Skip to content

Library Of Heaven’s Path 585


ตอนที่ 585 หมากรุกสวรรค์

“เทคนิคการอ่านหนังสือด้วยการรับรู้ของจิตวิญญาณ?”

“ระดับเซียน ขั้น 2?”

ปรมาจารย์ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีมองหน้ากันอย่างงงงัน พวกเขาไม่เคยได้ยินอะไรแบบนั้นมาก่อน

ปรมาจารย์หงไม่ตอบคำถาม เขาพูดต่อ “เหนือกว่านักรบเหนือมนุษย์คือระดับกึ่งเซียน ระดับเซียนมือใหม่ และสุดท้ายก็คือระดับเซียนตัวจริง ผมเชื่อว่าพวกคุณคงรู้จักลำดับขั้นนี้แล้ว”

“ใช่” ผู้ชมพยักหน้า

ผู้ชมส่วนใหญ่ในที่นี้เป็นปรมาจารย์ แม้นักรบระดับเซียนจะห่างชั้นกับพวกเขาอยู่มาก เรียกว่าเกินเอื้อมก็ว่าได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เคยได้ยิน

“นักรบระดับกึ่งเซียนและเซียนมือใหม่นั้นเป็นขั้นย่อย ในขณะที่วรยุทธระดับเซียนเป็นขั้นหลัก โดยเหมือนกับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์และนักรบทั่วไป คือแบ่งออกเป็น 9 ขั้น” ปรมาจารย์หงอธิบายต่อ

“วรยุทธระดับเซียนขั้น 1 เป็นที่รู้จักกันในชื่อการไล่ล่าหาความว่างเปล่า นักรบที่สำเร็จขั้นนี้จะบินได้ ส่วนขั้นที่ 2 คือ…การรับรู้ของจิตวิญญาณ!”

ปรมาจารย์หงพูดต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “นักรบที่สำเร็จวรยุทธขั้นนี้จะเปิด ‘ดวงตาตั้งต้น’ และปลุกความสามารถในการรับรู้ของจิตวิญญาณขึ้นได้”

มีคนตั้งคำถาม “การรับรู้ของจิตวิญญาณ…มันคืออะไร?”

เขารู้จักแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณ แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องการรับรู้ของจิตวิญญาณมาก่อน

ปรมาจารย์หงอธิบาย “การรับรู้ของจิตวิญญาณคือความสามารถพิเศษที่มีแต่นักรบระดับเซียนที่ทำได้ อย่างที่เรารู้กัน เมื่อเข้าถึงวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง จิตวิญญาณของผู้นั้นจะสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ทำให้สามารถบ่มเพาะความแข็งแกร่งให้จิตวิญญาณได้”

ทุกคนพยักหน้า

วรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้องถือเป็นขั้นที่เปิดโลกใหม่ให้กับผู้เข้าถึง ในขั้นนี้ ไม่เพียงแต่นักรบผู้นั้นจะสามารถบ่มเพาะกายเนื้อและพลังปราณ…แต่ยังบ่มเพาะจิตวิญญาณของเขาได้ด้วย

“จิตวิญญาณที่แข็งแกร่งมีอานุภาพเหนือกว่าที่เราจะจินตนาการได้ คุณจะเข้าใจได้เองเมื่อสำเร็จขั้นนั้น เมื่อจิตวิญญาณเข้าถึงระดับหนึ่ง…มันจะมีอานุภาพมากขึ้น โดยนักรบผู้นั้นจะสามารถขยายอานุภาพของจิตวิญญาณให้รับรู้ทุกสิ่งที่มันได้สัมผัส อันที่จริง สายตาของเขาก็แจ่มชัดกว่าสายตาของเราด้วย…นี่คือการรับรู้ของจิตวิญญาณ!” ปรมาจารย์หงพูด

“ขยาย…อานุภาพของจิตวิญญาณ?”

“ประสิทธิภาพของจิตวิญญาณสูงขึ้นจนกระทั่งรับรู้โลกภายนอกได้ดีกว่ากายเนื้อ…ผู้นั้นจะต้องทรงพลังขนาดไหน?”

“คงไม่ใช่ว่า…ปรมาจารย์หงกำลังจะบอกว่าปรมาจารย์จางมีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบระดับเซียนขั้น 2 หรอกนะ?”

ทุกคนต่างผงะ

ระดับเซียน ขั้น 2? เป็นไปได้อย่างไร?

จางเซวียนก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็พูดไปส่งๆอย่างนั้น ปรมาจารย์หงเอาไปโยงกับวรยุทธระดับเซียนได้อย่างไร?

ปรมาจารย์หงส่ายหน้า

“แน่นอนว่าปรมาจารย์จางไม่ได้เป็นเซียน ไม่ต้องตกใจ ฟังผมอธิบายให้จบก่อน เดี๋ยวพวกคุณจะเข้าใจเอง!”

“การอ่านหนังสือโดยใช้การรับรู้ของจิตวิญญาณนั้นสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพกว่าการอ่านแบบธรรมดามาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักรบระดับเซียนจึงสั่งสมความรู้ได้รวดเร็วจนน่าอัศจรรย์”

“ถึงปรมาจารย์จางจะไม่ใช่เซียน แต่ดูเหมือนเขาจะมีความสามารถในด้านนี้เทียบเท่ากับเซียน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด…ผู้เชี่ยวชาญสักคนคงนำดวงตาตั้งต้นของนักรบระดับเซียนขั้น 2 มาปลูกถ่ายให้เขาโดยใช้กรรมวิธีพิเศษบางอย่าง เพื่อให้สามารถอ่านและจดจำหนังสือได้อย่างรวดเร็ว!”

แม้ปรมาจารย์หงจะแค่คาดเดา แต่เขาก็อดทึ่งกับเรื่องนี้ไม่ได้

มีแต่เซียนที่เปิดดวงตาตั้งต้นของตัวเองแล้วเท่านั้น ถึงจะปลุกการรับรู้ของจิตวิญญาณขึ้นได้

ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎี หากดวงตาตั้งต้นของนักรบระดับเซียนขั้น 2 คนหนึ่งถูกนำออกมาปลูกถ่ายให้กับอีกคน ตราบใดที่ทำถูกวิธี ผู้นั้นก็จะสามารถปลุกการรับรู้ของจิตวิญญาณได้เช่นกัน

แต่แน่นอนว่าด้วยระดับวรยุทธที่ยังอ่อนด้อย ผู้ได้รับการปลูกถ่ายย่อมไม่อาจใช้การรับรู้ของจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างมากที่สุด ก็แค่ใช้อ่านหนังสือเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับปรมาจารย์ขั้นต่ำ ก็นับว่าสำคัญมาก

การที่ใครสักคนอ่านหนังสือได้ทีละ 10 เล่ม ขณะที่คนอื่นอ่านได้ทีละเล่ม ไม่ช้าเขาก็ต้องเหนือกว่าเพื่อนร่วมรุ่น

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมปรมาจารย์จางจึงเชี่ยวชาญในหลากหลายอาชีพทั้งที่อายุยังน้อย คงเป็นเพราะความสามารถด้านนี้นี่เอง!

เป็นไปได้ว่า…ปรมาจารย์หยางคงจะเตรียมให้เขาโดยเฉพาะ

นำดวงตาตั้งต้นของนักรบระดับเซียนขั้น 2 มาปลูกถ่ายให้กับอีกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ…ปรมาจารย์หยางจะต้องเก่งกาจขนาดไหน?

แค่คิดก็หนาวแล้ว

คราวนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมประธานมั่วถึงเกรงกลัวปรมาจารย์หยางนัก ถึงกับมอบหินวิเศษขั้นสูงให้เป็นของรางวัลในการประลอง เพื่อหวังว่าอีกฝ่ายจะพอใจ ผู้เชี่ยวชาญระดับนี้…ก็สมควรที่จะได้รับการพะเน้าพะนอจากประธานมั่วจริงๆ

“ปลูกถ่ายดวงตาตั้งต้นของนักรบระดับเซียนขั้น 2 ให้กับอีกคน?”

“อ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องพลิกหน้าหนังสือ?”

“อ่านหนังสือที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติก็ได้ด้วย?”

“การที่คุณอ่านหนังสือได้มากขนาดนี้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง…ก็พอเข้าใจได้ แต่ถึงกับจดจำได้ทั้งหมด ความจำของคุณจะดีเกินไปไหม?”

“จริงด้วย แค่พลิกหนังสืออ่านไม่ได้หมายความว่าจะต้องจำได้ ที่น่าสะพรึงจริงๆก็คือ…จดจำสิ่งที่อ่านได้ทั้งหมด!”

เมื่อได้ฟังปรมาจารย์หงอธิบาย ทุกคนก็ถึงบางอ้อ พวกเขามองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าด้วยอาการพรั่นพรึง

ถึงกับได้ดวงตาตั้งต้นของนักรบระดับเซียนขั้น 2 มา เขาจะต้องมีภูมิหลังน่าทึ่งแค่ไหนกัน?

ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน คุณชายโหลวฮวนกระพริบตาถี่ๆ ท้อแท้จนสุดจะบรรยาย

เมื่อครู่นี้เองที่เขาเพิ่งถามปรมาจารย์จางว่าอ่านหนังสือได้กี่เล่ม และฝ่ายนั้นก็ตอบมาว่าอ่านได้พอๆกับเขา นั่นทำให้เขาลิงโลดใจอยู่พักใหญ่ คิดไปว่าในที่สุดก็มีบางอย่างที่เขาเสมอกันกับปีศาจตนนั้น แต่ลงท้าย…

ไอ้สองหมื่นเล่มของคุณ มันพอๆกับหนึ่งพันเล่มของผมตั้งแต่เมื่อไหร่?

ต่อให้อยากปลอบใจผม ก็ควรจะจริงใจบ้าง!

ปรมาจารย์หงขัดขึ้น “เอาล่ะ จะเท่าไหร่ก็เถอะ ในเมื่อปรมาจารย์จางจดจำเนื้อหาของหนังสือได้มากกว่า 2 หมื่นเล่ม ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยการที่คัมภีร์แห่งสายน้ำว่างเปล่าขาดเป็น 2 ท่อน ผมขอประกาศตรงนี้ว่าเขาผ่านการทดสอบ มีใครคัดค้านหรือไม่?”

“ไม่มีหรอก…”

ผู้ชมรีบส่ายหน้า

ล้อเล่นมั้งนี่! ปรมาจารย์จางอ่านหนังสือได้ตั้งสองหมื่นเล่ม จนคัมภีร์สายน้ำว่างเปล่าถึงกับขาดครึ่ง ต่อให้พวกเราคัดค้าน คุณจะฟังรึ?

“อือ ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่การทดสอบด่านสุดท้ายของการประลองรอบคัดเลือก การทดสอบสติปัญญา!”

ปรมาจารย์หงมองหน้าผู้เข้าประลองที่เหลือ

“แม้จะมีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ แต่เส้นทางการฝึกฝนวรยุทธเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล นอกจากพรสวรรค์และการหมั่นฝึกฝน ที่สำคัญกว่าก็คือผู้นั้นจะต้องมีสติปัญญาเป็นเลิศ เพราะแม้จะร่ำเรียนเทคนิควรยุทธหรือเทคนิคการต่อสู้เดียวกัน นักเรียนแต่ละคนก็จะตีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับก็ย่อมแตกต่างกันด้วย ใครที่มีพรสวรรค์ก็อาจได้เป็นปรมาจารย์แบบง่ายๆ แต่หากปรารถนาจะเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจโดยอาศัยแค่พรสวรรค์ ผมก็บอกพวกคุณได้เลยว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้!”

“ด้วยเหตุนี้ สติปัญญาจึงสำคัญมากต่อความก้าวหน้าในเส้นทางของปรมาจารย์”

“สติปัญญาก็สำคัญต่อปรมาจารย์จริงๆ ว่าแต่…จะทดสอบระดับสติปัญญาอย่างไร? เอาเทคนิควรยุทธมาให้วิเคราะห์อย่างนั้นหรือ?”

“แต่การทดสอบโดยใช้การวิเคราะห์เทคนิควรยุทธจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม เพราะทุกคนมีความสอดคล้องเหมาะสมกับเทคนิควรยุทธที่ต่างกันไป แถมพรสวรรค์กับความจำก็มีผล ไม่มีทางที่วิธีนี้จะวัดเฉพาะระดับสติปัญญาได้!”

ผู้ชมยังงงอยู่

สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดต่อปรมาจารย์ ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน แต่ว่า…เรื่องคุณภาพไม่อาจวัดกันได้ง่ายๆ แล้วจะเปรียบเทียบกันอย่างไร?

ถึงคุณจะ งน้ำหนักความรู้ได้ แต่จะวัดสติปัญญาด้วยวิธีไหน?

ต่อให้วัดโดยใช้วิธีทำความเข้าใจเทคนิควรยุทธ ผู้ที่มีสติปัญญาด้อยกว่าก็อาจทำความเข้าใจ เทคนิควรยุทธเดียวกันได้ดีกว่าผู้ที่มีสติปัญญาสูงๆ หากเทคนิควรยุทธนั้นเกิดสอดคล้องกันดีกับสภาพร่างกายของเขา

“ฮ่าฮ่า ผมเข้าใจดีว่าพวกคุณกังวลเรื่องอะไร และคิดไว้แล้วเหมือนกัน!”

รู้ดีว่าทุกคนยังไม่ค่อยแน่ใจ ปรมาจารย์หงหัวเราะหึๆ เขาโบกมือ และชั้นหมอกหนาที่มุมหนึ่งของเวทีก็สลายตัวไป เผยให้เห็นศาลาหน้าตาธรรมดาๆหลังหนึ่ง

ที่นั่งอยู่ในศาลาคือผู้เฒ่าเสื้อคลุมขาว มีกระดานหมากรุกสีเทาวางอยู่บนม้าหินที่อยู่ตรงหน้า ตัวหมากทั้งสีดำและสีขาววางสลับกันอยู่บนกระดานแผ่นนั้น ราวกับหยินหยางที่อยู่คู่กัน – ค่ายกลหมากรุก

ผู้เฒ่ามีสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่มีชีวิตชีวาหรือความรู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหุ่นตัวหนึ่ง

“นี่คือหมากรุกสวรรค์ กฎเกณฑ์ของมันแตกต่างจากหมากรุกทุกแบบที่มีในโลก ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมเดินทางตระเวนไปทั่วโลก ผมมีโอกาสได้ศึกษามัน ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้คิดค้น และไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของมันเอาไว้ ด้วยความสงสัย ผมจึงใช้เวลาหลายปีทำความเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเข้าใจได้เพียง 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์”

ปรมาจารย์หงโบกมืออีกครั้ง แล้วกำแพงที่อยู่ไม่ห่างจากศาลาก็เปล่งประกาย มีภาพของกระดานหมากรุกที่อยู่ในศาลาฉายขึ้นมาบนนั้น มันดูแปลกตามากสำหรับผู้ชมทุกคน และแม้คนที่เคยศึกษาการเล่นหมากรุกมาก่อน ก็ไม่อาจใช้ประสบการณ์ของตัวเองทำความเข้าใจมัน

“ค่ายกลหมากรุก?”

“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ในเมื่อไม่มีใครรู้กฎ…แล้วจะประเมินผู้เข้าประลองอย่างไร?”

“ผมก็ไม่รู้!”

ในหมู่ผู้ชม มีหลายคนที่เข้าใจวิธีเล่นหมากรุก แต่เมื่อเห็นค่ายกลอันล้ำลึกที่ปรากฏขึ้นมาบนผนัง พวกเขาก็รู้ทันทีว่ามันแตกต่างจากที่เคยเข้าใจ ต่างคนต่างอึ้งไป

“สำหรับหมากรุกสวรรค์ สวรรค์และโลกเป็นกระดานหมากรุก ส่วนดวงดาวคือตัวหมาก มันสอดคล้องเชื่อมโยงกับแก่นแท้ของโลก เพียงแค่เห็นค่ายกลบนกำแพง ไม่มีทางที่ใครจะทำความเข้าใจอะไรได้ แต่บนเสาหินที่อยู่ในศาลาหลังนั้น มีบางถ้อยคำที่เจ้าของกระดานหมากรุกคนก่อนจารึกเอาไว้…”

“เมื่ออ่านถ้อยคำเหล่านั้น ก็จะเข้าใจกฎของเกมนี้”

“หลังจากทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ ผู้เข้าประลองก็สามารถท้าทายหุ่นที่อยู่ในศาลาหลังนั้นได้ ใครที่เดินหมากไม่ถูกต้องก็จะพบว่าตัวเองไม่สามารถวางหมากลงไปบนกระดานแผ่นนั้น การทดสอบนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ ระดับวรยุทธ หรือคุณสมบัติอื่นๆ เป็นเรื่องของสติปัญญาล้วนๆ ผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าก็จะทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ได้ดีกว่า และเดินหมากได้หลายตากว่า ขณะที่ผู้มีสติปัญญาด้อยกว่าจะทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ได้อย่างจำกัด และเดินหมากได้เพียงไม่กี่ตาเท่านั้น โดยผู้ที่ผ่านการทดสอบ…จะต้องเดินหมากได้อย่างน้อย 6 ตา” ปรมาจารย์หงอธิบาย

“นี่…ใช้หมากรุกวัดระดับสติปัญญา น่าทึ่งจริงๆ!”

“สวรรค์และโลกเป็นกระดาน ดวงดาวเป็นหมาก จะล้ำไปไหน!”

“ด้วยเกมหมากรุก ก็จะสามารถแยกแยะระดับสติปัญญาออกจากปัจจัยอื่นๆได้ เป็นการทดสอบที่ยุติธรรมดี!”

เมื่อได้ฟังกฎ ทุกคนก็พยักหน้า

วิถีทางแห่งหมากรุกนั้นต้องอาศัยสติปัญญา ผู้ที่อุทิศตัวศึกษามันเป็น 10 ปีก็อาจพบว่าตัวเองเล่นแพ้เด็กที่เพิ่งเรียนรู้ได้เพียง 2-3 วัน ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นมีความรู้มากกว่าผู้ใหญ่ เพียงแต่มีระดับสติปัญญาสูงกว่า

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำกล่าวในหมู่เซียนหมากรุก ‘โอกาสเป็นศูนย์ หากไม่ได้แตะ 1 ใน 20 อันดับ’

ถ้ามีระดับสติปัญญาไม่สูงพอ ก็แทบไม่มีทางที่ผู้นั้นจะได้อยู่ในอันดับต้นๆ ฟังดูโหดร้ายก็จริง แต่นี่เป็นวิถีทางของโลก

ในเมื่อหมากรุกสวรรค์มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากหมากรุกทุกประเภทที่มีอยู่ในทวีปแห่งปรมาจารย์ และผู้เข้าประลองจะต้องแข่งขันกับหุ่นหลังจากที่ทำความเข้าใจถ้อยคำที่จารึกไว้บนเสาหินแล้ว จึงถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการประเมินสติปัญญาของผู้เข้าประลองแต่ละคน

สมกับที่เป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว วิธีการของเขาช่างเหนือชั้นกว่าใคร

“ผู้เข้าประลองทุกคนที่เข้าไปในศาลาจะมีเวลา 1 ก้านธูปในการอ่านและทำความเข้าใจถ้อยคำบนเสาหิน ก่อนจะเริ่มแข่งขันกับหุ่น หากอ่านเกินเวลาหรือวางหมากไม่ได้ การทดสอบก็ถือว่าสิ้นสุด”

ปรมาจารย์หงโบกมือและพูดต่อ “ผมอธิบายจบแล้ว เริ่มการทดสอบได้!”

“ได้เลย”

บรรดาผู้เข้าประลองต่างพยักหน้า

“ในเมื่อมีกระดานหมากรุกเพียงแผ่นเดียว พวกคุณจึงต้องเข้าไปทีละคน มาจัดลำดับกัน…”

ปรมาจารย์หงมองหน้ากลุ่มผู้เข้าประลอง

ในการทดสอบด่านที่ 1 จางเซวียนเป็นคนแรก และเขาก็ทำให้เมืองหลอนแดนปีศาจพังพินาศ จึงไม่มีใครถูกคัดออก, การทดสอบด่านที่ 2 เพราะเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นฆ่าตัวตายไปขณะที่การทดสอบดำเนินไปได้เพียงครึ่งทาง จึงมีเฉพาะผู้เข้าประลอง 3 คนที่หนีการทดสอบไปก่อนเท่านั้นที่ถูกคัดออก, และในการทดสอบด่านที่ 3 ก็มีผู้ถูกคัดออกอีก 17 คน

หลังจากผ่านไป 3 ด่าน จำนวนผู้เข้าประลอง 56 คนก็เหลือเพียง 36 คนเท่านั้น มีผู้ถูกคัดออกไป 20 คน

“ทำไม…ไม่ให้ผมเป็นคนแรก?”

จางเซวียนก้าวออกมา

เพราะมีผู้เข้าประลองถึง 36 คน ด้วยระยะเวลาคนละ 1 ก้านธูปที่ทุกคนได้รับ กว่าการทดสอบจะเสร็จสิ้นก็เย็นย่ำ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เขาก็น่าจะรีบเข้าทดสอบให้เสร็จๆเพื่อจะได้พักผ่อน

“แค่ก แค่ก…” เห็นจางเซวียนเดินออกมา ปรมาจารย์หงเกือบสำลัก “คุณ? อย่าหวังเลย!”

ผมไม่กล้าให้คุณเป็นคนแรกหรอก หลังจากที่คุณพังการทดสอบทั้ง 3 ด่านของผมวายป่วงไปแล้วน่ะ!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version