ตอนที่ 105 : สื่อวิญญาณ
ไคลน์บิดฝาขวดสีทองพร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมด้านในเพื่อให้จิตใจกระปรี้กระเปร่า
สิ่งนี้คือผงราตรีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกิดจากการผสมบุปผาหลับใหล หญ้าโลหิตมังกร ไม้จันทน์แดงเข้ม ใบมินต์ และสมุนไพรอีกหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน ไคลน์จึงผสมขึ้นมาหนึ่งชุดหลังจากซื้อวัตถุดิบครบ
ถัดมา มันบรรจงเทผงราตรีศักดิ์สิทธิ์ลงพื้นพร้อมกับเดินเป็นวงกลมรอบศพซีริส ก่อนจะถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป
เพียงพริบตา กำแพงวิญญาณที่มองไม่เห็นเริ่มก่อตัวตัดขาดมิติด้านในจากโลกภายนอก
ไคลน์เก็บขวดราตรีศักดิ์สิทธิ์และหยิบขวดโลหะอื่นๆ ออกมาเปิดผาโปรยลงพื้นรอบตัวศพ มีทั้งสารสกัดอมานด้า รวมถึงของเหลวที่จำเป็นอีกหลายชนิด
พิธีกรรมที่ไคลน์จะประกอบนั้นแตกต่างจากพิธีกรรมที่นีลล์เคยแสดงให้เห็นในบ้านรีเอล·บีเบอร์ ขั้นตอนบางส่วนจึงไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น นีลล์โปรยของเหลวก่อนที่จะเทผงราตรีศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้จุดเกิดเหตุมีความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าแท่นบูชา
แต่กับกรณีของไคลน์แล้วไม่ใช่ มันโปรยผงศักดิ์สิทธิ์ก่อนเพื่อให้ดวงวิญญาณของซีริสยังไม่สลายตัว มิได้สนใจความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่มากนัก ขอเพียงสามารถประกอบพิธีกรรมเป็นอันใช้ได้
หากไคลน์ทำตามขั้นตอนของนีลล์ ดวงวิญญาณซีริสคงสลายตัวไปก่อน และการสื่อวิญญาณจะไม่เกิดประโยชน์
เมื่อเตรียมการทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น ไคลน์เก็บวัตถุดิบทั้งหมดและเริ่มเข้าฌาน ปากเปล่งคาถาสำหรับประกอบพิธีกรรม
“ข้าปรารถนาพลังรัตติกาลอันมืดมิด ข้าปรารถนาพลังเหนือธรรมชาติ ข้าปรารถนาความรักจากองค์เทพธิดา ข้าปรารถนาจักสื่อสารกับดวงวิญญาณคนนอกรีตภายในแท่นบูชาแห่งนี้”
…
หลังจากยืนเปล่งคาถาภายในแท่นบูชาที่ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอก ไคลน์สัมผัสถึงมวลพลังเหนือธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวและมีปริมาณมหาศาล ประทับใส่ร่างตนจากฟากฟ้าเบื้องบน
ดวงตาไคลน์พลันดำสนิทคล้ายกับปราศจากม่านตาและตาขาว
โดยไม่รีรอ ปากขยับเปล่งคาถาดำเนินขั้นตอนถัดไปของพิธีกรรมสื่อวิญญาณ
“สูตรผลิตโอสถตัวตลก สูตรผลิตโอสถตัวตลก”
…
เมื่อกล่าวครบเจ็ดครั้ง ไคลน์ใช้พลังเข้าฌานสะกดจิตตัวเองให้หลับใหล
บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นโลกแห่งหมอกสีเทาขุ่นซึ่งปราศจากท้องฟ้าและผืนพิภพ
เฉกเช่นทุกครั้ง มันมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแม้จะอยู่ในภาวะความฝัน จิตของไคลน์กำลังจ้องมองร่างโปร่งใสของบุคคลผู้หนึ่ง
มันเหยียดมือขวาออกไปสัมผัสดวงวิญญาณอันเลือนรางของซีริสตรงหน้า
ทันใดนั้น ภาพจิตพลันกระเพื่อมวูบวาบประหนึ่งคลื่นน้ำถูกรบกวน
ฉากความฝันเริ่มแปรเปลี่ยน
เบื้องหน้าไคล์นเป็นภาพของโต๊ะไม้สำหรับอ่านหนังสือ ทาด้วยสีแดงเข้ม ด้านบนปรากฏเชิงเทียนเงินซึ่งมีเทียนสามเล่มถูกจุดเพื่อมอบแสงสว่าง
บนโต๊ะไม้สีแดงมีแผ่นกระดาษเปล่าวางอยู่
ซีริสหยิบปากกาหมึกซึมด้วยมือขวาก่อนจะบรรจงเขียนเป็นภาษาโลเอ็น
“สูตรผลิตโอสถชนิดที่สองภายในสมุดบันทึกตระกูลอันทีโกนัส ชื่อของมันคือ…ตัวตลก : น้ำบริสุทธิ์ แปดสิบ มิลลิลิตร น้ำแอปเปิลหนาม ห้า หยด ผงทานตะวันขอบดำ เจ็ด กรัม ผงหญ้าปล้องทอง สิบ กรัม พิษใบเฮ็มล็อค สาม หยด วัตถุดิบเสริมมีเพียงเท่านี้ วัตถุดิบวิเศษประกอบด้วย : เขาคริสตัลของแพะเทาภูเขาโฮนาซิสโตเต็มวัย และต้นสมบูรณ์ของกุหลาบโฉมมนุษย์”
ซีริสจำสูตรโอสถได้แม่นยำ มันขีดเขียนลงแผ่นกระดาษด้วยความเร็ว
ซีริสหยุดพักจิบกาแฟครู่หนึ่ง ก่อนจะปลดโซ่เงินที่ข้อมือซ้ายออก ไม่ผิดแน่ สิ่งนี้คือลูกตุ้มวิญญาณในศาสตร์ทำนาย
มันหลับตาลงพร้อมกับพึมพำบางสิ่งที่ยากจะฟังออก ไคลน์จับใจความได้คร่าวๆ เพียง ‘วันพิพากษา’ ‘จิตใจสงบนิ่ง’ ‘ปรารถนาพรจากพระองค์’ และ ‘สารภาพบาป’
เมื่อซีริสภาวนาเสร็จ ชายหนุ่มมองเห็นลูกตุ้มวิญญาณที่เริ่มหมุนเต็มสองตา
ปลายโซ่เงินมีจี้รูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดเท่าหัวแม่โป้งห้อยอยู่
วัตถุดังกล่าวมีดวงตาหนึ่งข้างซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของเผ่าคนยักษ์ ถูกแขวนในลักษณะกลับหัว ศีรษะห้อยลงพื้น ปลายเท้าสองข้างเชื่อมติดกับโซ่เงิน
ขณะเริ่มหมุน ดวงตาคนยักษ์ค่อยๆ ส่องแสงสีแดงเลือนราง
เปรี้ยะ!
เพล้ง!
ภาพความฝันไคลน์พลันแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย ร่างกายชายหนุ่มทรุดลงอย่างอ่อนล้า หัวเข่ากระแทกพื้นหนักหน่วง
ศีรษะปวดแปลบคล้ายกับถูกไม้เบสบอลหวดเข้าเต็มแรง ภาพการมองเห็นตรงหน้ากลายเป็นสีแดงฉาน ไคลน์รีบนำมือจับหัวเข่าตามสัญชาตญาณ
สองวินาทีถัดมา มันเริ่มได้สติ
ไคลน์รีบพยุงตัวขึ้นด้วยท่าทางโซเซ ร่างกายอ่อนเพลียฉับพลันประหนึ่งได้ยินเสียงกระซิบภายในหัว
แต่เนื่องจากโอสถถูกย่อยใกล้สมบูรณ์ อาการดังกล่าวจึงคั่งค้างอยู่ไม่นาน
ยักษ์ห้อยหัว? เทพแท้จริง?
ชุมนุมแสงเหนือ?
ไม่ผิดแน่ ซีริสและเฮเนสต้องเป็นสมาชิกของชุมนุมแสงเหนือแน่นอน
แต่มีหนึ่งสิ่งที่น่าแปลก เหตุใดดันน์ถึงมองเห็นกางเขนยักษ์ในฝันของเฮเนส?
และมีความเป็นไปได้ว่าร่างบุคคลชุ่มเลือดที่ห้อยหัวบนกางเขน จะไม่ใช่คนยักษ์ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพบูชา
ไคลน์พยายามสูดลมหายใจด้วยสีหน้าอิดโรย มันได้แต่รอให้พลังวิญญาณฟื้นคืนกลับมาบางส่วน
ชุมนุมแสงเหนือคือองค์กรลับนอกรีตที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อราวสองร้อยปีก่อน พวกมันเคารพบูชาเทพแท้จริงซึ่งมีลักษณะคล้ายกับยักษ์ห้อยหัว
หลักคำสอนสำคัญคือ : มนุษย์ทุกคนมีเศษเสี้ยวของพระผู้สร้างอยู่ในตัว ขอเพียงอดทนจนถึงระยะเวลาหนึ่ง พระองค์จะมอบบททดสอบเพื่อเปลี่ยนให้มนุษย์กลายเป็นตัวตนระดับทัดเทียมเทวทูต
จากเอกสารลับของเหยี่ยวราตรี โอสถลำดับเก้าของเส้นทางที่ชุมนุมแสงเหนือครอบครองมีชื่อว่า ‘ผู้วิงวอนความลับ’
ผู้วิเศษเส้นทางดังกล่าวจะมีสัมผัสวิญญาณเฉียบคม ตระหนักถึงตัวตนลึกลับนอกรีตได้รุนแรงกว่ามนุษย์ปรกติ เชี่ยวชาญพิธีกรรมบูชาชันและพิธีกรรมเวทมนตร์ รวมถึงศาสตร์ทำนายเล็กน้อย
มีหลักฐานมากมายระบุว่าผู้วิเศษอาวุโสของเส้นทางผู้วิงวอนความลับ มักมีจิตใจที่บิดเบี้ยวและเกิดการคลุ้มคลั่งง่ายกว่าเส้นทางอื่น
ไม่มีข้อมูลของลำดับเจ็ด แต่ลำดับแปดจะมีชื่อว่า ‘ผู้สดับ’
กล่าวกันว่าผู้สดับคือหนึ่งใน ‘อาชีพ’ ที่เลวร้ายที่สุดจากบรรดาผู้วิเศษทั้งหมด
ผู้สดับจะได้ยินเสียงของตัวตนลึกลับนอกรีตชัดเจนกว่ามนุษย์ปรกติ ฉะนั้น พวกมันสามารถหยิบยืมพลังที่แข็งแกร่งแต่เปี่ยมด้วยความชั่วร้ายมาครอบครองแม้จะอยู่เพียงลำดับแปด
ทว่ามีกฎเหล็กหนึ่งข้อ หากผู้สดับไม่เลื่อนลำดับภายในห้าปี ร้อยทั้งร้อยจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งและจบชีวิตลง
จากเอกสารลับของเหยี่ยวราตรี เกือบทั้งหมดของผู้สดับจะมีจิตใจผิดเพี้ยน ภายนอกอาจเหมือนมนุษย์ปรกติ แต่สามัญสำนึกถูกทำลายโดยสมบูรณ์
ข้างต้นคือข้อมูลในเอกสารลับของเหยี่ยวราตรีที่ไคลน์เคยอ่าน เมื่อลองทนทวน มันเกิดสมมติฐานว่าซีริสอาจเป็นผู้วิงวอนความลับ
และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ไคลน์สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ง่ายดาย
จากคำอธิบายเบื้องต้น ผู้วิงวอนความลับนั้นอ่อนแอด้านพลังต่อสู้ไม่ต่างจากนักทำนาย
การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ก่อนตายคงมีสาเหตุจากภาวะคลุ้มคลั่งหลังได้รับบาดเจ็บ
ต้องใช่แน่ ฟรายเคยกล่าวว่าผู้วิเศษบางเส้นทางจะเปลี่ยนสภาพหลังจากตายไปแล้ว ขึ้นอยู่กับชนิดของโอสถที่ดื่มเข้าไป
หลังจากวิเคราะห์เหตุการณ์ถี่ถ้วน ไคลน์ทำสัญลักษณ์สี่จุดบนหน้าอกเพื่อสรรเสริญเทพธิดา
เมื่อพลังวิญญาณเริ่มกลับคืนบางส่วน มันดำเนินขั้นตอนยุติพิธีกรรมเวทมนตร์อย่างถูกต้องตามลำดับ ก่อนจะสลายกำแพงวิญญาณที่มองไม่เห็นทิ้งไป
ไคลน์ก้มมองศพซีริสขณะสายลมกระโชกพัดผ่านร่างกาย
มันติดใจก้อนเนื้อจุดหนึ่งที่ยังปูดโปนบนใบหน้าของซีริส ก้อนเนื้อสีม่วงในจุดดังกล่าวยังไม่สลายไปทั้งที่จุดอื่นยุบตัวหมดแล้ว
สีของมันม่วงเข้มจนเกือบดำสนิท ภายในคล้ายกับมีของเหลวประหลาดส่องแสง
สิ่งนี้คืออะไร?
ไคลน์ทำเพียงบีดนวดขมับตัวเอง มันไม่กล้านำมือไปสัมผัสกับตุ่มเนื้อน่าขยะแขยง
ชายหนุ่มส่ายศีรษะเล็กน้อยพลางก้มลงไปหยิบไม้ค้ำเพื่อช่วยพยุงร่างกายที่อ่อนเพลีย
ปัจจุบันดวงวิญญาณของซีริสสลายตัวโดยสมบูรณ์แล้ว แม้แต่ผู้สื่อวิญญาณที่ช่ำชองอย่างมาดามดาลี่ย์ก็มิอาจสอบปากคำซีริสได้มากกว่านี้
หลังจากยืนเฝ้าศพสักพัก ดันน์ เลียวนาร์ด และโคเฮนรี่ได้เดินมาทางถึงจุดเกิดเหตุ
“คุณคงมีวาสนากับผู้วิเศษนอกรีตกระมัง เพียงไม่กี่สัปดาห์ บังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมากกว่าที่เหยี่ยวราตรีพบในหนึ่งเดือนเสียอีก”
เลียวนาร์ดกล่าวติดตลกขณะชำเลืองมองศพที่นอนหมดสภาพบนพื้น
“อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้…”
ไคลน์ยิ้มแห้งขณะนึกภาพปล่องไฟสีแดงเข้มที่เห็นในความฝัน รวมถึงซากปรักหักพังของท้องพระโรงปริศนาที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขาโฮนาซิส
มันใช้โอกาสนี้ทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น
ดันน์กวาดสายตามองครู่หนึ่งก่อนถาม
“คุณประกอบพิธีกรรมสื่อวิญญาณ?”
“ครับ”
ไคลน์ตอบตามจริง
“ผมกังวลว่าดวงวิญญาณอาจสลายไปก่อนที่เหยี่ยวราตรีจะมาถึง”
“สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ คุณไหวไหม?”
โคเฮนรี่ถามกังวล
ไคลน์เดินไปหาดันน์พร้อมกับยื่นกระดาษจดหมายให้ จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
“ขณะกำลังเดินตลาดมืดเพื่อจับจ่ายวัตถุดิบประกอบพิธีกรรม ผมเกิดฉุกคิดได้ว่าเซเลน่าเคยมาที่นี่พร้อมกับเฮเนส·วินเซนต์ หมายความว่าเฮเนสอาจเป็นลูกค้าประจำของผับมังกรชั่ว ผมจึงตั้งสมมติฐานขึ้นข้อหนึ่ง ชายปริศนาในภาพวาดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเฮเนส อาจเคยเดินทางมาที่ผับมังกรชั่วเช่นกัน จากนั้นก็นำภาพวาดไปสอบถามกับหัวหน้าสเวย์น และได้รับการยืนยันว่าชายคนนี้เคยมาที่ผับมังกรชั่วพร้อมกับเฮเนสจริง สาเหตุที่หัวหน้าสเวย์นจำได้แม่นเพราะอีกฝ่ายเคยถามถึงหนังสือเกี่ยวกับอารยธรรมบนเทือกเขาโฮนาซิส เมื่อได้เบาะแสดังกล่าว ผมจึงเอะใจเรื่องที่เคยถูกคนยืมเอกสารวิจัยเทือกเขาโฮนาซิสจากหอสมุดเดอไวล์ตัดหน้าไป…”
เลียวนาร์ดที่ยืนด้านข้างพลันแสยะยิ้มพร้อมกับถามแทรก
“คุณจึงนำตราตำรวจและบัตรยืนยันตัวตนมาแสดงกับบรรณารักษ์ห้องสมุดเพื่อขอดูประวัติการยืมคืนสินะ…แต่ผมมีคำถาม ถึงคุณจะบังเอิญพบผู้ต้องสงสัยที่ห้องสมุดจริง แต่จากอุปนิสัยแล้ว คนอย่างคุณไม่น่าจะเปิดฉากโจมตีอีกฝ่ายก่อน คงแสร้งทำเป็นไม่รู้จักและรีบติดต่อพวกเราที่ถนนซุตแลนเพื่อขอความช่วยเหลือ”
“ถูกต้อง ผู้วิเศษสายสนับสนุนอย่างคุณไม่ควรแบกรับความเสี่ยงเข้าปะทะ การขอความช่วยเหลือจากเหยี่ยวราตรีคือทางเลือกที่ดีกว่า ตราบใดที่คนร้ายยังไม่หนีออกจากทิงเก็น พวกเราต้องแกะรอยจนพบตัวเข้าสักวันแน่”
ดันน์เสริมก่อนจะก้มหน้าอ่านเนื้อความบนกระดาษจดหมายต่อ
ไคลน์อธิบายด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ทันทีที่บรรณารักษ์เห็นชายในภาพวาด เขารีบตะโกนเสียงดังโหวกเหวกเพื่อแจ้งให้ตำรวจอย่างผมทราบ จึงไม่มีทางนิ่งเฉยในสถานการณ์ดังกล่าวได้เลย”
เลียวนาร์ดและโคเฮนรี่หันมองหน้ากันด้วยสายตาขบขัน มุมปากพวกมันเริ่มกระตุกพร้อมกับเบือนหน้าหนี หันไปหัวเราะทางอื่นเพื่อรักษาน้ำใจไคลน์
ดันน์พยักหน้า สายตาละจากแผ่นกระดาษ
“แล้วคุณได้ข้อมูลใดจากพิธีกรรมสื่อวิญญาณบ้าง?”
“ผมเห็นซีริสใช้ลูกตุ้มวิญญาณที่มีวัตถุรูปร่างคล้ายมนุษย์ห้อยติดกับโซ่เงิน เป็นยักษ์ตาเดียวในสภาพกลับหัว มีแสงสีแดงเปล่งออกจากดวงตา หลังจากเห็นฉากดังกล่าว ภาพจิตของผมพลันแตกละเอียดและถูกบังคับให้ออกจากพิธีกรรมสื่อวิญญาณทันที”
ไคลน์เล่าความจริงโดยไม่โกหก
แต่ไม่ได้เล่าทั้งหมด สาเหตุที่ไม่พูดถึงโอสถตัวตลกเพราะมันมองเห็นความเป็นไปได้อยู่สองทาง
ทางแรก หากดันน์และเหยี่ยวราตรีรื้อค้นบ้านพักของซีริสและพบสูตรผลิตโอสถตัวตลก ความจริงจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าตนจะบอกสูตรการผลิตโอสถหรือไม่ คุณงามความดียังคงเทียบเท่าปัจจุบัน
เหยี่ยวราตรีมิได้สูญเสียผลประโยขน์
ทางที่สอง หากดันน์และเหยี่ยวราตรีไม่พบสูตรผลิตโอสถตัวตลกที่บ้านพักซีริส หมายความว่าตนสามารถแจ้งข้อมูลโอสถตัวตลกในภายหลัง และได้รับความดีความชอบเพิ่มเป็นสองเท่า
ซึ่งนั่นจะมากพอสำหรับใช้แลกเปลี่ยนโอสถตัวตลก และหากเป็นเช่นนั้น เมื่อตนย่อยพลังนักทำนายโดยสมบูรณ์ จะสามารถทำเรื่องขอเลื่อนระดับได้ทันที
นี่คือความเจ้าเล่ห์ที่ไคลน์ได้เรียนรู้จากนีลล์
“ชุมนุมแสงเหนือ?”
ดันน์พึมพำเนื้อความบนจดหมายก่อนจะซักถามไคลน์อีกหลายข้อในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
หลังจากชายหนุ่มตอบทุกสิ่งกลับไปตามจริงโดยไม่ปิดบัง ดันน์เงยหน้ามองและสังเกตเห็นสภาพอ่อนเพลียของไคลน์
มันโบกไม้ค้ำพร้อมกับกล่าวชื่นชม
“ทำได้ไม่เลว คุณช่วยยับยั้งเหตุการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดกับเมืองทิงเก็นไว้ได้ เชิญกลับไปพักผ่อนก่อน โคเฮนรี่ ตามลุงนีลล์มาแทนไคลน์”
เมื่อมอบคำสั่งเสร็จ ดันน์เผยรอยยิ้มจืดชืด
“ก่อนจะถึงลำดับหก เส้นทางผู้ไร้หลับขาดแคลนพลังสำหรับประกอบพิธีกรรมที่ซับซ้อน แม้แต่ชนิดพื้นฐานก็ยังทำได้ลำบาก”
“หัวหน้า หมายความว่าตั้งแต่ลำดับหกเป็นต้นไป เส้นทางผู้ไร้หลับจะมีพลังเกี่ยวกับพิธีกรรมมากขึ้น?”
ไคลน์ซักถาม
“ถูกต้อง”
…
เมื่อเดินทางออกจากหอสมุดเดอไวล์ ไคลน์เผลองีบบนรถม้าประจำทางหลายครั้งก่อนจะถึงถนนดารารัตน์
มันเดินโซซัดโซเซเข้าบ้านพร้อมกับรีบถอดชุดและหมวกแขวนไว้บนราว จากนั้นก็ทิ้งตัวลงหลับเป็นตายบนโซฟา
ผ่านไปงีบใหญ่ ไคลน์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งและรีบตรวจสอบเวลาจากนาฬิกาพก
“เมลิสซ่าจะกลับถึงบ้านในอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าเรานอนต่อ อาหารค่ำของครอบครัวจะถูกเลื่อนออกไปราวหนึ่งชั่วโมงเต็ม”
ไคลน์นวดศีรษะพร้อมกับลุกเดินเข้าครัว
มันล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ก่อนจะนำหางวัว มะเขือเทศ และแครอทออกมาจากตู้กับข้าว
หลังจากหั่นเตรียมเครื่องปรุงเสร็จ ไคลน์พลันยืนตัวแข็งทื่อด้วยสีหน้าตกตะลึง
“นี่เราเพิ่งช่วยเมืองทิงเก็นไว้ไม่ใช่หรือไง…”
มันพึมพำพลางอมยิ้ม ก่อนจะนำผ้ากันเปื้อนสีขาวออกมาสวมเตรียมประกอบอาหาร
……………………
