Skip to content

Library Of Heaven’s Path 568


ตอนที่ 568 หลอมตัวโคลน

แต่ถึงอย่างไรก็คุ้มค่า

เพราะถึงจิตวิญญาณของเขาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่จางเซวียนก็ยังรับรู้ถึงการมีอยู่ของทั้งสองส่วนนั้น แม้ประสิทธิภาพการต่อสู้จะลดลง แต่หากฟื้นตัวเมื่อไหร่ พละกำลังของเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก

เพราะจิตวิญญาณทั้งสองส่วนนั้นเชื่อมถึงกัน สามารถสื่อสารกันได้ผ่านความคิด และหากผนึกกำลังกันเมื่อไหร่ พละกำลังที่ได้จะไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง โดยหากผนึกกำลังกันอย่างเต็มที่ อาจเพิ่มขึ้นไปได้เป็นสาม หรือสี่ หรืออาจสูงกว่า

อีกอย่าง จิตวิญญาณที่ถูกแยกส่วนไปก็สามารถฝึกฝนวรยุทธได้เช่นกัน โดยเมื่อเวลาผ่านไป ก็มีแต่จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ได้เวลาแล้ว!”

จิตวิญญาณที่ถูกแยกส่วนออกไปอมยิ้มและชำเลืองมองร่างเก่า ก่อนจะพุ่งเข้าไปในบัวเก้าหัวใจ

ฟึ่บ!

ทันทีเข้าถึงดอกบัว ก็พลันรู้สึกถึงแรงดูดมหาศาลที่ดึงตัวเขาเข้าไปสู่ที่ว่างอันมืดมิด

“นายท่าน…”

เมื่อจิตวิญญาณของเขาเข้าไปแทนที่ จางเซวียนก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ เขาประสานมือคารวะและทักทายจิตวิญญาณของเขาอย่างนอบน้อม

มั่วคุนเสิน!

ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวที่มีชีวิตมาเนิ่นนานหลายปี จางเซวียนจึงคิดว่าเขาคงจะแก่มากจนหงอกทั้งผมทั้งเครา แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เห็นอีกฝ่ายดูมีสง่าราศีอย่างมาก

เพราะทำสัญญาจิตวิญญาณเอาไว้ ถึงมั่วคุนเสินจะออกจากบัวเก้าหัวใจได้สำเร็จ แต่เขาก็ยังเป็นบริวารของปรมาจารย์จางอยู่ หากคิดกระด้างกระเดื่องแม้เพียงเล็กน้อย แค่คิด…ปรมาจารย์จางก็สามารถสังหารเขาได้ทันที

“นี่คือร่างเดิมของคุณ?” จิตวิญญาณของจางเซวียนตั้งคำถาม

เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่จับต้องไม่ได้ จิตวิญญาณจึงสามารถแปรสภาพเป็นรูปลักษณ์ไหนก็ได้ทั้งนั้น

“ถูกแล้ว จิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจะคงร่างเดิมเมื่อครั้งที่ถูกถอดจิตออกไปเอาไว้ โดยรูปลักษณ์นั้นจะไม่เปลี่ยน แม้ผมจะมีอายุกว่าหมื่นปีแล้วก็ตาม” มั่วคุนเสินตอบ

แม้จิตวิญญาณจะแปรสภาพไปได้หลายรูปแบบ แต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เรียกว่ารูปลักษณ์ต้นแบบอยู่ ซึ่งก็คือร่างเดิมที่จิตถูกถอดออกมาครั้งแรก

“อือ ผมมาแทนที่คุณ คุณออกไปได้แล้ว!”

จิตวิญญาณของจางเซวียนโบกมือ “แต่ตอนนี้ผมยังหาร่างที่เหมาะกับคุณไม่ได้ คุณใช้หุ่นโลหะไร้วิญญาณไปก่อน หาร่างที่เหมาะสมได้เมื่อไหร่ ผมจะให้คุณใช้ร่างนั้น”

ถึงมั่วคุนเสินจะแข็งแกร่งพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ในรูปของจิตวิญญาณ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ต้องทุกข์ทรมานจากการเสื่อมถอยทั้ง 5 ของจิตวิญญาณ และอ่อนแอลงเรื่อยๆ

วิธีเดียวที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นก็คือหาร่างที่เหมาะสมให้เขาครอบงำ

ในฐานะปรมาจารย์ จางเซวียนไม่อาจปล่อยให้บริวารของเขาเข้าครอบครองร่างของผู้บริสุทธิ์ได้ วิธีเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้คือให้อีกฝ่ายใช้ร่างของหุ่นโลหะไร้วิญญาณไปก่อน

เพราะหุ่นโลหะไร้วิญญาณถูกหลอมมาเพื่อผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่แล้ว การจะเข้าไปหรือออกมาจากหุ่นจึงไม่ก่อให้เกิดการครอบงำเสื่อมถอย

“ไม่มีปัญหาเลย ขอแค่ได้ออกจากที่นี่ ผมเต็มใจอยู่ที่ไหนก็ได้…”

มั่วคุนเสินพยักหน้าอย่างตื่นเต้น

เขาติดอยู่ในบัวดอกนี้เป็นหมื่นๆ ปีจนแทบบ้า ขอแค่ได้ออกไป ถึงจะให้ใช้ร่างของหุ่นโลหะไร้วิญญาณไปก่อนก็ไม่เดือดร้อนเลย

อีกอย่าง ปรมาจารย์จางก็สัญญาแล้วว่าจะหาร่างที่เหมาะสมให้ จึงไม่มีอะไรให้เขาลังเลอีก

“ถ้าอย่างนั้น ผมไปก่อน!”

ด้วยจิตวิญญาณที่มีแสงเรืองออกมา มั่วคุนเสินพุ่งออกจากบัวเก้าหัวใจ

เมื่อรู้สึกได้ว่ามั่วคุนเสินกำลังจะออกจากดอกบัว พลังงานเข้มข้นที่อยู่ในที่มืดนั้นพุ่งเข้าใส่เขาเพื่อรั้งตัวไว้ แต่จิตวิญญาณของจางเซวียนคำรามและเข้าขวางทาง

ฟึ่บ!

พลังนั้นหยุดกึกไปชั่วขณะ มั่วคุนเสินฉวยโอกาสนี้กระโดดออกจากบัวเก้าหัวใจมาสู่โลกภายนอก

“คุณออกมาแล้ว!” จางเซวียนมองเขา

“ใช่” เมื่อได้รับอิสรภาพ มั่วคุนเสินเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความตื่นเต้น

“คุณควรเข้าไปในหุ่นโลหะไร้วิญญาณก่อน”

จางเซวียนอมยิ้มและสะบัดข้อมือ ก่อนจะนำโลงศพที่บรรจุหุ่นโลหะไร้วิญญาณออกมา

มั่วคุนเสินพยักหน้า เขาเปิดฝาโลงและเข้าไปอยู่ในร่างของหุ่นโลหะไร้วิญญาณตัวนั้น ครู่ต่อมา หุ่นก็ลืมตาและลุกขึ้นยืน

“นายท่าน!”

หุ่นตัวขนาดเท่าคนจริงเดินมาหาจางเซวียนและโค้งคำนับอย่างงาม ราวกับแม่ทัพผู้ห้าวหาญทักทายผู้มีตำแหน่งสูงกว่า

“คุณควรเรียกผมว่านายน้อยเหมือนคนอื่นๆ” จางเซวียนโบกมือ

“ได้สิ นายน้อย!” หุ่นโลหะประสานมือ

จางเซวียนมองหน้าหุ่นโลหะและตั้งคำถาม “ตอนนี้คุณแข็งแกร่งแค่ไหน สำแดงพละกำลังออกมาได้เท่าไหร่?”

ด้วยวรยุทธอันทรงพลังของมั่วคุนเสิน เป็นไปได้ว่าเมื่อออกจากบัวเก้าหัวใจแล้ว อีกฝ่ายจะมีพละกำลังมากกว่าเขา ต่อให้อยู่ในร่างของหุ่นโลหะไร้วิญญาณก็เถอะ

“ผมเป็นคนหลอมหุ่นโลหะเหล่านี้ด้วยตัวเอง จึงสามารถสำแดงพละกำลังได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!” มั่วคุนเสินตอบ

“ร้อยเปอร์เซ็นต์? หมายความว่าคุณสำแดงพละกำลังได้เต็มพิกัดของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9?” จางเซวียนตาโต

อีกก้าวเดียวเขาก็จะสำเร็จวรยุทธเป็นกึ่งเซียนแล้ว แต่ก็ถูกขังไว้ในบัวเก้าหัวใจเสียก่อน ถึงจะใช้พลังจิตวิญญาณไปมากตลอดระยะเวลายาวนาน แต่มั่วคุนเสินก็ยังสามารถรักษาระดับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ไว้ได้

นั่นหมายความว่าเขามีบริวารเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9?

ด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ ต่อให้ไม่มีปรมาจารย์หยาง ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขาแล้ว!

“ใช่!” มั่วคุนเสินพยักหน้า

“ไม่เลวเลย ระหว่างนี้เฝ้าหน้าประตูไว้ อย่าให้ใครเข้ามาได้ ผมจะหลอมตัวโคลน ไม่อยากให้ใครขัดจังหวะ” จางเซวียนสั่งการ

มั่วคุนเสินพยักหน้าและออกจากห้อง

จากนั้นจางเซวียนก็หันมาพินิจดูบัวเก้าหัวใจ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“ได้เวลาแล้ว!”

เขากระดิกนิ้ว แล้วกระแสพลังปราณก็พุ่งเข้าสู่บัวเก้าหัวใจดอกนั้น

พลังปราณเทียบฟ้าของจางเซวียนทำให้มั่วคุนเสินเกือบตาย เพราะอีกฝ่ายฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับจางเซวียน จิตวิญญาณของเขาไม่มีจุดอ่อนแบบนั้น ทันทีที่จางเซวียนอัดพลังปราณเข้าไปในบัวเก้าหัวใจ ผิวสีดำของมันก็เปลี่ยนเป็นสีขาว

สิ่งนี้บ่งบอกว่ามันโตเต็มที่แล้ว

ดอกบัวต้องการพลังปราณเทียบฟ้าในปริมาณมหาศาลเพื่อการเจริญเติบโต ซึ่งก็โชคดีที่จางเซวียนมีหินวิเศษขั้นกลางมากพอ

หลังจากผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ดอกบัวก็สั่นสะท้านเล็กน้อย พื้นผิวสีดำหย่อมสุดท้ายหายไปจากดอกบัว เกิดเป็นสีขาวสะอาดราวน้ำนม

“สมกับเป็นของล้ำค่าระดับเทพเจ้า!”

แค่มองดู จางเซวียนก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาอดปลื้มปริ่มกับบัวเก้าหัวใจดอกนี้ไม่ได้

ก่อนหน้านี้มันเป็นสีดำสนิทเหมือนหมึก ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือของปีศาจ แต่ตอนนี้ดูราวกับของล้ำค่าที่มาจากสรวงสวรรค์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำให้บุบสลายได้

ทุกตารางนิ้วของมันบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา!

จางเซวียนรู้เลยว่าหากสิ่งนี้เป็นที่ล่วงรู้ของคนทั่วไป จะต้องเกิดการแย่งชิงกันขนานใหญ่ ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวหรือ 8 ดาวก็คงอดใจไม่ไหว

เพราะถึงอย่างไร ปรมาจารย์ทุกคนก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่เหมือนกับเซียนที่แท้จริง พวกเขายังมีความปรารถนาทางโลก และยังหลงเหลืออารมณ์ความรู้สึกด้านลบอยู่

ขนาดปรมาจารย์ขงยังทำลายทั้งอาณาจักรจนวอดวายเพราะความโกรธแค้นที่ลูกศิษย์ถูกสังหารนับประสาอะไรกับปรมาจารย์คนอื่นๆ

“หลอมเลย!”

รู้ดีว่าสิ่งนี้ล้ำค่าขนาดไหน จางเซวียนจึงตัดสินใจจะทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เขาคว้าดอกบัวมาและถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปโดยไม่รีรอ

มั่วคุนเสินได้ถ่ายทอดวิธีหลอมกายเนื้อร่างใหม่ไว้ให้แล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร

จางเซวียนใช้พลังปราณห่อหุ้มบัวทั้งดอกไว้ เพื่อให้จิตวิญญาณของเขาที่ถูกแยกส่วนออกไปหลอมรวมเข้ากับดอกบัวเป็นเนื้อเดียว

ซึ่งพลังปราณนั้นก็บ่มเพาะดอกบัวไปพร้อมๆ กัน ไม่ช้ากายเนื้อร่างใหม่ซึ่งไร้ที่ติก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง

ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง จิตวิญญาณที่ถูกแยกส่วนออกไปก็หลอมขึ้นเป็นกายเนื้อร่างใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ร่างนั้นค่อยๆ ลืมตา

“สำเร็จ!”

เห็นตัวโคลนของเขาลุกขึ้นยืนได้ จางเซวียนยิ้มแป้นด้วยความดีใจ

ดวงตาสองคู่สบกัน จางเซวียนพลันรู้สึกประหลาดขึ้นมาทันใด มันเหมือนกับส่องกระจก ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนอีกร่างเป็นคนอื่น และอีกพริบตาก็รู้สึกเหมือนคนอื่นเป็นตัวเขา

ในเมื่อตัวโคลนถูกหลอมขึ้นจากจิตวิญญาณของเขาเอง จึงมีชีวิตจิตใจและความรู้สึกเหมือนตัวต้นแบบทุกอย่าง แม้แต่ความรู้และเทคนิคการต่อสู้ที่มีอยู่ก็เหมือนกันเป๊ะ

พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าตัวโคลนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตัวต้นแบบก็จะได้ความรู้แบบเดียวกัน แต่ถึงอย่างไรวรยุทธทั้งของทั้งสองตัวก็ยังแยกจากกันอยู่

“ตอนนี้ตัวโคลนยังอยู่ในสภาพใหม่มาก วรยุทธส่วนใหญ่ที่มีก็มาจากจิตวิญญาณของเราที่ถูกแยกส่วนออกไป เราควรยกระดับวรยุทธให้มันก่อน!”

ตัวโคลนที่เพิ่งเกิดใหม่นั้นยังไม่มีพละกำลังใดๆ ต่อให้พอมีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็มาจากจิตวิญญาณที่ถูกถ่ายทอดเข้าไป จึงต้องตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธกันใหม่

หลังจากใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ตัวโคลนก็นั่งลงที่ใจกลางค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ

ฟิ้ว! ฟึ่บ!

ตัวโคลนเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้า

“ฮึ?”

ครู่ต่อมา จางเซวียนก็ขมวดคิ้ว

เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าจนช่ำชองแล้ว ทำไมตัวโคลนถึงทำไม่ได้?

ทันทีที่ตัวโคลนเริ่มฝึกฝน แรงกดดันหนักหน่วงก็จะต้านไว้ พยายามจะบดขยี้ร่างของตัวโคลนให้เป็นผุยผงให้ได้หากยังดื้อดึงฝึกต่อไป

จางเซวียนเกิดสมมติฐานหนึ่งขึ้นมา

“หรือว่า…ถ้าไม่ใช่ตัวต้นแบบของเรา ก็ไม่มีใครฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าได้อีก ถึงตัวโคลนก็ฝึกไม่ได้?”

เขาเคยพยายามถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทียบฟ้าให้บรรดาลูกศิษย์มาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครฝึกฝนเคล็ดวิชานั้นได้ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เมื่อไม่มีทางเลือก จางเซวียนจึงจำเป็นต้องดัดแปลงหรือเสริมข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ 2 – 3 ข้อเข้าไปในเทคนิคนั้น

เขาเคยคิดว่าที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะระดับการทำความเข้าใจที่แตกต่างกัน แต่เท่าที่เห็น ขนาดตัวโคลนที่มีชีวิตจิตใจเหมือนเขาก็ยังทำไม่ได้ แปลว่าที่เคยคิดไว้คงไม่ใช่

“ต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับหอสมุดเทียบฟ้าแน่!” จางเซวียนคิด

หอสมุดเทียบฟ้าอยู่เคียงข้างเขาตลอดตั้งแต่ทะลุมิติมา เป็นไปได้ว่าการบังเกิดขึ้นของมันทำให้เขาสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ส่วนตัวโคลนที่แม้จะมีจิตวิญญาณดวงเดียวกัน แต่เมื่อไม่มีหอสมุดเทียบฟ้ามากับตัว มันจึงไม่อาจฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าได้

อีกอย่าง หอสมุดเทียบฟ้าก็เหมือนช่องโหว่ของโลกใบนี้ ดูเหมือนสวรรค์จะไม่อนุญาตให้ใครก็ตามเข้าถึงแก่นแท้ของมัน เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มันเป็นกฎเกณฑ์ของโลก ใครที่พยายามจะฝ่าฝืนกฎนี้ย่อมถูกกำจัด

“ในเมื่อฝึกไม่ได้ ก็ต้องดัดแปลงมันก่อน!”

เพราะเคล็ดวิชาเทียบฟ้าไม่อนุญาตให้ใครอื่นฝึกฝน จางเซวียนจึงต้องใส่ข้อบกพร่องเล็กน้อยบางอย่างเข้าไป ก่อนหน้านี้เขาก็ใช้วิธีนี้กับจ้าวหย่าและเด็กคนอื่นๆ มาแล้ว จึงไม่ได้ยากเย็น

ฟิ้ววววว!

เมื่อได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้าที่มีข้อบกพร่องอยู่นิดหน่อย ในที่สุดตัวโคลนก็สามารถขับเคลื่อนพลังปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่างโดยปราศจากการสะดุด รังสีของเขาเริ่มเข้มข้นและทรงพลังขึ้นขณะที่วรยุทธก้าวหน้าไป

สมกับเป็นกายเนื้อร่างใหม่ที่หลอมขึ้นจากของล้ำค่าระดับเทพเจ้า อัตราการพุ่งพรวดของวรยุทธของจ้าวหย่ากับเด็กคนอื่นๆ ก็เทียบกับตัวโคลนของเขาไม่ได้

ในเวลาเพียง 3 วัน ตัวโคลนของจางเซวียนก็พัฒนาจากนักรบขั้น 1 -จวีซี มาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 หยินหยาง-สูงสุด

พูดง่ายๆ ก็คือตัวโคลนมีระดับวรยุทธเทียบเท่ากับเขาแล้ว

แม้เหตุผลหลักที่ทำได้จะเป็นเพราะจางเซวียนมีหินวิเศษขั้นกลางมากพอ แต่ก็ยังถือว่าน่าอัศจรรย์อยู่ดี

“เท่านี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ตัวโคลนฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้อีก เพราะมันถ่ายทอดถึงกันทางจิตวิญญาณได้”

ในเมื่อตัวโคลนกับตัวต้นแบบมีชีวิตจิตใจและความรู้สึกแบบเดียวกัน ก็สามารถแบ่งปันความรู้ให้กันได้อย่างง่ายดาย แม้ไม่ต้องฝึกฝน ตัวโคลนก็สามารถสำแดงเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้าในระดับ เดียวกับตัวต้นแบบได้ แต่ก็แน่นอนว่าจะต้องมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง

“ขอดูสักหน่อยว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน…มา, มาต่อยผม!”

จางเซวียนยิ้มให้ตัวโคลนของเขา

ในเมื่อไม่มีเสาหินวัดพลังอยู่ในห้อง ก็ไม่มีวิธีระบุความแข็งแกร่งของตัวโคลนอย่างแน่ชัด แต่จางเซวียนก็พอใช้ร่างกายของเขาประเมินได้คร่าวๆ

ฟึ่บ!

ตัวโคลนปล่อยหมัดออกมา จางเซวียนยิ้มขณะที่ปล่อยหมัดสวนไป

หมัดของทั้งคู่ปะทะกัน

พลั่ก!

ยังไม่ทันที่จางเซวียนจะได้ตั้งตัว ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แขนราวกับถูกอะไรที่ใหญ่โตสักอย่างเข้าปะทะ เขากระเด็นไป หัวกระแทกเข้ากับกำแพง ก่อนจะปักลงไปในลานบ้านที่โรยด้วยกรวด

“เว้ยยยย…อะไรกันนี่…” จางเซวียนร้อง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version