ตอนที่ 705 เดิมพัน!
ครั้งแรกที่จางเซวียนได้เห็นปรมาจารย์มากมายขนาดนี้มารวมตัวกัน ก็เมื่อครั้งที่เขาอยู่ในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ซึ่งก็ตกราว 1,000 คนเท่านั้น แต่ลำพังแค่การสอบเข้าสถาบันปรมาจารย์ ก็รวบรวมเอาทั้งปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดและปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวไว้ราว 30,000 คนแล้ว…
แค่คิดก็น่าสะพรึงไม่น้อย
แต่หากคำนึงถึงสถานการณ์รอบๆสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้
เพราะที่นี่เป็นสถาบันปรมาจารย์เพียงแห่งเดียวในดินแดน จึงรับนักเรียนทั้งจากจักรวรรดิหงหย่วน และจักรวรรดิขั้น 1 อื่นๆด้วย
เพราะมีสถาบันปรมาจารย์และสำนักต่างๆมากมายนับไม่ถ้วนอยู่ในจักรวรรดิขั้น 1 ในสังกัดจำนวนหลายสิบจักรวรรดิ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีปรมาจารย์ผู้เก่งกาจมารวมตัวกันมากมาย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาณาจักรเทียนเซวียนจะขึ้นชื่อว่าเป็นซากเมืองโบราณ เพราะนอกจากจะไม่มีปรมาจารย์แม้แต่คนเดียว ยังเป็นดินแดนที่สุดแสนจะไกลปืนเที่ยงอีกด้วย
ปรมาจารย์ฝง ปรมาจารย์หลัว และคนอื่นๆเดินเข้ามาหารือกับจางเซวียน “ในการสอบเข้าครั้งนี้ พวกเราไม่มีพันธมิตรเลย เพราะฉะนั้น…ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ปรมาจารย์จาง…”
แม้พวกเขาจะเคยขัดแย้งกับจางเซวียนมาหลายครั้ง แต่เพราะมาจากพื้นที่เดียวกัน และคู่แข่งในการสอบเข้าครั้งนี้ก็สุดแสนจะแข็งแกร่ง พวกเขาจึงตัดสินใจทิ้งความขัดแย้งเพื่อรวมตัวกันเป็นหนึ่ง เพราะนี่คือความหวังสูงสุดที่จะทำให้ทั้งทีมผ่านการสอบเข้าไปได้
“อย่าห่วงน่ะ!”
จางเซวียนมองทีมจักรวรรดิฮ่วนหยูที่ยืนล้อมรอบตัวเขา จากนั้นก็พยักหน้าให้ทุกคนมั่นใจ
จักรวรรดิฮ่วนหยูมีปรมาจารย์ที่จะเข้ารับการทดสอบทั้งหมด 50 คน นอกจากตัวแทน 3 อันดับแรกของแต่ละจักรวรรดิในสังกัดแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด ซึ่งมีวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 4-ขจัดสิ่งมัวหมอง
วรยุทธระดับนี้ถือเป็นระดับพื้นๆภายในกลุ่ม จึงบอกได้ตามตรงว่า หากจะทำคะแนนนำเหนือผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆและผ่านการสอบไปให้ได้ทั้งทีมล่ะก็ เป็นเรื่องยากมาก!
นี่คือเหตุผลที่พวกเขาเลือกจะรวมทีมกับจักรวรรดิขั้น 2-จิ้งไห่ เพราะต่างก็มาจากจักรวรรดิขั้น 2 เหมือนกัน จึงคิดว่าระดับความแข็งแกร่งน่าจะพอๆกัน และมีโอกาสแย่งส่วนแบ่งของอสูรที่ล่าได้มาบ้าง ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ให้กับอีกฝ่ายจนเกือบเละเป็นโจ๊ก?
แต่ก็โชคดีเหลือหลายที่ปรมาจารย์จางมาช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา
แต่ถึงแม้พวกเขาจะรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปแล้ว ปัญหาใหญ่ที่ยังคงอยู่ก็คือระดับความแข็งแกร่งที่ไม่มากพอ ซึ่งตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วที่จะลงมือทำอะไร ทุกคนจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับปรมาจารย์จาง และภาวนาว่าเขาจะสามารถนำพาทั้งกลุ่มผ่านการทดสอบไปได้
“ขอได้โปรดรับความสำนึกในบุญคุณจากพวกเราด้วย!”
ปรมาจารย์ฝง ปรมาจารย์หลัว และคนอื่นๆประสานมือคารวะ
เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่พวกเขาเคยทำกับปรมาจารย์จาง ก็ได้แต่ละอายใจ หากพวกเขาเป็นจางเซวียนล่ะก็ คงถือโอกาสล้างแค้นและเอาคืน แต่ดูเหมือนปรมาจารย์จางจะไม่มีความคิดแบบนั้นเลย
ในแง่น้ำใจและความเมตตากรุณา พวกเขาเทียบอะไรกับอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่น้อย
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปน่ะ!” จางเซวียนหัวเราะหึๆเมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน เขาแสดงอาการที่บ่งบอกชัดเจนว่าอะไรผ่านแล้วก็ควรให้ผ่านไป แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เขาคือคนที่ปราบคุณได้หรือ?”
จางเซวียนหันกลับไป และเห็นชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งเดินเข้ามา โดยมีศิษย์พี่ฝงจากจักรวรรดิจิ้งไห่ผู้ปราชัยเดินตามมาติดๆ
เสียงนั้นมาจากชายผิวคล้ำที่เดินนำหน้า เขามีรูปร่างสูงโย่ง แขนขายาวเป็นพิเศษ สายตาก็เยือกเย็นและคมกริบราวกับมีกริชซ่อนอยู่ในนั้น
“ขั้นสะพานจักรวาล?”
จางเซวียนเลิกคิ้ว
อีกฝ่ายไม่ได้ปกปิดรังสีของเขาเลย พละกำลังของนักรบสะพานจักรวาลแผ่ออกมารอบตัวราวกับรังสีแผดเผาของดวงอาทิตย์ ก่อเกิดเป็นแรงกดดันมหาศาลให้กับทั้งกลุ่ม
สำหรับนักรบสะพานจักรวาล จะมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสติสัมปชัญญะของเขากับโลกภายนอก ทำให้มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติมากเป็นพิเศษ และแม้ว่านักรบจิตวิญญาณสอดคล้องจะไม่ได้เหยาะแหยะ แต่ก็ยากที่จะเทียบชั้นกับนักรบสะพานจักรวาลได้
ถึงชายหนุ่มจะเป็นนักรบสะพานจักรวาลแล้ว ตราสัญลักษณ์บนอกเสื้อของเขาก็ยังมีดาวแค่ 4 ดวงเท่านั้น
การสำเร็จวรยุทธขั้นเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาลเป็นเพียงหนึ่งในหลายเงื่อนไขของการเลื่อนตำแหน่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว เพราะยังต้องมีอาชีพรองรับระดับ 5 ดาวอีก 5 อาชีพ รวมถึงมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 15.0 ด้วย
มีอยู่บ่อยครั้งที่นักเรียนเกรด 1 หลายคนฝึกฝนวรยุทธจนเหนือกว่าระดับขั้นปรมาจารย์ของตัวเองแล้ว แต่เพราะอีกหลายๆเงื่อนไขที่ยังไม่ตรงตามที่กำหนด จึงยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะเลื่อนตำแหน่งของปรมาจารย์
แน่นอนว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ยังน่าสะพรึงอยู่ดี
มีพละกำลังระดับนี้ตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 30 และยังไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันปรมาจารย์ด้วยซ้ำ บอกได้เลยว่าเขาจะต้องเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของผู้เข้าทดสอบทั้ง 3 หมื่นคนในปีนี้แน่
“ใช่!” ศิษย์พี่ฝงพยักหน้า
“เอ่อ…”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยัน
เขารู้จักมักคุ้นกับศิษย์พี่ฝงมาระยะหนึ่งแล้ว และรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีพละกำลังแข็งแกร่งแค่ไหน จึงคิดว่าผู้ที่ปราบเขาได้ อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นนักรบสะพานจักรวาลผู้เก่งกาจ แต่…นี่มันบ้าบออะไร?
สกปรกมอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ดูหมดเรี่ยวหมดแรงเสียจนนัยน์ตาแดงก่ำ แถมยังมีรอยบวมช้ำมากมายบนใบหน้า…
ดูเหมือนหมอนี่จะเพิ่งถูกซ้อมมาไม่นาน…
และที่สำคัญกว่านั้น ถึงหมอนี่จะเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุด แต่เขาก็สัมผัสไม่ได้ถึง รังสีอันทรงพลังอะไรเลย ด้วยบุคลิกและสารูรปแบบนี้ หากเจอกันที่อื่นเขาคงไม่เสียเวลาชายตามองเป็นครั้งที่ 2
นี่คือคนที่ทำลายความมั่นใจของสหายรักของเขาจริงๆหรือ?
ศิษย์พี่ฝงรีบอธิบายราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ “พี่หยู่ อย่าได้ประมาทปรมาจารย์จางนะ เขามีความสามารถเหนือชั้นจริงๆ เอาชนะผมได้ด้วยนิ้วเดียว!”
แต่ยิ่งพูดไปก็ยิ่งลังเล
เท่าที่ดูสารรูปของจางเซวียนในตอนนี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือคนที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจริงๆหรือเปล่า
ทำไมมีสภาพเหมือนขอทานสกปรกโสโครกแบบนี้?
“นิ้วเดียว?”
พี่หยู่สายหน้า แล้วหันไปพูดกับจางเซวียน “คุณคือจางเซวียน ปรมาจารย์จาง ใช่ไหม? ในเมื่อคุณเอาชนะเขาได้ ผมขอท้าดวลกับคุณสักครั้ง?”
“ท้าดวล?” จางเซวียนกำลังจะปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายด้วยการยืนยันว่าเขาไม่มีเวลา ก็พอดีกับที่เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา จางเซวียนนัยน์ตาวาว เขาหันไปประเมินอีกฝ่ายจากหัวจดเท้าและถามว่า “แล้วเดิมพันในการดวลคืออะไร?”
ตอนนี้เขาออกจะถังแตก ลำพังแค่เช่าบ้านพักก็เกือบจะเกินกำลังแล้ว หากการดวลครั้งนี้จะทำให้เขามีเงินติดกระเป๋าได้สักหน่อยก็คงจะดีมาก
ซุนฉางยังไม่มีเวลาขายสมบัติล้ำค่าที่ได้มาจากดงสมบัติลึกลับ และพวกเขาก็ไม่รู้จักใครในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน ที่จะทำให้ปล่อยของได้ราคาดี ตอนนี้จึงเรียกได้ว่าฐานะยอบแยบ
“เดิมพัน?” พี่หยู่ออกจะประหลาดใจกับคำพูดของจางเซวียน
“ก็ใช่น่ะสิ จะดวลกันไปเพื่ออะไรถ้าไม่มีเดิมพันแลกเปลี่ยน?” จางเซวียนยักไหล่
เขาไม่อยากเปลืองแรงเปลืองเวลาไปกับอะไรทั้งนั้น หากการดวลจะไม่ทำให้ได้อะไรมาล่ะก็ จะเสียเวลาไปทำไม?
พี่หยู่มีสีหน้าไม่สู้ดี เขาเลิกคิ้วอย่างหงุดหงิด
“คุณ…นี่คุณรู้หรือยังว่าผมจะท้าดวลกับคุณเรื่องอะไร?”
ถึงอย่างไรพวกเขาต่างก็เป็นปรมาจารย์ เป็นบุคคลผู้ได้รับการยกย่องในสังคม การเสนอเดิมพัน ในการแข่งขันอันทรงเกียรติแบบนี้ถือเป็นเรื่องน่าดูถูกมาก!
‘คุณก็เป็นแค่นักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง การที่คุณจะไม่เกรงกลัวผมก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะแข่งขันกันเรื่องอะไร กล้าพูดถึงเดิมพันแล้ว…แน่ใจหรือว่าตัวเองจะชนะ?’
‘อวดดีอะไรอย่างนั้น!’
ตั้งแต่แรกก็ไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้ว มาถึงตอนนี้ยิ่งหนักข้อกว่าเดิม
จางเซวียนโบกมืออย่างไม่แยแสกับทีท่าดูถูกเหยียดหยามของอีกฝ่าย
“ขอแค่คุณมีข้อเสนอที่ทำให้ผมสนใจ ผมก็พร้อมจะแข่งขันกับคุณทุกอย่าง!”
“ถ้ามั่นใจเสียขนาดนั้น ก็จะทำให้สมปรารถนา!”
พี่หยู่สะบัดข้อมือและคำรามเยาะ ก่อนจะนำหินวิเศษกองใหญ่ออกมา “ผมมีหินวิเศษขั้นกลางอยู่ 1,000 ก้อน ขอแค่คุณปราบผมได้ ก็เอาหินวิเศษกองนี้ไปเลย!”
“หินวิเศษขั้นกลาง 1,000 ก้อน?” จางเซวียนตาวาวมองกองหินวิเศษที่อยู่ตรงหน้า
“ก็ใช่น่ะสิ! นี่ทั้งชีวิตคงไม่เคยเห็นหินวิเศษเยอะขนาดนี้มาก่อนสินะ แต่ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณแพ้ผมล่ะก็ คุณไม่ต้องเสียอะไรเลย…แค่ต้องเอ่ยปากขอโทษผมต่อหน้านักเรียนใหม่ทุกคน ข้อหาทำตัวกระด้างกระเดื่อง” พี่หยู่ยืนเอาสองมือไพล่หลังด้วยมาดของผู้ถือไพ่เหนือกว่า และแผ่รังสีของนักรบเหนือมนุษย์ออกมาอย่างเต็มขั้น
เพราะจักรวรรดิฮ่วนหยูจัดว่ามีมาตรฐานต่ำเมื่อเทียบกับจักรวรรดิขั้น 2 อื่นๆ และด้วยสภาพทุเรศทุรังของหมอนี่ ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาน่าจะถังแตก สำหรับคนระดับนี้ หินวิเศษขั้นกลาง 1,000 ก้อนถือเป็นโชคกองใหญ่ ซึ่งทั้งชีวิตคงไม่เคยพบเคยเห็น
“รอเดี๋ยวนะ…”
เห็นอีกฝ่ายพล่ามเพ้ออะไรมากมาย จางเซวียนยกมือขัด “คุณไม่รู้สึกว่าหินวิเศษขั้นกลาง 1000 ก้อนมันจะยุ่งยากไปหน่อยหรือ? ก้อนเดียวก็พอมั้ง?”
“ก้อนเดียว? นี่คุณต้องการเดิมพันเป็นหินวิเศษขั้นกลางก้อนเดียวหรือ? เงินเดือนที่ผมจ่ายให้คนรับใช้ยังมากกว่านั้นอีก…”
พี่หยู่คำรามเยาะหยันเมื่อได้ฟังข้อเสนอของอีกฝ่าย แต่ตอนนั้นเอง ก็รู้สึกว่าศิษย์พี่ฝงสะกิดเขาและชี้นิ้วไปที่มือของปรมาจารย์จาง เมื่อหันไปมอง ก็ต้องตาถลนจนแทบปะทุออกจากเบ้า
อีกฝ่ายถือหินวิเศษที่มีรัศมีเจิดจ้าจนแสบตาเอาไว้ก้อนหนึ่ง
“หิ-หิ-หินวิเศษขั้นสูง?”
พี่หยู่ถึงกับปากสั่น เขายืนชวนเซ
“ใช่แล้ว หินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อน” จางเซวียนตอบอย่างใจเย็น
“…..” พี่หยู่หน้ามืด เขาแทบจะทรุดลงไปเดี๋ยวนั้น
แม้เขาจะมีฐานะร่ำรวย แต่ก็มีแค่หินวิเศษขั้นกลางเท่านั้น เพราะหินวิเศษขั้นสูงเป็นของที่มีแต่นักรบระดับเซียนถึงจะซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้
‘นี่จะเอาหินวิเศษขั้นสูงมาเป็นเดิมพัน…’
‘แน่ใจหรือว่าคุณเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องจากจักรวรรดิฮ่วนหยูจริงๆ?’
ด้วยสภาพโกโรโกโสของอีกฝ่าย เขาคิดว่าหมอนี่คงถังแตก ใครจะรู้ว่าจู่ๆจะควักหินวิเศษขั้นสูงออกมา…จะหักมุมอะไรกันขนาดนั้น?
“ทำไมล่ะ? คุณไม่มีหินวิเศษขั้นสูงหรือ? ถ้าไม่มีทุนรอนพอจะเอามาเป็นเดิมพันล่ะก็ จะมาวุ่นวายกับชีวิตผมทำไม? ไปเล่นตรงโน้นเถอะ ผมไม่มีเวลาเล่นกับคุณ…”
จางเซวียนเย้ยหยันเมื่อเห็นสีหน้าที่เกือบจะคุ้มคลั่งของอีกฝ่าย
‘จะมาสร้างภาพร่ำรวยหาอะไร ทั้งที่หินวิเศษขั้นสูงสักก้อนก็ยังไม่มี?’
เห็นสีหน้าดูถูกดูหมิ่นของเขา ทั้งศิษย์พี่ฝงกับพี่หยู่ถึงกับหน้าเสีย
บ้าบออะไรขนาดนี้? พวกเขาตั้งใจเหยียบย่ำหมอนั่น แต่ลงท้ายกลับถูกเหยียดหยามเสียเอง!
สีหน้าของหมอนั่นบ่งบอกชัดๆว่าเห็นเขาสองคนเป็นพวกถังแตก…
“ก็ได้ เอาหินวิเศษขั้นสูงเป็นเดิมพันก็ได้!” พี่หยู่สะบัดแขนเสื้อและคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
“ได้สิ ว่าแต่หินวิเศษขั้นสูงของคุณอยู่ไหนล่ะ? เอาออกมาให้ผมดูหน่อย ไม่อย่างนั้นผมจะทำอย่างไร หากคุณไม่มีเงินพอจ่าย? ทุกวันนี้พวก 18 มงกุฎก็มากมายเหลือเกิน!” จางเซวียนพูด
“คุณ…”
พี่หยู่กำหมัดแน่นอย่างเดือดดาล เขาหันไปพูดกับศิษย์พี่ฝง “เอา ‘เครื่องรางสะท้านฟ้า’ ของคุณออกมา
“พี่หยู่ แต่ของสิ่งนั้นน่ะ…”
ศิษย์พี่ฝงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาพยายามหว่านล้อมให้ฝ่ายนั้นใจเย็นๆ
“อย่าห่วงไปเลยน่ะ คุณคิดว่าเขาจะเอาชนะผมได้หรือไง?” พี่หยู่เอาสองมือไพล่หลังอย่างมั่นใจ
“ก็ได้…!”
เมื่อนึกถึงความเก่งกาจของพี่หยู่กับรายละเอียดของการทดสอบ ศิษย์พี่ฝงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า เขาสะบัดข้อมือ และตราหยกอันหนึ่งก็ปรากฏ
พี่หยู่ยื่นตราหยกอันนั้นให้จางเซวียนดู “นี่คือเครื่องรางสะท้านฟ้า หลอมขึ้นโดยเซียนผู้หนึ่ง มันจะช่วยให้ผู้ครอบครองต้านทานการโจมตีของนักรบระดับเซียนได้ 1 ครั้ง โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆเลย มูลค่าของมันน่ะเทียบเท่ากับหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนเชียวนะ!”
“เครื่องรางสะท้านฟ้า?”
จางเซวียนยื่นมือไปสัมผัสเครื่องรางก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ “ของชิ้นนี้มีค่าเทียบเท่ากับหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนจริงๆ ได้, ผมยอมรับเดิมพันนี้!”
เห็นอีกฝ่ายตอบตกลง พี่หยู่ยิ้มมุมปาก
“ดี เดิมพันจะตกเป็นของใครก็…ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ!”
