ตอนที่ 927 ผมให้เวลาพวกคุณ 3 นาที
ยังไม่ทันจะถึงสนามฝึกซ้อม จางเซวียนกับจ้าวปิงฉู ก็เห็นผู้คนมากมายมาออกันอยู่ในพื้นที่นักเรียนเกือบทุกคนในสถาบัน ต่างก็อยากรู้อยากเห็นเหตุการณ์ ความอึกทึกครึกโครมนั้นเทียบเท่ากับวันพิธีสถาปนาอาจารย์ใหญ่เลยทีเดียว
การคัดเลือกยอดขุนพลนั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทุกๆ 100 ปี ในโอกาสนี้ผู้ชมจะได้เป็นประจักษ์พยานในการประลองที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละระดับชั้น ไม่มีปรมาจารย์คนไหนอยากพลาดเหตุการณ์สำคัญแบบนี้
ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเท่านั้นที่มาปรากฏตัว เหล่าปรมาจารย์ของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนและแม้แต่จักรวรรดิโดยรอบก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วย ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้น บ่งบอกถึงความคาดหวังในเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“แม้สภายอดขุนพลจะเป็นสาขาหนึ่งของสภาปรมาจารย์ แต่การได้เป็นยอดขุนพลจะเปิดโอกาสให้ผู้นั้นได้รับทรัพยากรมากขึ้น ฝึกฝนวรยุทธได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ นี่คือเหตุผลที่ผู้คนมากมายอยากเข้าร่วม” จ้าวปิงฉูพูด
ถ้าจะพูดกันตามตรง ยอดขุนพลนั้นมีเกียรติยศศักดิ์ศรีด้อยกว่าปรมาจารย์ทั่วไป เป็นเพียงกองกำลังทหารของสภาปรมาจารย์เท่านั้น พวกเขามีความสามารถเป็นพิเศษในการต่อสู้ ซึ่งหมายความว่าความสามารถในด้านวิชาชีพรองรับและการถ่ายทอดความรู้ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่าปรมาจารย์มีเกียรติยศนั้น เหล่ายอดขุนพลจะด้อยกว่าปรมาจารย์ทั่วไป
แต่ใครที่ผ่านการทดสอบเข้าสู่สภายอดขุนพล สภาปรมาจารย์จะมอบทรัพยากรเพื่อบ่มเพาะให้อย่างถึงขนาด ทำให้พวกเขาพัฒนาระดับวรยุทธได้ง่ายและเร็วกว่าปรมาจารย์ทั่วไป
นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์มากมายอยากเข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้
แต่ก็น่าเสียดายที่เงื่อนไขของการจะได้เป็นยอดขุนพลนั้นขึ้นอยู่กับความปราดเปรื่องในทักษะการต่อสู้ บางครั้ง จากปรมาจารย์จำนวนนับหมื่นคน ก็ไม่มีสักคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข
ระหว่างที่ยังพูดคุยกัน จ้าวปิงฉูพลันนึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาก็มีความปราดเปรื่องอย่างน่าอัศจรรย์ในการต่อสู้ จึงอดถามไม่ได้ “อาจารย์ใหญ่จาง คุณคิดอยากเป็นยอดขุนพลบ้างหรือเปล่า?”
เขาอาจไม่มั่นใจในตัวนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเท่าไหร่นัก แต่ไม่สงสัยเลยว่าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาจะต้องมีคุณสมบัติเพียงพอในการผ่านการทดสอบแน่ๆ
“ผมเหรอ? ไม่สนใจเลย!” จางเซวียนส่ายหัว
ก็เหมือนกับปรมาจารย์ขง แผนการที่เขาวางไว้คือศึกษาอาชีพรองรับให้ได้มากที่สุดและกลายเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริงผู้เผยแพร่ความรู้และคำสอนไปทั่วโลก
อีกอย่าง ถ้าเขากลายเป็นยอดขุนพลซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรอื่นเลยนอกจากการต่อสู้ แล้วจะแก้ไขภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของตัวเองได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงไม่สนใจการเป็นยอดขุนพล
“ค่อยยังชั่ว” จ้าวปิงฉูถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถ้าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาเข้าสู่สภายอดขุนพลล่ะก็ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนจะต้องกลับไประส่ำระสายและเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างที่เคยมีมาแต่ก่อน
ไม่มีทางอีกแล้วที่จะหาอาจารย์ใหญ่คนไหนซึ่งจะได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่ทุกคน ทั้งยังได้ความเคารพและยกย่องชื่นชมจากนักเรียนและอาจารย์ทุกคนในสถาบันด้วย
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ พวกเขาก็มาถึงสนามฝึกซ้อม บรรดานักเรียนที่เห็นต่างรีบคำนับอย่างนอบน้อม
“คารวะอาจารย์ใหญ่จาง คารวะหัวหน้าจ้าว”
“อาจารย์ใหญ่จางกลับมาแล้ว!”
“ผมรู้มาว่าที่อาจารย์ใหญ่จางหายตัวไปก็เพราะไปเข้ารับการทดสอบการสร้างจักรวรรดิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว กลับมาแล้วแบบนี้ แปลว่าเขาผ่านการทดสอบแล้วใช่ไหม?”
“ยังมีหน้าจะถามอีก? ก็ใช่น่ะสิ เขาจะต้องผ่านการทดสอบแล้วแน่ๆ! ด้วยความสามารถระดับอาจารย์ใหญ่ของเรา การทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวน่ะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย”
“จริงด้วย อย่าว่าแต่การทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเลย ต่อให้เขากลายเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขึ้นมาตอนนี้ ผมก็จะไม่แปลกใจสักนิด”
…..
ข่าวแพร่กระจายในหมู่ฝูงชนอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าทุกคนก็รู้แล้วว่าจางเซวียนมาถึงสนามฝึกแล้ว ทุกสายตาจับจ้องเขาอย่างตื่นเต้น
ความรู้สึกที่พวกเขามีให้ผู้อาวุโสทั่วไปนั้นก็เป็นเพียงแค่ความยำเกรงในพละกำลังและอำนาจ แต่กับอาจารย์ใหญ่ซึ่งอายุน้อยกว่าพวกเขาเกือบทุกคน ความรู้สึกที่มีให้นั้นเป็นความเคารพและชื่นชมยกย่อง ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าหลับหูหลับตาศรัทธากันเลยทีเดียว
หลังจากได้เห็นอาจารย์ใหญ่สร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาก็มาถึงจุดที่ไม่มีทางแปลกใจกับอะไรอีกแล้วไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำสิ่งใด แต่กลับคิดว่าสมควรแล้วที่จะเป็นแบบนั้น
หลังจากกวาดสายตาและพยักหน้าให้กับเหล่านักเรียนผู้เลือดร้อน จางเซวียนก็หันกลับไปขมวดคิ้วถามจ้าวปิงฉู “แล้วผู้อาวุโสคนอื่นๆกับตัวแทนของอีก 3 สถาบันล่ะ?”
พื้นที่นี้คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนและเหล่าปรมาจารย์จากสภาปรมาจารย์โดยรอบ แต่ไม่มีนักเรียนหรืออาจารย์ของ 3 สถาบันปรมาจารย์ที่เหลือให้เห็นแม้สักคน
“ตอนนี้พวกเขาอยู่บนเรือเหาะ” จ้าวปิงฉูชี้นิ้วไปพร้อมกับกับทำหน้าเจื่อนๆ
จางเซวียนมองตามและเห็นเรือเหาะขนาดมหึมาลอยอยู่กลางอากาศ ขับเคลื่อนโดยอสูรระดับเซียนทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างละ 8 ตัว มันใหญ่โตจนแทบจะบังท้องฟ้าให้มืดมิดไปหมด แผ่ความโอ่อ่าเห็นชัดไปทั่ว
เพราะมัวแต่สนใจกลุ่มนักเรียนในสนามฝึกซ้อม จางเซวียนจึงไม่สังเกตเห็นเรือเหาะขนาดมหึมาลำนั้นตั้งแต่แรก
เมื่อมองไปที่เรือเหาะ ก็เห็นผู้อาวุโส 3 คนยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ โดยเอาสองมือไพล่หลังไว้ พวกเขาแผ่รังสีของความทรงอำนาจ ราวกับผู้พิชิตที่เขย่าโลกให้สั่นสะเทือนได้เพียงแค่การโบกมือ
ผู้อาวุโสมั่วกับคนอื่นๆกำลังยืนอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสทั้ง 3 คนนั้น ดูเหมือนกำลังเจรจาต่อรองกันอยู่
“พวกนั้นไม่ยอมลงมาหรือ?” จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจกับภาพที่เห็น
มาถึงสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนแล้ว แต่ไม่ยอมลงมาจากเรือเหาะ นี่ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วน
“ตอนนี้หัวหน้ามั่วกำลังพยายามเชิญพวกเขาลงมา แต่ขึ้นไปก็ตั้งนานแล้ว สงสัยจะไม่ได้ผล” จ้าวปิงฉูก็มีสีหน้าไม่สู้ดี
แทนที่จะเดินเข้ามาพร้อมกับนักเรียนของตัวเอง ให้เหมือนกับการเยือนอย่างเป็นทางการ พวกเขากลับเลือกที่จะอยู่บนเรือเหาะ นี่ถือเป็นการแสดงความไม่เคารพอย่างชัดเจน
อีกอย่าง การที่หัวหน้ามั่วและคนอื่นๆเจรจากับพวกเขาอยู่ด้านหน้าเรือ แทนที่จะเข้าไปข้างใน ก็บ่งบอกแล้วว่าอะไรๆดำเนินไปไม่สวยนัก
“บอกพวกเขาว่าอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนขอเชิญพวกเขาและพรรคพวกเข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพล” จางเซวียนพูด
“ได้” จ้าวปิงฉูพยักหน้า แต่ขณะที่เขากำลังจะออกไปเพื่อถ่ายทอดคำพูดของอาจารย์ใหญ่ ก็กลับลังเลอยู่ครู่หนึ่งและหันมาถามว่า “ถ้าพวกนั้นยังไม่ยอมลงมาล่ะ?”
ดูจากการที่หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆเจรจาไม่เป็นผล ก็เป็นไปได้ว่าชื่อของอาจารย์ใหญ่จะไม่เป็นผลเช่นเดียวกัน
จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขายกนิ้วขึ้นแล้วพูดว่า “ผมให้เวลาพวกนั้น 3 นาที”
“3 นาที?” จ้าวปิงฉูอ้าปากค้างและอึ้งไป
ฟังจากน้ำเสียงของอาจารย์ใหญ่ ดูเหมือนเขาพร้อมที่จะสร้างความวอดวายขึ้นอีกครั้งหากจำเป็น!
ในบรรดาสี่สถาบันปรมาจารย์ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนคือผู้อ่อนแอที่สุด หากเริ่มเรื่องอะไรกันขึ้นมาล่ะก็ ผู้ที่จะพ่ายแพ้ก็น่าจะเป็นพวกเขา
จ้าวปิงฉูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าควรจะคัดค้าน “อาจารย์ใหญ่จาง ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นแขก ถ้าทำอะไรรุนแรงไป คนอื่นจะต่อว่าเราได้”
ถ้าเล่นซ้อมอีกฝ่ายตั้งแต่หน้าประตูบ้าน อีก 100 ปีข้างหน้า พวกเขาจะไม่เจอสถานการณ์แบบเดียวกันที่หน้าประตูบ้านคนอื่นหรือ?
“ทำอะไรรุนแรง? คุณก็คิดมากไปน่ะ”
จางเซวียนส่ายหัวและมองจ้าวปิงฉูอย่างเหนื่อยหน่าย “พวกเราเป็นปรมาจารย์นะ มีวัฒนธรรมของตัวเอง เราจะใช้ความรุนแรงเพียงเพราะอะไรๆไม่เป็นไปดังใจได้อย่างไรกัน อีกอย่าง ทั้ง 3 อาจารย์ใหญ่ก็เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว ต่อให้พวกเราอยากหาเรื่องเขา ก็ต้องเอาชนะเขาให้ได้เสียก่อน!”
สำหรับปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวนั้น ต่อให้กะประมาณอย่างคร่าวที่สุด พวกเขาก็จะต้องเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 2 ถึงจางเซวียนจะมีทั้งหม้อต้นกำเนิดทองคำ อสูรตะวันไบแซนไทน์ และนางพญามดที่พร้อมโจมตี แต่ก็ยังยากที่เขาจะได้รับชัยชนะ
อีกอย่าง จะใช้ความรุนแรงตั้งแต่ต้นแบบนี้ สถาบันปรมาจารย์ลดมาตรฐานของตัวเองไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสังคม จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องใช้วิธีอย่างคนศิวิไลซ์ในการรับมือความขัดแย้ง!
“แค่ก แค่ก!” เห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของจางเซวียนที่จ้องมองเขา จ้าวปิงฉูอดรู้สึกแน่นหน้าอกไม่ได้ “แล้ว 3 นาทีที่คุณพูดน่ะมันคืออะไร?”
ถ้าเป็นอาจารย์ใหญ่คนอื่นมาบอกว่าตัวเองเป็นผู้มีวัฒนธรรมล่ะก็ ตัวเขาจะเชื่อโดยไม่ลังเล แต่สำหรับชายหนุ่มที่อยู่อยู่ตรงหน้า เขาพยายามใช้สมองทุกส่วนคิดแล้ว แต่ก็หาเหตุผลที่จะเชื่อถือคำพูดเหล่านั้นไม่ได้!
คนที่มีวัฒนธรรมน่ะจะท้าทายคนอื่นเข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายโดยไม่ลังเลหรือ? คนที่มีวัฒนธรรมจะทำลายโรงเรียนนายแพทย์จนราบคาบเป็นหน้ากลองในชั่วพริบตาได้อย่างไร?
คนที่มีวัฒนธรรมเขาจะจับหุ่นแยกเป็นส่วนๆเพียงเพื่อให้มันยอมจำนนเสียอย่างนั้น?
แล้วจะมีใครมีวัฒนธรรมน้อยไปกว่าเขาอีก?
“อ๋อ หมายความว่าถ้า 3 นาทีผ่านไปแล้วพวกเขายังอยู่ตรงนั้น ผมก็จะต้องใช้วิธีการของตัวผมเองในการไปเชิญพวกเขาลงมา” จางเซวียนโบกมืออย่างสบายใจ “ไปจัดการตามที่ผมบอกก็แล้วกัน”
“เอ่อ ก็ได้” จ้าวปิงฉูตอบอย่างไม่สบายใจ อยากรู้ว่าอาจารย์ใหญ่ของพวกเขาคิดจะทำอะไร
แต่ในเมื่ออาจารย์ใหญ่สั่งการมาแล้ว เขาก็ต้องทำตามคำสั่ง จ้าวปิงฉูมุ่งหน้าไปยังเรือเหาะลำนั้น
…..
บนท้องฟ้า หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆจ้องมองผู้อาวุโส 3 คนและนักเรียนอีกมากมายที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าด้านหลังเขาด้วยสีหน้าจนปัญญา
ก็เป็นอย่างที่จ้าวปิงฉูบอก พวกเขาเจรจาต่อรองกับอีกฝ่ายเป็นเวลานานแล้ว แต่พวกนั้นก็ไม่ยอมลงไป และในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นการเสียมารยาท จึงส่งผลให้ต้องยืนกระอักกระอ่วนกันอยู่แบบนั้น
“เหล่าผู้อาวุโสของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ พวกเราจะไปส่ง” วอเทียนฉงพูดยิ้มๆขณะลูบเครา
“เอ่อ” เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหว่านล้อมให้พวกนั้นลงจากเรือเหาะ หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆได้แต่ถอนหายใจเฮือก ขณะที่พวกเขากำลังจะยอมแพ้และกลับลงมา ก็พลันเห็นจ้าวปิงฉู
“ท่านอาจารย์ใหญ่ ผมคือหัวหน้าจ้าวปิงฉูของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน อาจารย์ใหญ่ของพวกเราขอเชิญคุณและนักเรียนของคุณลงไปเพื่อปรึกษาหารือกัน” จ้าวปิงฉูประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“อาจารย์ใหญ่ของพวกคุณมาถึงแล้วหรือ?”
ทั้งสามอาจารย์ใหญ่มองหน้ากัน ต่างมองลงไปด้านล่างเพื่อจะดูหน้าอาจารย์ใหญ่ในตำนานที่พวกเขาได้ฟังเรื่องเล่าลือกันมามากมาย แต่บนสนามฝึกซ้อมด้านล่างมีผู้คนอยู่คลาคล่ำเกินไป ยากที่จะหาตัวอีกฝ่ายเจอ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่รู้เลยว่าจางเซวียนมีหน้าตาอย่างไร
“ก็ตามนั้น” จ้าวปิงฉูพยักหน้า
“ในเมื่อเขามาถึงแล้ว พวกเราก็จะไม่ทำให้อะไรๆยากขึ้นไปอีก ฝากข้อความไปให้เขาด้วย พวกเราจะส่งคนของเราลงไปเข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพลเมื่อมันเริ่มขึ้น เราจะไม่ทำอะไรให้ชักช้า เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นต้องกังวล” วอเทียนฉงพูด
“เอ่อ” เห็นอาจารย์ใหญ่ทั้ง 3 ไม่มีทีท่าจะขยับ จ้าวปิงฉูพลันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ใหญ่ขึ้นมาได้และเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาอีก เขาเร่งเร้าอย่างกระวนกระวาย “ท่านอาจารย์ใหญ่ ผมคิดว่าพวกท่านลงไปข้างล่างน่าจะดีที่สุด อาจารย์ใหญ่ของเราไม่ได้มีอารมณ์สุขุมเยือกเย็นนัก ทั้งยังมีพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ค่อยได้ คงจะไม่ดีหรอกหากบรรยากาศของความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างสถาบันของเราเพราะเรื่องแบบนี้”
อาจารย์ใหญ่จางไม่ยอมบอกเขาว่าจะทำอะไร ซึ่งก็มีแต่จะทำให้จ้าวปิงฉูคิดแง่ร้ายกว่าเดิม
คำพูดของเขาเป็นไปอย่างจริงใจ แต่เมื่อเข้าหูผู้ฟัง กลับกลายเป็นการขู่เสียนี่
“ไม่ได้มีอารมณ์สุขุมเยือกเย็นนัก? ไม่แฮปปี้? เขาเพิ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนนะ จะลอยขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้วหรือไง?” เสิ่นผิงเชาเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา
เขาหน้าดำคร่ำเครียดขณะพูดต่ออย่างไม่พอใจ “คนหนุ่มอย่างเขาไม่ควรจะหยิ่งผยองและคิดว่า ตัวเองคือโลกทั้งใบเพียงเพราะประสบความสำเร็จ สถาบันปรมาจารย์หลัวชิงของเราไม่ได้เป็นของเขา ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องรับฟังคำพูดของเขาด้วย ผมขอพูดให้ชัดเจนนะ วันนี้ผมจะไม่ลงจากเรือเหาะ อาจารย์ใหญ่ของพวกคุณคิดจะทำอะไร จะบังคับให้ผมลงจากเรือลำนี้อย่างนั้นหรือ?”
“อาจารย์ใหญ่เสิ่นพูดถูก ถ้าพวกเราไม่ยอมลงจากเรือ สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนของคุณจะโจมตีเราหรือไง? บอกอาจารย์ใหญ่ของคุณด้วย ว่าความอ่อนวัยไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้แสดงอาการหุนหันพลันแล่นออกมาได้ ใครๆก็ต้องระมัดระวังคำพูดของตัวเองทั้งนั้น ผมยังประทับใจหลังจากได้ยินวีรกรรมของเขา แต่ไม่อยากจะคิดเลยว่าเขาจะกลายเป็นคนหลงตัวเองเสียนี่ คุณควรจะเริ่มต้นสวดภาวนาไม่ให้ความหยิ่งผยองของเขานำมาซึ่งความตกต่ำของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนนะ” หวู่หรันสะบัดแขนเสื้อและคำรามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
อารมณ์เสีย? ไม่แฮปปี้? อาจารย์ใหญ่คนใหม่คิดว่าจะข้ามหัวพวกเราได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ?
หากมีอะไรไม่แฮปปี้เกิดขึ้นจริงล่ะก็ 3 สถาบันจะอยู่ข้างเดียวกัน แล้วคุณเองนั่นแหละที่จะต้องเดือดร้อน!
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” นึกไม่ถึงว่าคำแนะนำของตัวเองจะถูกเข้าใจผิดไปใหญ่โต จ้าวปิงฉูรีบอธิบาย แต่ก็ไม่อาจหาถ้อยคำที่เหมาะสมได้ สุดท้ายก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก
อาจารย์ใหญ่ให้เวลาเขาแค่ 3 นาที แล้วอีกฝ่ายตอบโต้มาแบบนี้ ด้วยนิสัยของอาจารย์ใหญ่จาง ใครจะไปรู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไป?
ถ้าเขาเรียกกองกำลังอสูรวิเศษและอสูรระดับเซียนจากสันเขาปุยเมฆมาล้อมเรือเหาะและโจมตี ก็คงจะกลายเป็นศึกใหญ่ก่อนที่การคัดเลือกยอดขุนพลจะเริ่มขึ้นเสียอีก!
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ทั้ง 4 สถาบันปรมาจารย์ก็จะกลายเป็นตัวตลกที่ร่ำลือกันไปทั่วทวีปแห่งปรมาจารย์!
“คุณไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น? ถ้างั้นหมายความว่าอย่างไรล่ะ ทำไมไม่บอกพวกเราว่าอาจารย์ใหญ่ของคุณสั่งการมาว่าอย่างไร?” วอเทียนฉงต้องหน้าจ้าวปิงฉูด้วยสายตาคมกริบ รู้เลยว่าอีกฝ่ายยังมีบางคำที่ไม่กล้าพูดออกมา
“อาจารย์ใหญ่ของเรา”
จ้าวปิงฉูสับสน รู้ดีว่าเรื่องจะยุ่งยากขึ้นไปอีกหากเขาปิดปากเงียบ จึงได้แต่กัดฟันตอบ “เขาพูดว่าเขาหวังว่าพวกคุณคงจะลงมาข้างล่างภายใน 3 นาที ไม่อย่างนั้นเขาคงจะต้องหาทางอื่นเพื่อแก้ปัญหานี้”
“3 นาที?”
ได้ยินคำนั้น หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆแทบเข่าอ่อน
ฉิบหายแล้วคราวนี้ เปิดศึกกันแน่ๆ!
