ตอนที่ 567 นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -สูงสุด
“ไร้เทียมทานทั่วทั้งดินแดนนี้ แม้แต่ในจักรวรรดิอันทรงเกียรติ?”
หลัวชุนตัวแข็งทื่อ หน้าถอดสีด้วยความพรั่นพรึง
อันที่จริงสำนักเมฆเหินก็มีสถานะเดียวกันกับสมาพันธ์นานาอาณาจักร คือเป็นจักรวรรดิไร้ขั้น ที่เหนือกว่าพวกเขาคือจักรวรรดิฮ่วนหยู ซึ่งเป็นจักรวรรดิขั้น 2,สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกคือจักรวรรดิหงหย่วน ซึ่งเป็นจักรวรรดิขั้น 1 และสุดท้ายก็คือจักรวรรดิอันทรงเกียรติ…
พูดง่ายๆก็คือปรมาจารย์หยางผู้นี้เป็นผู้ไร้เทียมทาน แม้แต่ในจักรวรรดิทั้งสามขั้นที่สูงกว่าสำนักเมฆเหิน
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมปรมาจารย์หยางถึงไม่ใส่ใจอะไรกับชีวิตของพวกเขาเลย ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ก็สูงส่งพอที่จะมองข้ามคนกระจอกงอกง่อยอยู่แล้ว
หลังจากหายตะลึง หลัวชุนก็ตั้งคำถาม “ท่านอาจารย์ แล้วจดหมายลายมือปรมาจารย์ขง…”
จุดประสงค์หลักที่พวกเขามาที่นี่ ก็เพื่อหาทางเอาจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงมาเก็บรักษาไว้ให้ได้ แต่ด้วยพละกำลังสูงส่งของอีกฝ่าย ไม่มีทางที่จะฉกฉวยมันมาได้เลย แล้วจะทำอย่างไรต่อ?
“ลืมเรื่องจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงซะเถอะ จะดีที่สุดถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของปรมาจารย์ระดับสูง ไม่อย่างนั้นจะนำหายนะมาสู่สำนักของเราเปล่าๆ!” เจ้าสำนักหลัวฮวงสั่งการอย่างเคร่งเครียด
คนที่จะอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้ต้องรู้ที่ทางของตัวเอง ถ้าหยางชวนเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว หรือแม้แต่ระดับ 5 ดาวเต็มขั้น ถึงพวกเขาไม่อาจฉกชิงจดหมายมา แต่ก็สามารถแพร่กระจายข่าวนี้ออกไปเพื่อไม่ให้เขาได้ครอบครองมันอย่างเป็นสุข แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว หากต้องเจอกับความกราดเกรี้ยวของเขา…บอกได้คำเดียวว่ามันคือหายนะ
สิ่งนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่รู้กันในหมู่ปรมาจารย์ขั้นสูงโดยไม่ต้องพูดออกมา ต่อให้สภาปรมาจารย์ก็คงเงียบกริบถ้าพวกเขาเข้าไปร้องเรียนอะไรที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์หยาง
ปรมาจารย์ระดับนี้ถือเป็นบุคคลล้ำค่าของสภาปรมาจารย์ จะเป็นการฉลาดกว่าหากมองข้ามบางเรื่องไปเสีย เว้นแต่จะอยากตายเต็มที
“ได้” หลัวชุนรีบพยักหน้า
ก็เหมือนกับคำที่ใครๆพูดกันว่า ‘บ่าวไม่ควรรินินทานาย’
การแพร่งพรายเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าก็ถือเป็นการไร้สัมมาคารวะอยู่แล้ว และด้วยลำดับอาวุโสที่เข้มงวดของเหล่าปรมาจารย์ นั่นอาจหมายถึงการถูกปลิดชีวิต
“เอาล่ะ นับจากวันนี้ไป อย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับพวกสำนักตะวันขาวอีก…พวกนั้นหมดอนาคตไปแล้ว” เจ้าสำนักหลัวฮวงพูด
สํานักตะวันขาวเป็นอีกสำนักหนึ่งที่ใหญ่โตพอๆกับสำนักเมฆเหินของพวกเขา อันที่จริง มีโอกาสสูงที่ในอนาคต คนเหล่านั้นจะคว้าตำแหน่งกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา 28 กลุ่มไปครอบครอง แต่ก็น่าเสียดาย…ที่พวกนั้นทำให้ปรมาจารย์หยางขุ่นเคืองใจ และเจ้าสำนักก็ถูกสังหารไปแล้ว
แม้ปรมาจารย์หยางจะปรานียอมไว้ชีวิตสมาชิกคนอื่นๆของสำนักตะวันขาว แต่ก็แน่นอนว่าสำนักอื่นๆย่อมหลีกเลี่ยงที่จะติดต่อกับพวกเขา เพราะกลัวจะทำให้ปรมาจารย์หยางไม่พอใจ อันที่จริง คงมีบางกลุ่มอำนาจโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นศัตรูถือเอาโอกาสนี้ทำตัวตีเสมอ ไม่นาน…สำนักตะวันขาวก็คงแตกฉานซ่านเซ็นและหายไปจากบันทึกของประวัติศาสตร์
นี่คืออิทธิพลที่ปรมาจารย์ระดับสูงมี
ทุกการกระทำของพวกเขาส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่
อันที่จริง…ต่อให้ปรมาจารย์หยางไม่ทำอะไร แค่สั่งการคำเดียว สำนักอื่นๆก็พร้อมจะฉีกร่างเขาหรือเจ้าสำนักไป๋ให้แหลกเป็นชิ้นๆ
แตรเป็นเพราะเขายินยอมพลีชีพตัวเอง ปรมาจารย์หยางจึงไว้ชีวิตสมาชิกคนอื่นๆในสำนักเมฆเหิน แค่ปรมาจารย์หยางแสดงเจตจำนงออกมา สำนักอื่นๆก็เกรงกลัวจนไม่กล้าทำอะไรแล้ว
เพราะในเมื่อปรมาจารย์หยางยินยอมไว้ชีวิตสํานักเมฆเหิน การโจมตีจากใครก็ตามย่อมหมายถึงการขัดขืนคำสั่งปรมาจารย์หยาง เท่ากับรนหาที่ตาย!
เหตุการณ์แบบนี้ย่อมเกิดขึ้นกับสำนักอื่นๆเช่นกัน
แรงกดดันจากปรมาจารย์หยางนั้นถือว่าหนักหน่วง ต่อให้พวกเขาแพร่งพรายเรื่องราวเกี่ยวกับจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงออกไป สภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูจะต้องเข้ายับยั้งและปิดปากพวกเขาอย่างแน่นอน
ที่ลานบ้านพักของจางเซวียน ทุกอย่างกลับสู่สภาวะสงบอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากมอบหินวิเศษขั้นกลางคนละ 20 ก้อนเป็นค่าชดเชย ทั้ง 14 กลุ่มอำนาจที่บุกพรวดพราดเข้ามาก็กลับออกไปด้วยความยำเกรง
“ปรมาจารย์หยาง…”
ประธานคัง ปรมาจารย์สู่ว และคนอื่นๆโค้งคำนับให้บุคคลที่อยู่กลางอากาศอย่างนอบน้อม
“อือ พวกคุณทำดีมาก ผมจะหาโอกาสไปเปิดการบรรยายที่สาขาของคุณเมื่อผมมีเวลา!”
ปรมาจารย์หยางพยักหน้าอย่างพอใจ
“ขอบคุณปรมาจารย์หยาง!”
เมื่อได้ยินคำมั่นสัญญา ประธานคังกับคนอื่นๆยินดีปรีดามาก
นี่คือปรมาจารย์ซึ่งน่าจะเป็นระดับ 8 ดาว เพียงแค่บทเรียนบทเดียวจากเขา ก็ทุ่นเวลาให้กับ ความพากเพียรของพวกเขาไปได้หลายปี
“เอาล่ะ พวกคุณกลับไปได้แล้ว”
หลังให้คำสัญญา ปรมาจารย์หยางก็โบกมือให้พวกเขากลับไป
“ได้…”
ต่างคนต่างรีบพยักหน้า ทั้งประธานคัง หัวหน้าจ้าวและคนอื่นๆกำลังจะออกไป ก็พอดีกับที่ปรมาจารย์หยางสั่งการ “รอเดี๋ยว ปลดปล่อยพันธนาการให้พวกเขาก่อน!”
ทั้งเจิ้งหยาง ซุนฉาง และคนอื่นๆพยายามออกรับแทนปรมาจารย์จาง จึงถูกเจ้าสำนักหลัวฮวงใช้พลังปราณปิดปากไว้
นึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์หยางผู้ไร้เทียมทานจะขอให้พวกเขาแก้ปัญหาง่ายๆแบบนั้น ประธานคังกับคนอื่นๆอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าไปจัดการปลดปล่อยสองสามคนนั้นจากพันธนาการ และให้กินยาเม็ดเพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บ
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็ประสานมือคำนับ “พวกเราขอตัวก่อน!”
“อือ!”
ปรมาจารย์หยางพยักหน้ารับ และเชิดหน้าขึ้นราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างที่แสนล้ำลึก จากนั้น ด้วยสีหน้าที่ยากจะหยั่งถึง เขาเอาสองมือไพล่หลังไว้และเดินห่างออกไป
“ผู้เชี่ยวชาญ! นี่คือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง!”
ได้เห็นทั้งท่วงท่าและวิธีการของอีกฝ่าย ทั้งประธานคังและหัวหน้าจ้าวให้รู้สึกยำเกรงอย่างมาก
ถ้าแบบนี้ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่มีใครในโลกเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว!
ทั้งๆที่เป็นปรมาจารย์ระดับสูง แต่ปรมาจารย์หยางก็ไม่ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ แถมยังถ่อมตัวและมีเมตตา ขนาดคนเหล่านั้นบุกพรวดพราดเข้ามาในบ้านพัก เขาก็ยังปล่อยให้พวกนั้นรอดชีวิตกลับไป โดยเรียกร้องแค่หินวิเศษขั้นกลางจำนวนหนึ่งเท่านั้น และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็สะบัดแขนเสื้อและจากไป ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องราวทางโลกเลย…
ถึงตอนนี้ พวกเขามีแต่ความรู้สึกเคารพยกย่องและยำเกรง
ทุกคนโค้งคำนับเมื่อเห็นอีกฝ่ายจากไป แต่แล้วก็พลันได้ยินเสียงที่เหมือนกับอะไรบางอย่างร่วงลงมาจากท้องฟ้า เสียงนั้นคล้ายกับ ‘ตุ้บ!’ และ ‘อ๊ากกกก!’ ดูเหมือนใครสักคนตกลงมาจากท้องฟ้าจริงๆ
พวกเขารีบมองตาม แต่ปรมาจารย์หยางหายตัวไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ท้องฟ้าสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
“หรือว่า…ปรมาจารย์หยางร่วงลงมา?”
ต่างมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ
ใครสักคนที่เพิ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า…ต้องไม่ใช่ปรมาจารย์หยางแน่ จริงไหม?
ทันทีที่เกิดความคิดนั้น พวกเขาก็รีบส่ายหน้า
ล้อเล่นน่ะ!
ปรมาจารย์หยางเป็นปรมาจารย์ที่อาจสูงถึงระดับ 8 ดาว ด้วยวรยุทธระดับนั้น จะลอยอยู่กลางอากาศทั้งวันทั้งคืนก็คงไม่ทำให้เหน็ดเหนื่อยอะไร อยู่ดีๆจะร่วงลงมาจากท้องฟ้าได้อย่างไรกัน? เขาคงเคลื่อนไหวอย่างว่องไวมากจนหายลับไปจากสายตาแล้ว
เมื่อหาเหตุผลบอกตัวเองได้ ทั้งกลุ่มก็รีบเดินจากไป
“นึกไม่ถึงเลยว่านายท่านจะไร้เทียมทานขนาดนี้!”
“อาจารย์ปู่ช่างน่าทึ่งจริงๆ!”
เมื่อสองสามคนนั้นออกจากบ้านพักไปแล้ว ลานบ้านก็เงียบสงัด ซุนฉาง เจิ้งหยาง และเด็กคนอื่นๆ ยังตื่นเต้นที่ได้เห็นปรมาจารย์หยางสำแดงพละกำลังอันน่าทึ่งออกมา มีแต่หวังหยิ่งที่รีบเดินไปดูที่ลานบ้านอย่างร้อนรน
ตอนที่ทุกคนเพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ เธอได้จับตาปรมาจารย์หยางอย่างใกล้ชิด และเห็นเขาหน้าซีดเผือดก่อนที่จะร่วงลงมาจากท้องฟ้า
ถ้าปรมาจารย์หยางเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจริงๆ ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านั้น จะเหน็ดเหนื่อยจนร่วงลงจากท้องฟ้าได้อย่างไร?
ปรมาจารย์จางจะต้องใช้วิธีการพิเศษบางอย่างที่ทำให้ตัวเองอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น
หวังหยิ่งรีบเดินเข้าไปในลานบ้านชั้นใน และจ้องมองบริเวณที่ปรมาจารย์หยางน่าจะร่วงลงมา เธอเห็นรอยยุบเล็กน้อยบนพื้นดินซึ่งมีขนาดพอๆกับหัวคน เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายร่วงลงมาโดยเอาหัวลงก่อน ว่าแต่…ทำไมไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย?
“เขาอยู่ที่ไหน?”
หลังจากใช้พลังงานจนเกินขนาดแล้ว ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น แน่นอนว่าต้องได้รับบาดเจ็บ ทำไมถึงไม่อยู่แถวนี้?
หวังหยิ่งครุ่นคิด
“หวังหยิ่ง มาทำอะไรแถวนี้ ทำไมไม่ซึมซับพลังงานจากยาเม็ดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของคุณล่ะ?”
ขณะที่หวังหยิ่งกำลังจะค้นหาต่อ เสียงเฉื่อยเนือยก็ดังขึ้น เมื่อหันกลับไปก็เห็นปรมาจารย์จางยืนขมวดคิ้วอยู่ไม่ไกลนัก
หวังหยิ่งหน้าแดงก่ำและรีบอธิบาย “ท่านอาจารย์ ฉัน…ดูเหมือนฉันจะเห็นปรมาจารย์หยางร่วงลงมาจากท้องฟ้า กลัวว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บ จึงมาดู!”
“ได้รับบาดเจ็บ? คุณล้อเล่นหรือเปล่า คนอย่างท่านอาจารย์ของผมหรือจะได้รับบาดเจ็บ?”
จางเซวียนขมวดคิ้วและโบกมือ “เอาล่ะ กลับไปรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองได้แล้ว ผมกำลังปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์เรื่องของลู่ชง ไม่ต้องการให้ใครรบกวน!”
“ได้!”
เห็นเสื้อผ้าของปรมาจารย์จางเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยว่าเขาเพิ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า หวังหยิ่งก็ได้แต่ประสานมือและเดินจากมา ให้งุนงงสงสัยกับความแปลกประหลาดครั้งนี้
หรือว่า…เธอจะเข้าใจผิดจริงๆ?
ปรมาจารย์หยางกับปรมาจารย์จางเป็นคนละคนกันจริงๆหรือ?
ไม่อย่างนั้น ปรมาจารย์จางจะมีสภาพดีขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เพิ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า แถมพลังปราณก็ยังไม่ถูกรบกวนแม้แต่น้อย?
หวังยิ่งกัดฟันกรอดและครุ่นคิดอย่างมั่นใจ ‘ต่อให้เราเข้าใจเรื่องนี้ผิด แต่เรื่องรอยปื้นบนลำคอที่เกิดจากมั่วคุนเสินล่ะ!’
เธอสังเกตรอยปื้นนั้นมาหลายครั้งแล้ว และแน่ใจว่าทั้งคู่มีเหมือนกัน ต่อให้ครั้งนี้พิสูจน์ไม่ได้ แต่หวังหยิ่งก็ยังมั่นใจในสมมติฐานของตัวเองอยู่
‘คราวหน้าที่ปรมาจารย์หยางปรากฏตัว เราต้องจับตาท่านอาจารย์ให้ดี…’
หวังหยิ่งคิด
ในเมื่อปรมาจารย์จางไม่ยอมรับ ก็ไม่สมควรที่เธอจะตั้งคำถาม วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเองได้ก็คือต้องแน่ใจว่าปรมาจารย์จางหายตัวไปขณะที่ปรมาจารย์หยางปรากฏตัว ถ้าเธอพิสูจน์เรื่องนั้นได้ ก็มีโอกาสสูงที่ทั้งคู่จะเป็นคนเดียวกัน!
และเมื่อถึงตอนนั้น ปรมาจารย์จางจะโต้แย้งไม่ได้อีก
แล้วหวังหยิ่งก็เดินจากไป
ทันทีที่เธอจากไป จางเซวียนก็ได้แต่ยิ้มแหยแล้วเดินกลับห้อง
ถ้าหวังหยิ่งยังอยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าปรมาจารย์หยางกับปรมาจารย์จางเป็นคนเดียวกันเมื่อได้เห็นด้านหลังของเขา
นั่นก็เพราะแผ่นหลังของจางเซวียน รวมถึงศีรษะมอมแมมไปด้วยฝุ่น อันที่จริง แม้แต่ขากางเกงก็เปื้อน ถ้าไม่ใช่เพราะมีเสาหินบดบังตัวไว้ เขาคงถูกจับไต๋ได้ไปนานแล้ว
จางเซวียนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่กลับถึงห้อง จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
หวังหยิ่งคาดเดาได้ตรงเผง-ปรมาจารย์หยางคือตัวเขา
ถ้าเขาปรากฏตัวในคราบของจางเซวียน ก็มีโอกาสที่การต่อสู้จะปะทุ และด้วยระดับวรยุทธที่มีตอนนี้ ไม่มีทางที่เขาจะสู้กับคนเหล่านั้นได้
ในเมื่อไม่มีทางเลือก จึงต้องปลอมตัวเป็นปรมาจารย์หยางและออกไป
ส่วนรังสีแผดกล้าที่เขาแผ่ออกมานั้น มาจากมั่วคุนเสิน
การถูกกักขังอยู่ในบัวเก้าหัวใจมาเนิ่นนานหลายปีทำให้วรยุทธของมั่วคุนเสินอ่อนแอลงมาก สิ่งเดียวที่ยังพอสร้างความยำเกรงให้ใครต่อใครได้ก็คือบุคลิกและท่วงท่าของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่จางเซวียนต้องการมากที่สุดในสถานการณ์แบบนี้
ด้วยการมีชีวิตมาเนิ่นนานหลายปี รังสีที่จิตวิญญาณของมั่วคุนเสินแผ่ออกมาจึงเทียบเท่าได้กับนักรบระดับกึ่งเซียน เพื่อให้ฝูงชนยำเกรงกับวรยุทธของเขา จางเซวียนจึงปรากฏตัวกลางอากาศและทำให้ทุกคนหลงเชื่อว่าเขาเป็นเซียน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาไม่ถูกเปิดโปง
ส่วนอาการบาดเจ็บของเจ้าสำนักหลัวฮวงนั้น จางเซวียนใช้ความสามารถของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ
ตอนนี้จิตวิญญาณของเขามีวรยุทธเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดแล้ว แม้เขายังไม่อาจปะทะกับอีกฝ่ายได้ซึ่งๆหน้า แต่หากต่อสู้กันด้วยจิตวิญญาณ จางเซวียนไม่แพ้แน่นอน
อีกอย่าง นักรบขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องก็เพิ่งจะเริ่มฝึกฝนวรยุทธให้กับจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่มีทางที่มือใหม่อย่างพวกนั้นจะเทียบชั้นเรื่องจิตวิญญาณกับเขา ที่ได้รับการบ่มเพาะจากทะเลสาบหยิน-หยางมาแล้วได้
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเจ้าสำนักหลัวฮวงเกิดตอบโต้ขึ้นมา การโจมตีของจางเซวียนจะต้องพังพินาศ และเขาต้องถูกเปิดโปงแน่
โชคดีเหลือหลายที่ความน่าประทับใจอันไร้เทียมทานในแบบของปรมาจารย์หยางทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาเป็นเซียน และสร้างความพรั่นพรึงให้แม้แต่กับเจ้าสำนักหลัวฮวง ฝ่ายนั้นจึงไม่กล้าตอบโต้เพราะหวาดกลัวหายนะที่จะเกิดจากความเกรี้ยวกราดของเขา
ส่วนเรื่องการถ่ายทอดจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ถึงจะดูไร้เทียมทานสักแค่ไหน แต่อันที่จริงแล้วมันง่ายมาก เพราะมั่วคุนเสินเคยถ่ายทอดเทคนิควรยุทธเกี่ยวกับจิตวิญญาณให้เขาด้วยวิธีการนี้ และเมื่อทำความเข้าใจแล้ว การที่จางเซวียนจะใช้วิธีนั้นกับเชวอีเย่าก็ไม่ได้ยากเกินไป
ส่วนการฝ่าด่านวรยุทธของอสูรห้าสะพรึง ก็เป็นสิ่งที่จางเซวียนเคยทำกับอสูรตัวอื่นๆมาแล้วหลายครั้ง
ทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัว ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือบันไดสวรรค์ธุลีแดง แม้ตัวเขาจะมีวรยุทธสูงขึ้นและมีพลังปราณในปริมาณมากขึ้นแล้ว ก็ยังลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ราว 10 นาทีเท่านั้น
ซึ่งเหตุที่จางเซวียนตกแอ้กลงมาก็เพราะพลังปราณของเขาเหือดแห้งไปหมด
โชคดีอีกนั่นแหละที่ไม่มีใครรู้ ไม่อย่างนั้น…ทุกสิ่งที่ทำมาก็พังไม่มีเหลือ
“เฮ่ออออ อะไรกันนักหนา…”
เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาสร้างความยำเกรงและหวาดกลัวให้กับทุกคน แต่พริบตาต่อมา ก็ตกลงมาจากท้องฟ้าจนเกือบกระอักเลือด ความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวทำให้จางเซวียนเพลียจิต
บันไดสวรรค์ธุลีแดงนั้นแสนจะน่าทึ่ง และการบินได้ก็นำมาซึ่งความชื่นมื่น แต่นั่นแหละ ระหว่างที่อยู่กลางอากาศก็ต้องตรวจสอบปริมาณพลังปราณที่เหลืออยู่ด้วย ไม่อย่างนั้น…ก็มีโอกาสที่จะร่วงลงมาอย่างกะทันหัน
บุญโขแล้วที่จางเซวียนพยุงตัวอยู่ได้จนจบ เพราะหากเขาร่วงลงมาระหว่างที่กำลังข่มขู่พวกนั้นอยู่ คงไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“ดูเหมือน…หวังหยิ่งจะรู้แล้วว่าเราปลอมตัว!”
เมื่อนึกถึงหวังหยิ่งที่พรวดพราดเข้ามาในลานบ้านด้วยสีหน้าระแวงสงสัย จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้า
ในเมื่อหวังหยิ่งยังรู้ ก็มีโอกาสที่คนอื่นๆจะรู้เหมือนกัน
ถ้าพวกนั้นรู้ว่า ‘ปรมาจารย์หยาง’ ผู้ไร้เทียมทานเป็นตัวปลอม แน่นอนว่าต้องกลับมาจัดการเขาแน่
“ดูท่าเราจะต้องรีบหลอมตัวโคลนให้เสร็จไวๆ ถ้ามีตัวโคลน เราก็จะสามารถปรากฏตัวด้วยตัวตนทั้งสองแบบได้พร้อมๆกัน จะไม่มีใครสงสัยเราอีก!”
จางเซวียนกำหมัดแน่น
เขาเรียนรู้เทคนิคการแยกส่วนจิตวิญญาณจากมั่วคุนเสินแล้ว และด้วยการใช้บัวเก้าหัวใจเป็นพื้นฐาน การจะหลอมตัวโคลนก็ไม่ยากเกินไป แต่การจะทําอย่างนั้นได้ก็ต้องมีพลังจิตวิญญาณในปริมาณมหาศาล ที่ผ่านมาเขาจึงวางเรื่องนั้นไว้ก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้จางเซวียนมีหินวิเศษขั้นกลางอย่างน้อยก็ 600 ก้อนแล้ว จึงมีปริมาณพลังจิตวิญญาณมากพอเพื่อการนั้น
“ต้องยกระดับวรยุทธก่อน!”
บัวเก้าหัวใจยังไม่โตเต็มที่ และวิธีเร่งการเจริญเติบโตของมันก็คือใช้พลังปราณเทียบฟ้าบ่มเพาะในปริมาณมากๆ…ด้วยหินวิเศษขั้นกลางที่มีอยู่มากมาย เรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
จางเซวียนสะบัดข้อมือและนำแผ่นค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณออกมา เขาเปิดใช้งานแล้วทรุดตัวลงนั่ง จากนั้นก็หยิบหินวิเศษขั้นกลาง 12 ก้อนใส่ลงไปและเริ่มขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้า พลังจิตวิญญาณหนาแน่นที่อยู่โดยรอบพุ่งเข้าสู่ร่างของเขาทันที
พลังมหาศาลที่พุ่งไปทั่วร่างของจางเซวียนทำให้เขาเกิดความโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ถึงกับน้ำตาปริ่มที่ขอบตา
ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา จางเซวียนต้องเดือดร้อนกับการขาดแคลนหินวิเศษ ทำให้เขาต้องต่อสู้กับความต้องการยกระดับวรยุทธของตัวเองอย่างสาหัส นี่เป็นครั้งแรกที่สามารถฝึกฝนวรยุทธได้อย่างสบายใจ!
ดูเหมือนต่อไปเขาจะต้องหาทางสูบหินวิเศษจากคนเหล่านั้นให้ได้อีก เพราะถึงอย่างไร ความต้องการหินวิเศษคงยังไม่จบลงง่ายๆ
ฟิ้ววววว!
ด้วยกระแสพลังจิตวิญญาณ พลังงานที่สูญเสียไปของจางเซวียนได้รับการเติมเต็มอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็เกิดเสียงหึ่งเบาๆ เขาสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 -สูงสุดแล้ว!
แต่จางเซวียนไม่หยุดอยู่แค่นั้น
พลังต้นกำเนิด ขั้นสูงสุด!
หยินหยาง ขั้นต้น!
หยินหยาง ขั้นสูงสุด!
2 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนก็ได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -สูงสุด
ระดับความแข็งแกร่งของเขาอยู่ที่ 1 ล้านติ่ง ซึ่งสูงกว่านักรบหยินหยางขั้นสูงสุดโดยทั่วไปถึงสองแสนติ่ง เทียบเท่ากับนักรบขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง-ขั้นต้นทีเดียว
(นักรบหยินหยาง-ขั้นต้นโดยทั่วไปจะมีพละกำลังที่ 5 แสนติ่ง, ขั้นกลาง 6 แสนติ่ง, ขั้นสูง 7 แสนติ่ง และขั้นสูงสุด 8 แสนติ่ง ส่วนนักรบขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง-ขั้นต้นจะมีพละกำลังเริ่มต้นที่ 1 ล้านติ่ง, ขั้นกลาง 1 ล้าน 2 แสนติ่ง, ขั้นสูง 1 ล้าน 4 แสนติ่ง และขั้นสูงสุด 1 ล้าน 6 แสนติ่ง)
และเมื่อผนวกเข้ากับพละกำลังของจิตวิญญาณที่มีอยู่อีก 1 ล้าน 6 แสนติ่ง ตอนนี้พละกำลัง โดยรวมที่จางเซวียนมีอยู่ก็สูงถึง 2 ล้าน 6 แสนติ่งแล้ว!
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เขารับมือกับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลางได้อย่างสบาย
(นักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้นมีพละกำลังที่ 2 ล้านติ่ง, ขั้นกลาง 2 ล้าน 4 แสนติ่ง, ขั้นสูง 2 ล้าน 8 แสนติ่ง และขั้นสูงสุด 3 ล้าน 2 แสนติ่ง)
นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน!
“คราวนี้ก็ได้เวลาบ่มเพาะบัวเก้าหัวใจ…”
เพราะจางเซวียนไม่มีหนังสือเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 มากพอที่จะประมวลเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้า เขาจึงต้องหยุดเพียงเท่านี้ จากนั้นก็สะบัดข้อมือ นำบัวเก้าหัวใจออกมาและเริ่มถ่ายทอดพลังปราณปริมาณมหาศาลเข้าไป
“อ๊ากกกกก…อย่าฆ่าโผมมมมม…”
ทันทีที่พลังปราณซึมซาบเข้าสู่ดอกบัว เสียงร้องเหมือนหมูถูกเชือดก็ดังสนั่นลั่นทุ่ง-มั่วคุนเสิน
“เฮ้ย ขอโทษที ลืมไปว่ามีคุณอยู่…”
จางเซวียนกระวนกระวายอยากให้บัวเก้าหัวใจโตเต็มที่เร็วๆ จึงลืมไปว่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ในดอกบัวนั้นหวาดกลัวพลังปราณเทียบฟ้ามาก
“….” มั่วคุนเสินถึงกับปล่อยโฮ
ผมทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยชีวิตคุณ แต่คุณก็ลืมผมอย่างง่ายดายแบบนี้ จะโหดร้ายไร้หัวใจไปถึงไหน?
“อย่าห่วงเลย ผมจะเอาคุณออกมาเดี๋ยวนี้แหละ” จางเซวียนตอบเขินๆ
ตราบใดที่มั่วคุนเสินยังอยู่ในบัวดอกนี้ เขาก็ไม่มีทางใช้พลังปราณบ่มเพาะให้มันโตเต็มที่ได้
ในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาว มั่วคุนเสินยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกนานหากได้ออกจากดอกบัว อีกอย่าง จางเซวียนสามารถใช้หุ่นโลหะไร้วิญญาณให้เป็นที่อาศัยของมั่วคุนเสินได้
ส่วนเรื่องที่ว่าจะนำมั่วคุนเสินออกมาอย่างไร จางเซวียนคิดออกแล้ว
ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการตัวตายตัวแทนเพื่อให้ตัวเองได้ออกมา เขาก็ต้องสร้างขึ้นใหม่
“เทคนิคแยกส่วนจิตวิญญาณ!”
จางเซวียนทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิและถอดจิตออกมา จากนั้นก็ทำตามกรรมวิธีที่มั่วคุนเสินสอนไว้ เขาเริ่มแยกจิตวิญญาณของตัวเองออกเป็นสองส่วน
ในเมื่อไม่มีจิตวิญญาณของใครอื่นให้ใช้ได้ ก็ต้องใช้ของตัวเอง
อีกอย่าง จางเซวียนต้องการใช้บัวเก้าหัวใจเพื่อหลอมตัวโคลนอยู่แล้ว การที่จิตวิญญาณของเขาเสี้ยวหนึ่งจะเข้าไปอยู่ในบัวเก้าหัวใจจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่
หลังจากซึมซับพลังจิตวิญญาณเข้มข้นที่รวมตัวกันอยู่โดยรอบ จางเซวียนค่อยๆแบ่งจิตวิญญาณออกเขาเป็น 2 ส่วน
การแยกส่วนจิตวิญญาณนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกับการฉีกร่างกายเป็น 2 ส่วน ความเจ็บปวดที่ได้รับเหนือกว่าใครจะจินตนาการไหว
แถมยังเป็นเทคนิคที่มีความเสี่ยงสูงมาก ผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้จิตวิญญาณของผู้นั้นเสื่อมสลายได้
หากไม่มีเทคนิคที่เข้าถึงระดับของหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนจะไม่กล้าใช้เทคนิคนี้อย่างเด็ดขาดเพราะอัตราการประสบความสำเร็จนั้นต่ำมาก
ไม่ช้า จิตวิญญาณของเขาที่สูงใหญ่กว่า 3 เมตรก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยแต่ละส่วนมีขนาดเท่ากับมนุษย์ปกติ
“สำเร็จ…”
หลังจากแยกส่วนจิตวิญญาณของตัวเองแล้ว จางเซวียนก็ดึงเอาส่วนหนึ่งกลับเข้ากายเนื้อของเขาก่อนจะถอนหายใจยาว ใบหน้าของเขาซีดเผือด
“สงสัยว่าเราจะใช้พลังจิตวิญญาณไม่ได้ไปสักระยะหนึ่ง!”
ครั้งนี้ไม่เหมือนกับกรณีของลู่ชง ที่จางเซวียนใช้จิตวิญญาณเพียงเสี้ยวเดียว
คราวนี้จิตวิญญาณของเขาถูกแบ่งครึ่ง คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนกว่าจะฟื้นตัวจนกลับสู่สภาพปกติ จางเซวียนจำเป็นต้องงดใช้พลังจิตวิญญาณสักระยะหนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บ
