ตอนที่ 622 มาช้า
หลัวจ้าวสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์สีแดงก่ำซึ่งดูแพรวพราวภายใต้แสงไฟ มือถือแก้วไวน์ขณะที่ยิ้มกริ่มเข้ามาหา
เท่าที่เห็น เขาทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับปรมาจารย์หงมาก่อนเลย
“หลัวจ้าว พูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่รู้สึกว่าจักรวรรดิหงเฟิงออกจะถดถอยไปหน่อย เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็ติด 3 อันดับแรกได้แล้ว…นับวันก็ยิ่งแย่ลงทุกที!”
หลัวจ้าวพูดไปส่ายหน้าไป
ทั้งปี้เจียงไห่กับหลัวชุนเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 แล้ว เหลือแต่จางเซวียนที่ยังเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-สูงสุด
จางเซวียนไม่คิดจะปกปิดระดับวรยุทธของตัวเองด้วย หลัวจ้าวจึงเห็นในทันที
แม้ทั้ง 4 จักรวรรดิใหญ่ในสังกัดจะไม่ทรงพลังเท่าจักรวรรดิฮ่วนหยู แต่อาณาเขตของพวกเขาก็กว้างใหญ่ อัจฉริยะก็มีมากมาย ผู้ที่ติด 3 อันดับแรกจึงมักเป็นนักรบขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง มีแต่ปีศาจอย่างจางเซวียนที่โค่นผู้เข้าประลองลงเป็นแถบๆ ทั้งที่มีวรยุทธต่ำกว่าใครเพื่อน
เห็นอีกฝ่ายกระแนะกระแหนวรยุทธอันต่ำเตี้ยของจางเซวียน ปรมาจารย์หงแย้ง “เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 แล้วไง? การประลองปรมาจารย์ไม่ได้วัดพละกำลังเพียงอย่างเดียวเสียหน่อย!”
พูดไปเถอะ คงไม่รู้สินะว่าหมอนี่น่าสะพรึงขนาดไหน…
ฝงหยู่คงไม่ได้บอกคุณว่าเขาร่วงลงมาได้อย่างไร เพราะถ้าคุณรู้ คงไม่ปากพล่อยแบบนี้
ปรมาจารย์หงรู้ระดับประสิทธิภาพในการต่อสู้ของหลัวจ้าวดีเพราะคุ้นเคยกันมานาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังออกจะสงสัยว่า หากคู่นี้ถูกจับขังกรงไว้ด้วยกัน ปรมาจารย์จางน่าจะเป็นผู้รอดชีวิต!
“แหม! มั่นใจเหลือเกิน” หลัวจ้าวยิ้มมุมปาก “สงสัยว่าคุณจะยังมั่นใจเท่าเดิมไหมถ้าได้เห็น 3 อันดับแรกของผม!”
จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไป พร้อมๆ กับที่ชายหนุ่มสามคนเดินเข้ามา รังสีที่ทั้งสามแผ่ออกมานั้นเข้มข้น ทว่าวูบวาบและหม่นมัวราวกับไฟติดๆ ดับๆ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือไม่มีคนไหนเหยาะแหยะ
“จิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลาง?” ปรมาจารย์หงขมวดคิ้ว “คุณให้พวกเขากิน…ยาเม็ดจิตวิญญาณสอดคล้อง?”
ยาเม็ดจิตวิญญาณสอดคล้องเป็นยาเม็ดเกรด 5 ที่ส่งผลให้นักรบจิตวิญญาณสอดคล้องยกระดับวรยุทธได้ 1 ขั้นย่อย โดยไม่มีผลข้างเคียงและไม่ต้องการเงื่อนไขใดๆ
มีแต่นักปรุงยาระดับ 5 ดาวเท่านั้นถึงจะหลอมยาเม็ดชนิดนี้ได้ และจำนวนยาเม็ดที่ใช้ได้จริงก็มีน้อยมาก ทั่วทั้งดินแดนนี้จึงมีแต่จักรวรรดิฮ่วนหยูที่ซื้อขายกัน
ทั้งสามแผ่รังสีดุดันที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอานุภาพของยา เพราะพวกเขาฝ่าด่านวรยุทธได้ด้วยการกินยาเม็ด ถึงแม้จะไม่ถือว่ามีพละกำลังเต็มขั้น แต่ไม่นานทุกคนก็น่าจะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ
“ก็ใช่น่ะสิ ทะเลสาบหมดจดมีอานุภาพบ่มเพาะจิตวิญญาณ นักรบจิตวิญญาณสอดคล้องจึงได้ประโยชน์จากมันมากที่สุด ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีนักรบที่ยังไม่ได้สำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องอยู่ในกลุ่มพวกคุณด้วย ถึงขนาดนี้แล้ว…คุณยังคิดว่าองค์รัชทายาทจะยังเก็บโควต้าไว้ให้คุณหรือ?”
หลัวจ้าวหัวเราะหึๆ
ทั้ง 3 จักรวรรดิในสังกัดต่างมาถึงจักรวรรดิฮ่วนหยูแต่เนิ่นๆ และจ่ายเงินสูงลิ่วเพื่อซื้อยาเม็ดจิตวิญญาณสอดคล้อง โชคดีเหลือเกินที่ได้ยาเม็ดมาก่อนวันนี้ ตัวแทนทั้ง 3 อันดับแรกของพวกเขาจึงฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ
แม้วรยุทธขั้น 5-จิตวิญญาณสอดคล้องกับวรยุทธขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง-ขั้นสูงสุดจะห่างกันเพียงก้าวเดียว แต่คุณภาพของร่างกายและจิตใจของนักรบ 2 ขั้นนี้แตกต่างกันมาก
ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง ผู้นั้นจะไม่สามารถแยกฝึกฝนวรยุทธเฉพาะสำหรับจิตวิญญาณได้ ต่อให้มีโอกาสได้เข้าทะเลสาบหมดจด ก็จะได้รับผลดีในระดับจำกัด
“เอ่อ…” ปรมาจารย์หงขมวดคิ้ว
เขาจัดการประลองปรมาจารย์ขึ้นพร้อมๆ กับอีกสามจักรวรรดิที่เหลือ แต่โชคร้ายที่การประลองครั้งนี้จัดขึ้นที่สมาพันธ์นานาอาณาจักร ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยูมาก
พวกนั้นทั้งมาถึงก่อนและได้เตรียมตัวก่อน ทำให้กลุ่มของเขาดูไม่พร้อมเอาเสียเลย
“องค์รัชทายาทยังไม่ได้ประกาศกฎเกณฑ์การตัดสินเรื่องโควต้า เพราะฉะนั้น ถึงคนของคุณจะสำเร็จวรยุทธจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลาง ก็แล้วไง? ยังเร็วเกินไปนะที่จะแน่ใจว่าใครจะได้หัวเราะทีหลัง!”
แม้ปรมาจารย์หงจะไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ยอมเสียหน้า
“มั่นใจเสียจริง ผมจะรอดู!”
หลัวจ้าวหัวเราะหึๆ ก่อนจะพาชายหนุ่มทั้ง 3 กลับเข้างานพร้อมกับแก้วไวน์ในมือ
“เออ!”
ปรมาจารย์หงสะบัดแขนเสื้ออย่างเดือดดาล
เขารู้ว่าอีกฝ่ายจงใจโชว์เหนือ แต่ก็อดโมโหไม่ได้
ปรมาจารย์หงสูดหายใจลึกและหันไปพูดกับชายหนุ่มที่อยู่ข้างเขา “ปรมาจารย์จาง อย่าคิดอะไรมากนะ…”
“ผม? สบายมาก!”
นึกไม่ถึงว่าจะโดนดูถูกและได้รับการปลอบใจเพราะวรยุทธต่ำเตี้ยของตัวเอง จางเซวียนหัวเราะ “เอาเถอะ แล้วเมื่อบ่ายนี้ คุณได้ท้าเขาเข้าสู่การเผชิญหน้าระหว่างปรมาจารย์หรือเปล่า?”
“เขาท้าผม แต่…คุณบอกผมไม่ให้ตอบรับไม่ใช่หรือ?”
ปรมาจารย์หงมองจางเซวียนอย่างงงๆ
ปรมาจารย์จางวิเคราะห์สถานการณ์ไว้ ว่าหากเขาถูกอีกฝ่ายท้า ให้อ้างว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต่อสู้ไม่ได้ไปอีก 10 ปี
ไม่อย่างนั้น มีหรือที่คนตรงไปตรงมาอย่างเขาจะกล้าพูดอะไรเหลวไหลน่าอับอายแบบนั้น?
“ทั้งเขาและคุณเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6 ขั้นต้น พละกำลังไม่ได้ห่างกันมาก ยากจะบอกได้ว่าใครชนะ จึงถือว่าไม่ฉลาดหากคุณรับคำท้าของเขาในตอนนั้น แต่ตอนนี้…สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ
“เปลี่ยนไปแล้ว?” ปรมาจารย์หงผงะ
มีอะไรให้เปลี่ยน?
เพิ่งจะผ่านมาแค่ 2-3 ชั่วโมง วรยุทธของเขาไม่ได้เพิ่มและของหลัวจ้าวก็ไม่ได้ตก
“ผมอยู่ทั้งคน วางใจได้เลยเรื่องเผชิญหน้าเขา ผมรับประกันชัยชนะของคุณได้!” จางเซวียนยืดอกประกาศ
“คุณหมายความว่า…จะชี้แนะให้ผมดวลกับเขา?”
ปรมาจารย์หงผงะไปอีกรอบก่อนจะตาโต
“ใช่!” จางเซวียนยิ้มมุมปาก
บังอาจกระแนะกระแหนวรยุทธของผม?
ได้สิ เดี๋ยวปรมาจารย์หงจะอัดคุณให้พ่อแม่จำหน้าไม่ได้เลยเชียว!
จิตวิญญาณสอดคล้องขั้นกลาง เหอะ!
เดี๋ยวอาจารย์ของคุณแปรสภาพเป็นหัวหมูเมื่อไหร่ ก็รอดูว่ายังกระหยิ่มยิ้มย่องไหวไหม!
“ได้สิ” ปรมาจารย์หงพยักหน้า
ถึงชายหนุ่มคนนี้จะเป็นปรมาจารย์ขั้นต่ำกว่าเขา แต่ก็มีปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวเป็นอาจารย์ แถมเขายังได้ประจักษ์ถึงความสามารถในการให้คำชี้แนะของอีกฝ่ายมาแล้ว รู้ดีว่าตัวเองเทียบชั้นกับเขาไม่ได้เลย
ถ้าปรมาจารย์จางช่วย เขามีโอกาสเอาชนะหลัวจ้าวได้แน่ๆ
“เข้าไปข้างในกัน!”
หลังจากหารือกันอีกครู่ ทั้ง 4 ก็เข้าไปในงานเลี้ยง
สมกับเป็นวังองค์รัชทายาท ทุกที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา ไข่มุกกระจ่างราตรีนับไม่ถ้วนส่องสว่างราวกับกลางวัน
มีพรมงามวิจิตรปูไว้ ผนังลวดลายสวยงามเพิ่มความหรูหราให้กับห้อง มีกระถางต้นไม้เขียวชอุ่มวางไว้ทั่วบริเวณ ทั้งสวยงามและมีสุนทรียภาพจับตา
“องค์รัชทายาทมีความปราดเปรื่องมาก ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวตั้งแต่อายุ 20 กว่า จึงกลายเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์หมายเลขหนึ่งของจักรวรรดิฮ่วนหยู ท่านอาจารย์ของผมได้รับเขาเป็นศิษย์และส่งเขาไปศึกษาที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วน”
ปรมาจารย์หงส่งโทรจิตหาจางเซวียน “ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ก็อย่างที่เห็น วังตะวันออกนี่ใหญ่พอๆ กับวังหลวง ตกแต่งงดงามกว่าเสียอีก…”
“อือ!”
จางเซวียนพยักหน้า
ในบรรดาทุกที่ที่เขาเคยเห็น ไม่มีที่ไหนเทียบกับวังตะวันออกแห่งนี้ได้
มีภาพวาดฝีมือจิตรกรชื่อดังหลายภาพแขวนไว้บนผนัง ส่งผลให้พลังจิตวิญญาณลอยอ้อยอิ่งไปทั่ว แถมทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจนอยู่ในระดับที่สบายเนื้อสบายตัว น่าจะมีค่ายกลปรับอุณหภูมิติดตั้งไว้ที่นี่ด้วย
ดูเหมือนความปราดเปรื่องตามแบบปรมาจารย์ขององค์รัชทายาทจะเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาย่ำไปบนพรมอ่อนนุ่มและเห็นโต๊ะเก้าอี้ 2 ชุดใหญ่ถูกจัดเรียงไว้เป็นสองฟาก แน่นอนว่าคงจะมีไว้สำหรับสมาชิกของทั้ง 4 จักรวรรดิใหญ่ในสังกัด หลัวจ้าวกับพรรคพวกของเขานั่งอยู่บริเวณหนึ่ง
ปรมาจารย์ฝงที่เกือบจะยับเยินเพราะตกจากที่สูงก็มาด้วย อาการบาดเจ็บของเขาดูจะสาหัสกว่าเดิม แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำ เขาดูกะปลกกะเปลี้ยอย่างหนัก ซึ่งก็เป็นผลงานของปรมาจารย์หง
เหตุผลเดียวที่ทำให้เขายังนั่งไหวก็เพราะได้กินยาฟื้นฟูสภาพร่างกายซึ่งมีอานุภาพรุนแรงเข้าไป แต่ขนาดนั้นแล้วก็ยังดูอ่อนระโหยโรยแรง ตรงกันข้ามกับมาดเข้มเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง
“นั่น…ปรมาจารย์ฝง?”
หลัวชุนกับปี้เจียงไห่มองหน้ากัน
เมื่อเช้านี้ เขายังยืนจังก้าบนหลังอสูรวิเศษขณะที่เข้าขัดขวางปรมาจารย์หงไว้ แม้จะเป็นศัตรู แต่ทั้งคู่ก็ยังต้องยอมรับถึงความสง่างามของอีกฝ่าย แต่เพียงหนึ่งคำจากปรมาจารย์จาง ก็ทำให้เขาร่วงลงมาจากท้องฟ้า…มาอยู่ในสภาพนี้
เมื่อนึกได้ว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ทั้งคู่ก็สบถสาบานในใจว่าต่อให้ต้องขัดใจกับใครๆ ทั้งโลก ก็จะไม่มีวันยอมขัดใจกับปรมาจารย์จางเป็นอันขาด…
จางเซวียนไม่แยแสปรมาจารย์ฝง เขาเบนสายตาไปมองปรมาจารย์คนอื่นๆ ในห้อง
เป็นอย่างที่หลัวจ้าวพูด ตัวแทน 3 อันดับแรกของจักรวรรดิฝงยวน จักรวรรดิเฉียนเฟิง และจักรวรรดิจูเยว่ต่างเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง คนหนึ่งเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงเสียด้วยซ้ำ
ในแง่วรยุทธ ถือว่าจางเซวียนเป็นที่โหล่
นอกเหนือจากสมาชิกของ 4 จักรวรรดิใหญ่ ยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ตัวกึ่งกลาง เขากำลังดื่มเงียบๆ คนเดียว เป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับคนอื่นๆ ในห้อง
ชายหนุ่มคนนั้นสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ ดาว 5 ดวงเปล่งประกายอยู่บนอกเสื้อของเขา
“ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว?”
จางเซวียนชะงัก เขาหันไปถามปรมาจารย์หง “นั่นองค์รัชทายาทหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่องค์รัชทายาทหรอก องค์รัชทายาทเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว ชายคนนั้นคงเป็นศิษย์พี่ของเขาจากสถาบันปรมาจารย์…เท่าที่ผมรู้ น่าจะเป็นชิงย่วนหรือไม่ก็อู๋เจิง” ปรมาจารย์หงตอบ
เขารู้ชื่อของแขกทั้ง 4 คนจากสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน ในเมื่อบุคคลผู้นี้เป็นชาย จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเป็นองค์หญิงที่ 6 หรือหลัวฉีฉี ดังนั้น ถ้าไม่ใช่ชิงย่วนก็ต้องเป็นอู๋เจิง
เพราะถ้าไม่ใช่สองคนนี้ คงนั่งร่วมโต๊ะกับองค์รัชทายาทไม่ได้
“ชิงย่วนหรืออู๋เจิง?” จางเซวียนทวนคำ
“ใช่ แขกจากสถาบันปรมาจารย์มีทั้งหมด 4 คน ทั้งสองชื่อที่ว่าเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว” ปรมาจารย์หงอธิบาย จากนั้นก็นำทั้งกลุ่มไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง “ในเมื่อองค์รัชทายาทยังไม่มา พวกเราก็หาที่นั่งกันก่อน!”
ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากองครักษ์ พวกเขารู้ว่าองค์รัชทายาทกำลังไปเชิญองค์หญิงที่ 6 กับพรรคพวกของเธอมา
“ปรมาจารย์หง เพราะจักรวรรดิฮ่วนหยูกับสมาพันธ์นานาอาณาจักรอยู่ไกลกันมาก พวกเราจะไม่ขอพูดอะไรถึงความล่าช้าอย่างสาหัสของคุณ แต่นั่นแหละ คุณก็น่าจะมาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้ว ปล่อยให้ปรมาจารย์อู๋รอจนป่านนี้…ไม่ไร้มารยาทไปหน่อยหรือ?”
ทันทีที่พวกเขานั่งลง เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้น
เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้าม
ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว ผู้นำกลุ่มของจักรวรรดิจูเยว่, เฉินเยว่!
ได้ยินแบบนั้น ปรมาจารย์หงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด
เสียงของอีกฝ่ายไม่ดังนัก แต่ก็ดังพอจะทำให้ทุกคนในห้องได้ยิน และแน่นอนว่ารวมถึงปรมาจารย์อู๋ที่กำลังนั่งดื่มที่โต๊ะตัวใหญ่
หากเขายอมรับว่าตัวเองล่าช้า โดยเฉพาะที่มาถึงช้ากว่าแขกผู้ทรงเกียรติคนอื่นๆ นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับว่าตัวเองไร้มารยาท ซึ่งมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
แต่ในทางกลับกัน เพราะเขาก็มาช้ากว่าปรมาจารย์อู๋จริงๆ หากพยายามปฏิเสธความจริงไป ผลออกมาก็คงไม่ดีกว่ากัน
คำพูดนั้นทำให้ปรมาจารย์หงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เขาควรทำอย่างไรดี?
ปรมาจารย์หงหน้าดำคร่ำเครียดขณะพยายามคิดหาคำตอบ เขาจ้องหน้าเฉินเยว่
