ว หยางชวนก็หันไปมองกูรูเชวที่ยังแน่นิ่งอยู่บนพื้น

“ไม่เลวเลย ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ คุณยังเต็มใจยืนหยัดเพื่อผู้มีพระคุณของตัวเอง…ผมสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของคุณได้รับบาดเจ็บสาหัสและสกัดกั้นวรยุทธของคุณไว้ ถ้าคุณยอมรับผมเป็นอาจารย์ ผมจะแก้ปัญหาให้!”

“ฉัน…รับคุณเป็นอาจารย์ได้ด้วย?”

กูรูเชวหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น นี่คือโอกาสที่แสนจะหายาก แล้วจะลังเลได้อย่างไร? เธอรีบทรุดตัวลงกับพื้นและโค้งคำนับ “ฉัน, เชวอีเย่า เต็มใจทำตามคำชี้แนะและคำสั่งของปรมาจารย์หยาง ขอปฏิญาณว่าจะไม่มีวันฝ่าฝืนทุกคำพูดของคุณ…”

“ดี!”

หยางชวนพยักหน้า เขาชูนิ้วขึ้นและชี้ไปที่เชวอีเย่า

ฟิ้วววว!

กูรูเชวพลันรู้สึกถึงพลังแข็งแกร่งที่พุ่งตรงเข้าสู่ศีรษะของเธอ มันคือเทคนิควรยุทธที่ช่วยเยียวยาจิตวิญญาณ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าร่ำเรียนหลากหลายเคล็ดวิชาเกี่ยวกับจิตวิญญาณเพื่อหาทางแก้ปัญหาของตัวเอง แม้จะยังไม่เทียบเท่ากับระดับของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่ความเข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณของเธอก็เหนือชั้นกว่านักรบขั้นขจัดสิ่งมัวหมองทั่วไปอยู่มาก ดังนั้น เมื่ออ่านเทคนิควรยุทธที่ได้มาเพียงผ่านๆ ก็รู้สึกได้เลยว่า ไม่เพียงแต่เทคนิคนี้จะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันจะยังช่วยให้เธอเดินหน้าต่อเพื่อสำเร็จวรยุทธขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องได้ด้วย

“ขอบคุณปรมาจารย์หยาง!”

เธอโค้งคำนับอีกรอบด้วยความร้อนรนและตื่นเต้น

“หรือว่ามันคือ…การถ่ายทอดจิตวิญญาณ?”

เห็นหยางชวนถ่ายทอดเทคนิควรยุทธให้กูรูเชวจากกลางอากาศ เจ้าสำนักหลัวฮวงตัวสั่นหนักขึ้นอีก

การถ่ายทอดจิตวิญญาณเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความสามารถในการควบคุมจิตวิญญาณอย่างล้ำลึก นอกจากบรรดาผู้พยากรณ์จิตวิญญาณในตำนาน ก็มีแต่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวเท่านั้นที่ทำได้

บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาทั้งบินได้ รังสีก็แผดกล้าเกินธรรมดา…ในเมื่อเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหมดสิ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็หมายความว่า…เขาน่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว!

ปรมาจารย์ระดับนั้นถือเป็นผู้เชี่ยวชาญแม้กระทั่งในหมู่เซียน!

หากอีกฝ่ายเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ก็อาจจะพอเจรจากันได้ แต่ระดับ 7 ดาว…เหนือความคาดหมายของพวกเขาไปมาก

อาจารย์ของจางเซวียน…เก่งกาจขนาดนั้นจริงๆ หรือ?

“อสูรห้าสะพรึง ในฐานะที่แกอารักขาเจ้าของอย่างจงรักภักดีแม้ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย แกได้รับคำชมเชยจากฉัน!”

หยางชวนไม่แยแสความตกตะลึงของใครๆ เขาหันไปพูดกับอสูรห้าสะพรึง จากนั้นก็ยกมือขึ้นและกระดิกนิ้ว แล้วกระแสพลังปราณก็พุ่งเข้าใส่ร่างของอีกฝ่าย

ฟิ้วววว!

ในชั่วพริบตา อสูรห้าสะพรึงก็ทำท่าราวกับได้กินน้ำทิพย์จากสวรรค์ มันกู่ร้องโหยหวนและแผ่ความแข็งแกร่งออกมา ดูเหมือนจิตวิญญาณของมันจะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นด้วย

ครู่ต่อมา ระดับวรยุทธของมันที่เพิ่มขึ้นก็หยุดลง รังสีอันทรงพลังอย่างน่าทึ่งแผ่ออกมาจากตัวมัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าสำนักหลัวฮวงกับคนอื่นๆ เลย

วรยุทธเหนืออสูรขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง!

เมื่อได้รับกระแสพลังปราณจากปรมาจารย์หยาง อสูรห้าสะพรึงที่ติดแหง็กอยู่กับวรยุทธขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง-สูงสุดมาเนิ่นนานหลายปีก็ฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องได้ทันที

ด้วยสายเลือดมังกร มันจึงมีพละกำลังและทักษะการป้องกันตัวที่เหนือชั้นกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีวรยุทธระดับเดียวกัน แม้สมัยที่ยังมีวรยุทธแค่เหนืออสูรขั้น 4 -สูงสุด มันก็รับมือกับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง-ขั้นต้นทั่วไปได้แล้ว และเมื่อมีพละกำลังเพิ่มขึ้นถึงระดับนี้ ต่อให้นักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง-ขั้นสูงก็ปราบมันได้ยาก

“ฝ่าด่านวรยุทธได้เพียงแค่ได้รับกระแสพลังปราณ, พลังปราณของเขาจะต้องบริสุทธิ์ขนาดไหนกัน? หรือว่าอันที่จริงเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ… 8 ดาว?”

เจ้าสำนักหลัวฮวงถึงกับหน้ามืด ท้อใจจนพูดอะไรไม่ออก

มีตำนานกล่าวว่าปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจะได้รับการเรียกตัวไปที่สำนักงานใหญ่เพื่อชำระพลังปราณของพวกเขาให้บริสุทธิ์กว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจึงมีพลังปราณที่บริสุทธิ์กว่าธรรมดา เข้าถึงระดับของปราณพิเศษ

สำหรับพลังปราณระดับนั้น เมื่อถูกถ่ายทอดเข้าไปในร่างกายของอสูรวิเศษ ก็จะนำไปสู่วิวัฒนาการของสายเลือดได้อย่างง่ายดาย ทำให้มันฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ

เพียงแค่ใช้กระแสพลังปราณ ปรมาจารย์หยางผู้นี้ก็ทำให้อสูรห้าสะพรึงฝ่าด่านวรยุทธได้ วรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องถือเป็นระดับขั้นที่ฝ่าไปได้ยากที่สุด…ชัดเจนว่า ไม่มีปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวคนไหนทำได้แบบนี้!

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายคือปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว!

ปรมาจารย์ระดับนั้นเปรียบได้กับปีศาจที่สามารถทำลายทั้งจักรวรรดิฮ่วนหยูให้พังพินาศได้ด้วยการกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียว…

เมื่อเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ใบหน้าของทุกคนที่มาตามหาจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงก็เหยเก น้ำตาไหลกันถ้วนทั่ว

นี่มันบ้าบออะไร?

พวกเขาคิดว่าจางเซวียนเป็นแค่ไก่อ่อนที่ข่มเหงได้ง่ายๆ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเขาจะมีอาจารย์ที่เป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว

ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญระดับนั้น แม้ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวก็ยังต้องคุกเข่าให้ด้วยความยำเกรง นับประสาอะไรกับพวกเขา!

ขณะที่ทุกคนแทบจะช็อกตาย ห่างออกไปจากบ้านพัก มีเสียงฝีเท้าของผู้อาวุโสคนหนึ่งที่จ้ำพรวดๆ อย่างเร่งร้อน ริมฝีปากของเขาสั่นสะท้านไม่หยุด

นั่นคือปรมาจารย์หง, หงเฉียน ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวจากจักรวรรดิหงเฟิงที่ได้รับเชิญให้มาเป็นผู้ ควบคุมการประลองปรมาจารย์ครั้งนี้

เขากำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านพักตอนที่ได้ข่าว จึงเดินทางมา โดยหวังว่าจะได้ช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ ก็พอดีกับที่เห็นภาพนี้

ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว…พวกเขามีจำนวนอยู่เพียงแค่หยิบมือทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์ และทุกคนก็เก่งกาจน่าทึ่งเสียจนไม่มีใครเอ่ยชื่อของพวกเขาได้โดยปราศจากความยำเกรง แล้วคนระดับนั้นมาดินแดนไกลปืนเที่ยงแบบนี้ทำไม

“ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ทางสำนักงานใหญ่รู้…”

ปรมาจารย์หงครุ่นคิดระหว่างที่หยิบตราหยกสัญลักษณ์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมา และเขียนข่าวใหม่ลงไป ตราหยกฉายแสงวาบ แล้วทุกถ้อยคำก็หายวับ

อาณาจักรขั้นต่ำกว่านี้จะใช้กำแพงสื่อสาร ขณะที่ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวจะได้รับอนุญาตให้มีตราหยกสัญลักษณ์สื่อสาร ด้วยสิ่งนี้ พวกเขาสามารถส่งข่าวหาสำนักงานใหญ่ได้ทันที แม้จะอยู่คนละซีกโลก

ไม่ใช่ว่าเขาคิดไม่ดีกับปรมาจารย์หยาง แต่การปรากฏตัวของปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวถือเป็นเรื่อง น่าตกอกตกใจเอาการ เขาไม่กล้าปิดบังเรื่องนี้จากสำนักงานใหญ่

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ที่สภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิขั้น 1 หงหย่วน ประธานสภามั่วเกาหย่วน, ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด กำลังอยู่ระหว่างการบรรยาย ขณะที่เขากำลังพูดอยู่ จู่ๆ พลังจิตวิญญาณโดยรอบก็ดูเหมือนจะรวมตัวกันอย่างเข้มข้น เขาขมวดคิ้วและสะบัดข้อมือ แล้วตราหยกก็ปรากฏ

“ปรมาจารย์คนหนึ่งที่น่าจะมีระดับเหนือกว่า 6 ดาว…หยางชวน”

ประธานมั่วขมวดคิ้ว

ขณะที่หงเฉียนรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่หยางชวนจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวหรือแม้แต่ 8 ดาว แต่ด้วยทักษะการหยั่งรู้ที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ เขาจึงระบุอะไรชัดเจนไม่ได้ และไม่กล้ายืนยันในสิ่งที่ตัวเองยังไม่แน่ใจ

ด้วยเหตุนี้ อีกฝ่ายจึงเลือกเขียนสิ่งที่เขาสังเกตเห็นลงมา

“บินได้, การถ่ายทอดจิตวิญญาณ, ทำให้อสูรวิเศษฝ่าด่านวรยุทธได้ด้วยกระแสพลังปราณ?”

เมื่ออ่านข้อมูลเหล่านั้น ประธานมั่วก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

ดูจากข้อมูลที่อีกฝ่ายส่งมา มีความเป็นไปได้ว่าหยางชวนจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว แต่…ทำไมปรมาจารย์ระดับนั้นถึงไปปรากฏตัวในดินแดนห่างไกลอย่างสมาพันธ์นานาอาณาจักร?

“มั่วเฉิน เอาทะเบียนปรมาจารย์มาซิ!”

ลูกศิษย์ของเขา ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นสูงสุด, มั่วเฉิน

“ขอรับ!” มั่วเฉินรีบออกไป และไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีผิวเหมือนหยก

รายละเอียดที่บรรจุไว้ในทะเบียนปรมาจารย์คือรายชื่อของปรมาจารย์ทั่วทั้งทวีป ถือเป็นหนึ่งใน เอกสารลับสุดยอดของสภาปรมาจารย์ มีแต่ประธานสภาปรมาจารย์ในสาขาที่มีระดับขั้นสูงๆ เท่านั้นที่มีสิทธิ์เปิดดู อีกอย่าง หนังสือเล่มนี้ก็ถูกควบคุมด้วยค่ายกลพิเศษที่ไม่อนุญาตให้ผู้อ่านจดจำเนื้อหาของมัน ต่อให้เขามีความทรงจำแบบภาพถ่าย ก็ยังจะลืมหมดทุกสิ่งอย่างหลังจากที่อ่านจบ

มันคือกลไกที่ป้องกันไม่ให้ปรมาจารย์คนไหนก็ตามตกอยู่ในสภาวะที่เป็นจุดอ่อน

ประธานมั่วเปิดหนังสือดูและไล่ไปทีละหน้า ไม่ช้าก็ดูจบ

“รายชื่อของปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขึ้นไปทุกคนมีระบุไว้ในหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่มีสักคนที่ชื่อหยางชวน…”

ประธานมั่วขมวดคิ้ว

ถ้าเป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูด หยางชวนคนนี้ก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ที่มีระดับขั้นสูงกว่าเขา อย่างน้อยที่สุดก็คงเป็นระดับ 7 ดาว…แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงไม่มีชื่อบันทึกไว้ในทะเบียนปรมาจารย์?

“เว้นแต่ว่า…หยางชวนจะเป็นชื่อปลอม หรือไม่…เขาอาจไม่ได้เข้ารับการทดสอบในระดับสูงๆ ของสภาปรมาจารย์เลยก็ได้!”

สิ่งที่บันทึกไว้ในทะเบียนปรมาจารย์คือรายชื่อของผู้ที่ผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ ถ้าอีกฝ่ายใช้ชื่อปลอม ก็เป็นธรรมดาที่ประธานมั่วจะหาไม่เจอ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น…ก็หมายความว่าเขาไม่ได้เข้ารับการทดสอบในระดับสูง

มีปรมาจารย์มากมายที่พอใจกับการรอนแรมไปทั่ว และไม่สนใจใยดีกับการทดสอบ แม้ความสามารถของพวกเขาจะเข้าถึงระดับที่เรียกว่าน่าอัศจรรย์แล้ว แต่ก็ยังไม่ใส่ใจที่จะมาทดสอบให้เป็นเรื่องเป็นราว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปได้ที่ปรมาจารย์บางคนจะถือตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว แต่อันที่จริง ตัวเขามีความสามารถถึงขั้นปรมาจารย์ระดับ 7 หรือ 8 ดาวแล้ว

บางที…หยางชวนก็อาจจะเป็นคนประเภทนั้น

“แต่ถึงอย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ?”

เมื่อคิดได้ ประธานมั่วลุกขึ้นยืน

ด้วยความสามารถที่อีกฝ่ายแสดงออกมา เขาจำเป็นจะต้องไปคารวะและตรวจสอบให้แน่ใจ

“มั่วเฉิน พาอสูรเซียนหลังหยามาที ผมจะไปข้างนอก!”

ประธานมั่วสะบัดแขนเสื้อและเก็บทะเบียนปรมาจารย์ก่อนจะหันไปสั่งการ

อสูรเซียนหลังหยาเป็นอสูรของเขา มีความเร็วราวกับสายฟ้า เพียงวันเดียวก็เดินทางได้ไกลกว่า 1 ล้านกิโลเมตร

สมาพันธ์นานาอาณาจักรนั้นอยู่ไกลออกไปมาก แม้ประธานมั่วจะบินได้ แต่ความเร็วของเขาก็ยังด้อยกว่าอสูรเซียนตัวนี้

หลังจากพาอสูรมา มั่วเฉินก็ถามว่า “ท่านอาจารย์จะไปที่ไหน? ต้องการให้ผมติดตามหรือเปล่า?”

ประธานมั่วตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ผมกำลังจะไปสมาพันธ์นานาอาณาจักร คุณไปกับผมก็ได้!”

อีกขั้นเดียวลูกศิษย์ของเขาก็จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งคำถามขึ้นมา ก็เป็นการดีที่จะพาเขาไปด้วย เพราะอาจมีโอกาสได้ชี้แนะให้เขาก้าวขึ้นสู่การเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวได้เร็วขึ้น

ทั้งคู่มีแหวนมิติ จึงไม่มีข้าวของให้ต้องเก็บมากมาย หลังจากกระโดดขึ้นสู่หลังอสูรพาหนะ พวกเขา ก็ระบุทิศทางไปยังเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร จากนั้นก็พุ่งฉิวไป

ขณะที่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดจากจักรวรรดิหงหย่วนกำลังเดินทางไปสู่เมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร อีกฟากหนึ่ง เจ้าสำนักหลัวฮวงก็กำลังตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว รู้ดีว่าอาจไม่มีโอกาสมีชีวิตรอด เขากัดฟันกรอดและมองหน้าปรมาจารย์หยาง

“ศิษย์พี่ ผมยอมรับผิด และเต็มใจรับโทษ…”

ในเมื่ออีกฝ่ายประกาศความผิดของเขาแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้นอกจากรอคอยคำตัดสิน

“ก็ดีที่คุณยอมรับผิด ทุกคนที่นี่จะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อมอบหินวิเศษขั้นกลางมาคนละ 20 ก้อน ส่วนเจ้าสำนักหลัวและเจ้าสำนักไป๋ พวกคุณบังอาจเหยียดหยามพ่อบ้านและทำร้ายศิษย์หลานของผม…ผมไม่อยากให้มือตัวเองต้องแปดเปื้อน เพราะฉะนั้น…ฆ่าตัวตายซะ!” หยางชวนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ฆ่าตัวตาย?”

เจ้าสำนักหลัวฮวงกับเจ้าสำนักไป๋ไข่ซือเลิกคิ้วพร้อมกัน

พวกเขานึกว่าบทลงโทษคงเป็นแค่การถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือทรมานด้วยวิธีการบางอย่าง ซึ่งพวกเขาก็รับได้ เพราะนั่นสมควรแล้วกับการทำตัวกระด้างกระเดื่องต่อปรมาจารย์ระดับสูงกว่า

แต่ความตาย…ถือว่าจบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทันทีที่พวกเขาตายไป ก็ไม่มีอะไรเหลือ

“จะให้ผมฆ่าตัวตาย? ฝันไปเถอะ! ถึงผม, ไป๋ไข่ซือ จะอ่อนแอ แต่ก็ไม่มีวันทำอะไรโง่ๆ อย่างการฆ่าตัวตาย ถ้าคุณไม่เต็มใจจะฆ่าผมเพราะเกรงใจสถานภาพของตัวเองล่ะก็ ผมคงต้องขอตัว…ลาก่อน!”

เจ้าสำนักไป๋ไข่ซือลุกพรวดและจ้ำออกไปจากบ้านพัก

อันที่จริงเขาก็คิดถูก

ในฐานะปรมาจารย์ระดับสูง แทบเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะทำอะไรอย่างการสังหารเขา…และในเมื่อเป็นอย่างนั้น จะกลับไปก็คงไม่เป็นไร

ขอแค่เราออกจากตรงนี้ไปได้ ต่อให้โลกจะกว้างใหญ่แค่ไหน ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว

ไป๋ไข่ซือคำรามในใจและรีบจ้ำออกไป

ด้วยเทคนิคการต่อสู้ที่ไร้เทียมทานที่สุดของสำนักตะวันขาวบวกกับระดับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง เขาหายวับไปด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ และในชั่วพริบตา ก็ออกมาพ้นบ้านพัก

“เฮ้ย…”

เจ้าสำนักหลัวฮวงกับคนอื่นๆ นึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักไป๋จะปฏิเสธความผิดของตัวเองและถึงกับเผ่นหนี ทุกคนเซ่อไป

กล้าหนีทั้งที่ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวเฝ้าดูอยู่…บังอาจอะไรขนาดนั้น!

แต่นั่นก็ถือเป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด เพราะหากไม่ทำอย่างนั้น เขาต้องตายอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน ซึ่งในเมื่อต้องตาย ก็สมควรคว้าฟางเส้นสุดท้ายแห่งความหวังเอาไว้และยอมเสี่ยง!

เพราะถึงอย่างไร ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวก็ไม่น่าจะลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง

ขณะที่ทุกคนกำลังอึ้งทึ่งกับความบ้าดีเดือดของเจ้าสำนักไป๋ ภาพตรงหน้าพวกเขาก็พร่ามัวไปอย่างกะทันหัน

ตึ้ง!

พละกำลังที่หนักหน่วงอย่างไม่มีอะไรเทียบพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ยังไม่ทันที่เจ้าสำนักไป๋ซึ่งเผ่นหนีไปจะรู้ตัว เขาก็ถูกขยี้เละจนกลายเป็นเนื้อบด เศษซากชิ้นส่วนของเขากระจัดกระจายไปกว่า 10 เมตร

จากนั้น เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้น

“ผมแค่บอกว่าไม่อยากให้มือแปดเปื้อน…พูดออกไปเมื่อไหร่กันว่าจะไม่ทำเพราะเห็นแก่ตำแหน่งของตัวเอง?”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version