ตอนที่ 663 หม้อเพลิงแดงเดือด
“ตัวโคลน!”
รู้ดีว่าหากเจอหมัดนั้นเข้าจังๆ ต้องจบเห่แน่ จางเซวียนรีบนำตัวโคลนออกมาขณะที่ตัวเขาเองหลบไปอยู่ข้างๆ
“ตัวต้นแบบ คุณเจอของดีอีกแล้วหรือ? เฮ้ย!”
ตัวโคลนอยู่ในแหวนเก็บสมบัติเสียนานจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อถูกเรียก ก็นึกว่าจางเซวียนมีบางอย่างให้เหมือนอย่างเช่นทะเลสาบหมดจดเมื่อคราวก่อน ขณะที่กำลังตื่นเต้น กําปั้นมหึมาก็จ่ออยู่ตรงหน้า
พลั่ก!
ยังไม่ทันจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ถูกต่อยเข้าอย่างจัง ทำเอาหัวยุบลงไปเหมือนแพนเค้กและกระเด็นหงายหลังไป
“แกกล้าหาเรื่องฉัน รนหาที่ตายเสียแล้ว!”
นึกไม่ถึงว่าออกมาปุ๊บก็จะเจอเรื่องแบบนี้ ตัวโคลนเริ่มคุ้มคลั่ง หัวที่บุบไปเมื่อครู่กลับคืนสู่สภาพเดิมในทันที เขาปล่อยหมัดเข้าตอบโต้ปีศาจตนนั้น!
เพราะตัวโคลนถูกหลอมจากบัวเก้าหัวใจซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้กลับคืนร่างเดิมได้แม้จะแหลกเละกลายเป็นโคลนไปแล้ว พูดง่ายๆก็คือไม่มีอะไรทำลายได้นั่นเอง นี่คือเหตุผลที่จางเซวียนใช้เขาเป็นโล่กำบังในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
พลั่ก!
เมื่อหมัดปะทะหมัด ตัวโคลนก็ถูกสอยไปกระแทกกำแพงอีกครั้ง
แม้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่ระดับวรยุทธและระดับพละกำลังที่แท้จริงยังอ่อนด้อยอยู่ จึงสู้เจ้าปีศาจไม่ได้
ก็เหมือนกับเพชรที่แม้จะแข็งแกร่งกว่าเหล็ก แต่ค้อนเหล็กก็ยังทำลายเพชรให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้อย่างง่ายดาย
แม้ตัวโคลนจะสู้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นไม่ได้ แต่หมัดของเขาก็ทำให้มันโมโห หุ่นที่กำลังเกรี้ยวกราดตัวนั้นพุ่งเข้าเตะตัวโคลนทันที
“แย่แล้ว…”
ลำพังแค่หมัดก็แทบตาย ตัวโคลนรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเขารับมือกับลูกเตะนี้ไม่ไหว จึงรีบหลบไปด้านข้าง
“ตายซะ!”
ในตอนนั้น จางเซวียนที่ถือดาบไว้มั่นก็เงื้อดาบขึ้นและตัดหัวหุ่นปีศาจทันที
ทั้งตัวต้นแบบและตัวโคลนมีชีวิตจิตใจแบบเดียวกัน ทำให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีสะดุด เมื่อตัวโคลนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าปีศาจไป จางเซวียนก็ฉวยโอกาสนี้เข้าโจมตี
ฟึ่บ!
แต่เมื่อดาบปะทะเข้ากับลำคอของมัน ก็เกิดเสียงเช้งดังลั่นพร้อมกับประกายไฟ
จางเซวียนรู้สึกเจ็บหนึบที่แขน ราวกับใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มเสาโลหะ ดาบของเขาเกือบหลุดมือ
“มันจะแข็งแกร่งไปหน่อยไหม?”
เมื่อเพ่งดู จางเซวียนก็เห็นว่าเขาทำได้แค่ทิ้งรอยเขาขาวๆไว้บนลำคอของมันเท่านั้น ทำเอาหน้าเสียไปทันที
ดาบฝนเย็นเยือกเป็นดาบระดับจิตวิญญาณขั้นกลางสูงสุด ซึ่งแม้จะออกแรงเต็มที่ ก็ยังฟันผิวหนังของอีกฝ่ายไม่ได้ เจ้านี่มีทักษะการป้องกันตัวน่าทึ่งขนาดไหน?
“หรือว่า…นอกเหนือจากใช้ซากศพของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ยังมีโลหะบางชนิดถูกนำมาหลอมเป็นหุ่นด้วย?”
จางเซวียนหรี่ตา
ด้วยพละกำลังเต็มพิกัดที่ 9 ล้านติ่งและประสิทธิภาพของอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง แม้แต่หัวของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 ก็ยังต้องหลุดจากบ่า แต่เขาทำได้แค่ถากๆผิวของมันเท่านั้น ซึ่งหมายความได้อย่างเดียวคือ…
เจ้านี่ไม่ใช่หุ่นธรรมดาที่ทำขึ้นจากซากศพ เป็นไปได้ว่าร่างของมันถูกเคลือบด้วยอัลลอยพิเศษบางอย่าง ทำให้มันมีสภาพเหมือนอาวุธที่เหนือกว่าระดับจิตวิญญาณขั้นกลาง
เป็นคำอธิบายข้อเดียวที่ฟังขึ้นว่าทำไมการโจมตีของจางเซวียนจึงไม่ได้ผล!
“แล้วเราจะสู้กับไอ้ตัวแบบนี้ได้อย่างไร?”
จางเซวียนหน้าเสีย
ขนาดอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาก็ทำอะไรมันไม่ได้ พูดง่ายๆก็คือทำให้มันบาดเจ็บยังไม่ได้เลย อย่าว่าแต่จะสังหารมัน!
ปั้ก!
ขณะที่จางเซวียนกำลังลำบากใจ หุ่นปีศาจที่กำลังหงุดหงิดจากการถูกจ้วงแทงก็หันกลับมาและปล่อยหมัดเข้าใส่
หมัดของมันหนักหน่วงราวภูเขา เมื่อแหวกอากาศออกมาก็เกิดเสียงดังสนั่น ยังไม่ทันที่จะถึงตัวจางเซวียน เขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาอยู่โดยรอบ ราวกับตกลงไปในหม้อใบยักษ์
พลังหม้อแผดเผา!
ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อหมัดของผู้ใดมีพละกำลังถึงระดับหนึ่ง คลื่นความสั่นสะเทือนที่ออกจากหมัดนั้นจะมีสภาพเหมือนความร้อนที่แผดเผาออกจากหม้อ หลอมละลายได้แม้กระทั่งเหล็ก
จางเซวียนนึกว่าเป็นแค่นิยายปรัมปรา ไม่คิดเลยว่าจะเจอเข้ากับตัว
“ถอย…”
รู้ดีว่าสู้ไม่ไหว จางเซวียนถอยกรูด
แต่ห้องนั้นเล็กเกินไป ถอยได้แค่ 2 ก้าวก็ปะทะเข้ากับกำแพงเย็นๆ
“เครื่องรางเกล็ดมังกร!”
เมื่อรู้ว่าหลบไม่ได้ จางเซวียนไม่มีทางเลือกนอกจากใช้งานเครื่องรางที่ได้มา
มันใช้ได้แค่ 3 ครั้ง ครั้งแรกเขาใช้ไปที่สุสานพยากรณ์จิตวิญญาณ และนี่เป็นครั้งที่ 2
เกิดปราการแสงล้อมรอบตัวเขาไว้
บึ้ม!
ทันทีที่หมัดนั้นปะทะกับปราการแสง ก็เกิดเสียงดังสนั่นจนแก้วหูแทบระเบิด แล้วปราการแสงก็แหลกเป็นจุณ
ในตอนนั้นเอง จางเซวียนก็รู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ถ่ายทอดออกมาจากปราการแสง เพราะกำแพงหินที่เขาพิงอยู่แหลกเป็นผุยผงไปทันที ขณะที่ตัวเขาก็กระอักเลือดออกมา
ถ้าไม่ใช่เพราะมีกายเนื้อที่ได้รับการบ่มเพาะจากทะเลสาบหมดจด กระดูกกระเดี้ยวคงหักหมดแล้ว
“มันทำลายได้แม้แต่ปราการที่สามารถรับมือกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เจ้านี่คงมีความแข็งแกร่งระดับเซียน…”
จางเซวียนถอนหายใจเฮือก ก่อนจะรีบหลบไปด้านข้างและขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้ามาเยียวยาอาการบาดเจ็บ
เขาคิดว่าหากร่วมมือกับตัวโคลน ต่อให้เอาชนะไม่ได้ อย่างน้อยก็น่าจะหนีรอด ใครจะรู้ว่านอกจากหุ่นนั่นจะแข็งแกร่ง ยังมีทักษะการป้องกันตัวที่ไม่ธรรมดา
มีแต่นักรบระดับเซียนเท่านั้นที่ทำได้!
ด้วยวรยุทธในปัจจุบันของจางเซวียน ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะมันได้เลย
เว้นเสียแต่…
“…ถ้าเรามีอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดอยู่กับตัว!”
จางเซวียนกำหมัดแน่น
เพราะเจ้าปีศาจมีพละกำลังมหาศาล แม้เขาจะรู้ข้อบกพร่องของมัน แต่ด้วยระดับพละกำลังที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่อาจเอาชนะมันได้ แต่หากใช้อาวุธที่แข็งแกร่งกว่านี้โจมตีจุดอ่อนของมัน ก็ยังพอมีโอกาส หากมีระดับอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดอยู่ที่นี่สักชิ้น เขาคงรับมือกับมันได้…ไม่อย่างนั้นก็ตายแน่นอน!”
แล้วจะทำอย่างไรดี?
ตั้งแต่ทะลุมิติมา ทุกอย่างก็ราบรื่นโดยตลอด ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมแบบนี้
ถ้าเจ้านั่นเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็สามารถใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ล่อลวงมันได้ เหมือนที่ทำกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นตัวก่อน…
แต่หุ่นนี่ไม่มีชีวิตจิตใจ! ไม่มีถ้อยคำไหนจะทำให้มันไขว้เขวไปจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ขณะที่จางเซวียนอับจนปัญญา ก็ได้ยินเสียงโทรจิตของหลัวฉีฉี
“ท่านอาจารย์ ตรงนี้มีทางเดิน เข้ามาสิ…”
เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย แต่หลัวฉีฉีเพิ่งจะผ่านประตูหินเข้าไปได้เพียงสิบอึดใจเท่านั้น
ดูเหมือนเธอจะพบอะไรบางอย่าง
“ได้!”
จางเซวียนสะบัดข้อมือและปล่อยกระแสดาบฉีออกไป จากนั้นก็ให้ตัวโคลนระวังหลัง เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงรีบเข้าไปที่ประตูหิน
ตัวโคลนเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรทำลายได้ จึงไม่ต้องหวาดกลัว แต่จางเซวียนนั้นไม่เหมือนกัน หากเขาเจอหมัดของเจ้าหุ่นนั่นกระแทกหัวเข้าล่ะก็ คงตายแหงแก๋ทันที
ฮื่อออออ!
เหมือนจะรู้ความคิดของจางเซวียน หุ่นปีศาจโมโหเดือดขึ้นอีก มันไม่แยแสกระแสดาบฉีของเขา แต่กลับพุ่งเข้าใส่
มันคิดจะใช้ความน่าสะพรึงและพละกำลังของตัวเองจัดการจางเซวียนให้ได้!
“บ้าจริง!”
จางเซวียนกัดฟันกรอด
ถ้าเป็นแค่หมัดเดียว เขายังพอใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวหลบได้ แต่ถ้าโผล่มาทั้งตัว ห้องนี้ก็แคบเกินไป ไม่เหลือที่ให้เขาหลบ หากมันกระแทกน้ำหนักลงมาทั้งตัว…ต่อให้เขารอด ก็ร่อแร่เต็มที!
“ไปให้พ้น!”
ในตอนนั้นเอง ตัวโคลนก็โผล่พรวดออกมา และโจมตีเข้าที่ด้านข้างของหุ่นปีศาจ
พลั่ก!
แม้ตัวโคลนจะไม่แข็งแกร่งพอจะโค่นมันได้ แต่ก็ทำให้ซวนเซได้นิดหน่อย
ร่างมหึมาที่ควรจะกระแทกจางเซวียนเข้าอย่างจังจึงปาดไหล่เขาไป
วิ้ง!
ในวินาทีนั้น จางเซวียนใช้งานเครื่องรางเกล็ดมังกรอีกครั้ง แล้วปราการแสงก็ปรากฏ ด้วยการคุ้มกันของมัน เขาหลุดเข้าไปในประตูหินได้สำเร็จ
“ตัวโคลน กลับ!”
ขณะที่จางเซวียนบินอยู่ เขาก็ยัดตัวโคลนกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงอีกครั้ง
มีเสียงร้องเรียกอย่างเป็นห่วง
“ท่านอาจารย์…”
เมื่อหันกลับมา ก็เห็นทางเดินทอดยาวจากด้านหลังประตูหิน ดูเหมือนจะมีกลไกบางอย่างตรงนี้ที่หลัวฉีฉีได้ค้นพบ เส้นทางนั้นแคบพอเดินได้แค่ทีละคน
ซึ่งกำแพงที่เขาปะทะเข้าเมื่อครู่ก็คือกำแพงของทางเดินนี้
รู้ดีว่าเจ้าปีศาจอาจพรวดพราดเข้ามาได้ทุกเมื่อ จางเซวียนจึงรีบลุกขึ้นยืนและเดินลึกเข้าไปโดยไม่ลังเล
ทางเดินนั้นไม่ยาวมาก ตกราวสิบเมตร เขาเดินมาจนสุดทางภายในครึ่งอึดใจมี มีห้องขนาดมหึมาที่ทำด้วยหินอยู่ตรงหน้า
มันใหญ่กว่าห้องเมื่อครู่นี้มาก น่าจะมีพื้นที่หลายพันตารางเมตร
“โห…”
นึกไม่ถึงว่าสุดทางเดินแคบๆจะมีห้องใหญ่ขนาดนี้ จางเซวียนผงะ
ขณะที่เขากำลังสำรวจพื้นที่ หลัวฉีฉีก็ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ คุณพูดถูกแล้ว! นี่คือที่พักของบรมครูหวูหยางจื่อจริงๆ เขาทิ้งหนังสือกับหม้อหลอมเอาไว้…”
แน่นอนว่าเธอดีใจที่รู้ว่าท่านอาจารย์คิดถูก แต่ยังมีสิ่งอื่นที่ทำให้ตื่นเต้น
“หนังสือ? หม้อหลอม?”
จางเซวียนเงยหน้าดู ภายใต้แสงสลัวของไข่มุกกระจ่างราตรี มีชั้นหนังสือขนาดยักษ์อยู่ด้านหลังหลัวฉีฉี และไม่ห่างจากชั้นหนังสือมีหม้อหลอมขนาดใหญ่
มันไม่เหมือนกับหม้อที่ใช้ในการหลอมยา หม้อใบนี้ดูเหมือนเตาเผาขนาดใหญ่มากกว่า แม้จะไม่ได้จุดไฟ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังงานหนักหน่วงที่พลุ่งพล่านอยู่ในนั้น
มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ไม่ธรรมดา
“ฉันตรวจสอบดูแล้ว มันคือหม้อหลอมที่บรมครูหยางจื่อใช้ในครั้งนั้น หม้อเพลิงแดงเดือด!” หลัวฉีฉีพูด
หม้อหลอมถือเป็นชีวิตจิตใจของช่างตีเหล็ก การที่หม้อหลอมของเขาอยู่ที่นี่ก็หมายความว่าเขาเคยพักอยู่ที่นี่จริงๆ
พูดง่ายๆก็คือ…พวกเขามาถูกที่แล้ว!
กระท่อมคลายโศกคือสถานที่ที่บรมครูหยางจื่อเคยพำนักอยู่หลังจากที่ถูกลักพาตัวมา
หากพวกเขานำหม้อเพลิงแดงเดือดใบนี้กลับสถาบันได้ ก็ถือว่าปฏิบัติภารกิจสำเร็จ!
“เยี่ยม! แล้วคุณเจอทางออกหรือยัง?” จางเซวียนถาม
อันที่จริง เขาไม่ได้สนใจภารกิจ เป้าหมายเดียวของเขาคือการออกไปจากสถานที่บ้าๆแบบนี้!
ทางเดินแคบๆอาจยับยั้งเจ้าปีศาจนั่นไว้ได้ครู่หนึ่ง แต่ไม่ช้ามันจะต้องพุ่งเข้ามาสังหารทั้งคู่อย่างแน่นอน ก่อนจะเริงร่ากับทรัพย์สมบัติใดๆที่อยู่ในนี้ หาทางเอาชีวิตรอดก่อนดีกว่า
“ทางออก? ฉัน…ยังหาไม่เจอเลย”
หลัวฉีฉีหน้าซีด
เอาจริงๆก็คือ การได้เห็นหนังสือกับหม้อเพลิงแดงเดือดทำให้เธอลืมเป้าหมายหลักไป
แถมห้องนี้ก็ทั้งกว้างใหญ่และสลัว ยากที่จะหาทางออกให้เจอได้ในทันที
บึ้ม!
ยังไม่ทันจะพูดจบ ทั้งคู่ก็รู้สึกได้ถึงพลังของเจตนาสังหารที่พุ่งเข้าใส่ เจ้าหุ่นปีศาจนั่นเดินเข้ามา
“เอาแล้ว…”
จางเซวียนหน้าซีด
