Skip to content

Library Of Heaven’s Path 87


ตอนที่ 87 มันห่วยแตกจริงหรือ

“ทีแรกพวกมันรุมผม แต่ก็สู้ผมไม่ได้… ต่อมาอาจารย์จางเซวียนก็มาถึง แล้วสอนเพลงหมัดสามกระบวนท่าให้กับพวกมัน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้นศิษย์ของจางเซวียนเหมือนกลายเป็นคนละคน คนแรกที่มาประมือกับผมคือหยวนเทา…” จูหงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ลู่ฉวินฟัง แล้วยังแสดงกระบวนท่าที่จางเซวียนสอนลูกศิษย์ให้ลู่ฉวินดูอีก

หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้เห็นกระบวนท่าที่จางเซวียนใช้สอนศิษย์ ลู่ฉวินหันไปมองหน้าผู้เฒ่าหงหาวทันที ทั้งลู่ฉวินและผู้เฒ่าหงหาวต่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน สีหน้าชักดูไม่ดี

“คุณบอกว่า… หยวนเทาที่สอบเข้ามาได้อันดับโหล่ พอใช้สามกระบวนท่านี้… คุณก็สู้ไม่ได้แล้วหรือ”

นี่นายล้อฉันเล่นอยู่ใช่ไหม

เมื่อครู่ลู่ฉวินเพิ่งจะอ่านประวัติของหยวนเทาไปเอง หยวนเทาสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เคยเรียนรู้วรยุทธหรือฝึกเคล็ดวิชาอะไรมาก่อน เขาเพียงแต่หนังหนา ทนทานต่อการโจมตีได้ดีเท่านั้น สอบเข้ามาได้เป็นอันดับสุดท้ายของโรงเรียน แล้วคนอย่างนี้จะมาเอาชนะคนอย่างจูหงได้อย่างไร

โม้มากไปละ

อีกอย่าง ไอ้สามกระบวนท่าที่ว่า เป็นกระบวนท่าที่สุดจะห่วยแตก ไม่ได้เรียกว่าเป็นกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ ถึงจะออกกระบวนท่าสลับกันจากซ้ายไปขวา ก็ไม่น่าจะมีดีอะไรนี่นา

“พวกมันเล่นสกปรกครับ…” จูหงเล่ารายละเอียดของการต่อสู้เมื่อครู่อีกครั้งด้วยใบหน้าที่เจ็บปวด

“ปัญหาอยู่ตรงที่จุดอ่อนของคุณถูกอีกฝ่ายหาเจอ กระบวนท่าทั้งสามเป็นเพียงการหลอกล่อเบี่ยงเบนความสนใจของคุณ เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ที่จุดอ่อนของคุณต่างหาก” ลู่ฉวินฟังรายละเอียดทั้งหมดจากปากของจูหงถึงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ศิษย์ของเขาคนนี้ก็ไม่ระมัดระวังเอาซะเลย

สำหรับผู้ฝึกวรยุทธ จุดอ่อนของร่างกายถือว่าเป็นจุดตาย จะต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี แล้วจู่ๆ จูหงก็ทำให้อีกฝ่ายรู้จุดอ่อนของตัวเองเสียอย่างนั้น เห็นทีว่าจูหงคนนี้น่าจะได้ใจเกินไปแล้ว

แม้ว่าจะเจอจุดอ่อนของอีกฝ่าย มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเอาชนะได้นี่ การต่อสู้จะรวมไปถึงการใช้เคล็ดวิชา การออกกระบวนท่า และใช้ความสามารถเฉพาะตัวต่างๆ เข้าห้ำหั่นกัน ถ้าเป็นนักรบขั้นใกล้เคียงกัน หยวนเทายังพอจะประชิดตัวอีกฝ่ายได้ แล้วจูหงก็จะตกอยู่ในอันตราย แต่นี่หยวนเทาห่างชั้นกับจูหงเหมือนฟ้ากับเหวเลยนะ

“ศิษย์ของจางเซวียนทำแบบนี้ไม่ได้แน่ จางเซวียนสามารถมองเห็นจุดอ่อนของคุณ ซ้ำยังสามารถชี้แนะให้ศิษย์มาเล่นงานคุณตรงตามจุดที่เขาเห็น ท่าทางเจ้า

จางเซวียนคนนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว ทีแรกคิดว่าประลองกับคนอย่างมันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เป็นการบดขยี้มดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่คิดอีกทีมันก็ไม่ได้หมู แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย”

ลู่ฉวินสมแล้วที่เป็นอาจารย์ระดับแนวหน้าของโรงเรียน เขาสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องในพริบตา

จุดอ่อนของร่างกายเป็นจุดตายของคนคนหนึ่ง ปกติแล้วจะถูกซ่อนไว้อย่างดี ถึงจะรู้จุดอ่อนของอีกฝ่าย

แต่ถ้าฝีมือสู้ไม่ได้ รู้จุดอ่อนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนกับการมอบมีดเล่มหนึ่งให้กับคนธรรมดา ต่อให้เขารู้ว่าหัวใจเป็นจุดอ่อน แต่ก็ทำอะไรยอดฝีมือไม่ได้อยู่ดี

ถ้าศิษย์ของจางเซวียนรู้แต่แรกว่าจุดอ่อนของจูหงอยู่ที่ไหนพวกเขาก็ต้องสามารถเอาชนะจูหงได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่นี่ต้องเป็นเพราะจางเซวียนแอบเอาความลับนี้ไปบอกกับศิษย์แน่

“ไม่เป็นไร ผมจะช่วยคิดหาวิธีทำให้พลังปราณของคุณเพิ่มเป็นระดับสาม หากสำเร็จจุดอ่อนในตัวคุณจะถูกย้ายไปที่อื่น ถึงตอนนั้น คุณค่อยไปล้างแค้นก็ยังไม่สาย” ลู่ฉวินโบกมือแล้วพูดปลอบใจจูหง

จุดอ่อนของเหล่านักรบใช่ว่าจะอยู่กับที่เสมอ มันจะเคลื่อนที่ไปตามระดับความสามารถและเคล็ดวิชาของนักรบคนนั้น ตอนนี้จุดอ่อนของจูหงอยู่ที่เอว ถ้าเขาบรรลุพลังปราณหรือเคล็ดวิชาได้อีกหนึ่งขั้น จุดอ่อนในตัวของเขาก็จะถูกโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเช่นกัน เมื่อถึงตอนนั้น กระบวนท่าต่างๆ ที่พวกศิษย์ของจางเซวียนทำกับเขาก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีก

นอกจากนี้ เมื่อจุดอ่อนมีการโยกย้ายไปอยู่ที่จุดอื่นแล้ว ก็เสมือนว่าไม่มีจุดอ่อนอีกต่อไป เพราะจุดอ่อนถูกโยกย้ายไปไหนนั้นย่อมไม่มีใครรู้ ทั้งหมดเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“ครับ” จูหงพยักหน้า

ลู่ฉวินมองมาที่จูหงอีกครั้ง “เดี๋ยวผมจะไปหาผู้เฒ่าซั่งเฉิน จะไปขอดูรายชื่อคนที่จะเข้าร่วมการประลองให้แน่ใจ ส่วนคุณเองก็ตั้งใจฝึกวรยุทธให้ดีๆ อย่าทำให้ผมผิดหวัง อีกไม่นานผมจะแก้แค้นให้คุณเอง”

“ขอบคุณอาจารย์ลู่มากครับ” จูหงได้ยินคำปลอบใจของลู่ฉวินก็รู้สึกมีความมั่นใจกลับคืนมา

“จริงสิ ผู้เฒ่าหงหาว คุณกับผู้เฒ่าซั่งเฉินสนิทกันใช่ไหม จะจัดการกับเจ้าอาจารย์เศษสวะคนนี้ ไปให้ทางฝ่ายการศึกษาช่วยน่าจะดีกว่า” พอคิดถึงผู้เฒ่าซั่งเฉิน ลู่ฉวินก็หันมามองที่ผู้เฒ่าหงหาวทันที

ผู้เฒ่าหงหาวเคยเป็นผู้เข้าคัดเลือกเป็นอธิการบดีของโรงเรียนหงเทียน มีผู้เฒ่าประจำโรงเรียนจำนวนไม่น้อยที่เขารู้จักสนิทสนม ผู้เฒ่าซั่งเฉินเป็นหนึ่งในนั้น

ตามหลักแล้ว ถ้ามีปัญหากับจางเซวียน ทำไมไม่ไปให้ทางสำนักงานฝ่ายการศึกษาช่วยจัดการ สะดวกกว่ามาให้ลู่ฉวินช่วยตั้งเยอะ

“สำนักงานฝ่ายการศึกษาน่ะ จริงๆ แล้วไม่สามารถเล่นงานเจ้าจางเซวียนได้อย่างสะดวกเหมือนที่คิดหรอกนะ ไม่มีใครสามารถบังคับให้ศิษย์เปลี่ยนอาจารย์ได้ง่ายๆ หรอก ถ้าทำแบบนั้น… แล้วเจ้าจางเซวียนไปฟ้องที่สมาพันธ์คณาจารย์เข้า หาว่าพวกเราไปรังแกมัน แบบนี้ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรอกหรือ” ผู้เฒ่าหงหาวตอบทันที

ถ้าศิษย์ประสงค์จะคารวะใครคนหนึ่งเป็นอาจารย์ของเขา คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายอะไรทั้งนั้น

สำคัญที่สุดคือในสายตาของผู้เฒ่าหงหาว จางเซวียนเป็นแค่อาจารย์กระจอกๆ ไม่จำเป็นจะต้องไปรบกวนถึงสำนักงานฝ่ายการศึกษาเลยแม้แต่น้อย และแน่นอน เรื่องแบบนี้ผู้เฒ่าหงหาวจะไม่มีทางบอกลู่ฉวินให้รู้อย่างเด็ดขาด ไม่งั้นลู่ฉวินคงหมดความศรัทธาในตัวเขา

แต่ถึงผู้เฒ่าหงหาวจะไม่พูดออกมา ลู่ฉวินที่ฉลาดหลักแหลมก็เดาใจผู้เฒ่าหงหาวออกตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าศิษย์ของตนสองคนอยู่ดีๆ ก็ถูกแย่งไปแบบหน้าด้านๆ ลู่ฉวินเองก็ไม่อยากจะไปหาเรื่องจางเซวียนหรอก และจะไม่มีทางท้าประลองการประเมินผลอาจารย์ระดับนั้นให้ตนเองดูด้อยอย่างเด็ดขาด

ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ห้องของพวกเขา

“อาจารย์ลู่ฉวิน…” อีกฝ่ายยังเดินเข้ามาไม่ถึงในห้องก็ตะโกนเรียกชื่อเสียก่อนแล้ว

“ที่แท้ก็คืออาจารย์หว่างนั่นเอง มาที่นี่มีธุระอะไรหรือครับ” ลู่ฉวินยิ้มแล้วกล่าวทักทาย

ชายหนุ่มคนนี้ก็คืออาจารย์ชื่อดังอีกคนของโรงเรียนหงเทียน

อาจารย์หว่างเชา เขาคืออาจารย์ยอดฝีมือที่ชำนาญด้านการใช้หอกเป็นอย่างมาก และเป็นคนที่เจิ้งหยางอยากจะขอสมัครไปเป็นศิษย์

“คารวะท่านผู้เฒ่าหงหาว” หว่างเชาเดินเข้ามาพบกับผู้เฒ่าหงหาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบคารวะแล้วหันไปมองลู่ฉวิน

“เรื่องที่เกิดขึ้นที่สำนักงานฝ่ายการศึกษาน่ะ คุณรู้เรื่องหรือยัง”

“รู้เรื่องอะไร” ลู่ฉวินทำหน้างุนงง

“นี่คุณยังไม่รู้อีกหรือ ผู้เฒ่าซั่งเฉินถูกสั่งพักงานแล้วรอการตรวจสอบ” หว่างเชาพูดต่อ “เมื่อครู่ทางสมาพันธ์คณาจารย์เพิ่งจะประกาศออกมาเอง”

“ผู้เฒ่าซั่งเฉินถูกสั่งพักงานแล้วรอการตรวจสอบงั้นหรือ นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ไม่เพียงแต่ลู่ฉวินที่รู้สึกตกใจอย่างมาก ผู้เฒ่าหงหาวเองก็ตกใจสุดๆ

เป็นถึงหัวหน้าสำนักงานฝ่ายการศึกษาของโรงเรียนหงเทียน มาถูกสั่งพักงานโดยไม่มีสาเหตุแบบนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร

“มีคนบอกว่าผู้เฒ่าซั่งเฉินจงใจใส่ร้ายอาจารย์คนหนึ่ง ทั้งยังตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม ยังมีคนบอกว่าเขาเล่นสกปรกในการวิเคราะห์ผลการตัดสินของการทดสอบความประสงค์ของศิษย์ สุดท้ายถูกทางสมาพันธ์คณาจารย์จับได้ เลยถูกสั่งพักงาน” หว่างเชาตอบ

เรื่องที่เฉาฉงยื่นขอดำเนินการทดสอบความประสงค์ของศิษย์นั้นเป็นเรื่องเล็ก อาจารย์หลายคนในโรงเรียนจึงไม่รู้อะไรมาก

“ใส่ร้ายถึงขนาดไม่เป็นธรรมเลยน่ะหรือ อาจารย์คนไหนที่เก่งกาจขนาดนี้ ขนาดผู้เฒ่าซั่งเฉินยังถูกเขาเล่นงานซะหมดสภาพ อีกทั้งสามารถทำให้สมาพันธ์คณาจารย์ออกหน้าให้ได้ด้วย” ลู่ฉวินถามทันที

ถึงแม้ว่าผู้เฒ่าซั่งเฉินจะเป็นแค่หัวหน้าสำนักงานฝ่ายการศึกษา แต่เขาก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งพอตัว ขนาดผู้เฒ่าประจำสมาพันธ์คณาจารย์ยังเป็นเพื่อนสนิทของเขาเลย การจะพักงานเขา ซ้ำยังทำแบบถอนรากถอนโคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

ผู้เฒ่าหงหาวก็มองมาที่หว่างเชาเช่นกัน เขาเองก็อยากรู้ว่าอาจารย์คนไหนที่มีความสามารถสูงส่งได้ถึงเพียงนี้

“ผมได้ยินมาว่าอาจารย์ที่จัดการกับผู้เฒ่าซั่งเฉิน เป็นอาจารย์ที่ห่วยแตกที่สุดในโรงเรียน… อาจารย์จางเซวียน” หว่างเชาคิดอยู่สักพักก็พูดออกมา

“จางเซวียนเนี่ยนะ เป็นไปได้อย่างไร” ทั้งลู่ฉวินและผู้เฒ่าหงหาวเกิดอาการช็อกไปตามๆ กัน ต่างคนต่างจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ เหมือนคนที่กำลังตกใจจนถึงขีดสุด

จางเซวียนกินอาหารไม่กี่อย่างพูดไม่กี่คำก็สามารถทำลายชื่อเสียงของภัตตาคารที่สั่งสมมากว่าหลายสิบปีลงได้ สามารถทำให้ศิษย์ลาออกจากห้องเรียนของอาจารย์อันดับหนึ่งของโรงเรียนได้ สามารถทำให้ศิษย์ที่มีความสามารถต่ำกว่าเอาชนะศิษย์ที่สอบเข้าด้วยคะแนนเป็นอันดับสี่ของโรงเรียนได้แบบง่ายๆ แถมยังสามารถจัดการกับหัวหน้าสำนักงานฝ่ายการศึกษาอย่างผู้เฒ่าซั่งเฉินได้อีก…

มันห่วยแตกจริงหรือ?

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version