ตอนที่ 997 ลักลอบ (2)
หอทั้ง 3 มีความสูงราว 70 เมตร ตั้งตระหง่านเหนือตึกอื่นๆในพื้นที่ ทำให้ดูโดดเด่นมาก
“หอทดสอบยาพิษ หอดวล และหอสมุด…2 หอแรกเป็นพื้นที่ที่ใช้บ่อย ดังนั้นต่อให้สะอาดแค่ไหน ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยอยู่…แต่ส่วนหอสมุดซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาหนังสือ การใช้ยาพิษที่นั่น คงจะมีกฎเกณฑ์เข้มงวด”
หอทดสอบยาพิษเป็นพื้นที่ที่กูรูยาพิษใช้ฝึกฝนการผสมยา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีร่องรอยของยาพิษอยู่ ต่อให้พยายามเจือจางด้วยยาถอนพิษสักแค่ไหน เช่นเดียวกันกับหอดวล เมื่อกูรูยาพิษปะทะกัน ก็จะต้องมียาพิษกระเด็นอยู่โดยรอบ ทำให้เกิดเป็นรอยที่ลบไม่ออกอยู่บนตึก เมื่อใช้สิ่งนี้เป็นเกณฑ์ประเมิน ก็ไม่ยากที่จะคาดเดาว่าตึกไหนคือหอสมุด
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็เริ่มสำรวจทั้ง 3 หออย่างละเอียด
ด้วยดวงตาหยั่งรู้อันเฉียบคม สภาพภายในของทั้ง 3 หอปรากฏตรงหน้าเขา ซึ่งก็เป็นตามนั้น 2 หอแรกดูออกจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอยู่สักหน่อย ราวกับถูกยาพิษ
“นั่นต้องเป็นหอสมุดแน่!”
จางเซวียนตาโต เขารีบเข้าไปในหอที่สะอาดที่สุดในบรรดาหอทั้งสามโดยไม่ลังเล
ตึกนั้นสูงกว่าอีก 2 ตึกที่เหลือ และกลิ่นโบร่ำโบราณของหนังสือก็ลอยอบอวลไปทั่ว มีค่ายกลติดตั้งไว้โดยรอบ ทำให้ยากที่จะเข้าไปหากไม่มีเครื่องมือที่ใช้ผ่าน
เมื่อเห็นค่ายกล จางเซวียนก็หัวเราะเบาๆ
ความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลของเขาเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญค่ายกลระดับ 7 ดาว แถมยังมีดวงตาหยั่งรู้ด้วย การค้นหาข้อบกพร่องของค่ายกลรอบๆหอสมุดจึงเป็นงานง่าย
จางเซวียนใช้สายตาอันคมกริบสำรวจค่ายกล ครู่ต่อมาก็พบช่องว่างเล็กๆ จึงแทรกตัวเข้าไปทันที
เพราะจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างและจับต้องไม่ได้ ทำให้ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือการสัมผัส แต่สามารถทำให้กระแสพลังจิตวิญญาณในอากาศเปลี่ยนรูปไปได้ ซึ่งภายในค่ายกลนั้นก็มีพลังจิตวิญญาณอยู่เข้มข้น นั่นหมายความว่าจางเซวียนจะต้องเคลื่อนที่อยู่ภายในค่ายกลด้วยความระมัดระวัง
หลังจากค้นพบข้อบกพร่องของค่ายกลแล้ว ไม่ช้าจางเซวียนก็มาถึงทางเข้าหอสมุด
กูรูยาพิษที่มีวรยุทธระดับเซียนขั้น 1 สองคนคอยอารักขาอยู่ จางเซวียนคำนวณเส้นทางอย่างระมัดระวังก่อนจะลอบเข้าไปอย่างเงียบๆ เขาเล็ดลอดเข้าไปในหอสมุดโดยผ่านช่องว่างของประตู
ชั้นแรกของหอสมุดนั้นเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่มีหนังสือมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อมองดูก็พบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับยาพิษทั้งหมด
“การทำความเข้าใจวิถีทางแห่งยาพิษ” “36 ศิลปะการใช้ยาพิษของฉิงย่วนจื่อ” “ทฤษฎีพื้นฐานในการฝึกฝนวรยุทธเกี่ยวกับยาพิษ” พบหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับยาพิษได้ในบริเวณนี้ เป็น ขุมทรัพย์ที่น่าทึ่งมาก
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา บรรพบุรุษกูรูยาพิษผู้ก่อตั้งต้องสูญเสียทั้งหยดเลือดและหยาดเหงื่อไปกับที่นี่ พวกเขาลองผิดลองถูกทั้งในการใช้และตีความยาพิษ สำหรับคนอื่นๆ คงไม่มีใครกล้าอ่านอย่างพรวดพราดเพราะเกรงว่าจะทำให้ตัวเองสับสน แต่ปัญหาแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับจางเซวียน
เขากวาดสายตาไปรอบห้อง แล้วก็พบพื้นที่ที่เหมาะสม
เอาล่ะ ได้เวลาเริ่ม!
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็กวาดตาผ่านหนังสือแต่ละแถวด้วยสายตาอันคมกริบ
ฟิ้ววววว!
หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า เมื่อประมวลเข้าด้วยกันเรื่อยๆ ศาสตร์แห่งการใช้ยาพิษเทียบฟ้าอันไร้ที่ติก็ปรากฏขึ้น
2 ชั่วโมงต่อมา หนังสือทุกเล่มในชั้นแรกก็ถูกจางเซวียนถ่ายโอนจนเกลี้ยง
“นี่คือศาสตร์การใช้ยาพิษเทียบฟ้าระดับ 1 ดาว!” จางเซวียนมองหนังสือที่ประมวลไว้ในหอสมุดเทียบฟ้า ก่อนจะถอนสมาธิออกมาและมุ่งหน้าไปยังชั้น 2
แผนผังของหอสมุดนั้นเหมือนกับหอสมุดที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่ละชั้นหมายถึงแต่ละดาว และหากตำแหน่งของผู้นั้นยังไม่ถึงระดับที่ตั้งไว้ ก็ไม่อาจเข้าถึงหนังสือในชั้นนั้นได้
แม้จางเซวียนจะประมวลศาสตร์การใช้ยาพิษเทียบฟ้าระดับ 1 ดาวและ 2 ดาวที่ห้องโถงแห่งยาพิษสาขาสันเขาบัวแดงไว้แล้ว แต่หนังสือที่นี่ก็มีมากและหลากหลายกว่า ในเมื่อเขามาอยู่ที่ห้องโถงแห่งยาพิษแล้ว ก็จะต้องเก็บเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ควรจะรีบร้อนไปไหน
อีกอย่าง ก็ไม่มีอะไรบอกได้ว่าวิธีการช่วยชีวิตเว่ยหรูเหยียนจะมีอยู่ในหนังสือที่ดูไม่ค่อยจะสำคัญเหล่านี้หรือไม่ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรพรวดพราด
ไม่ช้าจางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือทุกเล่มบนชั้น 2 ได้สำเร็จ
จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าสู่ชั้น 3
…..
ขณะที่จางเซวียนกำลังวุ่นวายกับการถ่ายโอนหนังสือในห้องสมุดนั้น ความปั่นป่วนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในบ้านพักที่กายเนื้อของเขานั่งอยู่
กูรูยาพิษหลายคนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวขณะจ้องมองต้นไม้ที่ศิษย์พี่ต้วนห้อยต่องแต่งอยู่
พวกเขาคิดว่าแขกผู้มาใหม่คงจะต้องลงเอยด้วยการถูกบังคับให้ปิดปากเงียบ แต่ใครจะไปคิดว่าเขาคือมังกรผงาดที่ทำลายล้างใครก็ตามที่บังอาจมาหาเรื่อง
ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว ก็จัดการศิษย์พี่ต้วนเริ่นซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาได้สำเร็จ!
“รีบไปรายงานเรื่องนี้ให้รองหัวหน้าหมิงรู้เถอะ” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
“ได้!” กูรูยาพิษคนหนึ่งตอบรับ ก่อนจะมุ่งหน้าไปอย่างร้อนรน
รองหัวหน้าหมิงเจินเป็นกูรูยาพิษระดับ 7 ดาว และเป็นอาจารย์ของศิษย์พี่ต้วนเริ่น เหตุผลที่ศิษย์พี่ต้วนกร่างอยู่ในห้องโถงแห่งยาพิษได้ก็เพราะเขามีแบ็คดี ส่วนการที่ถูกผู้มาใหม่ซ้อมเอานั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารองหัวหน้าหมิงเจินจะต้องโมโหเดือดแน่
ใช้เวลาไม่นาน กูรูยาพิษผู้นั้นก็ไปถึงที่พักของรองหัวหน้าหมิงเจิน เขาพยายามจะเข้าไป แต่ถูกใครคนหนึ่งที่ประตูทางเข้าขวางไว้
“รองหัวหน้าหมิงกำลังอยู่ระหว่างการประชุมกับผู้อาวุโสคนอื่นๆ ถ้าคุณมีเรื่องสำคัญจะรายงานล่ะก็ บอกผมไว้ แล้วผมจะไปแจ้งให้เขาทราบ” องครักษ์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“รองหัวหน้าหมิงอยู่ระหว่างการประชุม?” กูรูยาพิษผู้นั้นขมวดคิ้วอย่างลังเลขณะที่ตัดสินใจบอก “มีคนซ้อมศิษย์พี่ต้วนเริ่นจนสลบไป!”
“มีคนซ้อมศิษย์พี่ต้วนเริ่นจนสลบไป?” องครักษ์เองก็ผงะกับข่าวที่มาอย่างกะทันหัน
“ใช่! เจ้านั่นชื่อซุนฉาง เป็นแขกที่ผู้อาวุโสฉู่พามา” กูรูยาพิษผู้นั้นเปิดเผยทุกอย่างที่เขารู้ ไม่กล้าปกปิดอะไร
“เอาล่ะ เข้าใจแล้ว จะรายงานให้รองหัวหน้าหมิงทราบเดี๋ยวนี้แหละ” องครักษ์รู้ดีว่าศิษย์พี่ต้วนเริ่นเป็นศิษย์สายตรงของรองหัวหน้าหมิงเจิน เป็นคนที่เขาตั้งความคาดหวังไว้มาก อันที่จริงอีกฝ่าย กำลังพิจารณาที่จะผลักดันศิษย์พี่ต้วนให้เป็นผู้อาวุโสของห้องโถงแห่งยาพิษด้วย ดูเหมือนคงจะมีการหยิบยกมาพูดกันในอีกไม่นานนี้
องครักษ์รีบเข้าไปข้างในโดยไม่ลังเล
ครู่ต่อมาเขาก็กลับมาแจ้งว่า “รองหัวหน้าหมิงเชิญเชิญคุณเข้าไปข้างใน”
กูรูยาพิษพยักหน้าและเข้าไปข้างใน
ไม่ช้าก็ไปถึงห้องโถงใหญ่ เมื่อเห็นผู้ที่อยู่ในนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว
ที่อยู่ในห้องไม่ได้มีแค่รองหัวหน้าหมิงเจิน แต่ยังมีรองหัวหน้าอีก 2 คน พร้อมกับผู้อาวุโสระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดทุกคนของห้องโถงแห่งยาพิษ ยกเว้นผู้อาวุโสฉู่กับผู้อาวุโสชเว
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อเห็นกูรูยาพิษเข้ามา รองหัวหน้าหมิงเจินหันมาถามด้วยสายตาทรงอำนาจ
รองหัวหน้าหมิงเจินเป็นชายชราที่มีเคราสีขาว อายุราว 60 กว่าปี เสื้อคลุมสีดำของเขาบวกกับสายตาคมกริบและใบหน้าเยือกเย็น ทำให้ดูมีพลังอย่างที่ใครๆพร้อมจะก้มหัวให้
“เรื่องเป็นอย่างนี้” กูรูยาพิษรีบอธิบายทุกสิ่งที่เขาได้เห็นมา
“คุณกำลังบอกว่าแขกที่ฉู่โหยวพามาจงใจทำให้ต้วนเริ่นได้รับบาดเจ็บหรือ?” รองหัวหน้าหมิงหรี่ตาอย่างพยายามระงับอารมณ์
“ใช่” กูรูยาพิษพยักหน้าอย่างหวาดหวั่น
“ดีเลย ผมไม่รู้ว่าเจ้านั่นมาจากไหน แต่ในเมื่อกล้าสร้างปัญหาให้กับห้องโถงแห่งยาพิษ” รองหัวหน้าหมิงเจินหัวเราะ นัยน์ตาของเขาเย็นเยียบ “พาผมไปที ผมอยากเจอคนที่บังอาจทำร้ายลูกศิษย์ของผม!”
“ได้” กูรูยาพิษรีบนำทางไปโดยไม่ลังเล
“รองหัวหน้าหมิง ในเมื่อตอนนี้พวกเราก็ว่าง ให้พวกเราไปด้วยได้ไหม?”
“จริงด้วย โดยปกติแขกมาห้องโถงแห่งยาพิษของพวกเรามักจะเกรงกลัวและแทบไม่กล้าพูดอะไรสักคำ แต่หมอนี่กลับกล้าทำร้ายคนของเรา ผมอยากจะเห็นว่าเขาน่าทึ่งสักแค่ไหน”
รองหัวหน้าอีก 2 คนลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
“พวกเราอยากเห็นคนที่ฉู่โหยวพามาพร้อมการเดินทางกลับของเขา”
“ผมจะพลาดเรื่องน่าสนใจแบบนี้ได้อย่างไร?”
…..
ผู้อาวุโสที่เหลืออีก 20 คนยิ้ม นัยน์ตาบ่งบอกความสนใจ
หลังจากใช้เวลาหลายปีบนเกาะแห่งนี้ แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เหล่ากูรูยาพิษสนใจได้อีก ดังนั้น เมื่อได้ยินว่ามีแขกผู้อาจหาญคนหนึ่งมาเยือนห้องโถงแห่งยาพิษ พวกเขาก็กระตือรือร้น อยากจะเห็นดราม่า
“ก็ไปสิ” เห็นรองหัวหน้าทั้งสองและผู้อาวุโสคนอื่นๆอยากไปด้วย รองหัวหน้าหมิงโบกมืออย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะมุ่งหน้าตามกูรูยาพิษไปยังที่พักของจางเซวียน
ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงที่หมาย เขาเห็นลูกศิษย์และลูกน้องอีกสองสามคนถูกแขวนต่องแต่งไว้กับต้นไม้อย่างน่าสมเพช ดูเหมือนจะเจอของหนัก ลูกศิษย์ของเขามีกระดูกหัก 2-3 แห่งและบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย
“บ้าที่สุด!” รองหัวหน้าหมิงเจินกำหมัดแน่นและมีสีหน้าเคร่งเครียด
อีกฝ่ายย่อมรู้ดีว่าต้วนเริ่นเป็นศิษย์ของเขา แต่ก็ยังกล้าใช้ความรุนแรง นี่ถือเป็นการดูหมิ่นเขาโดยตรง
“เปิดประตู!” รองหัวหน้าหมิงเจินเรียกผู้อาวุโสคนหนึ่งให้มาดูแลต้วนเริ่นขณะที่ไปยืนหน้าประตูและคำรามเสียงเย็น
“ระ-รองหัวหน้าหมิง…กะ-กูรูยาพิษซุนบอกไว้ว่า”
เมื่อเห็นรองหัวหน้าและผู้อาวุโสมากมายมาเยือนอย่างกะทันหัน หลี่หยวนกับพรรคพวกหวาดกลัวจนพูดไม่ออก เขาปากสั่นและพยายามอธิบาย
“คำพูดของผมไม่มีความหมายเลยหรือ?” รองหัวหน้าหมิงเลิกคิ้วขณะตวาดกร้าว
“ไม่! ไม่ใช่อย่างนั้น” รู้ดีว่าเป็นการไม่ฉลาดเลยหากจะท้าทายอำนาจของรองหัวหน้า หลี่หยวนจึงทำได้แค่เปิดประตูตามคำสั่ง
เขาตั้งใจจะบอกกูรูยาพิษซุนฉางล่วงหน้า แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว
“ฮึ่มมม!”
รองหัวหน้าหมิงก้าวเข้าไปในบ้านพักด้วยสายตาเย็นเยียบ ตามไปด้วยรองหัวหน้าอีก 2 คนและผู้อาวุโสคนอื่นๆ
พวกเขากระตือรือร้นอยากเห็นคนที่กล้าทำร้ายต้วนเริ่นให้อยู่ในสภาพน่าสมเพชแบบนั้น
เมื่อเข้าไปในที่พัก ไม่ช้าก็เห็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงบริเวณที่มีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นที่สุด นัยน์ตาของเขาปิดสนิท ดูเหมือนจะอยู่ระหว่างการฝึกฝนวรยุทธ
“คุณคือซุนฉางหรือ?” เห็นอีกฝ่ายยังฝึกฝนวรยุทธอยู่แม้จะรู้ว่าพวกเขาเข้ามา รองหัวหน้าหมิง หน้าดำคร่ำเครียดราวกับจะบีบเอาหมึกออกมาได้
หลังจากพูดแล้ว เขาก็รออีกครู่หนึ่ง แต่เจ้าหมอที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ยอมลืมตา ราวกับไม่มีพวกเขาอยู่
“บังอาจนัก! คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร?” นึกไม่ถึงว่าระดับรองหัวหน้าอย่างเขาจะถูกเมินเฉยแบบนี้ รองหัวหน้าหมิงเจินโมโหจนแทบจะระเบิด
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นกูรูยาพิษระดับ 7 ดาวผู้ทรงเกียรติ การที่อีกฝ่ายจะไม่ลุกขึ้นยืนเพื่อต้อนรับเขาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับไม่ยอมลืมตา ช่างบังอาจสิ้นดี!
มีผู้คนมากมายอยู่ในบ้านพัก และทุกคนก็พากันตะโกนโหวกเหวกแบบนี้ เขาไม่อยากเชื่อว่าหมอนั่นจะไม่รู้ว่าเขามา!
ถ้าระดับการระมัดระวังตัวมีแค่นี้ล่ะก็ หมอนี่คงตายไปแสนนานแล้ว ไม่มีทางที่จะเอาชีวิตรอดมาได้นานขนาดนี้หรอก!
ทั้งๆที่ตวาดก้อง แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากอีกฝ่าย ราวกับบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้ยินอะไรเลย
“คุณ” รองหัวหน้าหมิงหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ
เขาเคยเห็นคนเย่อหยิ่งมามากมายในชีวิต แต่ไม่เคยเจอใครที่กล้าทำแบบนี้ รองหัวหน้าถึง 3 คนและผู้อาวุโสอีก 20 คน เป็นชนชั้นนำของห้องโถงแห่งยาพิษแล้ว! ขนาดเรียกซ้ำแล้วซ้ำอีก หมอนี่ก็ยังนั่งนิ่งอยู่กับพื้น ไม่หือไม่อืออะไรเลย…
“โอหังนัก! นี่คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรก็ได้เพราะมีฉู่โหยวหนุนหลังหรือ? ดีล่ะ ผมจะดูว่าฉู่โหยวจะช่วยคุณได้อย่างไรจากสถานการณ์แบบนี้!”
เมื่อทนกับความไร้มารยาทของอีกฝ่ายไม่ไหวอีกต่อไป รองหัวหน้าหมิงคำรามกร้าว พลังปราณ ระเบิดออกมาจากร่างของเขา พร้อมที่จะโจมตี
“ฮ่าฮ่า รองหัวหน้าหมิง คุณจะปล่อยให้มือสกปรกเพราะการสั่งสอนคนแบบนี้น่ะหรือ ปล่อยเป็นหน้าที่ผมเถอะ”
จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งก้าวออกมา
