ตอนที่ 771 กายเนื้ออันงี่เง่า
นักรบระดับเซียนนั้นมีความสามารถในการปิดกั้นพื้นที่บริเวณหนึ่งได้โดยใช้การล็อคมิติ ทำให้คู่ต่อสู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้นรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อโคลน ด้วยเหตุนี้ คู่ต่อสู้จะใช้พละกำลังและความเร็วได้เพียง 1 ใน 10 ของที่มีเท่านั้น
ความสามารถนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อพลังปราณล็อคมิติ และมีแต่นักรบระดับเซียนเท่านั้นที่ทำได้
จางเซวียนกัดฟันแน่น เขามีสีหน้าไม่สู้ดีและพยายามขัดขืน แต่เพราะความเร็วของเขาถูกลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10 ด้วยพลังปราณล็อคมิติ จึงทำอะไรยืดยาดไม่ต่างกับหอยทาก
“คิดหนีรึ? ฝันไปเถอะ!” แม่สาวคนนั้นคำรามพร้อมกับกระดิกนิ้วและและชี้ไปทางจางเซวียน
ครืนนนนนนน!
คลื่นความสั่นสะเทือนอันทรงพลังสะท้านไปทั่วบริเวณที่จางเซวียนอยู่ เขาเจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมาทันที จิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขาสั่นระริกจนหยุดไม่ได้ ราวกับถูกโจมตีสติสัมปชัญญะ จางเซวียนดูเหมือนใกล้จะควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่ทุกขณะ
การโจมตีนั้นทำให้จิตวิญญาณของจางเซวียนบาดเจ็บสาหัส
ด้วยการกระดิกนิ้วเพียง 3 ครั้ง ผู้หญิงคนนั้นก็ทำให้เขาเกือบตาย เท่าที่ดูจากประสิทธิภาพของทักษะในการโจมตีจิตวิญญาณของเธอ เธอจะต้องเป็นหนึ่งในบุคลากรชั้นนำของโรงเรียนนาฏศิลป์แน่ บางทีคงจะเป็นผู้อาวุโสหรืออาจสูงส่งกว่านั้นอีก
เราจะต้องรีบกลับเข้าร่างให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นคงต้องตายเพราะยายคนนี้!
จางเซวียนเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้แล้วว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นล่อแหลมขนาดไหน
ถ้าเป็นนักรบระดับเซียนคนอื่นๆ รวมถึง 10 สุดยอดปรมาจารย์อย่างหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวฝ่ายนั้นน่าจะทำให้จิตวิญญาณของเขาบาดเจ็บได้ยาก
เพราะจิตวิญญาณเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ จึงไม่อาจทำให้มันได้รับบาดเจ็บด้วยวิธีการทำร้ายภายนอก มีแต่ผู้ที่ครอบครองทักษะและเทคนิคการโจมตีจิตวิญญาณเท่านั้นที่จะสามารถทำให้จิตวิญญาณดวงหนึ่งได้รับบาดเจ็บได้
จางเซวียนเคราะห์ร้ายที่ต้องมาเผชิญหน้ากับบุคลากรระดับสูงของโรงเรียนนาฏศิลป์ ซึ่งหมายความว่าเธอย่อมมีความรู้ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณเป็นอย่างดี สำหรับคู่ต่อสู้ระดับนี้ การทำร้ายจิตวิญญาณของเขาไม่ใช่เรื่องยากเลย
หากจิตวิญญาณของเขาเสื่อมสลายไป ก็หมายความได้อย่างเดียวคือความตาย ความเป็นไปได้ที่เขาจะได้กลับเข้าร่างก็เป็นศูนย์
ไม่มีทางที่เขาจะเอาตัวรอดจากการโจมตีของผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับเซียนในสภาพที่ตัวเองยังเป็นจิตวิญญาณได้เลย ดังนั้น ทางเลือกเดียวที่จะเอาตัวรอดได้ก็คือต้องรีบกลับเข้ากายเนื้อให้เร็วที่สุด
แม้การกระทำเช่นนั้นจะเป็นการเปิดเผยว่ากายเนื้อของเขาอยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือก
อีกอย่าง ก็ดีกว่าการที่จะปล่อยให้จิตวิญญาณของเขาถูกทำลายไปตอนนี้
จางเซวียนสะกดกลั้นความเจ็บปวดในจิตวิญญาณของเขาไว้ แล้วรีบพุ่งออกไปที่ต้นไม้ในลานซึ่งกายเนื้อของเขาอยู่ที่นั่น แต่ยังไม่ทันจะไปได้ไกลเท่าไร ก็ได้ยินเสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง “ยังคิดจะหนีหรือ?”
ฟึ่บ!
แม่สาวคนนั้นยกฝ่ามือขึ้นโบกกลางอากาศหลายครั้ง
พละกำลังมหาศาลพุ่งเข้าปะทะจางเซวียน ในตอนนั้นเขารู้สึกราวกับถูกดาวหางโจมตี จิตวิญญาณของเขาหมุนคว้างกลางอากาศอยู่หลายรอบ แทบจะแหลกเป็นชิ้นๆ ไปเพราะพละกำลังนั้น
โชคดีเหลือหลายที่จิตวิญญาณอันใหญ่โตของเขาสามารถกระจายพละกำลังไปได้ทั่ว จึงช่วยลดอาการบอบช้ำรุนแรงที่กำลังเผชิญอยู่ได้มาก ประกอบกับเขาได้ฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้ามาด้วย พลังจิตวิญญาณของเขาจึงบริสุทธิ์เป็นพิเศษ ทำให้จิตวิญญาณแข็งแกร่งกว่าจิตวิญญาณทั่วไป ไม่อย่างนั้น แรงปะทะเมื่อครู่คงทำให้เขาตายไปแล้ว
แต่แม้เขาจะเอาตัวรอดจากการโจมตีนั้นมาได้ ก็ยังรู้สึกราวกับว่าใครสักคนพยายามจะฉีกทึ้งจิตวิญญาณของเขาออกเป็น 2 ส่วน และบรรดาบาดแผลที่เกิดก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
รู้ดีว่าต้องตายแน่หากยังปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีอยู่อย่างนั้น จางเซวียนจึงตั้งใจจะพุ่งเข้าหากายเนื้อของเขาที่อยู่ด้านหลังต้นไม้ให้ได้ แต่แล้วก็ยั้งตัวไว้เมื่อพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
พละกำลังของอีกฝ่ายนั้นเกินพอจะสังหารผู้พยากรณ์จิตวิญญาณทั่วไปได้เลย เป็นเพราะขนาดและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าธรรมดาของจิตวิญญาณของเขาที่ทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่
หากเขาพยายามจะพุ่งกลับเข้ากายเนื้อในตอนนี้ อีกฝ่ายจะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาและประหลาดใจกับความทนทานของจิตวิญญาณนั้น ซึ่งจะส่งผลให้เธอโจมตีหนักขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ต่อให้จิตวิญญาณของเขาจะใหญ่โตและแข็งแกร่งสักแค่ไหน ก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่
แต่ถ้าเขาทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเธอฆ่าเขาสำเร็จแล้ว เขาก็อาจเอาชีวิตรอดได้
ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เมื่อจางเซวียนค้างอยู่กลางอากาศและบังคับจิตวิญญาณของเขาให้มีสารรูปเหมือนกับหมดสภาพไปแล้ว แม่สาวคนนั้นก็ดูจะโล่งใจ
แต่เมื่อรู้สึกได้ว่าปราศจากการเคลื่อนไหว เธอก็พลันคิดอะไรได้บางอย่างและหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
“เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณคือผู้ทรยศต่อมวลมนุษย์ในกาลก่อน ทั้งยังเป็นอาวุธของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น การที่จู่ๆ ปรากฏขึ้นตนหนึ่งแบบนี้ จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นหรือเปล่า? ถ้าใช่ล่ะก็ เราต้องสังหารเขาเสียตอนนี้”
เมื่อหลายปีก่อน นานจนนับปีไม่ถ้วน เหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณและมรดกตกทอดของพวกเขาถูกสภาปรมาจารย์กวาดล้างไปจนสิ้นซาก หากยังมีพวกนั้นหลงเหลืออยู่ล่ะก็ ก็มีโอกาสที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
หลังจากที่มีผู้พยากรณ์จิตวิญญาณปรากฏตัวขึ้น ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ที่ยอดเขาเล่หยวน ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ที่ 2 เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกัน!
เมื่อนึกได้ว่าตัวเองได้ปล่อยให้เงื่อนงำสำคัญที่จะนำไปสู่อสูรตะวันไบแซนไทน์หลุดมือไปเสียแล้วเธอก็อดเสียใจกับความหุนหันพลันแล่นของตัวเองไม่ได้
แต่แล้วก็พลันนึกอะไรได้บางอย่าง
“เดี๋ยว ถ้าหมอนั่นเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจริงๆ ทำไมจะต้องพยายามหนีออกจากหอศาสตร์นาฏศิลป์ในเวลานี้ด้วยล่ะ? แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วจะเป็นอะไรไปได้?”
ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณมีร่างที่มีองค์ประกอบหลักของพลังหยิน ทำให้อ่อนไหวต่อพลังหยางอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่กล้าปรากฏตัวท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับแสงอาทิตย์
หากหนีออกไปแล้วต้องเผชิญกับแสงอาทิตย์ พวกเขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสและระดับวรยุทธตกฮวบ อันเนื่องมาจากการเสื่อมถอยที่ได้รับจากพลังหยาง
แต่เท่าที่ดูจากการที่ฝ่ายรีบร้อนออกไปทันทีที่ได้โอกาส ก็แปลว่าเขาไม่ได้กลัวแสงแดดนั่น ซึ่งก็หมายความว่าเขาไม่ใช่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณน่ะสิ?
แต่ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วเขาจะเป็นอะไร?
ในฐานะนักรบระดับเซียน เธอรู้ดีว่าโลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เธอจะจินตนาการได้ ยังมีอาชีพเฉพาะทางอีกมากมายที่มีวิถีทางอันลึกลับจนเหล่านักรบทั่วไปยากจะหยั่งถึง แม้เธอจะมีความรอบรู้กว้างขวาง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าจะมีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้
ยกตัวอย่าง เธอเคยได้ยินว่ามีอสูรวิเศษขั้นเซียนสายพันธุ์หนึ่งที่ชื่อว่าอสูรเกล็ดอ่อน มันเป็นอสูรขนาดมหึมาที่มีผิวหนังภายนอกดำสนิทราวกับหมึก ทำให้โดดเด่นเสมอไม่ว่าจะไปที่ไหน แต่ทันทีที่มันกระโดดลงน้ำ ร่างของมันจะเปลี่ยนเป็นร่างโปร่งใสที่ทำให้ไม่มีใครมองเห็น ราวกับไม่มีมันอยู่
หรือว่าหมอนี่จะเป็นสิ่งมีชีวิตทำนองนั้น?
ถึงอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้
อีกอย่าง ต่อให้ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณตนหนึ่งจะทรงพลังขนาดไหน จิตวิญญาณก็ไม่อาจมีขนาดใหญ่โตกว่า 10 เมตรได้แน่ ใช่ไหม?
นี่มันผิดธรรมดาเอามากๆ !
เมื่อคิดขึ้นได้ นัยน์ตาของเธอก็พลันเบิกโพลง
“บ้าที่สุด! นั่นหมายความว่าหมอนั่นแกล้งตาย!”
ถ้าคู่ต่อสู้ของเธอเป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจริงๆ ก็แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าการโจมตีของเธอจะต้องทำให้จิตวิญญาณของเขาถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่นไปแล้ว แต่ถ้าคู่ต่อสู้ของเธอเป็นอสูรระดับเซียน ก็เป็นไปได้ว่าจะมีผิวหนังหนาเตอะที่ทำให้สามารถป้องกันตัวได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้น การโจมตีของเธอน่าจะสังหารอีกฝ่ายไปแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ มีโอกาสสูงที่หมอนั่นแกล้งตาย!
“จะปั่นหัวฉันหรือ? อย่าแม้แต่จะคิด!”
เธอยกขาขึ้นและกระทืบเท้าอย่างแรงด้วยสีหน้าถมึงทึง
ตึ้งงงงง!
พื้นโลกสั่นสะท้านอย่างหนักในทันที ราวกับมีคลื่นพลังปราณแผ่ซ่านออกไปโดยรอบ
นี่เธอจับไต๋ได้แล้วหรือ?
เมื่อครู่ก่อน จางเซวียนคิดว่าเขาตบตาอีกฝ่ายได้สำเร็จแล้ว แต่เมื่อเห็นทีท่านั้น ก็รู้ทันทีว่าการตบตาไม่ได้ผล ในเมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องพยายามพุ่งเข้าหากายเนื้อของตัวเองให้ได้ แต่ก็พอดีกับที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งของต้นไม้ต้นนั้นสั่นไหวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
พั่บ!
ร่างที่มีสภาพคล้ายศพหล่นตุ้บลงมา เกิดเป็นหลุมยุบบนพื้นดิน
จางเซวียนหัวใจจะวายเมื่อเห็นภาพนั้น
จะเป็นอะไรไปได้เล่า ถ้าไม่ใช่กายเนื้อของเขา!
เขานึกว่าได้ซ่อนกายเนื้อของตัวเองไว้ท่ามกลางหมู่ไม้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่การโจมตีของผู้หญิงคนนั้นทำให้ต้นไม้สั่นไหว ส่งผลให้กายเนื้อของเขาหล่นลงมาจากที่ซ่อน
เพิ่งเมื่อครู่ก่อนนี้เองที่เขายังคิดว่าต่อให้จิตวิญญาณของตัวเองถูกค้นพบ ตราบใดที่กายเนื้อยังถูกซุกซ่อนไว้ให้พ้นจากสายตา เขาก็ยังปลอดภัย เพราะถึงอย่างไรจิตวิญญาณก็เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ จึงไม่อาจรับรู้ถึงรูปร่างที่แท้จริงของมันได้หากไม่ใช้ดวงตาหยั่งรู้ ด้วยเหตุนี้ ขอแค่จิตวิญญาณของเขารอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้ การกลับมาพากายเนื้อของตัวเองไปในภายหลังก็จะทำให้ลอยนวลไปได้สบาย
แต่ตอนนี้ ในเมื่อกายเนื้อของเขาหล่นลงมาจมดินต่อหน้าอีกฝ่ายแล้ว ก็เป็นอันรู้กันหมดว่าเขาคือใคร ไม่มีทางที่เขาจะอยู่ในสถาบันปรมาจารย์แห่งนี้ต่อไปได้อีก!
“คุณเป็นใคร?”
ขณะที่จางเซวียนท้อแท้ใจจนแทบกระอักเลือดออกมา แม่สาวคนนั้นก็ตะโกนก้องด้วยความประหลาดใจและเงื้อฝ่ามือขึ้นเพื่อโจมตีร่างนั้นทันที
ฟิ้วววววว!
กระแสพลังปราณอันรุนแรงพุ่งเข้าใส่กายเนื้อของจางเซวียน
ในเมื่อตอนนี้เธอเบนความสนใจไปจากเราแล้ว เราต้องหาโอกาสกลับเข้าร่างให้เร็วที่สุด
รู้ดีว่านี่เป็นหนทางเดียวที่พอจะทำได้ จางเซวียนกัดฟันกรอดและรีบพุ่งเข้าใส่กายเนื้อของเขา แต่ในตอนนั้นเอง ร่างของเขาที่จมดินอยู่ก็พลันใช้ฝ่ามือยันตัวลุกขึ้นจากพื้นดิน และเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วนั้นช่างว่องไวเสียจนเห็นเป็นเพียงภาพพร่าเลือน
ศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า!
มันคือหัวใจแห่งความว่างเปล่า!
จางเซวียนยืนแทบไม่อยู่เมื่อเห็นภาพนั้น ถ้าจิตวิญญาณของเขาเป็นลมได้ เขาคงลมจับไปแล้ว
เพราะการสำเร็จหัวใจแห่งความว่างเปล่า กายเนื้อของเขาจึงสามารถหลบหนีได้โดยสัญชาตญาณในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้จะไม่มีจิตวิญญาณอยู่ในนั้น
เมื่อรับรู้ถึงพละกำลังหนักหน่วงจากฝ่ามือของอีกฝ่าย กายเนื้อของเขาก็รู้ดีว่าตัวเองสู้ไม่ได้ จึงรีบเผ่นหนีไปเพื่อหลบเลี่ยงอันตราย
เห็นแผ่นหลังของตัวเองอยู่ไวๆ จางเซวียนแทบปล่อยโฮออกมา
ให้ตายสิวะ!
ถ้าแกรอฉันอีกสัก 2 วินาที ฉันก็กลับเข้าร่างได้แล้ว! ดูสิว่าแกทำให้ฉันต้องลำบากขนาดไหน
แถมแกยังใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าเผ่นหนีเสียอีก ฉันจะเอาอะไรไปตามทัน?
จิตวิญญาณของจางเซวียนมีระดับวรยุทธแค่ขั้น 5 – จิตวิญญาณสอดคล้อง สูงสุดเท่านั้น ขณะที่กายเนื้อของเขาเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด และเมื่อประกอบกับศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าและเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงที่หมอนั่นใช้ ก็ยิ่งไม่มีทางที่จะตามทัน
ให้ตายเถอะ!
“ไอ้ชั่วร้าย แกคิดว่าแกจะหนีไปไหน?”
เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มที่ร่วงลงมาจากต้นไม้เผ่นหนีไป แม่สาวคนนั้นก็โมโหเดือด เธอกระทืบเท้า แล้วโผขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อตามร่างนั้นไปทันที
ร่างของจางเซวียนใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าซึ่งมีความเร็วอย่างน่าทึ่ง ด้วยเหตุนี้ เธอจึงต้อง สำแดงพละกำลังอย่างเต็มพิกัดเพื่อจะตามให้ทันเขา
เร็วๆ เข้า ตามให้ทัน!
เมื่อเห็นเธอรีบร้อนตามร่างของเขาไป จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ครู่ต่อมาก็พลันมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
ฉิบหายแล้ว!
ไอ้การเชียร์ให้อีกฝ่ายตามร่างของเขาให้ทันช่างเป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาดจนสุดจะบรรยาย
ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะความงี่เง่าของกายเนื้อ! ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เขาคงไม่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่แบบนี้
หากกายเนื้อของเขาถูกจับได้เมื่อไหร่ การจะกลับเข้าร่างก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก
หลังจากท้อใจอยู่ครู่ใหญ่ จางเซวียนก็พลันนึกได้ว่าต่อให้กายเนื้อของเขาจะถูกจับได้ แม่สาวคนนั้นก็คงไม่มีทางปล่อยให้จิตวิญญาณของเขากลับเข้าร่างได้แน่ เขาจึงรีบตามไป
แต่แล้ว ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้พูดไม่ออก เพราะร่างของเขากำลังเผ่นหนีอย่างเต็มพละกำลัง โดยพุ่งเข้าปะทะและทะลุกำแพงไปอันแล้วอันเล่า
ใจเย็นเถอะ หยุดเสียที! จางเซวียนตะโกนก้องอยู่ในใจขณะที่มองภาพนั้นอย่างเจ็บปวด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้อานุภาพของหัวใจแห่งความว่างเปล่านั้นล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณ จึงไม่มีทางที่จะกะเกณฑ์ให้ถูกต้องแม่นยำได้อย่างมนุษย์ปกติ แต่ไอ้การทะลุกำแพงอันแล้วอันเล่าแบบนี้ มันออกจะเกินไปสักหน่อย!
แกควรจะช่วยฉันให้พ้นจากอันตราย ไม่ใช่มาปล่อยให้ร่างของฉันฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัวแบบนี้!
ต่อให้รอดจากสถานการณ์นี้ไปได้ แต่ถ้าต้องเป็นแผลเต็มเนื้อเต็มตัว จะทำเพื่ออะไร?
“แกหยุดอยู่ตรงนั้นเสียดีกว่า!” ขณะที่จางเซวียนแทบจะตีอกชกหัวกับความโชคร้ายของตัวเอง แม่สาวคนนั้นก็คว้าร่างของเขาได้ทัน
ด้วยการกระดิกนิ้วครั้งเดียว กระแสพลังปราณมากมายก็แผ่ออกมาปกคลุมพื้นที่บริเวณรอบๆ กายเนื้อของเขาเอาไว้ กลายเป็นกรงล่องหน
ตึ้ง! ตุ้บ! พลั่ก!
เมื่อรู้สึกได้ถึงการถูกคุกคาม กายเนื้อของเขาก็รีบสำแดงเพลงหมัดเทียบฟ้าเพื่อพยายามทลายกรงนั้น แต่ด้วยพละกำลังจากพลังปราณและพละกำลังจากร่างกายที่รวมกันได้เพียงแค่ 16 ล้านติ่ง ก็ไม่มีทางที่เขาจะทำลายกรงพลังปราณที่นักรบระดับเซียนสร้างขึ้นได้เลย
เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายทลายกรงพลังปราณล็อกมิติของเธอออกมาไม่ได้แน่ๆ แม่สาวคนนั้นก็หันไปถามกายเนื้อของเขาด้วยนัยน์ตาคมกริบ “แกเป็นใคร? ทำไมถึงมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ในหอศาสตร์นาฏศิลป์?”
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!
ก็เป็นธรรมดาที่กายเนื้อของจางเซวียนซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณจะไม่สามารถตอบคำถามได้ มันยังคงเขย่ากรงต่อไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“แกรนหาที่ตายเสียแล้ว!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยายามขัดขืนเธอ แม่สาวคนนั้นหน้าแดงก่ำด้วยความเดือดดาล เธอยกมือขึ้น และพลังทำลายล้างหนักหน่วงก็มารวมตัวกันที่ฝ่ามือของเธอ
เท่าที่เห็น หากกายเนื้อของเขายังไม่ปริปากล่ะก็ เธอต้องฆ่าเขาแน่
หัวใจแห่งความว่างเปล่าเป็นความสามารถที่มีแต่ผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่ทรงพลังที่สุดเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่ด้วยความที่ทั้งตัวผู้พยากรณ์จิตวิญญาณและมรดกตกทอดของเขาได้สูญหายไปนานแล้ว ความรู้เกี่ยวกับหัวใจว่างเปล่าจึงสาบสูญไปด้วย นี่คือเหตุผลที่ทำให้แม้จะเป็นถึงนักรบระดับเซียนและปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นไร้วิญญาณและพูดไม่ได้
แต่ถ้ากายเนื้อของเราเละเป็นโจ๊กไปแล้ว กลับเข้าร่างไปก็ไม่มีประโยชน์
ถึงตอนนั้น จางเซวียนก็มาอยู่ตรงหน้าเหตุการณ์พอดี เมื่อเห็นแม่สาวคนนั้นเตรียมเงื้อมือขึ้นกำจัดร่างของเขาให้แหลกเป็นชิ้น ๆ จิตวิญญาณของเขาก็แทบจะเสื่อมสลายไปด้วยความหวาดผวา จางเซวียนไม่กล้าเสียเวลาอีกแม้แต่วินาทีเดียว เขาผลุบเข้าไปในกรง และพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของตัวเองทันที
ไม่เหมือนกับพลังปราณล็อคมิติ กรงพลังปราณนั้นไม่ได้ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งมิติของโลก และกักขังได้เฉพาะสิ่งมีชีวิตที่จับต้องได้เท่านั้น จึงไม่มีอะไรกีดขวางจิตวิญญาณของเขา
ทันทีที่จิตวิญญาณกลับเข้าร่าง จางเซวียนก็พลันเห็นพลังหนักหน่วงที่แม่สาวคนนั้นรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือกำลังจะปะทะตัวเขาอยู่แล้ว เขาจึงรีบหยุดทุกอย่างที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จากนั้นก็ประสานมือคารวะและพูดเสียงดังลั่น “ผู้อาวุโส ขอบคุณมากที่ช่วยให้ผมกำราบปีศาจร้ายในตัวได้สำเร็จ และทำให้ผมไม่ต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียสติไป”
