ตอนที่ 814 เขาคือคนซื้อคฤหาสน์!
เชวเจินหยางถึงกับผงะ แววตาลิงโลดของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความพรั่นพรึง เขาชี้นิ้วไปที่จางเซวียน จากนั้นก็มองจางเซวียนที เจิ้งหยางที จากนั้นก็หน้าดำคร่ำเครียดขึ้นทีละน้อย แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาอ้าปากถามเสียงสั่น “อะ-อะ-อาจารย์ปู่?”
ตอนที่เขาออกจากแก๊งตะวันฉายมา เจิ้งหยางกับพรรคพวกยังไม่ได้ขึ้นไปบนเวที เขาจึงไม่รู้เบื้องหลังของอาจารย์สอนเพลงหอกคนนี้
แต่เมื่อได้ยินจากปากอาจารย์ว่าจางเซวียนเป็นอาจารย์ปู่ของเขา ก็ตกใจจนแทบจะเสียสติ
ตอนที่ลูกน้องที่เขาส่งไปถูกจางเซวียนปราบ แก๊งตะวันฉายเสื่อมเสียชื่อเสียงมาก
เพื่อล้างแค้น เขาได้ออกจากสถาบันไปพร้อมกับหอกคู่มือ ตั้งใจจะท่องโลกกว้างเพื่อให้สำเร็จเพลงหอกใบไม้ร่วงขั้น 10 ให้ได้
หลังจากได้เรียนศิลปะเพลงหอกจากเจิ้งหยาง เขามั่นใจว่าจะสามารถนำความรุ่งโรจน์กลับคืนสู่แก๊งตะวันฉาย ประกาศให้โลกรู้ว่าเขา, เชวเจินหยาง ยังคงเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครในสถาบันปรมาจารย์เทียบได้
แต่หลังจากความเพียรพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาสัมฤทธิ์ผล และเขาฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว ความเป็นจริงก็มาตีแสกหน้าเข้าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขากลายเป็นศิษย์หลานของคู่อริของตัวเอง!
ให้นรกกินหัวเถอะ!
เราไม่ต้องการเป็นศิษย์หลานของหมอนั่น! เราอยากเอาชนะเขาและล้างอายที่เคยพ่ายแพ้! อยากรั้งตำแหน่งอัจฉริยะตัวฉกาจของสถาบันปรมาจารย์เหมือนเดิม
เชวเจินหยางคร่ำครวญโหยหวนอยู่ในใจ แต่ยังไม่ทันจะได้เรียบเรียงความคิด ก็เจ็บหนึบที่ท้ายทอยขึ้นมาอีก ท่านอาจารย์ของเขาเบิ๊ดกะโหลกเอาอีกครั้ง
“นี่คุณคิดว่าคุณกำลังชี้นิ้วใส่ใคร? มารยาทอยู่ที่ไหน? นี่แหละคือบุคคลที่ผมเคยพูดถึง, ท่านอาจารย์ มัวรีรออะไรอยู่ล่ะ? คุกเข่าซะ!” เจิ้งหยางเร่งพร้อมกับขมวดคิ้ว
เขารอคอยที่จะแนะนำศิษย์ผู้ปราดเปรื่องของเขาให้ท่านอาจารย์ได้รู้จักมาระยะหนึ่งแล้ว แต่พอโอกาสมาถึงเข้าจริง หมอนั่นกลับแสดงทีท่าไม่เคารพเอาเสียเลย ถ้าเขารู้เสียก่อนว่าจะเป็นอย่างนี้ คงจะสั่งสอนมารยาทให้เชวเจินหยางบ้าง!
คุกเข่า? เชวเจินหยางรู้สึกเหมือนโลกของตัวเองแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้วยความปราดเปรื่องทั้งๆ ที่อายุยังน้อยของเจิ้งหยางกับพรรคพวก ทำให้เขาคิดว่าอาจารย์ปู่ของเขาจะต้องเป็นผู้ที่เก่งกาจไร้เทียมทาน และนึกภาพเอาไว้ว่าคงเป็นผู้อาวุโสอายุราว 70 หรือ 80
แต่กลับกลายเป็นคู่อริตัวฉกาจที่เขาตั้งใจจะเอาชนะตั้งแต่แรก!
ทำไมโชคชะตากลั่นแกล้งเขาแบบนี้?
ก่อนที่จะออกมาจากแก๊ง เขาได้ยืดอกประกาศว่าจะเอาชัยชนะจากการโค่นจางเซวียนกลับไป แต่ตอนนี้จะทำได้อย่างไรกัน?
ขณะที่เชวเจินหยางแทบจะอกแตกตาย หลงชางเยว่กับคนอื่นๆ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ก็แทบลมจับ
ในบรรดาสี่แก๊งใหญ่ สองแก๊งได้เข้าท้าทายจางเซวียน ซึ่งแก๊งหนึ่งต้องกลับกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา และอีกหนึ่งกลายเป็นศิษย์หลาน มีสถานภาพต่ำกว่าคนอื่นๆ เสียอีก
“ถ้าเราเข้าท้าทายเขา เราจะลงเอยด้วยการเป็นศิษย์เหลนหรือเปล่า?” หลงชางเยว่พึมพำ
“บ้าน่ะ! การเป็นศิษย์เหลนหมายถึงเขามีสถานภาพสูงกว่าเรา 3 รุ่นเชียวนะ เราเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน ถ้าเขามีสถานภาพสูงกว่าเรา 3 รุ่น ท่านอาจารย์ใหญ่จะมิกลายเป็น ศิษย์หลานของเขาหรือ?”
ตงซินคำราม “อย่าลดตัวลงไปยกยอเขาหน่อยเลย!”
“แต่หมอนั่นมีบางอย่างไม่ธรรมดานะ” หลงชางเยว่พูด
“มันก็มีอะไรแปลกประหลาดอยู่แล้วล่ะ แต่คุณไม่รู้สึกว่ามันทำให้ท้าทายหรือไง?” แววตาของตงซินเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
ตรงข้ามกับความกังวลของหลงชางเยว่ ในฐานะอัจฉริยะคนหนึ่ง เธอไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครมาก่อน จางเซวียนอาจดูเก่งกาจก็จริง แต่ความสามารถของเขาก็มีแต่จะกระตุ้นสัญชาตญาณการต่อสู้ของเธอให้ลุกโชนขึ้นอีก
“ท้าทาย? ลืมได้เลย ผมกลัวว่าแก๊งพระจันทร์สีเทาของผมจะสิ้นชื่อหากไปท้าทายเขา ถ้าคุณอยากท้าทายล่ะก็ ทำเองเถอะ!” หลงชางเยว่รีบส่ายหน้า
ล้อเล่นละมั้ง! ใน 4 แก๊งนี้มีแก๊งไหนเหยาะแหยะบ้าง?
2 แก๊งออกตัวไปแล้วและจบเห่อย่างน่าอนาถ ขนาดรองหัวหน้าโรงเรียนยังถูกหมอนั่นจัดการเสียราบคาบ เขาไม่อยากพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“เออ! ถ้าตาขาวขนาดนั้นล่ะก็ ฉันทำคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องห่วง ฉันจะต้องหาจุดอ่อนของเขาให้เจอและปราบเขาให้ได้!” ตงซินหัวเราะคิกคักขณะที่นัยน์ตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความมั่นใจ
ในโลกนี้ไม่มีนักรบคนไหนที่ไร้ข้อบกพร่อง ต่อให้จางเซวียนจะเก่งกาจ ก็แล้วไง?
เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะสมบูรณ์แบบ!
ตราบใดที่เธอจับตามองให้ดี จะต้องหาจุดอ่อนมาเล่นงานเขาได้แน่
แล้วหลังจากนั้น แก๊งตงซินของเธอก็จะเป็นแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในสถาบัน ไม่มีใครเทียบได้!
หลังจากชิงดีชิงเด่นกับหูเหยาเหย่ามาหลายปี ในที่สุดเธอก็จะได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งเสียที!
…..
“คุณรับเชวเจินหยางเป็นศิษย์สายตรงหรือ?”
จางเซวียนจ้องมองเชวเจินหยางที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างงุนงง
เจิ้งหยางรับหมอนี่เป็นศิษย์สายตรงตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วไอ้การเป็นแขกอาวุโสนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
ซุนฉางรีบเข้ามาอธิบายเพราะเกรงว่าจางเซวียนจะโมโห
“นายน้อย ผมเป็นคนแนะนำให้นายน้อยเจิ้งหยางทำแบบนั้นเอง ผมเห็นว่าเจ้าหนุ่มคนนี้อยากเรียนรู้วิชาจากนายน้อยเจิ้งหยางอย่างจริงใจ และเขาก็จ่ายค่าเล่าเรียนด้วย ผมจึงเห็นใจเขา”
จากนั้นก็ยื่นแหวนเก็บสมบัติให้และส่งโทรจิตตาม “นี่คือหินวิเศษที่เจิ้งหยางกับพรรคพวกหาได้จากการบรรยาย!”
“การบรรยาย?” จางเซวียนยิ่งฟังก็ยิ่งงง เขาเพ่งสมาธิเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ จากนั้นก็แทบจะช็อคตาย
หินวิเศษขั้นกลางกองเป็นภูเขาเลากา! เท่าที่กะจากขนาดของมัน อย่างน้อยๆ ก็คงหลายหมื่นก้อน ต่อให้นำไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิเศษขั้นสูง ก็คงได้อย่างน้อยกว่าร้อยก้อน
นี่พวกคุณแน่ใจนะว่าหามาได้จากการบรรยาย ไม่ได้ไปปล้นเขามา?
“จริงๆ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ” ซุนฉางรีบอธิบายเรื่องราวที่เจิ้งหยางกับคนอื่นๆ กลายเป็นแขกผู้อาวุโสของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้ให้จางเซวียนฟัง
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น!” จางเซวียนอัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เขาอยู่ที่สันเขาปุยเมฆ
แม้เคล็ดวิชาเทียบฟ้าที่เขาถ่ายทอดให้เจิ้งหยางกับศิษย์คนอื่นๆ จะเป็นเพียงฉบับเรียบง่าย แต่ก็ล้ำลึกกว่าเคล็ดวิชาไหนที่มีอยู่ในโลก
ในฐานะปรมาจารย์ เป็นธรรมดาที่เชวเจินหยางกับฉูฉางชิ่งจะต้องรู้ดีว่ามันล้ำลึกแค่ไหน
เมื่อคิดๆ ดูแล้ว ก็ไม่น่าประหลาดใจมากนักที่เจิ้งหยางกับเด็กคนอื่นๆ ได้รับเชิญให้เป็นแขกผู้อาวุโสของสถาบัน
ซุนฉางยังคงกังวลใจเล็กน้อยกับความเงียบงันของจางเซวียน “นายน้อย ผมเป็นคนแนะนำให้เจิ้งหยางกับคนอื่นๆ ทำอย่างนั้น ถ้านายน้อยอยากลงโทษ ลงโทษผมแทนเถอะ!”
เขาคิดว่าเมื่อนายน้อยได้เห็นหินวิเศษก็คงถูกใจ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองจะคิดถูก
“ลงโทษ? ผมจะลงโทษคุณเรื่องนี้ทำไม? การรับศิษย์สายตรงและถ่ายทอดวิชาให้ถือเป็นการทบทวนความรู้ความเข้าใจของพวกเขาด้วยซ้ำ!” จางเซวียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
มีบ่อยครั้งที่เพียงแค่ฟังการบรรยายไม่ได้ทำให้ความเข้าใจของผู้นั้นปะติดปะต่อกันอย่างสมบูรณ์ ต่อเมื่อเขาพยายามถ่ายทอดให้คนอื่น ก็จะต้องมีการรวบรวมความคิดและใช้ตรรกะวิเคราะห์ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ความรู้ความเข้าใจของผู้ถ่ายทอดที่มีต่อวิชานั้นล้ำลึกกว่าเดิม
เพราะเหตุนี้ บรรดานักเรียนจึงควรแลกเปลี่ยนความรู้กัน หรือแม้แต่ต่างฝ่ายต่างรับอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ เพราะไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ต่ออีกคนหนึ่ง ตัวเองก็ได้ประโยชน์ด้วย
จากการบรรยาย เจิ้งหยางกับเด็กคนอื่นๆ จะมีความรู้ความเข้าใจในเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี
อีกอย่าง ก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ได้หินวิเศษมามากมายขนาดนี้ คงไม่ต้องกังวลใจไปอีกพักใหญ่
เขากำลังคิดจะขายน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีบางส่วนเพื่อประทังชีวิตไปก่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ต้องแล้ว
คราวนี้บรรดาลูกศิษย์ของเขาทำได้ดีมาก
แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่เขาอยากจะเตือน
“ผมไม่ห้ามหรอกเรื่องการที่คุณจะไปเป็นอาจารย์ของใครๆ ตรงกันข้าม กลับดีเสียอีกที่คุณได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ของตัวเองให้คนอื่น แต่ผมอยากจะขอให้คุณทำแต่พอดี มรดกตกทอดของเรานั้นยิ่งใหญ่และล้ำลึกมาก หากคุณถ่ายทอดให้ผู้อื่นในระดับที่ลึกซึ้งเกินไป อาจนำปัญหามาให้ การใช้ชีวิตในโลกใบนี้น่ะ จะดีที่สุดถ้าถ่อมเนื้อถ่อมตัวเข้าไว้ นี่คือสิ่งที่พวกคุณควรเรียนรู้จากผม” จางเซวียนเตือนอย่างเคร่งขรึม
เคล็ดวิชาเทียบฟ้าและเทคนิคการต่อสู้เทียบฟ้า แม้จะเป็นเพียงฉบับปรับปรุงให้เรียบง่าย แต่ก็ถือว่าทรงพลังมากและอาจสร้างความโกลาหลใหญ่โตหากเป็นที่แพร่หลายออกไป ลงท้ายอาจกลายเป็นกาคชักนำศัตรูที่รับมือได้ยากมาเข้าตัว
ถ่อมเนื้อถ่อมตัวไว้จะดีที่สุด
“ท่านอาจารย์ วางใจได้เลย พวกเราบรรยายเพียงแค่หลักการพื้นฐานเท่านั้น ในเรื่องความล้ำลึกของมรดกตกทอด พวกเราจะเว้นเอาไว้ และจะถ่อมเนื้อถ่อมตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้!” เจิ้งหยางกับพรรคพวกตอบ
“ดีแล้ว!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
พวกเขาไม่ได้คุยกันเสียงดัง จึงไม่ค่อยมีใครได้ยิน แต่เชวเจินหยางซึ่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ เขาตัวสั่นจนหยุดไม่ได้ น้ำตาก็ไหลพราก
บ้าที่สุด นี่พูดบ้าอะไรกัน?
นักเรียนใหม่อายุเพียง 20 ปีคนหนึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักทันทีที่เข้ามาในสถาบัน ทำให้รุ่นพี่แทบจะเป็นบ้าไป
แถมเจ้าเด็ก 3 คนนี้ อายุแค่ 15-16 ปี ก็กลายเป็นแขกผู้อาวุโสของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้
แล้วนรกจกเปรตพรรค์นี้ล่ะหรือที่เรียกว่าถ่อมเนื้อถ่อมตัว?
ถ้าแบบนี้เรียกว่าถ่อมตัว แล้วถ้าหยิ่งผยองล่ะจะขนาดไหน?
“เอาเถอะ ในเมื่อคุณรับเขาเป็นศิษย์สายตรง ก็สั่งสอนให้ดี แล้วก็พยายามเปิดการบรรยายในสถาบันให้ได้อีกสัก 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้หินวิเศษมากขึ้นอีกสักหน่อย ก็อย่างที่คุณรู้ นักรบอย่างเราต้องการหินวิเศษจำนวนมากในการฝึกวรยุทธ จะดีที่สุดถ้าเราหามาได้เยอะๆ” จางเซวียนแนะนำ
ซุนฉางพยักหน้า “นายน้อยไม่ต้องห่วง ผมจัดการเอง!”
เป็นอย่างที่คิดไว้เลย! ถ้าเป็นเรื่องเงินแล้วล่ะก็ นายน้อยไม่มีปัญหาแน่นอน
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราควรจะไปที่พักของโหยวฉู่เพื่อเอาดอกสิบใบ” จางเซวียนพูด
สำหรับตอนนี้ เรื่องด่วนของเขาคือการนำดอกสิบใบไปช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียน
เรื่องอื่นยังรอได้ แต่เธอรอไม่ได้ ถ้าเขาไม่รีบ เธออาจต้องเสียชีวิตไปก่อน
ในเมื่อชีวิตของโหยวฉู่อยู่ในกำมือของจางเซวียน และเขาก็พ่ายแพ้ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายระหว่างนายแพทย์ จึงต้องทำตามคำสั่งของจางเซวียนอย่างไม่มีทางเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ ไม่นานดอกสิบใบก็มาอยู่ในมือของเขา
เมื่อได้สมุนไพรมาแล้ว จางเซวียนก็มุ่งหน้ากลับที่พักในโซนหัวกะทิ
ที่พักของเขาอีกแห่งซึ่งอยู่ด้านนอกนั้นเล็กเกินไป จึงเป็นการไม่สะดวก อีกอย่าง กระบวนการรักษา เว่ยหรูเหยียนต้องการพื้นที่ที่มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้น ซึ่งที่พักด้านนอกเทียบกับที่นี่ไม่ได้
แต่เมื่อไปถึงที่พักในโซนหัวกะทิ จางเซวียนก็เห็น 2-3 คนยืนเฝ้าประตูทางเข้าอยู่ พวกเขาคือหวงชิง จั๋วทง และคนอื่นๆ , บรรดาศิษย์พี่ผู้มีหน้าที่ดูแลที่พักของเขานั่นเอง และที่กองพะเนินเทินทึกอยู่ข้างตัวคือข้าวของส่วนตัวที่จางเซวียนเก็บไว้ในที่พัก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“ปรมาจารย์จาง หัวหน้าลู่เพิ่งมีคำสั่งมาว่าคุณไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้แล้ว เพราะคุณไม่ใช่นักเรียนของสถาบัน อำนาจของเขาเหนือกว่าหัวหน้ามั่ว พวกเราจึงทำอะไรไม่ได้ ต้องขออภัยด้วย” หวงชิงตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เขาเองก็รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนนายแพทย์ และถ้าจะพูดกันตามตรง ก็ทั้งเคารพและชื่นชมในการกระทำของจางเซวียน แต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาและผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอาจารย์ใหญ่ของสถาบัน ต่อให้บ้าบิ่นแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของหัวหน้าลู่
ด้วยเหตุนี้จึงต้องอพยพสมบัติของจางเซวียนออกมานอกที่พัก
เมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น จางเซวียนหน้าตึง
นึกไม่ถึงว่าลู่เฟิงจะตอบโต้รวดเร็วขนาดนี้!
ที่พักแห่งนี้มีค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณอยู่ ทำให้มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นอบอวลอยู่โดยรอบ เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ดอกสิบใบบ่มเพาะจิตวิญญาณของเว่ยหรูเหยียน
การรักษาจะไม่ได้ผลดีเท่าไหร่นักหากทำในที่พักของเขาซึ่งอยู่ด้านนอก
แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาประกาศออกไปแล้วว่าตัวเองไม่ใช่นักเรียนของสถาบันก็เป็นเรื่องจริง เขาจึงไม่มีสิทธิ์อาศัยที่นี่
แล้วจะทำอย่างไรดี? จางเซวียนกุมขมับ
สุดท้ายเขาก็กวาดข้าวของใส่แหวนเก็บสมบัติและมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักด้านนอก แต่ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีศิษย์พี่คนหนึ่งเดินนำมาก็พุ่งปราดมาหาเขา
“ปรมาจารย์จาง ชายผู้นี้ตามหาคุณอยู่!” ศิษย์พี่รายงานก่อนจะหลบออกไป
ชายวัยกลางคนผู้นั้นประสานมือและตั้งคำถาม “ไม่ทราบว่าคุณคือปรมาจารย์จางใช่ไหม?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว “คุณคือ?”
“ผมคือพ่อบ้านจากคฤหาสน์ราชาหวาย, หยูฉิง นายท่านของเราได้ซื้อบ้านพักไว้ให้ปรมาจารย์จาง อยู่ไม่ไกลจากสถาบันแห่งนี้ เขาสั่งการให้ผมนำความมาบอกคุณ และจะยินดีมากถ้าคุณยอมรับ” ขณะที่พูด หยูฉิงนำกล่องหยกใบหนึ่งออกมาเปิด มีสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินอยู่ในนั้น
จางเซวียนมองดูที่อยู่ที่ระบุไว้บนสัญญา จากนั้นก็ตัวแข็งไป
“คฤหาสน์หลังนั้น นายท่านของคุณเป็นคนซื้อหรือ?”
