ตอนที่ 928 มาโซคิสต์
“3 นาที?”
“หาทางอื่นเพื่อแก้ปัญหา?”
“ช่างหยิ่งผยองอะไรแบบนี้! ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็อยู่บนเรือเหาะนี่แหละ ผมอยากเห็นนักว่าเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร!”
อาจารย์ใหญ่ทั้ง 3 พากันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหน้าดำคร่ำเครียด
พวกเขาอยากรู้ว่าอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนสั่งการมากับจ้าวปิงฉูว่าอย่างไร แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้
อาจารย์ใหญ่ที่เพิ่งได้รับการสถาปนากล้าพูดกับพวกเขาซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวอย่างเย่อหยิ่งและไร้ความเคารพโดยสิ้นเชิง คุณรนหาที่เองนะ!
ในเมื่ออยากเล่นใหญ่แบบนี้ ได้สิ! 4 คนก็พอดีเล่นเกมเลย
ดูซิว่าคุณจะทำอะไรพวกเราได้!
“อาจารย์ใหญ่วอ อาจารย์ใหญ่เสิ่น อาจารย์ใหญ่หวู่” เห็นทั้ง 3 โมโหเดือดตั้งแต่เขาพูดยังไม่ทันจบ จ้าวปิงฉูเครียดหนัก
การที่พูดว่าอาจารย์ใหญ่ของเขาไม่ค่อยจะสุขุมเยือกเย็นนัก เขาพูดโดยมีเจตนาให้คำแนะนำแก่ทั้ง 3 อาจารย์ใหญ่ด้วยความปรารถนาดีแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าคำพูดนั้นจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว กลับไปซะ!” วอเทียนฉงโบกมืออย่างเย็นชา
“เอ่อ”
เห็นพวกเขาตัดสินใจแล้ว จ้าวปิงฉูได้แต่ส่ายหน้า ตัวเขากับหัวหน้ามั่วและคนอื่นๆกลับลงมายังพื้นดิน
“อาจารย์ใหญ่จางแห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนคนนี้ดูน่าสนใจนะ” เสิ่นผิงเชาหัวเราะหึๆ ความโมโหและไม่พอใจบนสีหน้าของเขาหายวับไปหมดสิ้น
“จริงด้วย พวกเราตั้งใจจะจอดเรือไว้แบบนี้เพื่อทดสอบว่าเขาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่เท่าที่เห็น ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ร้อนจริงๆ” วอเทียนฉงถอนหายใจเฮือกใหญ่
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวและอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะรู้จักนิสัยใจคอกันดี เหตุผลที่ทำแบบนั้นไม่ใช่เพราะต้องการดูถูกหรือยั่วยุสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่เพราะต้องการประเมินความสามารถของอาจารย์ใหญ่คนใหม่ว่าจะแก้สถานการณ์ยากๆได้หรือไม่
พูดในอีกแง่หนึ่งก็คือ เป็นการทดสอบของอาจารย์ใหญ่ผู้ช่ำชองที่มีต่อมือใหม่
เพราะถึงอย่างไร 4 อาจารย์ใหญ่ของ 4 สถาบันปรมาจารย์ก็ถือเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน แล้วพวกเขาก็อยากจะเห็นว่าชายหนุ่มที่อายุเพียง 20 ปีจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพวกเขาหรือไม่
อันที่จริง ปัญหานี้ก็ไม่ได้แก้ไขยากอะไร
ตามธรรมเนียมทั่วไป หากอีกฝ่ายจัดเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆไว้ให้พวกเขาและขึ้นมาเชื้อเชิญอย่างนอบน้อมตัวด้วยตัวเอง พวกเขาก็จำเป็นจะต้องละทิ้งท่าทีเย่อหยิ่งเหล่านั้นและตอบตกลง
แต่หมอนี่กลับไม่ยอมก้มหัวให้ ถึงกับขู่พวกเขาว่ามีเวลาแค่ 3 นาที พูดว่าจะใช้วิธีการของตัวเองหากพวกเขาไม่ยอมลงไป
ช่างเย่อหยิ่งนัก!
“ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนักหรอกที่คนหนุ่มจะเย่อหยิ่งหรือเลือดร้อน แต่หากมากเกินไปก็จะขัดขวางการพัฒนาของเขา” หวู่หรันส่ายหัว “ถึงอย่างไรก็ต้องกำราบความเย่อหยิ่งของเขาไว้บ้าง บางทีเรื่องนี้อาจจะสอนเขาได้ ว่าการเป็นคนปราดเปรื่องนั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เขาทำอะไรได้ตามใจ!”
“ถูกต้อง” เสิ่นผิงเชาพยักหน้า “อันที่จริง ผมออกจะอยากรู้เหตุผลที่เขากล้าพูดคำโตแบบนี้ สงสัยเหลือเกินว่าวิธีการของเขาในการเชื้อเชิญพวกเราลงไปนั้นจะเป็นอย่างไร”
“เอาเถอะ เดี๋ยวก็ได้รู้”
ทั้งสามมองหน้ากันแล้วหัวเราะหึๆ
เพียงแค่เริ่มหัวเราะ เสียงหนึ่งที่ดังราวกับระฆังก็กู่ก้องไปทั่วท้องฟ้า
“มู!”
มันเหมือนกับเสียงคำรามของพายุและการยกพลเข้าเหยียบย่ำของอสูรหลายพันตัวพร้อมๆกัน
“อะไรกันน่ะ?”
ทั้งสามลุกขึ้นยืนอย่างหวาดระแวง เตรียมพร้อมจะเคลื่อนไหวหากจำเป็น แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ก็รู้สึกว่าร่างของอสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัวที่พยุงเรือเหาะอยู่กำลังร่วงลงไป
ฟิ้ววววววววววววว!
ยังไม่ทันที่ใครจะได้กรีดร้อง เรือเหาะก็ดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เรือเหาะผาเมฆมีความยาวหลายสิบเมตร ลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ด้วยการพยุงของอสูรระดับเซียน 16 ตัว เมื่ออสูรทั้งหมดเกิดไร้ความสามารถขึ้นมากะทันหัน เรือเหาะจึงสูญเสียการทรงตัวและร่วงลงมาอย่างไม่มีอะไรยับยั้งได้
“แปดสำเนียงมังกรสวรรค์! หมอนั่นใช้แปดสำเนียงมังกรสวรรค์เพื่อข่มอสูรระดับเซียน หายนะแล้ว!” วอเทียนฉงสำแดงพลังปราณออกมาแล้วลอยตัวค้างอยู่กลางอากาศ แต่ขณะที่มองดูเรือเหาะร่วงลงไปก็อดอ้าปากค้างไม่ได้
อสูรระดับเซียนที่พยุงเรือเหาะผาเมฆนั้น ทุกตัวล้วนมีสายเลือดมังกร พวกมันมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าธรรมดา ทำให้เร็วและอึดกว่าอสูรระดับเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนเรือเหาะ
หากจะหาข้อบกพร่องสักข้อหนึ่งของพวกมัน ก็คงจะเป็นความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณที่มีต่อผู้ที่มีสายเลือดมังกรบริสุทธิ์
แต่สายเลือดมังกรบริสุทธิ์ก็หายสาบสูญไปหลายปีแล้ว ไม่น่าจะมีใครล่วงรู้ถึงข้อบกพร่องข้อนี้ การใช้อสูรระดับเซียนที่มีสายเลือดมังกรจึงควรจะปลอดภัย
ใครจะไปรู้ว่าแปดสำเนียงมังกรสวรรค์ซึ่งเป็นสิ่งที่หายสาบสูญไปพร้อมกับสายเลือดมังกรบริสุทธิ์หลายปีแล้ว จู่ๆจะดังขึ้นมา
สำเนียงเหล่านี้มีเฉพาะในเผ่าพันธุ์มังกรไม่ใช่หรือ?
มนุษย์เปล่งเสียงได้อย่างไร?
แถมยังดังลั่นขนาดที่อสูรระดับเซียนยังต้องยอมจำนน
แต่ขณะที่เขายังแทบไม่เชื่อหูตัวเองอยู่ ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ได้รวบรวมชั้นบรรยากาศใต้เรือเหาะผาเมฆเพื่อชะลอการร่วงหล่นของมันเอาไว้
เสิ่นผิงเชากับหวู่หรันก็พลันหายตกใจและเข้าช่วยเหลือ
เรือเหาะผาเมฆมีขนาดใหญ่โตมาก แต่ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวทั้ง 3 คนก็ไม่ธรรมดา เมื่อร่วมมือกัน สุดท้ายพวกเขาก็ยับยั้งการร่วงของเรือเหาะให้หยุดอยู่กลางอากาศได้อย่างปลอดภัย แต่หลังจากถอนหายใจอย่างโล่งอกไปหมาดๆ อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างล่าง
“มู!”
คราวนี้ไม่ดังนัก แต่มีอำนาจทะลุทะลวง ได้ยินชัดเจนเข้าไปในหู ในตอนนั้นเอง อสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัวซึ่งตัวแข็งทื่อและลิ้นห้อยออกมาจากปากเพราะเสียงดังคราวก่อน ก็เกิดบ้าคลั่งและพุ่งตัวลงมา ดึงเอาเรือเหาะที่ผูกติดอยู่กับตัวพวกมันลงมาด้วย
ด้วยพลังดุเดือด เรือเหาะขนาดมหึมาซึ่งเพิ่งจะหยุดนิ่งจากการใช้ความพยายามยับยั้งของสามอาจารย์ใหญ่ก็พุ่งดิ่งลงไปอีกครั้ง
การจะพยุงเรือเหาะขนาดใหญ่ก็ยากพออยู่แล้ว เมื่อเจอเข้ากับพละกำลังน่าทึ่งของอสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัว ก็ไม่มีทางที่สามอาจารย์ใหญ่จะต้านทานไหว เรือเหาะจึงดิ่งลงไปอีก
ฟิ้วววววว! ตูมมมมม!
ฝุ่นหอบใหญ่ฟุ้งกระจายขณะที่เรือเหาะผาเมฆพุ่งชนพื้นดิน เกิดเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ บรรดานักเรียนซึ่งยืนอยู่บนดาดฟ้าพากันกระโดดออกจากเรือเหาะ
ด้วยแรงกระแทกหนักหน่วงจากการพุ่งชน นักเรียนบางคนที่มีระดับวรยุทธไม่สูงนักก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่ยังไม่ทันได้เข้าร่วมการคัดเลือกยอดขุนพล
แม้ผู้ที่มีระดับวรยุทธสูงกว่าก็ยังรู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายแปรปรวนไปเพราะแรงกระแทก พวกเขาอดงงงันไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ไม่เฉพาะสามอาจารย์ใหญ่จากสามสถาบันปรมาจารย์ที่อึ้งตะลึงกับเหตุการณ์ แม้แต่หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆซึ่งเพิ่งจะถึงพื้นก็อ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพนั้น
พวกเขาคิดว่า 3 นาทีที่อาจารย์ใหญ่พูดถึงนั้นเป็นการพูดเอาเท่ ใครจะคิดว่าเขาเอาจริง?
มรดกตกทอดของภาษาเผ่าพันธุ์มังกรนั้นหายสาบสูญไปนานแล้วไม่ใช่หรือ? แถมยังพูดได้คล่องแคล่วขนาดนี้ อาจารย์ใหญ่ของพวกเขาไปเรียนมาจากที่ไหน?
ในตอนนั้นเอง 3 อาจารย์ใหญ่ซึ่งเพิ่งยืนวางท่าสง่างามอยู่เมื่อครู่ก่อนก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า แล้วกระแทกเข้ากับดาดฟ้าเรือ ใบหน้าของพวกเขาเปื้อนฝุ่นมอมแมม อยู่ในสภาพที่เรียกว่ายับเยินดูไม่ได้
หัวหน้ามั่วกับคนอื่นๆรีบเข้าไปถาม “พวกคุณโอเคหรือเปล่า?”
อาจารย์ใหญ่ทั้ง 3 รับน้ำหนักของเรือเหาะและความกราดเกรี้ยวของอสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัวไปพร้อมๆกัน ถึงแม้พวกเขาจะเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 2 และชั้น 3 แต่รวมแล้วก็ยังหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะรับไหว
โชคดีที่พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย
จ้าวปิงฉูหัวหมุนด้วยความหงุดหงิดขณะพึมพำกับตัวเอง “อาจารย์ใหญ่จาง แบบนี้น่ะหรือที่คุณเรียกว่า ‘มีวัฒนธรรม’?
อีกฝ่ายเพิ่งบอกเขาว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการตามแบบอย่างของผู้มีวัฒนธรรม อย่างที่ปรมาจารย์ควรจะเป็น แต่เพียงครู่ต่อมา เหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้น
ไอ้อย่างนี้หรือที่คุณเรียกว่ามีวัฒนธรรม?
มีใครในโลกนี้บ้างเคยเห็นคนที่มีวัฒนธรรมโยนแขกของตัวเองออกจากเรือเหาะ อีกทั้งยังพังเรือเหาะของพวกเขาเสียด้วย?
จ้าวปิงฉูรีบมองฝ่าฝูงชนเพื่อจะหาคำตอบจากอาจารย์ใหญ่ และเพื่อบอกให้เขารู้ว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่าง 4 สถาบันปรมาจารย์เลย แต่เมื่อพบตัวจางเซวียน ก็เห็นชายหนุ่มกำลังยืนอยู่หน้าอสูรระดับเซียนที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรือเหาะอยู่เมื่อครู่
ตุ้บ! ปั้ก! พลั่ก!
หมัดศอกเข่าประเคนเข้าใส่อสูรระดับเซียน พริบตาต่อมา ทุกตัวก็กู่ร้องอย่างตื่นเต้น เลือดสดๆ 16 หยดพุ่งออกจากหว่างคิ้วของพวกมันตรงเข้าใส่ชายหนุ่ม
การทำสัญญา อสูรระดับเซียนเหล่านี้ได้ยอมรับเจ้านายคนใหม่!
บ้าไปแล้ว!
“อาจารย์ใหญ่ไม่เพียงแต่จะพังเรือเหาะของพวกเขา ยังทำให้อสูรระดับเซียนพวกนั้นยอมจำนนด้วย?”
10 สุดยอดปรมาจารย์แทบไม่อยากเชื่อกับภาพที่เห็น
จางเซวียนปัดฝุ่นออกจากมือ แล้วอสูรระดับเซียนก็มายืนเรียงแถวอยู่ตรงหน้าเขาราวกับกองทหาร ที่รอฟังคำสั่งนายพล แต่ละตัวเชิดหัวอย่างภาคภูมิใจ ดูยินดีปรีดาที่ได้ยอมรับเจ้านายคนใหม่
ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมลงมาดีๆตามคำเชิญ เขาก็จำเป็นต้องใช้วิธีอื่น
อันที่จริง จางเซวียนรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัวมีสายเลือดมังกร ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ง่ายกว่านี้
แปดสำเนียงมังกรสวรรค์และการฝึกอสูรให้เชื่องสามารถใช้การได้เป็นอย่างดี
แม้ทั้ง 16 ตัวจะเป็นอสูรระดับเซียน แต่ก็มีวรยุทธแค่ระดับเซียนขั้น 1-ขั้นต้นเท่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งของจางเซวียนและความจริงที่ว่าอสูรระดับเซียนพวกนี้ได้รับผลกระทบจากแปดสำเนียงมังกรสวรรค์ การทำให้มันยอมจำนนจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ในเมื่อพวกคุณไม่เคารพก่อน ก็ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องรักษามารยาท
ค่อยคุยกันหลังจากผมทำให้อสูรระดับเซียนของคุณยอมจำนนแล้วก็ได้
“เอ่อ” วอเทียนฉงกับเสิ่นผิงเชาปีนขึ้นมาจากซากเรือเหาะ ทั้งคู่แทบกระอักเลือด
พวกเราแค่อยากประเมินว่าคุณจะปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ยากๆได้ดีแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงขนาดทำลายเรือเหาะอันล้ำค่าและขโมยอสูรระดับเซียนทั้ง 16 ตัวไปเลย!
ผมต้องดูแลอสูรพวกนี้ด้วยอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีที่สุดเพื่อให้พวกมันทำงานให้ ไอ้การที่มันจะทรยศก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สีหน้าภาคภูมิใจของพวกมันล่ะ?
พวกแกสบายใจที่ได้รับหมอนี่เป็นเจ้านายคนใหม่หรือ?
พวกเขาเคยได้ยินว่าอีกฝ่ายมักทำสิ่งเหนือความคาดหมายของใครต่อใครอยู่ตลอดเวลา แต่นี่ไม่ใช่เหนือความคาดหมายแล้ว มันผิดมนุษย์มนาเลยทีเดียว
“เขาคืออาจารย์ใหญ่จาง? ผมน่าจะเดาออกตั้งแต่แรก!”
ตรงกันข้ามกับสีหน้าลำบากใจของอาจารย์ใหญ่อีก 2 คน ทันทีที่หวู่หรันเห็นจางเซวียน เขาก็ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
เขาเคยได้ยินวีรกรรมอันน่าทึ่งมากมายของอาจารย์ใหญ่คนใหม่แห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงใกล้ๆมาก่อน นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นชายหนุ่มที่ชี้ข้อบกพร่องในการรับรู้ของปรมาจารย์ขงที่แท่นสถาปนาเซียน และได้การยอมรับจากปรมาจารย์ขงด้วย
ในครั้งนั้น ตอนที่ชายหนุ่มหายตัวไปอย่างปุบปับ เขาใช้เวลาหลายวันออกตามหา สำรวจรอบแท่นสถาปนาเซียน แต่ก็ไม่พบ ขณะที่เขาคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้สนทนากับชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องคนนั้นและได้เรียนรู้อะไรๆจากเขาอีกแล้ว ก็กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายคืออาจารย์ใหญ่ในตำนานของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน
ถ้าเขารู้เสียก่อน คงจะมาเยี่ยมเยียนสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเสียนานแล้ว ยังมีคำถามและข้อสงสัยอยู่ในใจของเขาอีกมากมายที่เขาอยากปรึกษาหารือด้วย
ในตอนนั้น เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องขนาดนั้นจะเงียบหายไป สุดท้ายเขาก็ต้องเปล่งประกายเจิดจรัสออกมา และแล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ!
ในฐานะบุคคลที่ได้การยอมรับจากปรมาจารย์ขง การจะได้การยอมรับจากอดีตอาจารย์ใหญ่จำนวนมากมายก็ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น สุดท้ายหวู่หรันก็อดไม่ไหว เขารีบเข้าไปทักทายชายหนุ่ม “หวู่หรันแห่งสถาบันปรมาจารย์ฉิงจูคารวะปรมาจารย์จาง”
“ดูเหมือนเราเคยพบกันมาก่อนนะ” จางเซวียนตอบยิ้มๆ
“ใช่แล้ว!” หวู่หรันประสานมือและพยักหน้าอย่างตื่นเต้น
“เอ่อ”
10 สุดยอดปรมาจารย์และนักเรียนอีกนับไม่ถ้วนต่างมองหน้ากัน งงจนแทบจะเป็นบ้ากับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
อาจารย์ใหญ่พวกนั้นที่ยืนวางมาดอยู่บนเรือเหาะอยู่เมื่อครู่ ปฏิเสธที่จะเจรจากับหัวหน้ามั่วและใครต่อใคร กลับเปลี่ยนแปลงท่าทีอย่างกะทันหันหลังจากตกลงมากระแทกพื้น หันมาทักทายอาจารย์ใหญ่ราวกับนักเรียนผู้ถ่อมเนื้อถ่อมตัว
เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจารย์ใหญ่เหล่านี้ได้รับผลกระทบแบบเดียวกับอดีตอาจารย์ใหญ่คนก่อนๆ คือยินยอมที่จะทำตามหลังจากถูกซ้อม
หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง เป็นมาโซคิสต์?
