ตอนที่ 708 ช่วยหรือไม่ช่วย?
“หรือว่าพวกมันหวาดกลัว จึงล่าถอยทันทีที่รู้ตัวว่าถูกสะกดรอยตาม?” หลัวชุนออกความเห็น
“นั่นก็เป็นไปได้” จางเซวียนพยักหน้า
ในตอนนั้นเอง สมาชิกคนหนึ่งก็ร้องออกมา “มีคนสองสามคนอยู่ข้างหน้านั่น!”
ทั้งกลุ่มรีบมองตาม และเห็นนักเรียนใหม่ 3 คนพังพาบอยู่กับพื้นอย่างอ่อนแรง พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส มีเลือดไหลออกจากบาดแผลไม่หยุด
ทั้งสามเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-สูงสุด เมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาก็พากันหน้าถอดสี “พวกเรายังจับอสูรวิเศษไม่ได้สักตัว…”
แต่ไม่ช้าก็นึกได้ว่าผู้เข้าสอบไม่ได้รับอนุญาตให้ฉกชิงอสูรวิเศษจากผู้เข้าสอบคนอื่น จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ผมเคยเจอกับกลุ่มนี้มาก่อน พวกเขามาจากจักรวรรดิหลัวหยวน” หลัวชุนส่งโทรจิตหาจางเซวียน
จางเซวียนพยักหน้า
จักรวรรดิหลัวหยวนเป็นจักรวรรดิขั้น 2 เหมือนกับจักรวรรดิฮ่วนหยู และทั้งสองกลุ่มก็พักอยู่ที่ทะเลวิชาการในบริเวณใกล้ๆกัน ด้วยเหตุนี้ หลัวชุนจึงจำหน้าทั้ง 3 คนได้
“พวกคุณได้รับบาดเจ็บเพราะอสูรวิเศษหรือ?” จางเซวียนถาม
รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย ทั้งสามจึงตอบตามตรง “ใช่!”
“อสูรวิเศษขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องตั้ง 10 กว่าตัว น่าจะสังหารพวกคุณได้ไม่ยาก พวกคุณหนีรอดมาได้อย่างไร?” จางเซวียนซัก
ถ้าอสูรวิเศษ 10 กว่าตัวนั้นพุ่งเข้าโจมตีทั้งสามคนพร้อมๆกัน พวกเขาคงตายภายในอึดใจเดียว
ไม่มีเหตุผลเลยที่พวกมันจะผละไปโดยที่ปล่อยให้เหยื่อยังมีชีวิต
“คะ-คุณรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราถูกอสูรวิเศษขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องโจมตีถึง 10 กว่าตัว?” 1 ใน 3 คนนั้นถามขึ้นอย่างอัศจรรย์ใจ
“พวกเราสะกดรอยตามมันมา” จางเซวียนตอบ
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเรากำลังเดินสำรวจ ก็พอดีกับที่เจอเข้ากับพวกมันทั้งกลุ่ม บอกตามตรงนะ คิดว่าจะต้องจบเห่เสียแล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง อสูรวิเศษเหล่านั้นกลับถอยหนีไปอย่างตื่นตระหนกทันทีที่โจมตีได้เพียงครู่เดียว ราวกับหวาดกลัวอะไรสักอย่าง…”
“บางทีพวกมันอาจกลัวว่ากลุ่มของคุณจะตามทัน?” อีกหนึ่งในสามคนนั้นเสริม
จางเซวียนกับพรรคพวกมาถึงหลังจากที่อสูรวิเศษกลุ่มนั้นจากไปไม่นาน เป็นไปได้ว่าพวกมันไม่อยากอยู่นานเกินไป
“แต่นั่นแหละ การที่พวกมันจะสังหารปรมาจารย์ที่เป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็ใช้เวลาเพียงครู่เดียว แถมถ้ามันรู้แล้วว่าพวกเราสะกดรอยตามอยู่ ก็น่าจะยิ่งเกรี้ยวกราด ไม่มีเหตุผลเลยที่มันจะไว้ชีวิตพวกคุณ…”
ยิ่งคิด หลัวชุนก็ยิ่งสงสัย
สมมุติว่าอสูรวิเศษกลุ่มนั้นตั้งใจหลบหนีพวกเขาจริงๆ หากเจอเข้ากับมนุษย์อีกกลุ่มระหว่างทาง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไว้ชีวิต แถมการจะสังหารก็ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา ทั้งสามเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร?
จางเซวียนก็สงสัยเช่นกัน
“เส้นทางนี้นำไปสู่ที่ไหน?”
“มันนำไปสู่หุบผาถักทอสวรรค์ ช่องเขาที่อันตรายที่สุดของยอดเขาเล่หยวน” 1 ใน 3 คนนั้นตอบ
“หุบผาถักทอสวรรค์? แย่แล้ว…” เมื่อพลันคิดอะไรได้บางอย่าง จางเซวียนเลิกคิ้วและพุ่งปราดไปยังหุบเขา คนอื่นๆที่กำลังงงงันก็ตามไปติดๆ
ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงช่องเขาขนาดมหึมาที่ล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน เมื่อเงยหน้าดู ก็เห็นท้องฟ้าเหมือนเส้นด้ายที่ถักทอเข้าด้วยกัน ทุกคนเกิดความรู้สึกแปลกๆ
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้วววว!
ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปไหน ก็พลันรู้สึกได้ถึงคลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณปริมาณมหาศาล เสียงกระทบกันของอาวุธดังกึกก้องไปทั่ว
“ตรงนั้นเกิดการต่อสู้…”
ถึงขนาดนี้แล้ว ทั้งกลุ่มจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น?
จางเซวียนชี้มือไป
“คำตอบของเรื่องลึกลับต่างๆอยู่ตรงนั้น…”
พวกเขาปีนขึ้นไปบนแผ่นหินขนาดใหญ่หลายแผ่นที่ชะโงกเงื้อมอยู่เหนือช่องเขา เมื่อมองจากที่สูง ก็เห็นการต่อสู้เบื้องล่างได้ชัดเจน ทุกคนต่างหน้าถอดสี
ปรมาจารย์ราว 200 คนถูกล้อมด้วยอสูรวิเศษหลายร้อยตัว
อสูรวิเศษเหล่านั้นมีวรยุทธตั้งแต่ขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องไปจนถึงขั้นสะพานจักรวาล และทุกตัวทรงพลังมาก แม้เหล่าปรมาจารย์ที่ถูกรุมล้อมอยู่จะไม่ได้เหยาะแหยะ แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขาก็แข็งแกร่งและมีจำนวนมากกว่ากันหลายเท่า ยิ่งเวลาล่วงเลยไป จำนวนปรมาจารย์ที่ได้รับบาดเจ็บก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
“หรือว่าอสูรวิเศษพวกนั้นจงใจล่อให้ปรมาจารย์กลุ่มใหญ่เข้ามา…เพื่อจะได้จัดการให้หมดทีเดียว?”
เมื่อนึกได้ถึงความจริงข้อนี้ ทั้งกลุ่มก็อ้าปากค้าง
เพราะต่อให้ทั้งทีมจักรวรรดิฮ่วนหยูมุ่งหน้าลงไปสมทบ ก็ไม่มีทางพลิกสถานการณ์การต่อสู้ได้อย่างแน่นอน มีแต่จะต้องสังเวยชีวิต
และอีกอย่าง สมกับชื่อหุบผาถักทอสวรรค์ ช่องเขานั้นแคบมาก ทั้งยังมีโขดหินตะปุ่มตะป่ำชะโงกเงื้อมอยู่มากมายหลายขนาด ยากต่อการที่จอมอสูรปีกม่วงจะบินลงไป และจะเป็นอันตรายมากหากมันถูกกองทัพอสูรวิเศษเข้าโจมตีพร้อมๆกันในชัยภูมิแบบนั้น
จางเซวียนมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างหนัก
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่สูงส่งของเขาทำให้วิเคราะห์สถานการณ์ได้ถี่ถ้วนกว่าคนอื่นๆ ตั้งแต่แรกที่เขาเห็นกองทัพอสูรวิเศษและชัยภูมิรอบๆตัวมัน เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่ฝังใจอยู่แล้วก็เติบโตขึ้นทันที บอกได้เลยว่าทั้งหมดเป็นการจัดฉากครั้งมโหฬาร!
หมีเดือดหลังน้ำเงิน เสือดำเขี้ยวเหล็ก เสือเหลืองทักษิณ วานรแขนเหล็ก…อสูรวิเศษเหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการเคลื่อนไหวบนบก หากพวกมันออกตัวด้วยพละกำลังเต็มพิกัดล่ะก็ ต่อให้ปรมาจารย์ที่มีวรยุทธขั้นสะพานจักรวาลขั้นต้นก็ยังรับมือแทบไม่ไหว ในเมื่อพวกมันลงทุน เข้ารุมล้อมปรมาจารย์ทั้งกลุ่มแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีเจตนาบางอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น จางเซวียนก็ยังไม่คิดว่าอสูรวิเศษจะล่อมนุษย์ให้มาติดกับเพื่อกำจัดให้ได้คราวละมากๆ!
“อสูรก็รวมตัวกันเป็นพันธมิตรด้วยหรือ…”
เหล่าปรมาจารย์ได้รวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรเพื่อออกล่าอสูรวิเศษ แต่แทบไม่มีใครคาดถึงว่าอสูรวิเศษจะทำแบบเดียวกัน พวกมันจัดสรรบทบาทกันอย่างลงตัว บางส่วนทำตัวเป็นเหยื่อล่อ ขณะที่บางส่วนซุ่มตัวเพื่อเป็นกับดัก ด้วยวิธีการนี้ แปลว่าพวกมันจงใจจะกำจัดปรมาจารย์จำนวนมากๆให้ได้ในครั้งเดียว!
น่าสะพรึงที่สุด!
หากพวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ก็คงหลงกลและมีชะตากรรมหมิ่นเหม่ไม่ต่างกับพวกนั้น
ปรมาจารย์คนหนึ่งหันมาถามจางเซวียนอย่างร้อนใจ “ปรมาจารย์จาง…แล้วเราจะทำอย่างไรดี?”
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาไม่อาจนิ่งเฉยดูเพื่อนร่วมอาชีพถูกสังหารอย่างเลือดเย็นได้ แต่ต่อให้ทั้งกลุ่มเข้าไปสมทบตอนนี้ ก็ยังเอาชนะพวกมันไม่ได้อยู่ดี!
“วัตถุประสงค์หลักของวิชาชีพปรมาจารย์คือการปกป้องมนุษยชาติ แม้ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เราก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด หากปล่อยให้เพื่อนร่วมอาชีพต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ต่อให้พวกเราเอาชีวิตรอดไปได้ ก็คงต้องอยู่กับความรู้สึกผิดและศรัทธาที่คลอนแคลนไปชั่วชีวิต สิ่งนี้จะเป็นตัวถ่วงความสำเร็จในอนาคตของพวกเรา!”
“แต่ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ต่อให้ลงไปช่วยพวกเขา ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก!”
“นั่นก็ถูก ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียจริง…”
ทุกคนเงียบกริบ
ประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกเขาในเวลานี้ไม่อาจช่วยชีวิตปรมาจารย์เหล่านั้นได้เลย แต่หากปล่อยให้พวกเขาตาย ความรู้สึกผิดและศีลธรรมที่ต้องแหลกสลายก็จะเกาะกุมพวกเขาไปชั่วชีวิต
“ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยชีวิตพวกนั้นให้ได้ แต่พุ่งเข้าไปดุ่ยๆแบบนี้ไม่ดีแน่” จางเซวียนพูดด้วยคิ้วขมวดมุ่น เขากุมขมับเพื่อค้นหาวิธีแก้ไขวิกฤตการณ์
“เราจะทำอย่างไรดี?”
ฝูงชนที่ต่างก็หมดปัญญาหันมาพร้อมใจกันให้จางเซวียนเป็นผู้นำ
พวกเขาฝากความหวังทั้งหมดไว้กับชายหนุ่มคนนี้ หวังว่าเขาจะสร้างปาฏิหาริย์อย่างที่ทำอยู่เสมอได้อีกครั้ง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็หันมาถาม “มีใครในที่นี้มีธงค่ายกลและพิมพ์เขียวของค่ายกลล่อลวงระดับ 5 ดาวบ้าง?”
“ผมมี!”
หนึ่งในปรมาจารย์จากจักรวรรดิหลัวหยวนยกมือ
เหตุผลเดียวที่ทั้ง 3 กล้าออกล่าแม้จะเป็นทีมเล็ก ก็เพราะความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล ไม่อย่างนั้น ด้วยวรยุทธแค่ขจัดสิ่งมัวหมอง จะกล้าแยกตัวออกจากกลุ่มได้อย่างไร?
“เอามาให้ผม”
จางเซวียนยื่นมือออกไป
“ได้สิ!”
รู้ดีว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ปรมาจารย์ผู้นั้นสะบัดข้อมือ แล้วธงค่ายกลกองหนึ่งกับตราหยกก็ปรากฏ
“นี่คือค่ายกลเกรด 5 ขั้นต้น ‘ค่ายกลหลอกล่อรอยเท้าลวงตา’ คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเรา, เถาหรัน เขาได้แรงบันดาลใจจากการศึกษาระลอกคลื่น แต่ค่ายกลชนิดนี้ติดตั้งยากมาก…ขนาดผมศึกษามาแล้ว 3 ปีเต็ม ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงกว่าจะจัดวางได้สำเร็จ และด้วยความแคบของช่องเขา…ผมเกรงว่าจะมีพื้นที่ไม่พอให้ติดตั้งมัน” ปรมาจารย์จากจักรวรรดิหลัวหยวนพูด
แม้แต่ตัวเขาลงมือเอง ก็ยังทำสำเร็จได้ยากหากไม่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง และยิ่งกว่านั้น การติดตั้งค่ายกลยังต้องศึกษาสภาพภูมิประเทศ และใช้เข็มทิศภูมิศาสตร์วัดปริมาณและทิศทางการไหลของกระแสพลังจิตวิญญาณในอากาศ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก
ด้วยความปั่นป่วนของการสู้รบเบื้องล่าง นอกจากการติดตั้งค่ายกลจะเป็นไปไม่ได้แล้ว คำถามใหญ่ก็คือปรมาจารย์เหล่านั้นจะเอาชีวิตรอดจากการรุมโจมตีของกลุ่มอสูรได้อีกนานแค่ไหน!
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น จะติดตั้งค่ายกลได้อย่างไร? หากจะติดตั้งค่ายกล ปรมาจารย์จางก็จะต้องลงไปปักธงด้านล่าง ซึ่งหากทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเอาตัวเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของอสูรวิเศษทั้งกลุ่ม!
แน่นอนว่าในกลุ่มของปรมาจารย์ 200 คนนั้นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอยู่มากมาย แต่หากพวกเขายังแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ แล้วตรงนี้จะมีปัญญาทำอะไร?
“ขอผมดูก่อน”
จางเซวียนไม่แยแสความสงสัยของอีกฝ่าย เขาใช้ปลายนิ้วสัมผัสตราหยก แล้วพิมพ์เขียวของค่ายกลหลอกล่อรอยเท้าลวงตาก็พลันปรากฏตรงหน้า
‘ข้อบกพร่อง!’ จางเซวียนพึมพำในใจขณะจับตามองตราหยก แต่สมาธิของเขาดำดิ่งเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าแล้ว
ค่ายกลหลอกล่อรอยเท้าลวงตาถูกคิดค้นขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่ชื่อเถาหรัน, แห่งจักรวรรดิหลัวหยวน สามารถล่อลวงสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาใกล้ค่ายกลให้ติดกับและสับสน ทันทีที่เปิดใช้งาน ต่อให้นักรบสะพานจักรวาลก็ยังหลบเลี่ยงค่ายกลได้ยาก
จางเซวียนใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจจับหลักการสำคัญของค่ายกลชนิดนี้จากหอสมุดเทียบฟ้า
หลังจากลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็หันไปถามคนอื่นๆว่า “มีใครในหมู่พวกคุณมีหินวิเศษอยู่กับตัวบ้าง?”
ทุกคนพยักหน้า
“หินวิเศษ? พวกเราพอมี!”
แม้หินวิเศษขั้นกลางจะเป็นของล้ำค่า แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดและระดับกึ่ง 5 ดาวส่วนใหญ่ก็มักเก็บส่วนหนึ่งไว้กับตัว
“เอาออกมานะ ผมอยากให้พวกคุณแต่ละคนถือหินวิเศษไว้ 10 ก้อน ถ้ามีไม่พอก็ขอยืมจากคนอื่น” จางเซวียนสั่งการ
“ได้สิ!”
หินวิเศษขั้นกลางจำนวน 10 ก้อนไม่ถือว่าเกินกำลัง ทุกคนจึงยินยอมพร้อมใจนำออกมา
“นอกจากผม พวกเรามีกันทั้งหมด 52 คน คุณแบ่งออกเป็น 4 ทีมนะ ให้ชื่อทีมเหนือ,ใต้ ตะวันออก และตะวันตก!” จางเซวียนสั่งการต่อ
แม้ทุกคนจะไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร แต่ก็ไม่มีอะไรอื่นที่ทำได้อีกแล้ว นอกจากทำตามคำสั่งของเขา
ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดในฐานะปรมาจารย์ เพียง 2-3 อึดใจ ทุกคนก็แบ่งกลุ่มกันเรียบร้อย
จางเซวียนสั่งการต่อเนื่องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เอาล่ะ เตรียมตัวไว้ให้ดี ทำตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัดนะ หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็หมายถึงความล้มเหลวในปฏิบัติการของเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เราจะช่วยชีวิตกลุ่มปรมาจารย์ข้างล่างไม่ได้…”
“ปรมาจารย์จางอย่าห่วงเลย!”
“พวกเราจะตั้งใจฟังคำสั่งของคุณ!”
แม้ทุกคนจะยังไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดจะทำอะไร แต่ความมั่นใจและสายตาแน่วแน่ของเขาก็ทำให้ทุกคนเชื่อถือ
ปรมาจารย์ทั้ง 3 คนจากจักรวรรดิหลัวหยวนยังคงแคลงใจในความน่าเชื่อถือของจางเซวียน แต่หลังจากได้เห็นปฏิกิริยาของกลุ่มปรมาจารย์จากจักรวรรดิฮ่วนหยู พวกเขาก็ได้แต่กลืนน้ำลาย และต้องประเมินชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ชายหนุ่มคนนี้ดูจะมีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ทำไมทุกคนจึงเชื่อมั่นในตัวเขาเหลือเกิน?
ในสายตาของพวกเขาทั้งสาม นอกเสียจากความสามารถระดับผู้อาวุโสมั่ว ไม่มีทางที่ใครจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนี้ได้เลย!
หรือว่าหมอนี่…จะมีความคิดที่เข้าท่าจริงๆ!
