ตอนที่ 926 เตรียมการคัดเลือกยอดขุนพล
แม้หลังจากรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ จางเซวียนจะมีที่พักอยู่ในสถาบันปรมาจารย์ ซึ่งมีทำเลดีและมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้น แต่เขาก็ยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่คฤหาสน์นอกสถาบัน
เพราะถึงอย่างไรคฤหาสน์ก็ไม่ได้อยู่ไกลจากสถาบันมากนัก จึงไม่เสียเวลาสำหรับเขาหากเกิดเรื่องฉุกเฉิน อีกอย่าง มันเงียบสงบกว่าที่พักในสถาบันปรมาจารย์ และบรรดาลูกศิษย์ของเขาก็พักอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ด้วย
หลังจากร่อนลงในลานบ้าน ซุนฉางรีบเข้ามาทักทายอย่างตื่นเต้น “นายน้อย คุณกลับมาแล้ว!”
ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา หมอนี่ดูตุ้ยนุ้ยขึ้นอีก ระดับวรยุทธของเขาสูงขึ้น แต่ก็ไม่มากนัก
โดยปกติแล้วเขาเป็นคนตะกละตะกรามและขี้เกียจ และดูเหมือนว่าในช่วงที่จางเซวียนไม่อยู่ เขาได้สวาปามอย่างเต็มที่ แต่ละเลยการฝึกฝนวรยุทธ
รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก จางเซวียนให้คำแนะนำเขาครู่หนึ่งก่อนจะสั่งการ “เรียกหวังหยิ่งกับคนอื่นๆ มา”
“ได้” ซุนฉางตอบก่อนจะรีบออกไป
ไม่ช้า หวังหยิ่งกับเด็กคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่
ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา บรรดาศิษย์สายตรงของเขาได้พัฒนาวรยุทธขึ้นอีกมาก ดูเหมือนการที่เขาไม่อยู่ด้วยจะไม่ได้ทำให้พัฒนาการของเด็กเหล่านี้ช้าลง
หวังหยิ่งสำเร็จวรยุทธตัวดักแด้ขั้นสูงสุด ขณะที่เจิ้งหยางกับหลิวหยางสำเร็จวรยุทธการเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุด แม้ระดับวรยุทธของทั้งคู่จะยังด้อยกว่าหวังหยิ่งอยู่เล็กน้อย แต่จางเซวียนก็บอกได้ว่าพวกเขากำลังติดอยู่ที่ด่านคอขวด และใกล้จะฝ่าด่านวรยุทธได้ในไม่ช้า
ก่อนที่จางเซวียนจะจากไป เขาได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับเรียบง่ายให้กับเด็กๆ เหล่านี้ ทั้งยังมอบยาเม็ดและทรัพยากรอีกมากมายที่ได้รับมาจากเหล่าอสูรในสันเขาปุยเมฆ ซึ่งจะช่วยให้การยกระดับวรยุทธเป็นไปได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ถ้าเด็กพวกนี้พัฒนาได้ช้า คงจะทำให้เขาผิดหวังมาก
ขณะที่ทั้ง 3 พัฒนาวรยุทธได้ไม่น้อย วรยุทธของเว่ยหรูเหยียนกลับคงที่ เธอยังเป็นนักรบตัวดักแด้ขั้นต้นเหมือนเมื่อ 2 เดือนก่อน
แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เว่ยหรูเหยียนพัฒนาตัวเองได้เร็วมาก อันเนื่องจากการบ่มเพาะและการสะสมของยาบำรุงมากมายในร่างกายของเธอ แม้เธอจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 แต่ก็ยังไม่ต่างอะไรกับการสร้างวิมานในอากาศ ถ้าเธอฝึกฝนวรยุทธอย่างไม่ระมัดระวัง ทุกอย่างจะพังทลายทันที
ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะออกเดินทาง จางเซวียนจึงได้มอบเป้าหมายเดียวให้เธอ คือฝึกฝนวรยุทธใหม่หมดตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่ขั้น 1-จวีซี และปรับสภาพวรยุทธให้แข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละขั้น
ภายใน 2 เดือน เธอก็ปรับสภาพวรยุทธได้จนถึงตัวดักแด้ขั้นต้น แม้ระดับวรยุทธจะไม่ได้สูงขึ้น แต่รากฐานและประสิทธิภาพการต่อสู้กลับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่ากว่าเมื่อครั้งแรกที่เธอฟื้นขึ้นมา
“ไม่เลวเลย!” จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ไม่เหมือนเจ้าซุนฉางจอมขี้เกียจ อย่างน้อยลูกศิษย์ของเขาก็ยังไว้วางใจได้และไม่ทำให้เขาผิดหวัง
“ตอนนี้พวกคุณบางคนเป็นนักรบตัวดักแด้ขั้นต้นแล้ว คนที่เหลือก็ใกล้จะสำเร็จเต็มที ผมมี 2 ทางเลือกให้คุณนะ”
หลังจากเปิดใช้ค่ายกลเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลแล้ว จางเซวียนก็มองหน้าลูกศิษย์แต่ละคนอย่างเคร่งขรึม
“ผมมีเทคนิควรยุทธ 2 ชุดอยู่ในมือ ชุดแรกจะช่วยให้คุณยกระดับวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว และใช้เวลาไม่นานก็จะสำเร็จวรยุทธระดับเซียน”
“ส่วนชุดที่ 2 จะใช้เวลานานกว่าและฝึกฝนได้ยากกว่าด้วย แต่หากคุณทำสำเร็จ ประสิทธิภาพการต่อสู้ของคุณจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ทำให้คุณมีพละกำลังสูงกว่านักรบทั่วไป”
เคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนนั้นทรงพลังมาก แต่ความยากเย็นก็มากตามไปด้วย หากผู้ฝึกฝนมีจิตใจไม่มั่นคงพอ ก็ไม่มีทางที่จะไปได้จนถึงที่สุด
จางเซวียนไม่คิดจะบีบบังคับลูกศิษย์ของเขาไม่ว่าในเรื่องใดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนหรือเคล็ดวิชาเทียบฟ้าแบบทั่วไป เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เด็กๆ จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง หวังหยิ่งก็โพล่งออกมา “ท่านอาจารย์ ฉันขอทางเลือกที่ 2!”
“พวกเราก็เลือกทางเลือกที่ 2 เหมือนกัน!”
ไม่ช้าคนอื่นๆ ก็พากันตอบรับ
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว โอกาสที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ขึ้นอีกหลายเท่านั้นถือว่าไม่ง่าย พวกเขาไม่อยากพลาดมันไป
“การเลือกทางที่ 2 นั้นหมายความว่าพวกคุณจะต้องฝึกฝนหนักและเหนื่อยยากกว่าคนอื่นๆ แถมยังไม่มีอะไรรับประกันด้วยว่าท้ายที่สุดแล้วจะประสบความสำเร็จ คุณพิจารณาเรื่องนี้ถี่ถ้วนหรือยัง?” จางเซวียนเตือนอย่างเคร่งขรึม
บรรดาลูกศิษย์ของเขารีบตอบ
“พวกเราตัดสินใจแล้ว!”
“ความเจ็บปวดนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอแค่เราแข็งแกร่งขึ้น พวกเราก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
เมื่อห็นบรรดาลูกศิษย์ของเขาเลือกทางที่ 2 โดยไม่ลังเล จางเซวียนพยักหน้าอย่างยอมรับ “ก็ดี”
ตั้งแต่แรก การฝึกฝนวรยุทธก็เหมือนกับการท้าทายสวรรค์ เหมือนการต่อสู้กับโชคชะตา หากไม่มีความกล้าหาญมากพอก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในอนาคต ต่อให้เป็นลูกศิษย์ของเขาก็เถอะ
จางเซวียนรีบนำหนังสือสองสามเล่มที่บรรจุเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนเอาไว้ออกมา ซึ่งเขาได้ประมวลและทำสำเนาไว้ก่อนหน้านี้ และแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์แต่ละคน จากนั้นก็ให้เวลาพวกเขาอ่านและจดจำเนื้อหา ก่อนจะเริ่มอธิบายอย่างละเอียด
เคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนเป็นเทคนิคที่ซับซ้อนมาก แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องกระเสือกกระสนอยู่ไม่น้อยกว่าจะทำความเข้าใจได้ทั้งหมด หากเขาไม่อธิบายเนื้อหาให้ละเอียด และลูกศิษย์ของเขาเกิดทำความเข้าใจไปแบบผิดๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นกับการฝึกฝนวรยุทธของพวกเขา
4 ชั่วโมงต่อมา เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ทุกคนเข้าใจเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนเป็นอย่างดีแล้ว จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาสั่งการให้ทุกคนขยันหมั่นเพียรฝึกฝนและปล่อยแยกย้าย ก่อนจะหันกลับไปหาซุนฉาง
“ผมเชื่อว่าคุณคงรู้ดีว่าท่านอาจารย์ของผมมีความแข็งแกร่งแค่ไหน”
“ใช่” ซุนฉางรีบตอบรับพร้อมกับพยักหน้า
แม้เขาจะไม่แน่ใจว่านายท่านมีพละกำลังมากแค่ไหน แต่ก็แน่ใจว่าอย่างน้อยจะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวหรือสูงกว่า เป็นบุคคลชั้นยอดของทวีปแห่งปรมาจารย์
“รู้แล้วก็ดี ถ้าเขาอยากได้น่ะ เขาสามารถหาปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวหรือแม้แต่ 8 ดาวมาเป็นพ่อบ้านได้สบาย ถ้าศักยภาพของคุณมีเท่านี้ล่ะก็ ผมเกรงว่าไม่ช้าท่านอาจารย์ก็คงจะเปลี่ยนพ่อบ้าน” จางเซวียนพูดหน้าตาเฉย
กับซุนฉาง เขาต้องใช้ไม้แข็งเท่านั้น ไม่งั้นหมอนี่ก็จะยืดย้วยตลอดเวลาที่มีโอกาส
“ขอรับ!”
ซุนฉางเหงื่อท่วม
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การดูแลประคบประหงมจากเชื้อพระวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนและของกำนัลจากตระกูลเสิ่นกับตระกูลหลิวได้ทำให้เขาละลานใจ จนลืมหน้าที่ของตัวเองไปเสียหมด
หลังจากได้ฟังคำพูดของจางเซวียน เขาจึงรู้ตัวว่าหากอยากติดตามนายท่านกับนายน้อยต่อไปล่ะก็ เขาจะต้องมีพละกำลังมากกว่านี้
หากยังคงทำตัวล้าหลังคนอื่น ไม่ช้าก็คงไร้ประโยชน์กับนายท่านและนายน้อย ทั้งคู่คงไม่เหลียวแลเขาอีก
เขารู้ดีว่าหากไม่มีสองคนนี้ ตัวเองก็ยังคงเป็นแค่เจ้าอ้วนกระจอกงอกง่อยคนหนึ่ง เกียรติยศและความมั่งคั่งทั้งหมดที่เขาเริงร่าอยู่ทุกวันก็จะกลายเป็นพระจันทร์ในทะเลสาบ แตะทีเดียวก็สูญสลายไปหมด
“คุณอยู่กับผมมาตั้งแต่เมื่อครั้งอาณาจักรเทียนเซวียน ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง หวังว่าคุณจะรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวคุณนะ เอาล่ะ พักเรื่องนั้นไว้ก่อน ช่วง 2 เดือนที่ผมไม่อยู่ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?” เห็นซุนฉางเข้าใจคำพูดของเขาดีแล้ว จางเซวียนตัดสินใจหยุดไว้แค่นั้นและซักถามเรื่องอื่น
“อ๋อ หัวหน้าตระกูลเสิ่นแวะเวียนมาเยี่ยมเมื่อไม่นานมานี้ บอกว่าการขายดอกปุยเมฆนั้นควรจะขายจำนวนทีละน้อยๆ เพื่อให้ชื่อเสียงของมันขจรขจายออกไปในฐานะของหายากและทำกำไรได้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ หลังจากหารือกันแล้ว เราก็เลยตกลงกันว่าจะขายเพียงเดือนละ 10 ตินให้กับแต่ละจักรวรรดิ” ซุนฉางรีบอธิบายเรื่องการเจรจาธุรกิจให้จางเซวียนฟัง
“เอาเถอะ เรื่องนั้นผมให้คุณตัดสินใจก็แล้วกัน” จางเซวียนโบกมือ
เขาไม่มีสัญชาตญาณเฉียบแหลมเรื่องธุรกิจอย่างซุนฉางและพวกตระกูลเสิ่น จึงดีที่สุดหากจะไม่เข้าไปยุ่ง และปล่อยให้พวกผู้เชี่ยวชาญเขาทำงานกันไป
“นี่คือผลกำไรก้อนแรกจากการขายดอกปุยเมฆ” เห็นนายน้อยไม่สนใจรายละเอียดของธุรกิจ ซุนฉางไม่พูดอะไรต่อ เขายื่นแหวนเก็บสมบัติวงหนึ่งให้
จางเซวียนรับมาแล้วพิจารณาดูข้างใน จากนั้นก็ตาโต “เยอะขนาดนี้เชียว?”
ประกายระยิบระยับของหินวิเศษขั้นสูงหลายพันก้อนส่องแวววาวอยู่ในแหวนเก็บสมบัติวงนั้น พลังจิตวิญญาณที่อบอวลอยู่โดยรอบเข้มข้นจนแทบจะทำให้หยุดหายใจ
“เราได้กำไรเป็นหินวิเศษขั้นสูง 3,327 ก้อน ส่วนผลกำไรก้อนต่อไปจะมาถึงเดือนหน้า” ซุนฉาง ตอบยิ้มๆ
“หินวิเศษขั้นสูงมากกว่า 3000 ก้อน” จางเซวียนอ้าปากค้าง
เขาใช้ความพยายามมากมายในการล่อลวงใครต่อใครและทำให้อสูรยอมจำนน แต่ก็ได้หินวิเศษขั้นสูงมาเพียง 200-300 ก้อนเท่านั้น แต่ตอนนี้ ลำพังแค่ขายดอกปุยเมฆไปบางส่วนก็ได้กำไรมากกว่าหลายเท่า บางทีก็รู้สึกว่าความพยายามที่ผ่านมานั้นช่างสูญเปล่า
แต่ถึงอย่างไร ตอนนี้เขาก็กำลังต้องการหินวิเศษจำนวนมากอยู่พอดี เรื่องนี้จึงถือเป็นข่าวดีทีเดียว
หินวิเศษ 3000 ก้อนดูเหมือนเป็นทรัพย์สมบัติกองใหญ่ แต่ก็ยังไม่มากพอให้เขาสำเร็จวรยุทธระดับเซียนขั้น 1-ขั้นต้น
แถมลูกศิษย์ของเขาก็เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนแล้ว แน่นอนว่าความต้องการใช้หินวิเศษจะต้องมีมากขึ้น อีกทั้งอสูรตะวันไบเเซนไทน์และ 9 ราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆอีก พูดได้เลยว่าหินวิเศษขั้นสูงพร้อมจะหายวับไปได้ทุกขณะ
อย่าว่าแต่ 2-3 พันก้อนเลย ต่อให้หลายหมื่นก้อนก็คงอยู่ได้ไม่นาน
อันที่จริง แม้ดอกปุยเมฆจะมีมูลค่าสูง แต่การขายให้ได้ราคาดีก็เป็นเรื่องยาก ไม่อย่างนั้นเหล่าอสูรระดับเซียนแห่งสันเขาปุยเมฆคงทำธุรกิจของตัวเองไปเสียแล้ว
แต่ตอนนี้ ในเมื่อน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีเหือดแห้งไปหมด และเมฆหมอกที่ปกคลุมสันเขาปุยเมฆก็ค่อยๆ จางหายไป สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของดอกปุยเมฆจึงค่อยๆ เสื่อมไปด้วย ดอกปุยเมฆจึงกลายเป็นสินค้าหายากและได้ราคาดี
อีกอย่าง ดอกปุยเมฆที่เขานำมาขายนั้นเจริญเติบโตเต็มที่ และตระกูลเสิ่นก็ทำการตลาดอย่างดี จึงเป็นธรรมดาที่ราคาจะพุ่งพรวด
ซุนฉางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เมื่อวานหัวหน้ามั่วมาหา ดูเหมือนว่าจะมีแขกหลายคนมาถึงสถาบันปรมาจารย์แล้ว และพวกเขาก็อยากพบคุณ”
“อยากพบผม? ใครกัน?”
“พวกเขาคืออาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์อีก 3 สถาบัน ดูเหมือนเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนได้ไม่นาน พวกเขาอยากปรึกษาหารือกับคุณเรื่องการคัดเลือกยอดขุนพล” ซุนฉางรายงาน
“พวกนั้นมาถึงแล้ว?” จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกได้ว่ารอบ 100 ปีของการคัดเลือกยอดขุนพลนั้นใกล้เข้ามาเต็มที
“ผมจะกลับไปสถาบันปรมาจารย์เดี๋ยวนี้” จางเซวียนพยักหน้า
การคัดเลือกยอดขุนพลถือเป็นเหตุการณ์สำคัญระหว่างสี่สถาบันปรมาจารย์ที่เกิดขึ้นทุก 100 ปี มีความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของแต่ละสถาบันเป็นเดิมพัน ในฐานะอาจารย์ใหญ่ เป็นความรับผิดชอบที่เขาจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
จางเซวียนรีบออกจากคฤหาสน์และมุ่งหน้าไปที่สภาผู้อาวุโส
หลังจากเดินเข้าไปได้ไม่นาน ก็เห็นจ้าวปิงฉูรี่เข้ามาหาด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“อาจารย์ใหญ่จาง คุณกลับมาได้เสียที โล่งอก”
รู้ดีว่าต้องมีอะไรผิดปกติ จางเซวียนขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“เรียนอาจารย์ใหญ่จาง อาจารย์ใหญ่วอเทียนฉงจากสถาบันปรมาจารย์อวิ๋นชือ อาจารย์ใหญ่เสิ่นผิงเชาจากสถาบันปรมาจารย์หลัวชิง และอาจารย์ใหญ่หวู่หรันจากสถาบันปรมาจารย์ฉิงจูมาถึงสถาบันของเราแล้ว จากการข่าวของพวกเรา ตัวแทนจากสภายอดขุนพลก็จะมาถึงเร็วๆ นี้ หัวหน้ามั่วกำลังรออยู่ พร้อมที่จะต้อนรับพวกเขาได้ตลอดเวลา ผมเองก็อยู่ด้วย แต่รีบมาทันทีที่ได้ยินว่าคุณกลับมาถึงแล้ว” จ้าวปิงฉูตอบอย่างกระวนกระวาย
“ยังพอมีเวลาก่อนจะเริ่มการคัดเลือกยอดขุนพลหรือเปล่า?” จางเซวียนสงสัย
ก่อนหน้านี้ ไม่นานหลังจากที่เขากลับมาจากแท่นสถาปนาเซียน หม้อต้นกำเนิดทองคำพูดไว้ว่ายังเหลือเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะเริ่มการคัดเลือกยอดขุนพล เท่าที่ดูก็น่าจะยังพอมีเวลาให้เตรียมการได้อีกหลายวัน ทำไมทุกคนถึงมาถึงเร็วขนาดนี้?
“พวกเราเพิ่งได้ข่าวจากสภายอดขุนพลเมื่อครู่นี้เองว่าพวกเขารับคำสั่งใหม่มาจากสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ สถาบันปรมาจารย์ทั้ง 4 จะต้องเตรียมการให้เสร็จภายใน 3 วัน” จ้าวปิงฉูอธิบาย
“รีบขนาดนั้นเลย?”
จางเซวียนตั้งใจจะเปิดการบรรยายให้กับตัวแทนของสถาบันของเขาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการต่อสู้ของนักเรียนเหล่านั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าการคัดเลือกยอดขุนพลจะต้องเริ่มต้นแทบจะทันทีหลังจากที่เขากลับมา ช่างรีบร้อนเหลือเกิน!
“ผมเองก็ไม่แน่ใจเรื่องรายละเอียด แต่การคัดเลือกยอดขุนพลจะต้องมีขึ้นโดยเร็วที่สุด จึงมาขอให้อาจารย์ใหญ่จางรีบจัดการ” จ้าวปิงฉูพูด
ถ้าอาจารย์ใหญ่จางกลับมาไม่ทันการคัดเลือกยอดขุนพล พวกเขาในฐานะ 10 สุดยอดปรมาจารย์จะต้องทำหน้าที่แทน แต่ในเมื่ออาจารย์ใหญ่จางกลับมาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์นี้
พวกเขาได้คัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นไว้ได้จำนวนหนึ่งจากการคัดเลือกรอบภายในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่หลังจากเห็นผู้เข้าแข่งขันของอีก 3 สถาบันแล้ว ก็ไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าผู้เข้าแข่งขันของตัวเองจะรับมือกับคนอื่นไหวหรือไม่
ความสามารถของตัวแทนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนกับสถาบันอื่นๆ นั้นเหลื่อมล้ำกันมาก และถ้าอะไรๆ เป็นอย่างที่พวกเขาคาดไว้ล่ะก็ คงมีตัวแทนเพียง 1 หรือ 2 คนเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกไปได้
“ไปดูกัน”
จางเซวียนพยักหน้าและรีบตามจ้าวปิงฉูไปที่สนามฝึกซ้อม
