Skip to content

Library Of Heaven’s Path 973


ตอนที่ 973 ปราบปรมาจารย์จั๋วด้วยนิ้วเดียว

“ตกลงผมมีคุณสมบัติพอที่จะเรียกคุณว่าอู๋ลู่เฟิงหรือเปล่า?” จางเซวียนถามอย่างสุขุม

“ผม” ปรมาจารย์อู๋อยากจะปฏิเสธ แต่ก็หาข้อโต้แย้งไม่ได้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็โบกมือและพูดว่า “ลำพังแค่ลำดับอาวุโสน่ะไม่ทำให้คุณได้รับความเคารพจากใครต่อใครหรอก สิ่งที่สำคัญกว่าคือคุณงามความดีที่คุณได้ทำให้กับสภาปรมาจารย์และมวลมนุษยชาติ ต่อให้ท่านอาจารย์ของคุณจะเก่งกาจสักแค่ไหน หากคุณไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ ก็ไม่มีทางที่คุณจะได้รับความเคารพจากใคร คุณจะอาศัยแต่อาจารย์ของตัวเองตลอดไปไม่ได้หรอก”

“คุณงามความดี?”

“ก็ใช่น่ะสิ เฉพาะคนที่ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์เท่านั้นที่ควรค่าแก่การยกย่อง” ปรมาจารย์อู๋เชิดหน้า

ปรมาจารย์นั้นไม่ได้รับความเคารพจากผู้คนเพียงเพราะเขามีพละกำลังมากหรืออยู่ในตำแหน่งสูง อย่างโหยวฉู่ เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด อีกทั้งยังเป็นรองหัวหน้าโรงเรียนของสถาบันปรมาจารย์ แต่ด้วยการเป็นผู้ทรยศต่อมวลมนุษยชาติ ก็ไม่มีทางที่ใครจะเคารพยกย่องเขา

จางเซวียนพูดต่อเมื่อเห็นทีท่าหยิ่งผยองและน้ำเสียงโอ้อวดของปรมาจารย์อู๋ “ฟังจากน้ำเสียงของคุณ ดูเหมือนคุณจะได้ทำคุณงามความดีให้กับมวลมนุษย์มากมายนะ”

“ก็ใช่น่ะสิ ผมสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นตัวแรกตอนอายุเพียง 16 ปี และจนถึงวันนี้ก็สังหารไปแล้วทั้งหมด 47 ตัว พวกมันมีวรยุทธตั้งแต่ระดับตัวดักแด้ขึ้นไป และผมก็สะสมคะแนนคุณงามความดีต่อมวลมนุษย์ไว้ได้ถึง 22 คะแนนแล้ว!” ปรมาจารย์อู๋ตอบอย่างภาคภูมิใจ แผ่รังสีของผู้สง่างามและถือไพ่เหนือกว่าออกมา

“คะแนนคุณงามความดี 22 คะแนน?”

“น่าทึ่งจริงๆ !”

“สมกับที่เป็นรองประธานสภาปรมาจารย์ มีคะแนนคุณงามความดีมากขนาดนั้น คงจะมีตำแหน่งสูงส่งในจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ!”

“ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูงนี่ช่างน่าเกรงขามจริงๆ”

…..

เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งยอดขุนพลเลี่ยว ยอดขุนพลจั๋ว วอเทียนฉงและคนอื่นๆ พากันตาโตด้วยความเคารพและชื่นชม

แม้แต่หัวหน้ามั่วก็อดยำเกรงไม่ได้ ความประทับใจที่เขามีต่อปรมาจารย์อู๋ก็เปลี่ยนไป

จางเซวียนไม่เข้าใจถึงความสำคัญของตัวเลข เขาหันไปถามหัวหน้าจ้าว “คะแนนคุณงามความดี 22 คะแนนนั่นหมายความว่าอย่างไร?”

เมื่อเห็นว่าอาจารย์ใหญ่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จ้าวปิงฉูอธิบาย “การสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นถือเป็นคุณงามความดี การช่วยชีวิตมนุษย์ก็ถือเป็นคุณงามความดี การกระทำคุณงามความดีแต่ละอย่างจะมีความสำคัญในตัวของมันเอง ส่วนการวัดปริมาณการทำคุณงามความดีนั้น ทางสภาปรมาจารย์จะเป็นผู้กำหนด”

นี่คือระบบที่เป็นการจัดการภายในสำนักงานใหญ่เท่านั้น ทางสถาบันปรมาจารย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงไม่มีหนังสือที่อธิบายถึงเรื่องดังกล่าวอยู่ในหอสมุดของสถาบัน

ได้ยินแบบนั้น จางเซวียนพยักหน้า

เท่าที่เขารู้ การทำคุณงามความดีเพื่อไปแลกกับของล้ำค่าจากการสภาปรมาจารย์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่หากไม่มีกระบวนการนับปริมาณการทำคุณงามความดีล่ะก็ คงยากที่จะรักษาระบบนี้ไว้

อีกอย่าง การตัดสินว่าการทำคุณงามความดีของคนคนหนึ่งเพียงพอต่อการแลกเปลี่ยนเป็นของล้ำค่าหรือไม่ก็เป็นเรื่องยาก แต่ถึงอย่างไรสภาปรมาจารย์ก็ไม่อาจมอบให้กับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

เมื่อคิดได้แบบนั้น จางเซวียนก็ซักถามถึงข้อสงสัยของเขาต่อไป “แล้วคะแนนคุณงามความดีนั้นนับอย่างไร?”

จ้าวปิงฉูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “สำหรับการมอบคะแนนคุณงามความดี ทางสภาปรมาจารย์จะมีระเบียบและแนวทางสำหรับตัดสิน ผมเองก็ไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้มากนัก แต่วีรกรรมของคุณในการจัดการอสูรระดับเซียนและอสูรวิเศษของสันเขาปุยเมฆในครั้งก่อนน่ะ ช่วยชีวิตมวลมนุษยชาติจากวิกฤตครั้งใหญ่ไว้ได้ หลังจากที่เรารายงานไปยังสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่แล้ว พวกเขาก็คำนวณให้ว่ามันมีค่าเป็นคะแนนคุณงามความดีราว 5 คะแนน!”

“5 คะแนนเอง?” จางเซวียนประหลาดใจ

9 ราชันย์แห่งสันเขาปุยเมฆนั้นมีระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด แถมยังมีอสูรที่มีวรยุทธระดับเซียนมือใหม่ กึ่งเซียน และตัวดักแด้อีกมากมาย

เขาจัดการพวกนั้นไปตั้งมาก ไม่น่าเชื่อว่าได้คะแนนคุณงามความดีเพียง 5 คะแนนเท่านั้น

ส่วนอีกฝ่ายได้ตั้ง 22 คะแนน ถือว่าไร้เทียมทานจริงๆ

“ก็ตามนั้นแหละ ถึงแม้อสูรแห่งสันเขาปุยเมฆจะร้ายกาจ แต่พวกมันก็ใช้เวลาอยู่ในหุบเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ จะออกมาระรานก็นานๆ ครั้ง อีกอย่าง สถาบันปรมาจารย์อยู่ตรงนั้น ช่วยลดการคุกคามของพวกมันอยู่แล้ว ดังนั้นคุณงามความดีที่คุณได้รับจากการกระทำครั้งนี้จึงออกจะน้อยอยู่สักหน่อย” จ้าวปิงฉูตอบอย่างกระอักกระอ่วน

เขาเองก็ประหลาดใจเมื่อรู้ว่าอาจารย์ใหญ่จางได้รับคะแนนคุณงามความดีเพียงเท่านี้ หลังจากที่จัดการทั้งอสูรวิเศษอสูรระดับเซียนจำนวนมาก จึงได้สอบถามไป และก็ได้คำตอบกลับมา

คะแนนคุณงามความดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความไร้เทียมทานของวีรกรรม แต่อยู่ที่ว่าสามารถช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้มากขนาดไหน

จางเซวียนพยักหน้า

การลงมือรุกรานสังหารของเหล่าอสูรแห่งสันเขาปุยเมฆมักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ซึ่งแม้แต่จ้าวปิงฉูกับคนอื่นๆ ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวมากนัก พวกเขายังคิดว่าอสูรเหล่านั้นกบดานอยู่บนภูเขา ไม่ค่อยจะแสดงแสนยานุภาพหรือความก้าวร้าวอะไรกับมนุษย์

ส่วนอสูรมังกรเขาน้ำเงินและไอ้โหดซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จางเซวียนได้สั่งการหัวหน้ามั่วไว้ว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร จึงเป็นธรรมดาที่ทางสำนักงานใหญ่จะไม่รู้เรื่อง คะแนนคุณงามความดีที่เขาได้มาจึงน้อยกว่าที่คิดไว้

“ปรมาจารย์อู๋ อาจารย์ลุงยังหนุ่ม ด้วยความปราดเปรื่องและความสามารถของเขา ไม่ช้าหรอกเขาจะต้องทำคุณงามความดีอย่างมากให้กับมวลมนุษย์ อีกอย่าง เขาก็เป็นคนที่จับตัวโหยวฉู่และเปิดเผยความชั่วร้ายของเขา กำจัดแกะดำออกจากหมู่พวกเรา” ปรมาจารย์มู่พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดในห้อง

เขาเองไม่รู้เรื่องราวของสันเขาปุยเมฆ แต่สำหรับการจับตัวโหยวฉู่ซึ่งเป็นผู้ทรยศต่อมวลมนุษยชาตินั้นได้ แน่นอนว่าถือเป็นคุณงามความดีของจางเซวียนด้วย

“จับตัวโหยวฉู่? ความดีครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นแค่คะแนนเดียวไม่ใช่หรือ?” ปรมาจารย์อู๋ถามเยาะ

“เพิ่มขึ้นคะแนนเดียว” ปรมาจารย์มู่ตอบอย่างกระอักกระอ่วน

“ฮ่าฮ่า!” ปรมาจารย์อู๋หัวเราะเยาะก่อนจะหันมาทางจางเซวียนอีกครั้ง “อาจารย์ใหญ่จาง ก็อย่างที่คุณเห็นนะ ต่อให้ท่านอาจารย์ของคุณจะเก่งกาจแค่ไหน คุณก็ต้องพึ่งพาตัวเองหากอยากได้ความเคารพจากคนอื่นๆ คุณน่ะควรจะอยู่ที่นี่ การสำรวจอาณาจักรโบร่ำโบราณนั้นมีอันตรายมาก พวกเราไม่ได้ไปวิ่งเล่น ไม่มีใครจะมาคอยดูแลคุณหรอก ผมเกรงว่าคุณจะเจอกับอันตรายหากไปที่นั่น”

จางเซวียนเกาหัว

ในเมื่อเขาเป็นแค่นักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด การจะเข้าไปในอาณาจักรโบร่ำโบราณซึ่งแม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวก็อาจเอาชีวิตไปทิ้งก็ถือเป็นเรื่องอันตรายจริง จะว่าไปก็สมเหตุสมผลอยู่ที่อีกฝ่ายไม่อยากพาเขาไปด้วย

แต่การตัดสินพละกำลังของคนๆ หนึ่งเพียงแค่จากระดับวรยุทธนั้นจะไม่เป็นการด่วนสรุปไปหน่อยหรือ?

เมื่อเกิดความคิดนั้นขึ้นมา จางเซวียนมองหน้าปรมาจารย์อู๋และหัวเราะหึๆ “ถ้าแบบนั้น ไม่ทราบว่ายอดขุนพลจั๋วมีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เข้าร่วมการสำรวจหรือเปล่า?”

“ในฐานะหัวหน้ากองร้อยยอดขุนพลและนักรบระดับเซียนขั้น 2 ยอดขุนพลจั๋วมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมการสำรวจอยู่แล้ว!” ปรมาจารย์อู๋ตอบ

“ผมเข้าใจ” จางเซวียนยิ้มขณะหันไปทางจั๋วจิงเฟิง “คุณพอมีเวลาว่างไหม ผมเพิ่งฝ่าด่านวรยุทธได้เมื่อเร็วๆ นี้และอยากหาคนดวลด้วยสักหน่อย”

“คุณอยากดวลกับผม?” จั๋วจิงเฟิงถึงกับผงะ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า “ในเมื่ออาจารย์ใหญ่จางอยากทำแบบนั้น ผมก็ยิ่งกว่าเต็มใจที่จะช่วยเหลือคุณ”

ถ้าจะพูดกันตามตรง หลังจากที่คนจากสภายอดขุนพล 2 คนถูกลูกศิษย์ของชายหนุ่มคนนี้สอยร่วงไปแล้ว เขาก็อยากรู้ว่าเจ้าตัวจะมีพละกำลังสักแค่ไหน

แต่ก็น่าเสียดายที่อีกฝ่ายก็ไม่ค่อยจะอยู่ เขาไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้น ในเมื่อโอกาสหายากมาถึงแล้ว ความอยากรู้ของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก

ต่อให้อาจารย์ใหญ่จางจะไร้เทียมทานสักแค่ไหน เขาก็เป็นแค่นักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด ในฐานะนักรบระดับเซียนขั้น 2 เขาไม่คิดว่าตัวเองจะพ่ายแพ้!

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเริ่มเลย” จางเซวียนยิ้มแล้วออกเดินไปยังกลางห้อง

“คุณจะดวลที่นี่น่ะหรือ” จั๋วจิงเฟิงชะงัก “ถ้าเราดวลกันที่นี่ คลื่นความสั่นสะเทือนจากการต่อสู้จะทำให้ห้องนี้พังทลายนะ”

หากพละกำลังของเขาในฐานะนักรบระดับเซียนขั้น 2 รั่วไหลออกไป ก็จะทำให้ทั้งห้องนี้รวมถึงพื้นที่โดยรอบพังทลาย คงน่าอับอายมากหากเขาทำให้สภาผู้อาวุโสเสียหายเพราะอุบัติเหตุ

“ไม่ต้องห่วงน่ะ ไม่เสี่ยงขนาดนั้นหรอก การดวลจะจบลงภายในเวลาครู่เดียว” จางเซวียนตอบยิ้มๆ

“จบลงในเวลาครู่เดียว?” จั๋วจิงเฟิงขมวดคิ้วและมีสีหน้าไม่สู้ดี “ถ้าอาจารย์ใหญ่จางยืนยันแบบนั้น ผมก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ”

จั๋วจิงเฟิงสะบัดข้อมือและชักดาบออกมา ก่อนจะคำราม “นำอาวุธของคุณออกมา!”

“อาวุธ?” จางเซวียนส่ายหัว “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก เริ่มเถอะ”

หลังจากที่แก่นต้นกำเนิดของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 เท่า ในตอนนี้ ต่อให้นักรบระดับเซียนขั้น 2 ก็สู้ไม่ได้

“ถ้าคุณบาดเจ็บ อย่าโทษผมก็แล้วกัน” เห็นอีกฝ่ายวางมาดเสียยิ่งกว่าลูกศิษย์ ไม่ยอมใช้อาวุธกับเขา จั๋วจิงเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด เขาสะบัดข้อมือแล้วออกตัวก่อนโดยการพุ่งเข้าใส่

คราวนี้เขาไม่ได้ลดระดับวรยุทธ โดยใช้พละกำลังเต็มพิกัดของนักรบระดับเซียนขั้น 2 พลังปราณของเขาระเบิดออกจากร่างกายและแผดเผาไปโดยรอบ เกิดเสียงดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาด

“ทรงพลังจริงๆ” ทั้งหัวหน้ามั่ว หัวหน้าจ้าวและคนอื่นๆ พากันหน้าซีด

แม้แต่วอเทียนฉงกับพรรคพวกก็อดหรี่ตาอย่างหวาดระแวงไม่ได้

ถึงพวกเขาจะมีระดับวรยุทธสูงกว่าจั๋วจิงเฟิง แต่หากเป็นการดวลล่ะก็ ยังไม่แน่ใจว่าใครที่จะเป็นฝ่ายชนะ

อาจารย์ใหญ่จางเป็นแค่นักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุดเท่านั้น ด้อยกว่าจั๋วจิงเฟิงถึง 2 ขั้นเต็มๆ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับอีกฝ่าย

เมื่อคิดแบบนั้น ทุกคนก็รีบหันไปมองจางเซวียน เพียงเพื่อจะเห็นเขายืนนิ่งพร้อมกับยิ้มกริ่มให้กับเพลงดาบอันทรงพลังของจั๋วจิงเฟิง ไม่มีทีท่าว่าจะหลบ

“อือ!” เห็นแล้วว่าตัวเองกำลังโดนหยาม โทสะเป็นประกายวาบขึ้นในดวงตาของจั๋วจิงเฟิงขณะที่เขากระโจนไปข้างหน้าเพื่อโจมตี ประกายคมกริบและเย็นเยียบของดาบจ่ออยู่ตรงหน้าแผงอกของจางเซวียนราวกับงูพิษ

ในเมื่อเป็นการดวล จั๋วจิงเฟิงจึงไม่ได้คิดจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ

ไม่อย่างนั้น ถ้าจางเซวียนจนมุม เขาก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระแสดาบฉีและพลังปราณแผดเผา

เห็นดาบของอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่ จางเซวียนหัวเราะหึๆ

ในวินาทีที่ดาบกำลังจะจ้วงแทงแผงอกของเขา จางเซวียนก็ชู 2 นิ้วขึ้นมาและคว้าคมดาบไว้มั่น

ฟึ่บ!

แรงโน้มถ่วงจากดาบของจั๋วจิงเฟิงหยุดชะงักไปทันที เหมือนมีงูรัดคอ ไม่ว่าจั๋วจิงเฟิงจะดึงจะฉุดรั้งแค่ไหน ดาบของเขาก็ไม่ขยับ

“เฮ้ย” จั๋วจิงเฟิงหรี่ตาอย่างประหลาดใจ

การจับดาบด้วยมือเปล่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การจะทำได้ ผู้นั้นไม่เพียงจะต้องมีความสามารถในการหยั่งรู้และการกะระยะเวลาที่แม่นยำ แต่ยังต้องมีพละกำลังไร้เทียมทานด้วย

ในฐานะยอดขุนพล ความแข็งแกร่งของจั๋วจิงเฟิงเหนือกว่านักรบระดับเซียนขั้น 2 ทั่วไป แต่ศิลปะเพลงดาบที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาถูกหยุดด้วยนิ้วเพียง 2 นิ้วที่คีบไว้ มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน?

ขณะที่จั๋วจิงเฟิงกำลังตกตะลึงอยู่ ชายหนุ่มก็ปล่อยนิ้วที่คีบดาบเอาไว้และสะกิดคมของมันอย่างแผ่วเบา

บึ้ม!

พละกำลังมหาศาลพุ่งผ่านดาบเข้าปะทะจั๋วจิงเฟิง ทำให้เขาถอยกรูดไป 8 ก้าว

แต่ละก้าวสร้างรอยเท้าลึกบนพื้น

แต่เพียง 8 ก้าวยังไม่เพียงพอที่จะรองรับแรงปะทะจากจางเซวียน เขาจึงกระโจนขึ้นกลางอากาศเพื่อหวังจะลดแรงปะทะลง

ตึ้ง!

แต่จั๋วจิงเฟิงก็ประเมินแรงปะทะนั้นต่ำไป การกระโดดของเขาทำให้เขาพุ่งชนกับเสาหินของห้องประชุมอย่างจัง ทำเอาหน้าแดงก่ำและกระอักเลือดออกมา

ตอนนั้นเองที่แรงปะทะเริ่มจางลง จั๋วจิงเฟิงเดินเข้าไปประสานมือให้ชายหนุ่ม “อาจารย์ใหญ่จาง ขอบคุณที่ออมมือให้ผม”

ถ้าอีกฝ่ายไม่ยั้งมือไว้ เขาคงเละเป็นเนื้อบดแน่

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเจิ้งหยางกับเว่ยหรูเหยียนถึงได้เก่งกาจราวกับปีศาจ เพราะอาจารย์ของพวกเขาคือปีศาจตัวจริง!

นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่ตัวเขาซึ่งเป็นถึงนักรบระดับเซียนขั้น 2 จะมาพ่ายแพ้ให้กับนักรบระดับเซียนมือใหม่

“คุณก็เกรงอกเกรงใจเกินไป”

จางเซวียนตั้งใจเพียงแค่จะสำแดงพละกำลังของตัวเอง ซึ่งเขาก็พอใจแล้ว

หลังจากคุยกับจั๋วจิงเฟิงอีก 2-3 คำ เขาก็หันไปถามปรมาจารย์อู๋ “ตกลงคนที่มีพละกำลังระดับผมนี่ จะเข้าร่วมการสำรวจได้ไหม?”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version