Skip to content

Library Of Heaven’s Path 806


ตอนที่ 806 ความเคลื่อนไหวจากทุกด้าน

“จางเซวียน? การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์?”

หัวหน้าจงกับหัวหน้ามั่วมองหน้ากัน ทั้งคู่ตาค้าง

พวกเขาเพิ่งพูดถึงอีกฝ่ายอยู่หยกๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?

หมอนั่นเป็นช่างตีเหล็กและนักฝึกอสูรผู้เก่งกาจไม่ใช่หรือ?

เขากลายเป็นนายแพทย์ตั้งแต่เมื่อไหร่? แถมยังท้าดวลกับโหยวฉู่ด้วย?

“ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ รีบไปดูกันเถอะ!” หัวหน้ามั่วกับหัวหน้าจงมุ่งหน้าไปยังหอคอยนายแพทย์อย่างร้อนรน

…..

“คุณว่าอะไรนะ? จางเซวียนท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับรองหัวหน้าโหยวฉู่? เขาบ้าหรือเปล่า?” หลงชางเยว่ทำตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“หมอนั่นเป็นช่างตีเหล็กและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไม่ใช่หรือ? เขากลายเป็นนายแพทย์ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ตงซินก็ประหลาดใจกับข่าวที่ได้รับ

“ท้าทายรองหัวหน้าโหยวฉู่ ผู้เชี่ยวชาญระดับเซียน!” หลงชางเยว่ปากสั่นด้วยความพรั่นพรึง

แม้แก๊งพระจันทร์สีเทาของเขาจะมีอำนาจในสถาบัน ก็เป็นเพียงการเผชิญหน้ากันระหว่างนักเรียนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แต่หมอนั่นถึงกับเข้าท้าดวลกับรองหัวหน้าโหยวโดยตรง ท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายเสียด้วย

เขาอยากตายมากเลยหรือ?

“เมื่อวานนี้แก๊งตะวันฉายก็เพิ่งสร้างความอึกทึกครึกโครมขึ้น มาวันนี้หมอนี่ก็ก่อเรื่องอีก เรารีบไปดูกันเถอะ!” ตงซินยิ้มเจื่อนๆ

พวกเขาคิดว่าการที่แก๊งตะวันฉายนำวัยรุ่น 3 คนมาเปิดการบรรยายก็บ้าบอแล้ว แต่หมอนั่นไปไกลถึงขนาดท้าดวลกับรองหัวหน้าโรงเรียน

เขาคิดจะก่อการปฏิวัติหรือ?

“ไปสิ!” ทั้งคู่รีบออกจากที่พักไปโดยไม่รีรอ

…..

“ท่านอาจารย์ท้าดวลกับรองหัวหน้าโหยวฉู่? เขาคิดอะไรอยู่?”

ณ ที่พักของจางเซวียนในโซนหัวกะทิ หลัวฉีฉียังคงเดินวนไปมาอยู่ในห้อง เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของท่านอาจารย์หลังจากเขาออกเดินทางไปยังสันเขาปุยเมฆ ก็พอดีได้ข่าวจากหูเหยาเหย่า เธอถึงกับตัวสั่นด้วยความตกตะลึง

ช่างบังอาจอะไรอย่างนั้น!

อีกฝ่ายเป็นถึงรองหัวหน้าโรงเรียนและนายแพทย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด แต่กล้าท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับเขาทั้งที่พละกำลังของตัวเองมีเพียงเท่านี้

บ้าบิ่นสิ้นดี!

“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องไปยับยั้งเขา” หลัวฉีฉีนั่งไม่ติด เธอรุดไปยังโรงเรียนนายแพทย์ทันที

…..

กลิ่นหอมอ่อนๆของมวลหมู่ดอกไม้โชยมาท่ามกลางความเงียบสงบของลานกว้างใหญ่ในสถาบันปรมาจารย์

ร่างงดงามร่างหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางพันธุ์ไม้ โดยเอาสองมือของเธอไพล่หลังไว้ ก่อเกิดเป็นความสงบที่ดูราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด

ผมยาวเป็นมันดำขลับที่ระเสื้อคลุมสีขาวสะอาดของเธอดูราวกับเส้นหมึก และสีสันสดใสของมวลดอกไม้โดยรอบก็ดูจะขับให้เธอโดดเด่นและเย้ายวนอย่างยากจะหาอะไรเทียบ

“เขาท้าดวลกับโหยวฉู่ นายแพทย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด?”

ร่างนั้นหันมา เผยให้เห็นใบหน้าทรงเสน่ห์

เธอคือสาวน้อยผู้กุมหัวใจของจางเซวียนเอาไว้ หลัวลั่วชิง

ก่อนหน้านี้ เมื่อจางเซวียนสบายดีแล้ว เธอก็กลับมายังที่พัก และยังไม่ได้พบกันอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น ใครจะไปคิดว่าอีกครั้งหนึ่งที่เธอได้ยินชื่อของเขาจะเป็นเรื่องที่เขาเข้าท้าดวลกับรองหัวหน้า? “ช่างบ้าบิ่นเหลือเกิน” หลัวลั่วชิงยิ้มน้อยๆ

แม้เธอจะไม่ได้มีโอกาสพูดจากับจางเซวียนมากนัก ก็รู้ความบ้าบิ่นของเขาเป็นอย่างดี

ในครั้งนั้น ทั้งๆที่เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 เขากล้าฝ่าวงล้อมของอสูรวิเศษระดับจิตวิญญาณสอดคล้องเพื่อช่วยชีวิตเธอ ลำพังแค่วีรกรรมครั้งนั้นก็บ่งบอกความกล้าหาญเกินตัวแล้ว

“การที่เขากล้าเข้าท้าดวลกับโหยวฉู่ด้วยการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายนั้น ดูท่าทางอีกฝ่ายจะต้องทำอาชญากรรมร้ายแรงอะไรลงไปสักอย่างแน่”

ด้วยความรู้สึกที่เธอมีต่อจางเซวียน เขาดูไม่เหมือนคนที่จะโมโหกับเรื่องจุกจิกเล็กน้อย หากเขาไปไกลถึงขนาดนี้ แปลว่าโหยวฉู่ต้องทำเรื่องร้ายแรงบางอย่างที่ไม่อาจให้อภัยได้

“เราควรจะไปดูเสียหน่อย!” เธอยิ้มน้อยๆแล้วออกเดิน ชั่วพริบตาก็หายวับไปจากลานแห่งนั้น

…..

ที่แก๊งตะวันฉาย เจิ้งหยางกับคนอื่นๆยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศมากมาย กำลัง รื่นเริงกับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ

“ลุงฉาง ท่านอาจารย์ท้าดวลกับรองหัวหน้าโรงเรียน”

แม้จะมีอาหารดีๆอยู่ตรงหน้า หวังหยิ่งก็กังวลใจเสียจนกินไม่ลง

“มันก็แค่การดวล ไม่เห็นต้องกังวลเลย คุณไม่มั่นใจในตัวท่านอาจารย์หรือ? พอเรากินอาหารมื้อนี้เสร็จ เจ้ารองหัวหน้าโรงเรียนคนนั้นก็คงจบเห่ไปแล้ว วางใจได้เลย!” ซุนฉางพูดขณะคว้าเนื้ออสูรวิเศษชิ้นใหญ่อีก 1 ชิ้นยัดเข้าปาก

“แต่”

“ไม่มีแต่ กินซะ ไม่มีทางเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ของพวกคุณหรอก” ซุนฉางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “อีกอย่าง ต่อให้คุณไปที่นั่นก็ทำอะไรไม่ได้ รู้อะไรเกี่ยวกับการรักษาโรคกับเขาหรือ?”

“เอ่อ”

เจิ้งหยางกับคนอื่นๆทำหน้าไม่ถูก

เพราะไม่สามารถแบ่งเบาภาระให้ท่านอาจารย์ได้ พวกเขาจึงได้แต่จนปัญญา

“พอแล้ว เลิกหารือเรื่องนี้กันเสียที กินๆเข้าไปเถอะ! ท่านอาจารย์ของคุณน่ะดูภายนอกเหมือนจะอ่อนโยน แต่หากเขาได้ลงมือแล้วล่ะก็ ไม่มีสักครั้งที่จะพลาด แต่ถ้าพวกคุณยังกังวล กินเสร็จแล้วเราไปที่นั่นก็ได้!” ซุนฉางพูดขณะยัดของกินใส่ปากอีก

ล้อเล่นมั้งนี่! ถ้ามีอะไรที่นายน้อยจัดการไม่ได้ พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ว่าแต่ในโลกนี้มีอะไรที่นายน้อยกับนายท่านแก้ไขไม่ได้ด้วยหรือ?

“เอาอย่างนั้นก็ได้” เมื่อเห็นซุนฉางยังคงวางใจ และเมื่อหวนรำลึกถึงวีรกรรมน่าทึ่งมากมายที่ท่านอาจารย์ของเขาเคยทำไว้ เจิ้งหยางกับคนอื่นๆก็พากันคว้าตะเกียบขึ้นจัดการอาหารตรงหน้าต่อ

…..

“ฮ่าฮ่าฮ่า หมอนั่นรนหาที่ตายชัดๆ! ความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาโรคของรองหัวหน้าโหยวนั้นเป็นรองเพียงแค่หัวหน้าจงติ้งชุน ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนายแพทย์ชั้นนำของจักรวรรดิหงหย่วน เข้าท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับเขาแบบนั้น เสร็จแน่!”

“ดูเหมือนจะเป็นโชว์ที่ไม่เลว!”

“หมอนั่นหลงระเริงกับชื่อเสียงจนลืมตัว กล้าปีนเกลียวแม้กระทั่งกับรองหัวหน้าโรงเรียน อวดดีอะไรอย่างนั้น”

…..

ทันทีที่เสียงของจางเซวียนกังวานไปทั่วทุกมุมสถาบันปรมาจารย์ ก็เกิดความโกลาหลอย่างหนัก

บางคนช็อก บางคนตื่นเต้น แต่ส่วนใหญ่ตั้งตารอคอยความล้มเหลวของเขา

การก่อตั้งแก๊งชวนชวนขึ้นมาท่ามกลางความไม่พอใจของแก๊งอื่นๆ, สร้างความปั่นป่วนให้กับโรงเรียนช่างตีเหล็ก, ทั้งยังเอาชนะใจหัวหน้าโรงเรียนได้ถึง 3 คน จางเซวียนจึงเป็นที่จับตามองตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน แม้บางส่วนจะชื่นชมความสามารถของเขา แต่ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีบางคนไม่ปลื้ม

ศิษย์พี่หลายคนเฝ้ารอดูจางเซวียนตกม้าตาย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ข่าวว่าเขาท้าดวลกับรองหัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์ ทุกคนจึงรีบรุดไปดูความวอดวายของเขา

…..

บนเวทีหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากเศษซากปรักหักพังของหอคอยนายแพทย์ จางเซวียนยืนอยู่ด้วยแววตาเย็นชา

เขาไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขึ้นโดยไม่มีเหตุผล การเคลื่อนไหวของเขาคือการตอบโต้!

แน่นอนว่าเขาไม่มีเวลาหรือความพยายามมากพอที่จะรับมือกับทุกคนที่ล้ำเส้นเขา

ทุกอาชีพมีวิถีทางจัดการกับความขัดแย้งระหว่างมวลหมู่สมาชิกในแบบของตัวเอง การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์คือการชำระแค้นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยได้อย่างเป็นทางการในหมู่ของนายแพทย์ด้วยกัน

การที่โหยวฉู่ไม่ยอมขายดอกสิบใบให้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เขาจงใจทำให้เว่ยชางเฟิงต้องตาย ไม่มีทางที่จางเซวียนจะให้อภัยเขาได้!

ด้วยตำแหน่งเก่าของจางเซวียน ไม่มีทางที่สมาคมนายแพทย์จะอนุมัติคำท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างเขากับ โหยวฉู่ เพราะเข้าใจจุดนี้ เขาจึงต้องจัดการเอาตราสัญลักษณ์นายแพทย์ระดับ 6 ดาวมาให้ได้ก่อน

ก็เป็นอย่างที่ซุนหยวนคาดเดาไว้ เหตุผลที่เขาเข้าท้าทายกำแพงคาใจก็เพื่อให้ได้คะแนนวิชาการ

แม้จะเป็นคนโปรดของหัวหน้าโรงเรียนถึง 3 คน แต่จางเซวียนก็ไม่มีคะแนนวิชาการอยู่กับตัวแม้แต่คะแนนเดียว จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะเข้าไปในหอคอยนายแพทย์ไม่ได้

“ปรมาจารย์จาง มันเรื่องอะไรที่คุณมาลงเอยด้วยการท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับรองหัวหน้าโหยวฉู่?”

ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวตรงหน้าจางเซวียน เขาคือจ้าวปิงฉู, หัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก

เขารีบมาทันทีที่ได้ข่าว จึงมาถึงก่อนหัวหน้ามั่ว

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ? คุณอยากให้ผมช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของคุณสองคนไหม? ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อใจคุณนะ แต่ความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคของรองหัวหน้าโหยวฉู่นั้นน่าอัศจรรย์มาก ถ้าไม่ใช่เพราะอายุที่มากเกินไปล่ะก็ เขาจะต้องได้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์แทนที่จงติ้งชุนในการคัดเลือกครั้งก่อนแน่!”

จ้าวปิงฉูรีบส่งโทรจิตหาจางเซวียน หวังว่าจะช่วยยับยั้งการตัดสินใจอย่างบุ่มบ่ามครั้งนี้ของเขา

เขาชื่นชมความสามารถของจางเซวียนด้วยใจจริง และไม่อยากเห็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องคนนี้ต้องเป็นอะไรไป

ชื่อเรียกของการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายนั้นไม่ได้ตั้งขึ้นมาเล่นๆ เพียงแค่ความประมาทเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลถึงความตาย

รู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดเพราะเป็นห่วง จางเซวียนตอบอย่างสุภาพ “ผมขอขอบคุณในความปรารถนาดีของคุณ แต่ผมรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ขอผมสะสางเรื่องนี้ด้วยตัวเองเถอะ”

ต่อให้โหยวฉู่เป็นรองหัวหน้าโรงเรียน ก็แล้วไง? เป็นนายแพทย์ผู้เก่งกาจ ก็แล้วไงล่ะ?

เราต้องจัดการให้ได้!

“เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องระมัดระวังให้มากนะ ครั้งหนึ่ง รองหัวหน้าโหยวฉู่เคยเข้าไปในดินแดนโบร่ำโบราณกับท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อนและอาจารย์อีกสองสามคน แต่เขาเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมา ขณะที่คนอื่นล้วนหายสาบสูญไป ซึ่งเขาก็โทษตัวเองมากมายสำหรับเรื่องนั้น”

“บางทีอาจจะเป็นเพราะความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ได้ที่ทำให้อารมณ์ของเขา แปรปรวนมาตลอด ผมเกรงว่าในการดวลครั้งนี้เขาอาจจะพยายามสังหารคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายล่ะก็ ยอมแพ้เสียเลยจะดีกว่า ไม่ต้องห่วง มั่วจูกับผมจะช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งให้” จ้าวปิงฉูแนะนำจางเซวียนผ่านทางโทรจิต

เมื่อครั้งที่อาจารย์ใหญ่คนก่อนค้นพบดินแดนโบร่ำโบราณ เขาได้พาทีมสำรวจไปด้วย แต่ทุกคนล้วนหายสาบสูญไปหมด มีโหยวฉู่คนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมา

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น บุคลิกนิสัยของเขาก็เปลี่ยนแปลงไป เขาแยกตัวเองออกจากโลกภายนอก เก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก และหลีกเลี่ยงไม่ติดต่อกับใครนอกจากจำเป็นจริงๆ

แม้ตัวเขาเองจะเป็นถึงหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก แต่จ้าวปิงฉูก็ไม่มั่นใจว่าคำพูดของเขาจะช่วยยับยั้งโหยวฉู่ได้

“ผมเข้าใจ” จางเซวียนพยักหน้า

เมื่อพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องพูดแล้ว จ้าวปิงฉูถอนหายใจเฮือกใหญ่และกระโดดลงจากเวที

นี่คือการดวลที่ได้รับคำอนุมัติจากสมาคมนายแพทย์สำนักงานใหญ่แล้ว ต่อให้ตัวเขาซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดและ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจครั้งนี้ได้

พรึ่บ!

ไม่ช้า หัวหน้ามั่ว หัวหน้าจง และคนอื่นๆก็มาถึง

“เกิดอะไรขึ้น ปรมาจารย์จางถึงได้บันดาลโทสะเสียจนประกาศท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับโหยวฉู่?” เว่ยหรันเฉว่ถามอย่างร้อนรน

“ผมก็ไม่แน่ใจในรายละเอียดเหมือนกัน คนของผมกำลังสืบข่าวเรื่องนี้อยู่!” จ้าวปิงฉูตอบ

“สืบข่าว?”

“ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับศิษย์สายตรงของโหยวฉู่ เขาน่าจะกลับมารายงานเร็วๆนี้แหละ” จ้าวปิงฉูตอบพร้อมกับพยักหน้า

สถาบันปรมาจารย์อาจจะกว้างใหญ่ แต่ในฐานะหัวหน้าโรงเรียน พวกเขาก็มีสายสัมพันธ์ เชื่อมโยงทั่วถึงทั้งสถาบัน การจะสืบเสาะอะไรสักเรื่องย่อมไม่ยากเกินไป

“ท่านอาจารย์!”

ไม่ช้า ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็วิ่งเข้ามา

“ได้ความว่าอย่างไร?” จ้าวปิงฉูถาม

“จากที่เพื่อนของผมเล่า ดูเหมือนปรมาจารย์จางกับเว่ยชางเฟิงแห่งห้างสารพันจิตวิญญาณจะไปเข้าพบรองหัวหน้าโหยวฉู่ และขอซื้อดอกสิบใบจากเขาเพื่อนำไปช่วยชีวิตใครคนหนึ่ง ซึ่งรองหัวหน้าโหยวก็เรียกร้องดอกปุยเมฆ 1 ดอก เป็นของแลกเปลี่ยน” ชายวัยกลางคนผู้นั้นพูด

“ดอกปุยเมฆ? เขาพยายามจะให้พวกนั้นไปสันเขาปุยเมฆหรือ?” เมื่อได้ยินคำบอกเล่า หัวหน้ามั่วหน้าดำคร่ำเครียดและย่นหน้าผากขึ้นมาทันที

“เอ่อ ก็เป็นแบบนั้นแหละ ที่นี้ เมื่อเช้าปรมาจารย์จางก็นำดอกปุยเมฆดอกหนึ่งกลับมาให้ แต่รองหัวหน้าโหยวก็ปฏิเสธที่จะ ายดอกสิบใบเอาดื้อๆ แถมยังกราดใส่ ปรมาจารย์จางจึงไปเข้ารับการทดสอบเป็นนายแพทย์ระดับ 6 ดาวและมาประกาศท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับเขา!”

ชายวัยกลางคนรีบเล่าเรื่องราวที่เขาได้ฟังมาอย่างรวดเร็ว

เรื่องแดงขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่มีทางที่จะปิดบังใครได้ ด้วยเหตุนี้ซุนหยวนจึงไม่ได้ปิดบังอะไรสหายของเขาเลย

“ปฏิเสธที่จะขายดอกสิบใบให้หลังจากที่พวกเขาได้ดอกปุยเมฆมาแล้ว โหยวฉู่จงใจทำให้พวกเขาลำบากนี่!” จ้าวปิงฉูขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย

“จริงๆนะ ที่สันเขาปุยเมฆมีอสูรระดับเซียนอยู่มากมาย แม้แต่ตัวผมยังไม่อยากจะเข้าไปลึกๆเลย พวกนั้นคงต้องเดือดร้อนหนักแน่กว่าจะได้ดอกปุยเมฆมา แต่ถึงขนาดนั้นแล้วโหยวฉู่ก็ยังปฏิเสธที่จะทำตามข้อตกลง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปรมาจารย์จางถึงโมโหหนัก ถ้าผมเป็นเขา ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะยั้งใจได้หรือเปล่า!” หัวหน้ามั่วประกาศอย่างเดือดดาล

เหล่าปรมาจารย์ต้องรักษาคำพูด ถ้ารักษาสัญญาของตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะเที่ยวไปสั่งสอนใครๆได้อย่างไร?

การผิดสัญญาถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามหลักที่ปรมาจารย์ผู้หนึ่งไม่ควรทำเด็ดขาด

“แต่ไม่ว่าโหยวฉู่จะจงใจทำแบบนั้นหรือไม่ มันก็บ้าบิ่นเกินไปที่ปรมาจารย์จางจะประกาศท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับเขาแบบนั้น ปรมาจารย์จางจะเอาชนะได้อย่างไร?” เว่ยหรันเฉว่ขมวดคิ้วอย่างกังวล

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version