ตอนที่ 805 การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์
หอคอยนายแพทย์มีทั้งหมด 7 ชั้น
ชั้นแรกมีไว้สำหรับกิจธุระเบ็ดเตล็ด เช่น การวินิจฉัยคนไข้ กำแพงคาใจ การซื้อขายสมุนไพร และอื่นๆ
นับจากชั้น 2 เป็นต้นไปคือกลไกที่มีไว้สำหรับการทดสอบเข้าเป็นนายแพทย์ระดับ 1 ดาวถึง 6 ดาว
ก็เหมือนกับมหานทีแห่งศาสตราวุธ กลไกและค่ายกลหลายอย่างถูกติดตั้งไว้ในหอคอยนายแพทย์เพื่อกระตุ้นความสนใจของบรรดาผู้เข้าสอบ ซึ่งผู้ที่จะเข้าสอบไม่เพียงแต่จะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังต้องมีประสบการณ์การรักษาคนไข้จริงๆด้วย
การรักษาโรคนั้นไม่เหมือนกับการตีเหล็กหรือการหลอมยา อาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งอาจมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันไปได้หลายพันวิธี ผู้นั้นจะต้องประเมินสภาวะของคนไข้และเงื่อนไขโดยรวมก่อนจะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการทดสอบในหอคอยนายแพทย์จึงไม่เป็นระเบียบแบบแผนอย่างมหานทีแห่งศาสตราวุธ ทั้งยังมีเจตจำนงของบรรพบุรุษอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่วนเวียนอยู่ที่นี่เพื่อคอยประเมินความรู้ความเชี่ยวชาญของผู้เข้ารับการทดสอบ
สำหรับผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆ เจตจำนงของบรรพบุรุษเหล่านั้นก็ไม่ได้ประสบปัญหาอะไรมากมาย
แต่เมื่อมาถึงคราวของจางเซวียน
จางเซวียนนั้นมีความสามารถถึงขนาดเสนอคำตอบที่ถูกต้องเข้าปะทะกับคำตอบที่เหล่าบรรพบุรุษในพงไพรบรรพบุรุษเคยให้ไว้ จนคำตอบของบรรพบุรุษเหล่านั้นดูไร้ค่าไปเลย ซึ่งหากเขามีวิธีรักษาโรคที่เหนือชั้นกว่าเหล่าบรรพบุรุษในหอคอยนายแพทย์อีก พวกเขาก็คงอับอายขายหน้าจนไม่อยากทำอะไรอีกต่อไป
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ก็เป็นไปแบบเดียวกับที่เกิดในพงไพรบรรพบุรุษ หอคอยนายแพทย์ลงเอยด้วยการพังครืน!
โรงเรียนนายแพทย์ก่อตั้งมาหลายพันปีแล้ว แต่การตกผลึกของความรู้และสติปัญญาของบรรพบุรุษมากมายนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาหลายปีก็ยังเทียบกับชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมหัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าว และแม้แต่หัวหน้าเว่ยผู้ถือตัวจึงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ และถึงกับมอบตราสัญลักษณ์ประจำตัวให้ หมอนี่เป็นปีศาจดีๆนี่เอง!
ซุนหยวนกับคนอื่นๆรีบขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อสร้างปราการป้องกันตัวเองไว้ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากเศษซากของตึกที่กำลังพังทลาย
พวกเขาความเจ็บปวดใจแสนสาหัส
รองหัวหน้าโหยวฉู่รับหน้าที่ดูแลหอคอยนายแพทย์ การที่จางเซวียนทำลายทุกอย่างเสียราบคาบ โดยปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์นั้นก็หมายความได้อย่างเดียวว่า การรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดจะต้องตกเป็นภาระของท่านอาจารย์ของเขา!
มันก็แค่ดอกสิบใบดอกเดียวไม่ใช่หรือ?
ไม่น่าเชื่อว่าดอกไม้บ้าๆดอกเดียวจะนำหายนะมาสู่โรงเรียนนายแพทย์!
มันไม่ใช่แค่ความเสียหายหรือราคาค่างวด แต่รวมถึงชื่อเสียงของโรงเรียนนายแพทย์ด้วย!
สำหรับนักเรียนใหม่คนหนึ่งที่ทำลาย 4 สถานที่สำคัญของโรงเรียนนายแพทย์ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เขามี แถมแต่ละอย่างยังจบลงภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ยิ่งไปกว่านั้น คะแนนวิชาการที่มีอยู่ก็ยังถูกเขากวาดไปจนหมดสิ้น ทำให้โรงเรียนนายแพทย์ต้องติดค้างคะแนนวิชาการที่จะต้องมอบให้ในการปฏิบัติภารกิจของนักเรียนคนอื่นๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่ช้าไม่นานนักเรียนก็คงพากันลาออก ปีหน้าโรงเรียนนายแพทย์ก็คงร่วงไปอยู่อันดับท้ายสุด ย่ำแย่กว่าโรงเรียนนาฏศิลป์เสียอีก!
นี่มันบ้าบออะไร!
ไม่ได้การละ เราต้องแจ้งท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้! ขณะที่ซุนหยวนแสนจะท้อแท้ใจ เขาก็พลันนึกถึงท่านอาจารย์ขึ้นได้
ตอนที่เขาออกมา ท่านอาจารย์ยังกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้สั่งสอนบทเรียนให้เจ้าเด็กใหม่ ไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนำพาหายนะมาสู่โรงเรียนนายแพทย์
ซุนหยวนจึงรีบกลับไปยังที่พักของรองหัวหน้าโหยว
เมื่อก้าวเข้าประตูไป ก็เห็นรองหัวหน้าโหยวฉู่กำลังรดน้ำต้นไม้อย่างสบายใจ ไม่ได้รับรู้ถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอก
เพื่อรักษาความเข้มข้นของพลังจิตวิญญาณภายในแปลงสมุนไพร จึงมีการติดตั้งค่ายกลอานุภาพสูงไว้ในลานบ้าน ในเมื่อพลังจิตวิญญาณรั่วไหลออกไปไม่ได้ เสียงจากภายนอกก็เข้ามาไม่ได้เหมือนกัน
แม้ข้างนอกจะอึกทึกครึกโครมอย่างหนัก แต่ส่วนสมุนไพรก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ประหนึ่งแยกตัวเด็ดขาดออกจากโลกภายนอก
เมื่อเห็นว่าเป็นซุนหยวน โหยวฉู่เงยหน้ามอง “คุณกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? จับตัวหมอนั่นได้ไหม?”
ซุนหยวนอ้าปากค้าง “ผมไม่ได้จับ”
“ไม่ได้จับ?เขาไม่ได้ไปร้องเรียนกับหัวหน้าจ้าวหรอกหรือ? คุณก็รู้กฎเกณฑ์ดีอยู่แล้วนี่ การกล่าวหาปรมาจารย์ขั้นสูงกว่ามีโทษถึงตายนะ” โหยวฉู่คำรามเหยียดๆ
“เขาไม่ได้ไปร้องเรียนกับใคร แต่เข้าไปที่หอคอยนายแพทย์” เมื่อเห็นท่านอาจารย์ยังละเมอเพ้อพกกับความคิดของตัวเอง ซุนหยวนก็ไม่แน่ใจว่าควรจะแจ้งข่าวอย่างไร
“เข้าไปหอคอยนายแพทย์ ไปทำอะไร?” โหยวฉู่งง
ซุนหยวนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เขาตอบ “ท่านอาจารย์ ผมคิดว่าคุณออกไปดูด้วยให้เห็นกับตาจะดีกว่า!”
“ไปดูให้เห็นกับตา?” โหยวฉู่ยิ่งสงสัยหนักขึ้นอีก แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของลูกศิษย์ เขาก็พยักหน้าและออกจากที่พักไป
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ภาพความวอดวายก็ปรากฏตรงหน้า หอคอยนายแพทย์สูงตระหง่านที่เคยตั้งอยู่ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
“ไอ้เศษซากพวกนี้คือหอคอยนายแพทย์หรือ? เกิดอะไรขึ้น? มีข้าศึกโจมตีหรือไง?” ความเป็นจริงซึ่งตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ทำให้โหยวฉู่แทบจะเสียสติ
นั่นมันหอคอยนายแพทย์ สัญลักษณ์อันโดดเด่นเป็นสง่าของโรงเรียนนายแพทย์! จู่ๆก็พังทลายแบบนี้ ใครทำ?
หรือว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น?
“ไม่ใช่”
ขณะที่ซุนหยวนกำลังจะอ้าปากพูด เสียงก้องกังวานก็สนั่นไปทั่วทั้งโรงเรียนนายแพทย์ “ผม, จางเซวียน ขอคำอนุมัติจากสมาคมนายแพทย์สำนักงานใหญ่ เพื่อทำการ ‘ดวลแบบชี้เป็นชี้ตาย’ ระหว่างผมกับรองหัวหน้าโหยวฉู่, นายแพทย์ระดับ 6 ดาว ขอคำอนุมัติจากคุณด้วย!”
วิ้ง!
ครู่ต่อมา ตราสัญลักษณ์นายแพทย์ก็ลอยขึ้นสู่กลางอากาศ เกิดแสงสว่างวาบเป็นอักษรตัวมหึมาที่เขียนว่าอนุมัติ!
การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์? ซุนหยวนถึงกับหน้ามืด
การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์คือเวทีการต่อสู้ของนายแพทย์ ที่ใช้เพื่อชำระความแค้นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยกันได้ ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญหน้ากันระหว่างปรมาจารย์
ตราบใดที่ทางสำนักงานใหญ่อนุมัติ ทั้งสองฝ่ายก็มีสิทธิเลือกรูปแบบของการดวลเพื่อชำระความแค้นของตัวเอง
แสดงว่าเหตุผลที่เขาเข้ารับการทดสอบเป็นนายแพทย์ระดับ 6 ดาวก็เพื่อสิ่งนี้! ซุนหยวนพลันคิดได้
เพราะโดยทั่วไป ทางสำนักงานใหญ่จะอนุมัติการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเป็นนายแพทย์ระดับเดียวกันเท่านั้น จางเซวียนจึงตัดสินใจเข้ารับการทดสอบเพื่อให้ได้ตราสัญลักษณ์นายแพทย์ระดับ 6 ดาวมาก่อน
แต่เพราะการจะเข้ารับการทดสอบที่หอคอยนายแพทย์นั้นต้องใช้คะแนนวิชาการ ซึ่งจางเซวียนยังไม่มีเพราะเป็นนักเรียนใหม่ นั่นคือเหตุผลที่เขามุ่งหน้าไปยังกำแพงคาใจเป็นแห่งแรก!
พูดอีกอย่างก็คือ จางเซวียนตั้งใจท้าทายท่านอาจารย์ของเขาในแง่ความรู้เรื่องการรักษาโรค และพร้อมจะเล่นงานเขาถึงตาย!
การดวลถือเป็นวิธีการทำร้ายกันซึ่งหน้าอย่างเป็นทางการและตรงไปตรงมาที่สุด
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมหมอนั่นถึงเจาะจงถามท่านอาจารย์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกมา ดูเหมือนเขาตั้งใจจะมอบโอกาสครั้งสุดท้ายให้ แต่ก็น่าเสียดายที่ท่านอาจารย์ไม่ได้ใส่ใจคำข่มขู่ของเขาเลยสักนิด เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่นักเรียนใหม่คนหนึ่งจะมีปัญญาเล่นงานตัวเอง
แต่ตอนนี้ ไม่เพียงอีกฝ่ายจะทำลายหอคอยนายแพทย์ ยังถึงกับท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายด้วย แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร?
“การดวลแบบชี้เป็นชี้ตาย? แกอวดดีอย่างไรถึงกล้าทำแบบนั้น แต่ก็ไม่มีปัญหานะ ฉันรอเวลาจะสั่งสอนบทเรียนให้แกเหมือนกัน! ในเมื่อแกเข้ามาหาฉันเอง ก็อย่าหาว่าฉันทำรุนแรง!”
รองหัวหน้าโหยวฉู่คาดไม่ถึงว่านักเรียนใหม่จะกล้าท้าทายเขาเข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์ สีหน้าของเขาถมึงทึงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำท้านั้น เขาสะบัดข้อมือนำตราสัญลักษณ์ประจำตัวนายแพทย์ของตัวเองออกมา จากนั้นก็กัดนิ้วและหยดเลือดลงไปบนตราสัญลักษณ์
วิ้ง!
เกิดแสงสว่างวาบ ตราสัญลักษณ์ลอยขึ้นสู่อากาศ และมีเสียงคำรามกึกก้อง “ฉัน, โหยวฉู่, ตอบรับคำท้าดวล!”
“ท่านอาจารย์” นึกไม่ถึงว่าท่านอาจารย์จะตอบรับการดวลอย่างไม่ลังเลแบบนั้น ซุนหยวนถึงกับตัวสั่น
ด้วยความตกใจ เขาไม่มีเวลาอธิบายให้ท่านอาจารย์ฟังถึงวีรกรรมน่าทึ่งต่างๆนานาที่จางเซวียนทำไว้ รู้ตัวอีกที ท่านอาจารย์ก็ตกปากรับคำเสียแล้ว
นี่มันหายนะชัดๆ!
ก็เหมือนกับการเผชิญหน้าระหว่างปรมาจารย์ ทางสำนักงานใหญ่จะไม่ใส่ใจการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์ เมื่อมีคำอนุมัติแล้ว ผู้แพ้จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง บางคนถึงกับถูกถอดถอนใบอนุญาตนายแพทย์ บางคนถึงกับถูกฆ่าตายด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาจะแน่ใจว่าเจ้าเด็กใหม่ที่กล้าท้าทายอาจารย์ของเขาคือไอ้งั่งที่รนหาที่ตาย แต่เมื่อได้เห็นทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น สัญชาตญาณก็บอกเขาว่า ต่อให้ท่านอาจารย์สู้กับหมอนี่เป็นหมื่นนัด ก็ไม่มีทางเอาชนะได้แม้แต่นัดเดียว
พูดง่ายๆก็คือ ท่านอาจารย์ของเขาไม่มีทางชนะ!
แต่ถึงอย่างไร ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของรองหัวหน้าโหยวฉู่ เขาก็มีหน้าที่ให้คำเตือน จึงได้แต่อ้อมแอ้ม “ท่านอาจารย์ คุณไม่ควรตกปากรับคำท้าดวล จางเซวียนคนนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นนะ”
“มีอะไรหรือ?”
เมื่อเห็นลูกศิษย์หลงเหลือความศรัทธาในตัวเขาเพียงน้อยนิด โหยวฉู่หน้าดำคร่ำเครียดและคำราม เสียงเย็นชา “เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรจะต้องหวาดกลัว ผมจะต้องทำให้เขารู้ซึ้งว่าการท้าทายผมมีผลลัพธ์อย่างไร! คุณกลับไปที่พักและเตรียมอุ่นไวน์ไว้ให้ผมเถอะ เสร็จสิ้นการดวลเมื่อไหร่ ไวน์ก็คงอุ่นได้ที่พอดี”
จากนั้นเขาก็โผขึ้นสู่ท้องฟ้าตามตราสัญลักษณ์ของตัวเองไป ไม่ใส่ใจซุนหยวนอีก
ในมุมมองของเขา ต่อให้จางเซวียนคนนั้นจะเก่งกาจสักแค่ไหน ก็เป็นแค่ไอ้หนุ่มอวดเก่งอายุ 20 ปี ส่วนตัวเขาใช้ชีวิตอยู่กับการเรียนรู้วิธีรักษาโรคมาตลอด กล้าเอ่ยคำท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับเขาแบบนี้ จะเป็นอะไรไปได้นอกจากตั้งใจฆ่าตัวตาย?
“อุ่นไวน์รอท่านอาจารย์” ซุนหยวนเกือบปล่อยโฮ
แหงล่ะว่าต้องมีคนพังแน่ แต่คนที่จะพังน่ะคือคุณ ไม่ใช่จางเซวียน! ซุนหยวน รีบตะโกนบอกท่านอาจารย์ของเขา เพียงเพื่อจะเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียแล้ว
ไม่ได้การ เราต้องบอกเรื่องนี้กับเขาก่อนที่จะสายไป ซุนหยวนบอกตัวเองอย่างมุ่งมั่น
ถ้าท่านอาจารย์ของเขาไม่ทันระวังตัว ก็บอกได้เลยว่าไม่มีทางชนะ ด้วยเหตุนี้ ซุนหยวนจึงรีบตามอาจารย์ของเขาไป
…..
ในที่พักของหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยา, ลู่เฟิง หัวหน้ามั่วประสานมือและตั้งคำถาม “หัวหน้าลู่ คุณได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับอสูรตะวันไบแซนไทน์บ้างหรือเปล่า?”
ลู่เฟิงส่ายหน้าเป็นคำตอบ
เขาเป็นชายชราร่างสูงที่มีเคราสีดำ แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยา โรงเรียนอันดับ 1 ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายธรรมดา สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น
“ผมพยายามตามติดทุกเงื่อนงำแล้ว ไปสอดส่องที่ยอดเขาเล่หยวนแล้วด้วย แต่ก็หาร่องรอยอะไรไม่ได้เลย” ลู่เฟิงพูดอย่างวิตกกังวล
ทันทีที่เขารู้ว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์ถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจับตัวไป เขาก็รีบออกตามหาทันที แต่แม้จะใช้ความพยายามอยู่ถึง 7 วันเต็ม ก็ยังไม่เจอร่องรอยหรือเงื่อนงำอะไรเลย ตอนนี้เขาออกจะกังวลอยู่ไม่น้อย
ยิ่งยืดเวลาออกไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่อสูรตะวันไบแซนไทน์จะยังมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
พวกเขาสูญเสียท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนไปแล้ว ยังต้องสูญเสียอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนด้วยหรือ?
“ผมก็ไม่พบร่องรอยอะไรเลยเหมือนกัน ผมให้บรรดานักเรียนของโรงเรียนนักฝึกอสูรขี่อสูรวิเศษของพวกเขาสำรวจโดยรอบ แต่ก็ไม่มีทั้งวี่แววของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นหรืออสูรตะวันไบแซนไทน์เลย ราวกับพวกเขาหายวับไปกลางอากาศ!” หัวหน้ามั่วส่ายหัวและถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาเองก็หมดปัญญาและแสนจะท้อแท้กับเรื่องนี้
เป็นเพราะตัวเขาที่เชื้อเชิญให้อสูรตะวันไบแซนไทน์มาที่ยอดเขาเล่หยวนเพื่อจัดการทดสอบให้นักเรียน ใครจะคิดว่าจู่ๆอีกฝ่ายจะมาหายตัวไปแบบนี้?
ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์ก็คงไม่ต้องหายตัวไป หัวหน้ามั่วได้แต่โทษตัวเองในเรื่องนี้
“เอาเถอะ อย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือภาวนาขอให้ศิษย์พี่อสูรตะวันไบแซนไทน์โชคดี!” ลู่เฟิงส่ายหน้าก่อนจะหันไปถามหัวหน้ามั่วอีกครั้ง “ผมได้ยินมาว่าคุณสนใจนักเรียนใหม่ที่ชื่อจางเซวียนเป็นอย่างมาก และอยากรับเขาเป็นศิษย์สายตรงของคุณใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว แต่ผมเกรงว่าผมจะไม่โชคดีขนาดนั้นหรอก!” หัวหน้ามั่วยิ้มแหยๆ
“คุณไม่โชคดีขนาดนั้น?” ลู่เฟิงออกจะงงๆ “หมอนั่นปราดเปรื่องขนาดไหน ถึงทำให้ต้นไม้แก่หง่อมอย่างคุณกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้?”
“วีรกรรมของเขาน่าทึ่งมาก หากคุณรู้ ก็จะเข้าใจเอง”
หัวหน้ามั่วลูบเคราและกำลังจะเล่าถึงวีรกรรมของปรมาจารย์จาง ก็พอดีกับที่พื้นดินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
และครู่ต่อมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
เมื่อมองไปยังต้นเสียง ทั้งคู่ก็เห็นหอคอยนายแพทย์ซึ่งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโรงเรียนนายแพทย์พังครืนลงมา
“เกิดอะไรขึ้น? ลู่เฟิงหรี่ตาและรีบรุดออกจากที่พักของเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนนายแพทย์ แต่ยังไม่ทันจะไปได้ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงเรียบเฉยดังก้องไปทั่วบริเวณ
“ผม, จางเซวียน, ขอคำอนุมัติจากสมาคมนายแพทย์สำนักงานใหญ่ เพื่อทำการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างผมกับรองหัวหน้าโหยวฉู่, นายแพทย์ระดับ 6 ดาว ขอคำอนุมัติจากคุณด้วย!”
