Skip to content

Library Of Heaven’s Path 770


ตอนที่ 770 ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาว

เหตุผลที่จางเซวียนลอบเข้ามาในโรงเรียนนาฏศิลป์ได้ก็เพราะความมืดยามค่ำคืน แม้รังสีของเขาจะมีธรรมชาติของพลังปราณเทียบฟ้าปกป้องไว้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่ใครสักคนจะเห็นตัวเขาได้หากเขาออกมาปรากฎกายกลางวันแสกๆ

ถ้าจางเซวียนไม่รีบกลับไปตอนนี้ เขาจะต้องติดอยู่ในหอสมุดทันทีที่เหล่านักเรียนเริ่มเดินทางเข้ามา

ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงรีบลงไปที่ชั้น 1 ของหอศาสตร์นาฏศิลป์และมุ่งหน้าไปที่ประตู

นักเรียนคนที่เขาเข้ามาพร้อมกับเธอนั้นยังคงง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือในชั้น แต่เท่าที่ดูจากคิ้วขมวดมุ่นและรอยย่นบนหน้าผาก ดูเหมือนเธอจะยังไม่เจอหนังสือเล่มที่ต้องการ

จางเซวียนไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร เขาจึงช่วยเหลือเธอไม่ได้แม้ว่าจะอยากช่วย ดังนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่ประตูใหญ่

ฮะ?

จางเซวียนเดินไปที่ประตูและพยายามเปิดมัน แต่แล้วก็ต้องผวาเมื่อพบว่ามันไม่ขยับเขยื้อนเลย

เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาโดยพลการ จึงมีกลไกพิเศษที่ติดตั้งเอาไว้เพื่อให้แน่ใจว่าประตูจะไม่เปิดออกจนกว่าตัวนักเรียนที่มอบตราสัญลักษณ์ประจำตัวกับคะแนนวิชาการไว้ให้จะออกไป ต่อให้มีวรยุทธเหนือกว่าระดับกึ่งเซียนก็ยังเปิดไม่ได้!

ก่อนหน้านี้จางเซวียนเข้ามาได้ก็เพราะตามเธอเข้ามา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่คิดจะออกจากหอสมุด เขาก็ต้องติดอยู่ในนี้!

เราจะทำอย่างไรดี? จางเซวียนคิดอย่างหงุดหงิด

ตอนนี้ยังเช้าอยู่ จึงมีผู้คนอยู่ในโรงเรียนนาฏศิลป์ไม่มาก แต่หากล่าช้าออกไป เขาจะต้องถูกจับได้แน่!

สำหรับบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องที่มาด้อมๆ มองๆ อยู่รอบๆ โรงเรียนนาฏศิลป์ตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ เขาไม่รู้จะอธิบายกับใครว่าอย่างไร

ทำอย่างไรประตูนั้นก็ไม่เปิด ทั้งกลไกและค่ายกลที่หอศาสตร์นาฏศิลป์สร้างขึ้นนั้นแข็งแรงเกินพอที่จะป้องกันไม่ให้จิตวิญญาณของเขาหลุดรอดออกไป หากไม่ได้การยอมรับจากพวกมันเสียก่อน

จางเซวียนหันกลับไปมองนักเรียนคนที่อยู่ในหอสมุดอย่างกังวลใจ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ เขาได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่และต้องรอต่อไป

ช่างมันเถอะ มานั่งกังวลก็ไม่มีประโยชน์อะไร เราควรใช้เวลานี้ศึกษาศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าไปพลางๆ ดีกว่า

ในเมื่อเขาทำอะไรไม่ได้เลยในสถานการณ์แบบนี้ จางเซวียนจึงตัดสินใจหาพื้นที่เงียบๆ ในหอสมุดและเพ่งสมาธิเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าเพื่ออ่านเนื้อหาเกี่ยวกับนาฏศิลป์ทั้งหมดที่ได้ประมวลไว้

เขาได้ประมวลศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าไว้ตั้งแต่ระดับ 1 ดาวถึง 6 ดาว ซึ่งรายละเอียดที่อยู่ในนั้นก็คือเทคนิควรยุทธสำหรับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์หลายรูปแบบ

ในเมื่อตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ จางเซวียนจึงเปิดศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าระดับ 1 ดาวขึ้นดูและตั้งต้นอ่านอย่างเอาจริงเอาจัง

ด้วยหอสมุดเทียบฟ้าที่อัพเกรดใหม่ เขาสามารถจดจำรายละเอียดในหนังสือได้เพียงแค่พลิกดู ทำให้สามารถทำความเข้าใจและซึมซับหลักการสำคัญของมันได้เร็วกว่าเดิมมาก

ในการที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ผู้นั้นจะต้องมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและลีลาการร่ายรำที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การร่ายรำนั้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณจนถึงขีดสุด ดึงศักยภาพสูงสุดของจิตวิญญาณออกมาใช้ให้ได้

ความรู้เรื่องนาฏศิลป์ค่อยๆ ทยอยเข้าหัวของเขา

ไม่ช้าจางเซวียนก็ตาโต

เขาได้เอาเขาได้ซึมซับเอาความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าระดับ 1 ดาวเอาไว้หมดแล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือ หากต้องเข้ารับการทดสอบในตอนนี้ ก็สามารถผ่านการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 1 ดาวได้อย่างสบาย

ประสิทธิภาพของผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์นั้นขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณของพวกเขาเป็นสำคัญ และจางเซวียนก็ได้พัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองจนสูงกว่า 10 เมตรแล้ว ถือเป็นระดับที่แทบไม่มีใครทำได้ แต่ตัวเขาทำได้อย่างง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ

เมื่อถอนสมาธิออกจากหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็ยังเห็นนักเรียนผู้นั้นยังคงง่วนอยู่กับการหาหนังสือและไม่มีวี่แววว่าจะกลับออกไป เขาจึงหันไปศึกษาศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าระดับ 2 ดาวต่อไป

ขณะที่ศิลปะการต่อสู้มีเทคนิคการต่อสู้เป็นของตัวเอง วิชานาฏศิลป์ก็มีศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เป็นของตัวเองเช่นกัน เป้าหมายหลักของศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ก็คือการใช้ศิลปะของตัวเองเป็นเครื่องมือสังหาร โลกทั้งโลกและมวลหมู่จิตวิญญาณจะต้องหวั่นไหวภายใต้การร่ายรำ ด้วยเหตุนี้การร่ายรำจึงเป็นเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ในการเข้าโจมตีจิตวิญญาณ

เมื่ออ่านเนื้อหาในหนังสือ จางเซวียนอดพยักหน้าอย่างเห็นพ้องไม่ได้

ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ก็เหมือนกับเทคนิคด้านจิตวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณและการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ เป็นการโจมตีที่รับมือได้ยาก แต่มันแตกต่างจากวิชาชีพอื่นๆ ตรงที่ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์จะใช้การร่ายรำของตัวเองเป็นสื่อกลางในการแสดงประสิทธิภาพการต่อสู้

ในเมื่อมันเป็นสื่อกลาง ก็หมายความว่าหากผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์คนไหนสำเร็จวรยุทธถึงขั้นสุดยอด ก็จะสามารถทำลายวิญญาณอันทรงพลังได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้การร่ายรำเป็นสื่อกลางอีก

ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดอยู่ เส้นสายบางอย่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

สามารถโจมตีจิตวิญญาณได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้การร่ายรำเป็นสื่อกลาง? นั่นหมายความว่าเข้าขั้นไร้ดาบแล้วหรือเปล่า? จางเซวียนคิดอย่างตื่นเต้น

เขาอาจไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ แต่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ดาบในระดับหนึ่ง เท่าที่เขารู้ หากใครคนหนึ่งฝึกฝนเพลงดาบจนถึงจุดสูงสุด พวกเขาก็สามารถใช้แม้แต่ใบหญ้าข้างทาง หรือก้อนกรวดริมถนนมาแทนดาบได้ ทั้งยังไปไกลถึงขนาดที่สามารถสำแดงพละกำลังเต็มประสิทธิภาพของศิลปะเพลงดาบได้แม้ปราศจากอาวุธในมือ

ซึ่งนั่นก็หมายความว่าดาบเป็นเพียงสื่อกลางในการสำแดงเทคนิคเท่านั้น ต่อให้ไม่มีดาบในมือ ผู้ที่เชี่ยวชาญถึงขั้นก็สามารถสำแดงศิลปะเพลงดาบได้ โดยบางครั้งอาจจะสมบูรณ์แบบกว่า ลื่นไหลกว่าและว่องไวกว่าเสียด้วยซ้ำ

เนื้อหาที่จางเซวียนได้อ่านไม่เหมือนกับเนื้อหาในหนังสือทั่วๆ ไปที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์อ่านกัน วิถีทางแห่งวรยุทธของเขาพุ่งตรงเข้าสู่จุดหมาย คือการสำแดงเพลงดาบโดยไร้ดาบ ปราศจากรูปแบบใดๆ เพื่อให้อยู่เหนือทุกรูปแบบ

อ่านต่อไป

“นาฏศิลป์คือการใช้ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเป็นสื่อกลางเข้าโจมตีจิตวิญญาณ โดยแก่นแท้ของมัน แม้แต่การเดินและการขยับร่างกายเพียงน้อยนิดก็เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์เช่นเดียวกัน”

“ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ตัวจริงไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบเฉพาะ แต่ส่วนมากจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายและสบายๆ”

…..

ไม่ช้า จางเซวียนก็อ่านหนังสือจนหมด

เขาหลับตาเพื่อซึมซาบข้อมูลและความรู้เหล่านั้นให้เข้าสู่สมอง

ครืนนนนนน!

เกิดเสียงดังกึกก้องจากจิตวิญญาณของเขา ราวกับเปิดโลกใบใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 2 ดาว, สำเร็จแล้ว!

ไปต่อ!

ยิ่งจางเซวียนเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น จึงตั้งต้นอ่านหนังสือที่เหลือต่อไป

4 ชั่วโมงต่อมา เขาก็อ่านหนังสือที่เหลือจนหมด และซึมซับความรู้ทั้งหมดที่อยู่ในนั้นเอาไว้

ตอนนี้ราวกับจิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขาได้รับการบ่มเพาะ มันจึงดูโปร่งใสและบริสุทธิ์ขึ้นอีก

ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์จะใช้การร่ายรำของตัวเองเป็นเครื่องมือหลอกล่อ โปรยเสน่ห์ โจมตีหรือแม้แต่สังหารจิตวิญญาณของผู้อื่น แม้จางเซวียนจะไม่เคยร่ำเรียนศาสตร์แห่งนาฏศิลป์มาก่อน เขาก็เข้าใจถึงแก่นแท้และหัวใจอันลึกซึ้งของอาชีพนั้น ในตอนนี้ ความรู้ของเขา ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ที่ต่ำกว่าระดับ 7 ดาวคนไหนจะเทียบชั้นได้

หากเขาเข้ารับการทดสอบตอนนี้ จะต้องได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน

นี่เราอ่านหนังสือจบเร็วกว่าที่คิดไว้มาก เร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย! จางเซวียนคิด

ที่ผ่านมา เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงกว่าจะเรียนรู้อาชีพหนึ่งตั้งแต่ต้นไปจนถึงระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด

แต่สำหรับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ เขาใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น

แล้วนักเรียนคนนั้นอยู่ที่ไหน? จางเซวียนลุกขึ้นยืนและมองไปรอบๆ เพื่อมองหานักเรียนหญิงที่อยู่ในหอสมุดกับเขา แล้วก็ต้องยืนอึ้ง

เพราะหอศาสตร์นาฏศิลป์อันยิ่งใหญ่ในตอนนี้ว่างเปล่า ไม่มีใครให้เห็นแม้แต่คนเดียว

ฉิบหายแล้ว! เธอออกไปตอนไหน? จางเซวียนนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจและแทบลมจับ

เขามัวแต่ดื่มด่ำกับการอ่านหนังสือและฝึกฝนวรยุทธจนไม่รู้เลยว่าแม่สาวคนนั้นออกไปแล้ว!

เพราะหอศาสตร์นาฏศิลป์ต้องใช้คะแนนวิชาการเพื่อจะเข้ามา จึงแทบไม่มีใครเข้ามาในนี้บ่อยครั้งนัก ตั้งแต่เขามาถึงเมื่อคืนจนกระทั่งถึงตอนนี้ นักเรียนหญิงผู้นั้นเป็นคนเดียวที่เข้ามา ในเมื่อตอนนี้เธอจากไปแล้ว แล้วเขาจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร?

นี่จะต้องถูกขังไว้อีกหลายวันหรือ?

จางเซวียนรู้สึกอับจนปัญญา

บ้าบออะไรกันวะนี่! ถ้ารู้เสียก่อน จะไม่มัวดื่มด่ำกับวรยุทธเสียขนาดนั้น

การถูกกักตัวไว้ที่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมาย แต่กายเนื้อของเขาก็อยู่แถวๆ นี้ หากมีใครมาเจอเข้าจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่

ในฐานะจิตวิญญาณ เขาไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกลไกและค่ายกลที่ควบคุมหอศาสตร์นาฏศิลป์ไว้ การติดแหง็กอยู่ในนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

ปัญหาคือกายเนื้อต่างหาก

แม้เขาจะซ่อนร่างของตัวเองเอาไว้ในจุดที่คิดว่าเหมาะสมแล้ว แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าจะหลุดรอดจากสายตาอันเฉียบแหลมของเหล่าปรมาจารย์ในโรงเรียนนาฏศิลป์ได้ โดยเฉพาะในตอนกลางวัน

หากมีใครพบเข้าล่ะก็ หายนะบังเกิดแน่นอน

เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว จางเซวียนก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาพุ่งไปที่ประตู หวังว่าจะเจอช่องโหว่บางอย่างที่ทำให้เขาทะลุออกไปได้

แต่หลังจากที่เดินวนอยู่หลายรอบ ก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างท้อแท้

ดูเหมือนจะไม่มีทางหลบหนีออกไปได้เลยจริงๆ

ทั้งกลไกและค่ายกลที่ติดตั้งไว้ในหอศาสตร์นาฏศิลป์นั้นทรงพลังมาก ไม่มีทางที่ใครจะใช้กำลังเปิดมันได้

ถ้ากายเนื้อของจางเซวียนอยู่ตรงนี้ เขาก็จะแตะมันและประมวลหนังสือขึ้นมา จากนั้นก็ใช้ช่องโหว่และข้อบกพร่องของมันเพื่อหลบหนี

แต่ในเมื่อแตะไม่ได้ จิตวิญญาณของเขาแตะมันไม่ได้…แล้วจะทำอย่างไร?

ดวงตาหยั่งรู้ของเขาก็ยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะมองทะลุค่ายกลและกลไกที่นี่ นี่เขาจะต้องตกอยู่ในสภาพนี้ รอคอยอย่างสิ้นหวังเพื่อให้ใครสักคนเข้ามาอย่างนั้นหรือ?

จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ อย่างจนปัญญา

ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องรอ มันคงจะมีใครสักคนล่ะน่ะที่เข้ามาในหอศาสตร์นาฏศิลป์ก่อนหมดวัน

ในเมื่อจางเซวียนหาวิธีแก้ไขสถานการณ์วิกฤตินี้ไม่ได้ เขาก็ได้แต่หวังพึ่งโชคชะตา ขณะที่เขากำลังจะหาที่นั่งพักเพื่อฆ่าเวลา แอ๊ด! ประตูก็พลันเปิดออก

เอ๊ะ? มีคนมาที่นี่ด้วยหรือ?

นึกไม่ถึงว่าจะมีใครอีกคนมาถึงเร็วขนาดนี้ จางเซวียนแทบกระโดดด้วยความตื่นเต้น เขารีบพุ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังประตูเพื่อรอคอยโอกาสที่จะได้ออกไปจากหอสมุด

ฟึ่บ!

สาวน้อยในชุดเจิดจรัสพร้อมท่วงท่าสง่างามเดินเข้ามาในห้อง

หลังจากข้ามธรณีประตูมาแล้ว เธอก็กำลังจะเดินตรงไปที่ชั้นหนังสือ แต่แล้วก็พลันขมวดคิ้วทันที เธอจ้องไปยังทิศทางที่จางเซวียนซ่อนตัวอยู่แล้วตะโกนก้อง “นั่นใครน่ะ? ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

เมื่อรู้ว่าเธอมองเห็นเขา จางเซวียนถึงกับตัวแข็งทื่อ

เป็นเรื่องยากมากที่ใครสักคนจะพบตัวเขาในสภาพที่เป็นจิตวิญญาณ โดยเฉพาะเมื่อเขาแอบอยู่ ในซอกหลังประตูแบบนี้ แต่อีกฝ่ายกลับมองเห็นเขาได้ในทันที มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?

นักรบขั้นเซียน? จางเซวียนหรี่ตาอย่างระแวง

มีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวเท่านั้นคือเธอเป็นนักรบขั้นเซียน!

เมื่อฝ่าด่านวรยุทธไปถึงขั้นเซียน ผู้นั้นจะมีความเข้าใจและความสอดคล้องกับช่องว่างและธรรมชาติ แม้จางเซวียนจะปกปิดตัวเองไว้ การซ่อนตัวของเขาก็ยังไม่สมบูรณ์แบบอันเนื่องมาจากระดับวรยุทธที่ยังมีจำกัด ด้วยเหตุนี้ คลื่นพลังจิตวิญญาณจึงยังแผ่ออกมาจากบริเวณที่เขายืนอยู่ แม้จะในจำนวนเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้ตัวเขาถูกเปิดเผย

“อะไรกัน? คุณจะไม่ออกมาหรือ?” แม่สาวคนนั้นขมวดคิ้วและคำรามเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะเงื้อฝ่ามือขึ้น และคว้าหมับเข้าตรงช่องว่างที่จางเซวียนอยู่

บึ้ม!

การระเบิดของพลังปราณทำให้ทุกสิ่งบริเวณนั้นหยุดนิ่งไป จางเซวียนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่เขา ราวกับจะกำจัดจิตวิญญาณของเขาให้เสื่อมสลายไป

แม้จิตวิญญาณของเขาจะมีขนาดใหญ่ แต่มันก็มีระดับวรยุทธ แค่ขั้น 5-สูงสุดเท่านั้น ห่างไกลเหลือเกินที่จะต่อสู้กับนักรบขั้นเซียน!

กระดูกคนละเบอร์!

เผ่นสิ!

รู้ดีว่าต้องตายแน่หากปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ จางเซวียนรีบขับเคลื่อนพลังปราณทันที และด้วยการระเบิดพละกำลัง เขาก็สามารถฝ่าด่านการเกาะกุมของอีกฝ่ายได้สำเร็จ จากนั้นก็รีบวิ่งไปที่ประตูโดยไม่ลังเล

ฟิ้วววววว!

การเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขารบกวนคลื่นพลังจิตวิญญาณโดยรอบ ก่อให้เกิดเสียงลมหวีดหวิว

“นี่คือจิตวิญญาณ?” แม่สาวคนนั้นหน้าตาเคร่งเครียด

ตอนที่เธอเข้ามาในห้อง เธอแค่คิดว่าอาจมีใครบางคนใช้เทคนิคหรือความสามารถอะไรบางอย่างปกปิดตัวเองเอาไว้ นึกไม่ถึงเลยว่าแท้ที่จริงแล้วจะเป็นแค่จิตวิญญาณ

ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณก็หายสาบสูญไปหลายพันหลายหมื่นปีแล้ว อยู่ดีๆ เกิดโผล่มาคนหนึ่งในหอศาสตร์นาฏศิลป์แบบนี้ เขามาจากไหนกัน? และคิดจะทำอะไร?

“คุณจะไปไหนน่ะ?” เธอตะโกนด้วยเสียงเฉียบขาด ก่อนจะเข้าไปคว้าจิตวิญญาณที่กำลังจะวิ่งหนี

ฟึ่บ!

ด้วยพละกำลังเต็มพิกัดของนักรบระดับเซียน ช่องว่างในรัศมีหลายพันเมตรบริเวณนั้นจึงถูกตรึงเอาไว้ทั้งหมด

แย่แล้วสิ!

จางเซวียนกำลังจะหนีออกจากหอสมุด ก็พอดีกับที่พื้นที่รอบๆ ตัวเขาเกิดเฉอะแฉะและเหนียวหนืดขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับเขาตกลงไปในบึงโคลน ต่อให้พยายามแค่ไหนก็เคลื่อนไหวไม่ได้

นี่คือความสามารถของนักรบระดับเซียน ‘พลังปราณล็อคมิติ’?

จางเซวียนยืนตัวแข็งทื่อ

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version