ตอนที่ 976 เยือนถิ่นแก๊งชวนชวน
หลังจากเจรจากันเรียบร้อย จางเซวียนก็หันไปสั่งการกับจ้าวปิงฉู “หัวหน้าจ้าว ช่วยเตรียมการให้ที เราจะสร้างเรือเหาะขึ้นลำหนึ่งในสถาบันของเรา”
จ้าวปิงฉูพยักหน้า
การสร้างเรือเหาะเป็นงานช้าง แต่โรงเรียนช่างตีเหล็กมีจำนวนนักเรียนกว่าหลายหมื่นคน หากทำงานร่วมกันก็คงสำเร็จได้ในเวลาไม่นาน เหตุผลเดียวที่หงหย่วนยังไม่มีเรือเหาะจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะไม่มีอสูรวิเศษระดับเซียนที่จะมาขับเคลื่อน
แต่ตอนนี้มี 9 ราชันย์แห่งขุนเขาปุยเมฆ อีกทั้งอสูรระดับกึ่งเซียนและเซียนมือใหม่อีกมากมาย พวกเขามีกำลังมากพอที่จะขับเคลื่อนเรือเหาะแล้ว
ในเมื่อจางเซวียนตั้งใจจะพาสมาชิกแก๊งชวนชวนไปเยือนจักรวรรดิฉิงหย่วนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการต่อสู้กับสภายอดขุนพล จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะขี่อสูรวิเศษไป เพราะใครจะไปรู้ได้ว่าต้องบินไปบินกลับกี่เที่ยว หากมีเรือเหาะ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก
หลังจากจัดแจงเรื่องราวแล้ว ทั้งกลุ่มก็นั่งคุยกันอีกครู่หนึ่ง
“เมืองหลวงต้นเพลิงนั้นอยู่ห่างจากที่นี่เป็นระยะเวลาเดินทางราว 1 สัปดาห์ ซึ่งอาณาจักรโบร่ำโบราณก็ยังไม่เปิด จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปถึงก่อน ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่ใช้เวลานี้เตรียมตัวแล้วค่อยไปพบกันที่เมืองหลวงต้นเพลิงเมื่อถึงเวลา?” ปรมาจารย์อู๋เสนอ
“เป็นความคิดที่ดี!”
ผู้ฟังส่งเสียงแสดงความเห็นชอบ
การไปถึงเมืองหลวงต้นเพลิงก่อนเวลาไม่เพียงไร้ประโยชน์ ยังจะเป็นที่จับตาของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นและทำให้พวกมันมีเวลาเตรียมตัวรับมือกับพวกเขาได้ทันด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาโดยไม่จำเป็น
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราขอตัวก่อน”
หลังจากพูดจบ ปรมาจารย์อู๋กับปรมาจารย์มู่ก็ออกจากห้องประชุม
ส่วนสถาบันอื่นๆ นั้นก็อยู่ไกลมาก วอเทียนฉงกับคนอื่นๆ จึงตัดสินใจจะพักอยู่ที่หงหยวนไปก่อน
หลังจากสั่งการหัวหน้ามั่วให้ดูแลพวกเขาแล้ว จางเซวียนก็เชิญเลี่ยวซง จั๋วจิงเฟิงและยอดขุนพลคนอื่นๆ มารวมตัวกัน ก่อนจะพาพวกเขาไปยังสำนักงานใหญ่ของแก๊งชวนชวน
ยังไม่ทันจะไปถึง ก็เห็นผู้คนมากมายกำลังฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้อยู่ตามข้างทาง
แค่ได้เห็น จางเซวียนก็โมโหหน้าดำหน้าแดง เขาทนไม่ไหวจนต้องคำรามใส่ “อะไรที่ทำอยู่นั่นน่ะ หยุดซะแล้วมานี่! คุณคิดว่าตัวเองทำอะไรอยู่ฮะ?”
ในฐานะหัวหน้าแก๊งชวนชวน เขามีความคาดหวังสูง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาเปิดการบรรยายให้พวกนั้นฟังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และถึงกับพายอดขุนพลมาฝึกฝนด้วย
เขาคิดว่าการฝึกหนักเช่นนี้คงจะทำให้ได้ผลบ้าง แต่เมื่อมาถึง เจ้าพวกนั้นก็กลับทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้!
การเคลื่อนไหวก็อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ระยะเวลาและสัญชาตญาณในการต่อสู้ก็ไม่มี ราวกับถูกใครจับให้อดอาหารมาหลายวัน ที่ทำอยู่นั่นน่ะ คิดจะตบแมลงวันหรือ?
“พวกเขาทำอะไร?”
ได้ยินเสียงตวาด เลี่ยวซง จั๋วจิงเฟิงกับคนอื่นๆ มองหน้ากัน ต่างคนต่างเลิกคิ้ว
ในสายตาของพวกเขา เทคนิคการต่อสู้ที่นักเรียนกลุ่มนั้นกำลังฝึกฝนอยู่ก็น่าสะพรึงพอตัวอยู่แล้ว
ทำไมอีกฝ่ายจึงพูดราวกับพวกเขาทำความผิดครั้งใหญ่?
จะคาดหวังสูงเกินไปไหม?
ถึงตอนนี้ คุณชายโหลวฮวน ซ่งเชาและคนอื่นๆ ก็รีบเข้ามาทักจางเซวียน “อาจารย์ใหญ่จาง”
“เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่ผมเพิ่งสอนพวกคุณก่อนที่จะออกไป?” จางเซวียนคำราม
นี่มันบ้าบออะไร?
ผมใช้ความพยายามและเหน็ดเหนื่อยเพื่อบรรยายให้พวกคุณฟัง แต่พวกคุณทำอะไรอยู่? น่าผิดหวังเหลือเกิน!
“พวกเราก็ตั้งใจฝึกฝนกันนะ!” คุณชายโหลวฮวนกับคนอื่นๆ หน้าแดงก่ำ
“คุณเรียกไอ้แบบนี้ว่าตั้งใจฝึกฝนเรอะ?”
จางเซวียนหน้าตาหงุดหงิดมาก เขาชี้ไปที่นักเรียน 2-3 คนที่อยู่ไม่ห่างออกไปและพูดว่า “วรยุทธฝนสายลมใบไม้ร่วงที่คุณฝึกอยู่น่ะอาจจะดูดี แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เรื่องเลย คุณจะใช้กลลวงมากมายขนาดนั้นไปเพื่ออะไร ในการออกตัวครั้งแรกน่ะ ถ้าลดตำแหน่งของฝ่ามือให้ต่ำลงสัก 3 นิ้ว ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว”
จากนั้นจางเซวียนก็ชี้ไปที่นักเรียนอีกคนหนึ่ง “ศิลปะเพลงดาบใบไม้หยกที่คุณฝึกฝนอยู่เมื่อครู่น่ะเป็นกระบวนท่าสำหรับการโจมตี แต่คุณกลับฝึกราวกับเป็นกระบวนท่าเพื่อการป้องกันตัว มันก็พอจะใช้การได้อยู่หรอกหากคุณคิดจะป้องกันตัวด้วยกระบวนท่านี้ แต่ถ้าคู่ต่อสู้ของคุณพุ่งตัวลงต่ำและโจมตีร่างกายส่วนล่างของคุณล่ะ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
“ส่วนศิลปะการใช้ค้อนปีศาจปั่นป่วนของคุณก็ดูทรงพลังและอลังการดีอยู่ แต่อันที่จริงคุณ ประสานพลังปราณเข้ากับพละกำลังได้ไม่ดี หากคู่ต่อสู้เจอจุดที่พลังปราณประสานกับพละกำลังแล้วล่ะก็ ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่จ้วงแทงตรงนั้น พลังปราณของคุณก็ปั่นป่วนแล้ว จะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงตีกลับด้วย”
“ส่วนเรื่องนั้น”
จางเซวียนชี้ข้อบกพร่องให้กับนักเรียนอีก 8 คน ทุกคำพูดล้วนแต่ทำให้นักเรียนเหล่านั้นก้มหน้าอย่างอับอาย
พวกเขารู้ดีว่าความผิดพลาดทั้งหมดที่ถูกชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้มีอธิบายไว้แล้วในการบรรยายของอาจารย์ใหญ่จาง แต่พวกเขาก็ละเลยไปโดยไม่ได้ตั้งใจขณะที่ฝึกฝน
ดังนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่จาง จึงได้แต่ก้มหน้าอย่างละอายใจ
ไม่แปลกใจเลยที่จางเซวียนโมโหเมื่อเห็นพวกนั้น
เขาได้ถ่ายทอดความรู้ให้อย่างไม่ปิดบัง และคิดว่าหลังจากการฝึกฝน 2-3 วัน อย่างน้อยทุกคนในที่นี้ก็คงทำความเข้าใจสิ่งที่เขาอธิบายได้ 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เท่าที่เห็น พวกเขายังทำได้ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ!
สำหรับปรมาจารย์ สติปัญญาเพียงเท่านี้ออกจะอ่อนด้อยไปสักหน่อยไหม?
แต่สิ่งหนึ่งที่จางเซวียนลืมนึกไปก็คือ การฝ่าด่านวรยุทธของเขาและการปรับปรุงเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนในอาณาจักรใต้ดินนั้นได้เพิ่มประสิทธิภาพของดวงตาหยั่งรู้ ทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจในการต่อสู้เพิ่มขึ้นอีก
ด้วยเหตุนี้จึงค้นพบข้อผิดพลาดในการฝึกฝนของนักเรียนได้มากขึ้น เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาตัวเองเลย
“อะ-เอ่อ” เลี่ยวซงกับจั๋วจิงเฟิงหายใจถี่
กระบวนท่าที่เห็นอยู่นั้นทั้งทรงพลังและไร้ที่ติในสายตาของพวกเขา แต่อาจารย์ใหญ่กลับชี้ข้อบกพร่องออกมาได้อย่างง่ายดาย ความสามารถในการหยั่งรู้ของเขาจะเหนือชั้นเกินไปไหม?
ไม่แปลกใจเลยที่เขาเอาชนะยอดขุนพลระดับเซียนขั้น 2 ได้อย่างง่ายดายทั้งที่ตัวเองเป็นแค่นักรบระดับเซียนมือใหม่
ลำพังแค่ความสามารถในการหยั่งรู้ก็ห่างไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะเทียบชั้นแล้ว
มาตอนนี้ หนึ่งในลูกน้องของเขาส่งโทรจิตหาปรมาจารย์เลี่ยว “ในเมื่อมีข้อบกพร่องมากมายอยู่ในเทคนิคการต่อสู้ของพวกเขา จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเอาชนะพวกเขาให้ได้อีกครั้ง เพื่อล้างมลทินจากความอับอายขายหน้าครั้งก่อน?”
การที่ยอดขุนพลจากกองร้อยยอดขุนพลต้องถูกนักเรียนธรรมดาสามัญของสถาบันปรมาจารย์เอาชนะราบคาบนั้น เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องหงุดหงิดใจ ยิ่งเวลาผ่านไปความรู้สึกนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อได้ยินว่าอันที่จริงแล้วมีข้อบกพร่องมากมายอยู่ในกระบวนท่าของสมาชิกแก๊งชวนชวน นัยน์ตาของเขาก็เบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น
“มันก็ใช่ แต่ผมเกรงว่าการค้นพบข้อบกพร่องของพวกเขามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิดน่ะสิ” เลี่ยวซงส่ายหัว
ขณะที่อาจารย์ใหญ่จางทำเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่แม้ดวงตาหยั่งรู้ระดับตัวเขาเองก็ยังมองไม่เห็นข้อบกพร่องในท่วงท่าของสมาชิกแก๊งชวนชวนเลย ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าลูกน้องของตัวเองจะทำได้
นักรบคนหนึ่งจะโจมตีข้อบกพร่องที่ตัวเองยังหาไม่เจอได้อย่างไรกัน?
“ถ้าอย่างนั้น เราหาคนที่อ่อนด้อยที่สุดในหมู่พวกเขามาดวลด้วยดีไหม? พวกเขามีกันตั้ง 3 หมื่น คน คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเก่งกาจกันทั้งหมด” โจวเย่ออกความเห็น
“เอ่อ” เลี่ยวซงลังเล
อีกฝ่ายพูดถูก ทุกคนมีความรู้และความถนัดในการต่อสู้ในระดับที่แตกต่างกัน แม้จะได้รับฟังการบรรยายจากอาจารย์ใหญ่จาง แต่สิ่งที่ทำความเข้าใจได้นั้น แน่นอนว่าไม่มีทางจะเหมือนกันไปทุกคน
ในเมื่อมีนักรบที่แข็งแกร่งอยู่ในจำนวนสมาชิกสามหมื่นคนของแก๊งชวนชวน ก็ย่อมมีผู้ที่อ่อนด้อยเช่นกัน
ดูอย่างนักเรียน 2-3 คนที่อาจารย์ใหญ่จางตำหนิเอาเมื่อครู่นี้ ก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังบกพร่องในคุณสมบัติบางเรื่อง
“พอได้แล้ว สิ่งที่เราควรคิดน่ะไม่ใช่ค้นหาจุดอ่อนของพวกเขาเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อนำมาแก้ไขและพัฒนาตัวเราเอง”
ขณะที่เลี่ยวซงเพิ่งพูดจบ จางเซวียนก็เริ่มแนะนำ “ผมเชื่อว่าผมคงไม่ต้องแนะนำยอดขุนพลเลี่ยว ยอดขุนพลจั๋ว และคนอื่นๆ แล้ว ผมเชื้อเชิญพวกเขามาที่นี่เพื่อให้คำชี้แนะกับพวกคุณ ตั้งใจศึกษาและอย่าทำตัวเหลวไหลล่ะ”
“ขอรับ” ฝูงชนพยักหน้า
“ยอดขุนพลเลี่ยว นี่คือกลุ่มนักเรียนที่ผมพูดถึง ผมได้บรรยายให้พวกเขาฟังตลอดทั้งบ่าย ดังนั้นประสิทธิภาพการต่อสู้ของพวกเขาจึงยังไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก ทำเท่าที่คุณทำได้ก็แล้วกัน และจะดีที่สุดถ้าคุณสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นว่ายอดขุนพลนั้นทรงพลังแค่ไหน เพื่อพวกเขาจะได้มีแรงบันดาลใจให้ทำตาม!”
หลังจากแนะนำสองฝ่ายให้รู้จักกันแล้ว จางเซวียนยิ้ม
“เอ่อ”
เลี่ยวซงกำลังจะอ้าปากพูด ก็พอดีกับที่คุณชายโหลวฮวนเดินเข้ามาทักทาย “ปรมาจารย์เลี่ยว เราพบกันอีกแล้ว”
เขาออกจะรู้สึกอับอายเล็กน้อยที่ทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา
“ใช่ เราพบกันอีกแล้ว” เลี่ยวซงพยักหน้ารับ
“เอาล่ะ ผมจะปล่อยให้พวกคุณจัดการนะ เพราะผมยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ ขอตัวก่อน” จางเซวียนโบกมือ
ในเมื่อยังมีเวลาอีกราว 1 เดือนกว่าอาณาจักรโบร่ำโบราณจะเปิด เขาจึงตั้งใจจะใช้ช่วงเวลานี้ไปเมืองจิ้งหยวนเพื่อหาห้องโถงแห่งยาพิษและวิธีรักษาอาการของเว่ยหรูเหยียน
แต่ก่อนจะไปก็ต้องจัดการให้แน่ใจก่อนว่าทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว เพื่อจะได้ไปโดยไม่มีกังวล
ดังนั้นเขาจึงพายอดขุนพลเหล่านี้มา โดยหวังว่าจะช่วยพัฒนาเหล่าสมาชิกในแก๊งชวนชวน
หากให้สมาชิกแก๊งชวนชวนได้เห็นพละกำลังของเหล่ายอดขุนพลสักหน่อย พวกเขาก็จะได้เรียนรู้ว่ายังมีช่องว่างอยู่อีกมาก และไม่รู้สึกแย่เกินไปนักเมื่อดวลกันในภายหลัง
ส่วนเลี่ยวซง เมื่อได้ยินว่าจางเซวียนกำลังจะจากไป ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและประสานมือ “ลาก่อน!”
จะดีที่สุดหากอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องน่าอายขนาดหนักถ้าบรรดายอดขุนพลของพวกเขาต้องถูกสมาชิกแก๊งชวนชวนเล่นงานจนไม่เป็นท่า
“อือ” จางเซวียนหันหลังกลับและบินไปยังที่พักของเขา พริบตาเดียวก็หายลับไป
เลี่ยวซงหันไปทางสมาชิกของแก๊งชวนชวนก่อนจะประสานมือและยิ้มให้ “ผมดีใจที่ได้พบพวกคุณทุกคน ตอนที่อาจารย์ใหญ่จางพูดว่าให้พวกเรามอบคำชี้แนะให้กับคุณนั้น ความหมายที่แท้จริงของเขาก็คือให้พวกเราเรียนรู้จากกันและกัน เราสามารถดวลกันได้เพื่อจะได้เพิ่มพูนความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้ให้มากขึ้น”
คุณชายโหลวฮวนพยักหน้า
การต่อสู้นั้น หากเรียนเฉพาะทฤษฎีก็ไม่ได้ผลอะไร มีแต่การสั่งสมประสบการณ์จากการดวลจริงที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้า
โจวเย่ก้าวออกมา “หัวหน้า ผมอยากขอท้าทายกับผู้เชี่ยวชาญของแก๊งชวนชวน!”
“พี่โจว” คุณชายโหลวฮวนจำอีกฝ่ายได้ทันที เขาทักทายและยิ้มให้ “ผมจะช่วยคุณหาคู่ต่อสู้เอง”
ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเอาชนะโจวเย่ได้ แต่ประสิทธิภาพการต่อสู้ของอีกฝ่ายก็ถือว่าไม่เบา เหล่าสมาชิกของแก๊งชวนชวนนั้น ดูเผินๆ อาจเก่งกาจ แต่ก็เป็นอย่างที่โจวเย่คิด ยังมีช่องว่างอยู่มากในประสิทธิภาพการต่อสู้ระหว่างพวกเขา ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือกับยอดขุนพลได้
“ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก” โจวเย่ขัดคุณชายโหลวฮวนและถามยิ้มๆ “ผมขอเลือกคู่ต่อสู้เองได้ไหม?”
ถ้าเขาอยากจะล้างอาย ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกคู่ต่อสู้ที่อ่อนด้อย ไม่อย่างนั้น เกิดคุณชายโหลวฮวนเลือกคนเก่งๆ มาให้ ก็มีแต่จะต้องแพ้ยับอีกรอบ
“คุณอยากเลือกคู่ต่อสู้ด้วยตัวเอง?” คุณชายโหลวฮวนขมวดคิ้ว เขามองเจตนาของอีกฝ่ายออกในทันที แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า “ตามสบายเลย!”
วัตถุประสงค์ของการดวลนั้นเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อศักดิ์ศรีเกียรติยศ การพ่ายแพ้ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่เลย
“ขอบคุณมาก” ได้ยินว่าอีกฝ่ายยินยอม เลี่ยวซงถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขากวาดสายตาไปยังฝูงชนเพื่อหาคู่ต่อสู้
แก๊งชวนชวนนั้นมีสมาชิกมากกว่าที่จะมองเห็นได้ทั่วในปราดเดียว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดระดับพละกำลังของแต่ละคนเมื่อมองจากภายนอก
ครู่ต่อมา โจวเย่ก็ตาโตขณะชี้ไปที่ร่างหนึ่ง “ผมขอเลือกคนนั้น”
“คุณเลือกเธอ?” เมื่อมองไปยังคนที่โจวเย่ชี้มือไป คุณชายโหลวฮวนอ้าปากค้าง “คุณแน่ใจหรือ?”
“ผมแน่ใจ” โจวเย่พยักหน้า
เขาได้พบกับนักเรียนชายของแก๊งชวนชวนมาสองสามคนแล้ว และก็สู้ไม่ไหว จึงตัดสินใจว่าคราวนี้จะเลือกท้าทายผู้หญิง
สาวน้อยที่เขาเลือกนั้นดูมีอายุราว 20 ต้นๆ และสวยไม่ใช่เล่น เห็นครั้งแรกก็ทำเอาหัวใจของเขาเต้นโครมคราม
หากเขาดวลชนะและแสดงความแข็งแกร่งออกมาได้ บางทีก็อาจจะเอาชนะใจเธอได้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับวรยุทธของเธอก็ทัดเทียมกับเขา, ตัวดักแด้ ในเมื่อเป็นแบบนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องลดระดับวรยุทธ ทำให้สามารถปล่อยพละกำลังได้เต็มพิกัด
“ถ้าคุณแน่ใจ ก็ตามนั้น” เห็นโจวเย่ยืนยัน คุณชายโหลวฮวนได้แต่ส่ายหัว
เขาเดินไปหาสาวน้อยและอธิบายเรื่องราวให้ฟัง อีกฝ่ายขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า และจากนั้นก็เดินไปที่เวทีประลอง เมื่อกระโดดขึ้นไปบนเวทีแล้ว โจวเย่โค้งคำนับให้อย่างสุภาพบุรุษและถามยิ้มๆ “ผมชื่อโจวเย่ ไม่ทราบว่าจะเรียกคุณว่าอย่างไร?”
“ฉันคือ” หญิงสาวมองโจวเย่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย
“หยู่เฟยเอ๋อ!”
