ตอนที่ 584 เทคนิคการอ่านหนังสือด้วยการรับรู้ของจิตวิญญาณ
จางเซวียนจ้องเขม็ง แต่คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าก็ไม่ตอบสนอง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“ทำไมไม่ตอบสนองเลยล่ะ? หรือว่า…เขาไม่ผ่านการทดสอบ?
“ไม่น่าใช่นะ ขืนเป็นแบบนั้นก็…หายนะเลย!”
“แต่ปรมาจารย์จางเก่งกาจเสียขนาดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะจดจำหนังสือได้ไม่ถึง 800 เล่ม?”
หลังจากรอดูอีกครู่หนึ่ง จนเห็นแล้วว่าคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าไม่ตอบสนอง ทุกคนก็ผงะ
คัมภีร์แห่งสายน้ำไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรทั้งนั้น หมายความได้อย่างเดียวว่าจางเซวียนจดจำหนังสือได้ไม่ถึง 800 เล่ม!
ซึ่งถ้าไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เขาก็ต้อง…ถูกคัดออก!
ต่อให้ผลการทดสอบใน 2 ด่านแรกของเขาจะน่าอัศจรรย์สักแค่ไหน ก็ต้องถูกคัดออกจากการประลองครั้งนี้
เป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร?
“น่าเสียดายจริงๆ! เห็นปรมาจารย์จางเก่งกาจเสียขนาดนั้น ผมก็แน่ใจว่าเขาต้องติด 1 ใน 10 อันดับแรก นึกไม่ถึงเลยว่า…จะมาตกมาตายตรงนี้!”
“แปลกมากที่เขาจดจำหนังสือได้ไม่ถึง 800 เล่ม!”
“เขาคงรู้ตัวแล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ตั้งแต่ตอนที่เข้าภวังค์นั่นล่ะ…”
ผู้ชมออกความเห็นกันเซ็งแซ่ บางคนแสดงความเสียดาย ขณะที่บางคนก็เย้นยหยัน
ผลงานอันโดดเด่นของจางเซวียนใน 2 ด่านแรกทำให้พวกเขาแน่ใจในความสามารถของปรมาจารย์คนนี้ หลายคนมองว่าเขาคือม้ามืด นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกคัดออกง่ายๆ
“เอ่อ…” ประธานคัง ปรมาจารย์สู่ว และคนอื่นๆรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด แทบจะปล่อยโฮอยู่รอมร่อ
พวกเขายังห่วงว่าปรมาจารย์จางจะก่อเรื่อง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่า…เขาไม่ผ่านการทดสอบ!
นั่นหมายความว่า ความหวังทั้งหลายแหล่ที่พวกเขามีในตัวปรมาจารย์จางพังพินาศทั้งหมด!
ประธานคังหน้าดำคร่ำเครียดอยู่นานกว่าจะตั้งตัวได้ เขาถอนหายใจและส่ายหน้าก่อนจะพูดว่า “สุดท้ายก็ดูเหมือน…ปรมาจารย์จางจะยังเด็กเกินไป!”
แม้เขาจะปราดเปรื่องและมีอาจารย์ผู้น่าทึ่ง ก็ยังไม่เก๋าพอจะยืนหยัดบนเวทีใหญ่ขนาดนี้
ประธานคังถอนหายใจอีกรอบและมีสีหน้าไม่สู้ดี ดูแก่ไปอีก 10 ปีขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
เขาทุ่มเทไปมากกับการประลองครั้งนี้ และคิดว่าด้วยความสามารถของจางเซวียน อันดับที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานานของสมาพันธ์นานาอาณาจักรคงจะถูกทำลายสถิติเสียที…แต่สุดท้ายความหวังของเขาก็สูญสิ้น ไม่ต่างอะไรกับครั้งก่อนๆ!
อีกด้านหนึ่ง ปรมาจารย์หงก็ตัวสั่นและมีสีหน้าที่เกือบๆจะคุ้มคลั่ง
ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าเขาเป็นใคร?
ลูกศิษย์ของปรมาจารย์หยาง?
ถึงปรมาจารย์จางจะทำให้ตัวเขาตกที่นั่งลำบากตลอดทั้ง 2 ด่านแรก แต่ก็พอเข้าใจได้
เพราะศิษย์สายตรงของปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว จะทำตัวธรรมดาได้อย่างไร?
แต่ลงท้าย ก็กลับถูกคัดออก…
ประธานมั่วมอบหินวิเศษขั้นกลางไว้ให้ก็เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ปรมาจารย์จาง และทำให้เขาเกิดความรู้สึกดี แต่สุดท้าย ปรมาจารย์จางก็ไม่ผ่านการประลองรอบคัดเลือก
แล้วตัวเขาเองจะเอาชีวิตรอดได้ไหม หากต้องเผชิญกับความไม่สบอารมณ์ของท่านประธานแห่งสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่?
แถมยังมีปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวอีกทั้งคนอยู่เบื้องหลังปรมาจารย์จางอีก…
ปรมาจารย์หงกลั้นน้ำตา มันปริ่มๆจะไหลเต็มที
การที่ปรมาจารย์จางผ่านการทดสอบก็แย่พอแล้ว แต่เมื่อเขาไม่ผ่านการทดสอบ…กลับยิ่งแย่ไปกว่า!
ตัวเขาคงเป็นผู้จัดการประลองปรมาจารย์คนแรกที่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้
แต่ถึงอย่างไร เมื่อผลออกมาแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น เขาไม่อาจถอนคำพูดได้ เพราะไม่อย่างนั้น การประลองรอบคัดเลือกย่อมไร้ความหมาย และเกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาในฐานะผู้จัดการประลองย่อมเป็นที่กังขา ดังนั้น ปรมาจารย์หงจึงรวบรวมความกล้าและประกาศ “ในเมื่อคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าไม่เรืองแสง จึงหมายความว่าปรมาจารย์จางไม่ผ่านการทดสอบ เอาล่ะ ไปที่การทดสอบด่านสุดท้าย…”
ยังไม่ทันจะประกาศจบ เขาก็พลันรู้สึกถึงสายตาตื่นตะลึงของผู้ชมที่อยู่ด้านล่าง คนพวกนั้นทำท่าเหมือนเห็นผี
“มีอะไร?”
ปรมาจารย์หงหันไปมอง และเซ่อไปทันใด
คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าลอยอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันปล่อยแสงสีแดงเจิดจ้าจนสว่างเรืองไปทั้งเล่ม
ขณะที่ปรมาจารย์หงกำลังครุ่นคิดว่าทำไมแสงสีแดงที่เรืองออกมาจึงมีเฉดที่แตกต่างไปจากเดิม แสงเรืองรองนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม และจากนั้นก็เป็นเหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน และม่วง…
ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนใครสักคนใช้งานกล้องคาไลโดสโคปสีรุ้ง หรือไม่ก็จุดดอกไม้ไฟที่ระเบิดเจิดจ้าและงดงามที่สุด แสงนั้นสว่างเรืองรองไปโดยรอบ
“7 สี?”
ปรมาจารย์หงยืนอึ้ง
เขาเคยเจอคนที่ทำให้แสงสีแดง สีส้ม สีเหลือง และสีเขียวเรืองออกมา แต่ว่า…เปลี่ยนไปทีเดียว 7 สีนี่นะ มันบ้าอะไร?
หรือว่าคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าเจออะไรดีๆบางอย่าง จึงตัดสินใจปล่อยแสงหลากสีออกมาเพื่อเฉลิมฉลอง?
หรือว่า…เกิดขัดข้องกะทันหัน?
แต่เรื่องแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
จู่ๆผู้ชมคนหนึ่งก็ร้องออกมา “หรือว่าคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าเพิ่งเสร็จสิ้นการวิเคราะห์ความรู้ของปรมาจารย์จาง…จึงแสดงผลออกมาตอนนี้?”
“วิเคราะห์นานขนาดนั้น เป็นไปได้หรือ?”
“ถ้าใช้เวลานานขนาดนี้ เขาอ่านหนังสือไปกี่เล่ม?”
เมื่อได้ยินข้อสงสัยเหล่านั้น ผู้ชมก็อื้ออึงอีกรอบ
ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น พวกเขาจะลงความเห็นว่าคัมภีร์เกิดการขัดข้อง
แต่เพราะบุคคลผู้เป็นข้อกังขาคือปรมาจารย์จาง…จึงไม่อาจละเลยความเป็นไปได้ข้อนี้
เพราะชายหนุ่มคนนี้เก่งกาจถึงขนาดทำให้เมืองหลอนแดนปีศาจวอดวาย และหว่านล้อมให้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นฆ่าตัวตายได้ การที่เขาจะเปลี่ยนคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าให้กลายเป็นเครื่องจุดดอกไม้ไฟ…ก็ไม่เหนือไปกว่าจินตนาการ
ขณะที่ผู้ชมโต้แย้งกันอยู่ ก็เกิดเสียงกุกกักดังขึ้น คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าสั่นสะท้านหลายครั้ง เกิดรอยร้าวบนหนังสือ จากนั้นมันก็ร่วงลงมาจากกลางอากาศ และฉีกขาดเป็น 2 ท่อน
“เฮ้ย…”
เห็นคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าอันล้ำค่าขาดครึ่งแบบนั้น ทุกคนอึ้งตะลึงกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องสงสัยแล้ว ใช่เลย!”
“แน่นอนว่าปรมาจารย์จางเป็นตัวการ ไม่อย่างนั้น จู่ๆคัมภีร์จะขาดครึ่งได้อย่างไร?”
เท่าที่ดูจากวีรกรรมครั้งก่อนๆ ก็จะเป็นใครไปได้?
ปรมาจารย์หงก็ช่างน่าสงสาร…ของล้ำค่าที่ยืมมาจากสำนักงานใหญ่เสียหายไปแบบนี้ เขาต้องถูกลงโทษแน่ๆ
เมื่อนึกได้ ทุกคนก็หันขวับไปมองผู้อาวุโสที่อยู่บนเวทีอย่างเห็นใจ
หลายคนกำลังจะปลอบปรมาจารย์หง ก็พอดีเห็นภาพที่ทำให้ต้องตาค้าง
เมื่อเห็นคัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าขาดครึ่ง ไม่เพียงแต่ปรมาจารย์หงจะไม่เสียใจหรือตื่นตระหนก นัยน์ตาของเขายังฉายความตื่นเต้นออกมา ใบหน้าก็แดงก่ำ และหากไม่ใช่เพราะมารยาทดีงามที่เขาฝึกฝนและสั่งสมมานานหลายปี เขาคงลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกาด้วยความดีใจไปแล้ว
มันเกิดอะไรขึ้น?
คุณยืมของล้ำค่าชิ้นนี้มาจากสำนักงานใหญ่ไม่ใช่หรือ? ในเมื่อมันพัง ก็ควรจะหงุดหงิดไหม? มันเรื่องอะไรถึงตัวสั่นไม่หยุด และออกอาการร้อนรนราวกับกินยาปลุกกำหนัดเข้าไป?
“…ปรมาจารย์หงเป็นอะไรน่ะ? เมื่อ 2 ด่านที่แล้ว ตอนที่ปรมาจารย์จางทำลายทรัพย์สมบัติของเขา เขาก็มีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ทำไมคราวนี้ถึงตื่นเต้น?” จ้าวเฟยอู่งง
“เป็นไปได้ว่า…” ประธานคังครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะพูดต่อ “…เขาชาชินเสียแล้ว!”
“ชาชิน?”
ปรมาจารย์หงที่กำลังตื่นเต้นแทบทรุดเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ต้องใจกว้างขนาดไหน ถึงจะเคยชินกับการที่ข้าวของถูกทำลาย?
แน่นอนว่าเหตุผลที่เขาดีใจไม่ใช่เพราะเคยชินกับการที่ข้าวของถูกทำลาย แต่เป็นเพราะปรมาจารย์จางยังไม่ถูกคัดออก
คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าเป็นของล้ำค่าก็จริง แต่ถ้าเทียบกับการต้องเผชิญหน้ากับประธานมั่วและปรมาจารย์หยางในสภาพที่ทั้งคู่อารมณ์เสีย ก็เทียบกันไม่ได้เลย
ชัดเจนว่าระหว่างปีศาจ 2 ตัวนี้ แบบไหนที่สูญเสียน้อยกว่า ในเมื่อปรมาจารย์จางผ่านการทดสอบแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะดีใจจนแทบฉลอง
แต่นั่นแหละ…เขาคงเป็นผู้จัดการประลองปรมาจารย์เพียงคนเดียวที่ดีใจเมื่อเห็นทรัพย์สมบัติของตัวเองถูกทำลาย
“แสงสีแดงหมายถึงผู้นั้นจดจำหนังสือได้ 800 เล่ม แสงสีส้มคือ 1,600 เล่ม และจากนั้นก็เพิ่มไปทีละ 800 เล่ม…ในเมื่อแสงทุกสีเรืองออกมาต่อเนื่องกัน…ปรมาจารย์จาง เมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน เอาจริงๆนะ คุณจดจำหนังสือได้กี่เล่ม?”
เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ปรมาจารย์หงก็หันไปมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย
เพราะแสงสีม่วงหมายถึงผู้นั้นจดจําหนังสือได้ห้าพันหกร้อยเล่ม ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็ทำให้แสงสีม่วงระเบิดออกมาราวกับดอกไม้ไฟ เลยเถิดถึงขนาดทำให้คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าทั้งเล่มขาดเป็น 2 ท่อน
เขาจดจำหนังสือได้มากขนาดไหนจึงเกิดเหตุแบบนี้?
ผู้ชมก็คิดแบบเดียวกัน ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เขา
“กี่เล่ม?”
จางเซวียนนวดหว่างคิ้ว
ในที่สุดเรื่องปวดใจแสนสาหัสก็มาถึง
เขากังวลและครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา แต่สุดท้าย…อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดอยู่ดี
ขืนบอกความจริงไปว่าเขาจดจำหนังสือได้มากกว่า 2 แสนเล่ม ขณะที่คนอื่นๆกระเสือกกระสนแทบตายกว่าจะได้สักพัน…ปรมาจารย์หงมิเป็นลมตายหรือ?
“แค่ก แค่ก, เอ่อ…ผมไม่ได้นับ น่าจะตกราวหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นเล่ม…” จางเซวียนตอบอย่างกระอักกระอ่วน เขาตัดสินใจลดจำนวนหนังสือลงเหลือเพียง 1 ใน 10
“หนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นเล่ม?”
แค่นั้นทุกคนก็ตกตะลึงพอแล้ว
ขณะที่คนอื่นๆเขาอ่านได้ 7-8 ร้อยเล่ม คุณอ่านได้มากกว่าพวกเขาเกินสิบเท่าเสียอีก แน่ใจนะว่ายังเป็นมนุษย์?
ปรมาจารย์คนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนพูดขึ้นมา “เป็นไปไม่ได้หรอก ในแต่ละชั้นมีหนังสือแค่ห้าพันเล่ม และผมก็เฝ้ามองคุณอยู่ตลอดเวลา คุณยืนนิ่งเข้าภวังค์อยู่อย่างนั้น ไม่ได้เปิดหนังสือเล่มอื่นเลย จะจดจำได้มากขนาดนั้นได้อย่างไร?”
หมอนี่ทำตัวเหมือนคนโง่เง่าตั้งแต่แรก ยืนถือหนังสือเล่มเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ จะไปจดจำเนื้อหาของหนังสือเล่มอื่นๆในชั้นได้หรือ?
แถมหนึ่งชั้นก็มีหนังสือแค่ห้าพันเล่ม อ่านอะไรไปถึงมาบอกว่าหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นเล่ม?
“คือ…”
จางเซวียนเกาหัวและถึงกับไปต่อไม่ถูก แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จึงตั้งตัวได้อย่างทันควัน เขาไอกลบเกลื่อนและอธิบาย “นี่เป็นเทคนิคการอ่านหนังสือแบบพิเศษที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ผม…ไม่ต้องพลิกหน้าหนังสือเลยก็อ่านได้! ส่วนจำนวนหนังสือที่เกินมานั้น หลังจากอ่านหนังสือในชั้นของผมจนหมดแล้ว…ก็นึกได้ว่ายังมีเวลาเหลือ ผมจึงอ่านหนังสือเล่มอื่นๆที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติของผมด้วย…”
รู้ดีว่าไม่มีทางอธิบายความจริงได้ จางเซวียนจึงตัดสินใจผลักภาระให้ท่านอาจารย์ผู้ลึกลับของเขา ถึงอย่างไร ในเมื่อเขามีกองหนุนชั้นดี ก็คงไม่ต้องกังวลอะไร
“อ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องพลิก?”
ทุกคนงุนงง
ถ้อยคำก็อยู่ในหน้าหนังสือ แล้วอ่านได้โดยไม่ต้องพลิกดูแต่ละหน้า มันหมายความว่าอย่างไร? มีดวงตาที่มองทะลุวัตถุได้อย่างนั้นหรือ?
อีกอย่าง มีเทคนิคแบบนี้อยู่ในโลกด้วย?
ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อน?
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยในสิ่งที่จางเซวียนพูด ปรมาจารย์หงก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที เขาหน้าซีดและพึมพำด้วยเสียงที่เกือบกระซิบ “หรือ…หรือว่า…แต่จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“ปรมาจารย์หง คุณเคยได้ยินเทคนิคนี้มาก่อนหรือ?”
ปรมาจารย์คนหนึ่งอดตั้งคำถามไม่ได้
ทุกคนหันมามอง
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวและนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6, ปรมาจารย์หงถือเป็นผู้รอบรู้ที่สุดของกลุ่มคนในที่นี้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวรยุทธหรือประสบการณ์
“ใช่ ผมเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน…”
เมื่อได้ยินคำถาม ปรมาจารย์หงก็พยายามสงบสติอารมณ์ เขามองหน้าจางเซวียนและนึกไปถึง บุคคลผู้หนึ่ง แล้วสีหน้าของเขาก็ค่อยๆแสดงความเคารพนับถือออกมา
“ผมมีโอกาสได้ฟังการบรรยายของประธานมั่วแห่งจักรวรรดิหงหย่วนครั้งหนึ่ง และเขาพูดถึงเรื่องนี้ ถ้าสมมติฐานของผมถูกต้อง มันคือ…”
“เทคนิคที่มีแต่นักรบระดับเซียนขั้น 2 เท่านั้นที่ทำได้…เทคนิคการอ่านหนังสือด้วยการรับรู้ของจิตวิญญาณ!”
