Skip to content

Lord of the Mysteries 310


ตอนที่ 310 : คณะกรรมการมลพิษทางอากาศแห่งชาติ

“ประธานใหญ่คือเซอร์เดส·ชอว์ และหัวหน้าเลขานุการคือมิสเตอร์ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์” ลุคอธิบาย

เซอร์เดส·ชอว์? มิสเตอร์ฮิบเบิร์ต·ฮอลล์? ผมไม่รู้จักสักคน…

ไคลน์แสร้งทำเป็นรู้จักและตอบกึ่งติดตลกกลับไป

“หวังว่าพวกเขาจะนำพาท้องฟ้าสีครามและแสงอาทิตย์อันสดใสกลับคืนมาสู่เบ็คลันด์ได้นะครับ”

“นั่นสินะ ถึงชาวเมืองทุกคนจะมีสิทธิ์จุดเตาผิงภายในบ้านอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย แต่การได้สัมผัสแสงแดดอ่อนโยนและอากาศสดชื่นย่อมต้องดีกว่าอยู่แล้ว” ลุค·ซาเมอร์ หนึ่งในสมาชิกของสมาคมต่อต้านเขม่า กล่าวพลางถอนหายใจและชี้นิ้วไปยังรถม้าด้านข้าง “พวกเราคงต้องขอตัวก่อน แมรีกำลังต้องการความช่วยเหลือด่วน”

สตาร์ลิ่ง·ซาเมอร์เชิดไหล่และพูดเสริม

“มีสมาชิกสภาหลายคนจะเข้าร่วมในงานเลี้ยงเย็นนี้ด้วย จากทั้งสภาเมืองเบ็คลันด์และสภาผู้แทนแห่งอาณาจักร”

“ผมสามารถจินตนาการความยิ่งใหญ่ของงานเลี้ยงได้เลยครับ” ไคลน์กล่าวยกยอตามมารยาท สายตาจ้องมองรถม้าสองสามีภรรยาซาเมอร์แล่นผ่านไป

ขณะหันหน้าไปทางสำนักงานไปรษณีย์ท้ายถนน ไคลน์ได้พบบุรุษไปรษณีย์ในเครื่องแบบสีเขียวเข้ม กำลังหย่อนจดหมายลงในกล่องจดหมายบ้านตน

จดหมายถึงเรา?

ชายหนุ่มยืนเลือกกุญแจสักพัก และจงใจหยิบกุญแจธรรมดาสีทองเหลืองออกมา

แกร่ก!

มาสเตอร์คีย์เปิดกล่องจดหมายง่ายดาย

สะดวกสบายชะมัด…ไคลน์พึมพำพลางหยิบปึกหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งตนสมัครสมาชิกรายเดือนไว้

จดหมายเมื่อครู่ถูกส่งมาจากนักสืบไอเซนการ์ด·สแตนธอน

ไอเซนการ์ดสนใจแนวคิดของไคลน์เช่นกัน เมื่อวานจึงย้อนอ่านคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในอดีตซึ่งยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ และเลือกคดีน่าสงสัยขึ้นมาศึกษาเพิ่ม จากนั้นก็นำแนวทางสืบสวนไปอธิบายกับกรมตำรวจอย่างละเอียด ฝ่ายตำรวจเห็นชอบและยินดีช่วยสนับสนุนด้านข้อมูล นักสืบสูงวัยจึงเขียนรายงานความคืบหน้าดังกล่าวหน้าให้ไคลน์ คาสลาน่า และนักสืบคนอื่นรับทราบผ่านจดหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ไอเซนการ์ดยังสงสัยในสองคดีเดียวกับไคลน์

ยอดนักสืบมักคิดตรงกันสินะ…ถ้าอย่างนั้นจดหมายของเราก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว…

ไคลน์รำพันติดตลกขณะเดินกลับเข้าบ้าน

จากคำบอกเล่าของไอเซนการ์ด เนื่องจากบางคดีไม่ถูกมองว่าเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องตั้งแต่แรก ผู้สงสัยจึงมีจำนวนมาก และตำรวจขาดเบาะแสเพิ่มเติมสำหรับช่วยตีกรอบให้แคบลง ยิ่งเวลาผ่านไป หลักฐานรูปธรรมก็ยิ่งเลือนราง ยากจะหาหลักฐานใหม่สนับสนุน

หนึ่งในผู้ต้องสงสัยของคดีฆาตกรรมโสเภณีแม่หม้ายเลี้ยงเดี่ยว คือเด็กหนุ่มซึ่งมีมารดาเป็นโสเภณี และเขายังเป็นลูกคนเดียว

มารดาของเด็กหนุ่มรายดังกล่าวคือหนึ่งในเหยื่อของคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ว่ากันว่า เด็กหนุ่มถูกแม่ทำร้ายทุบตีจนฝังใจ กลายเป็นเด็กมีปัญหาและเก็บกด ตำรวจจึงตั้งธงให้เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง แต่หลังจากนั้นครึ่งปี เด็กหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะระหว่างกลุ่มอันธพาล และเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัดของโรงพยาบาลกุศลในเวลาถัดมา

ศพถูกนำไปฌาปนกิจโดยมีพยานรู้เห็นจำนวนมาก เถ้ากระดูกถูกนำไปฝังภายในสุสานสักแห่ง

ส่งผลให้หลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องล่าสุดทันที

ถ้าศพของหมอนี่ไม่ถูกเผา เราคงขุดสุสานขึ้นมาเพื่อยืนยันให้แน่ใจ…

หลังจากเคยคืนชีพมาแล้วหนหนึ่ง ไคลน์ไม่กล้าตัดความเป็นไปได้ในการคืนชีพของคนอื่นออกไป

ส่วนอีกสามผู้ต้องสงสัย คนหนึ่งย้ายบ้านบ่อยครั้งจนยากจะตามหาเบาะแส ตำรวจต้องใช้เวลาอย่างมากหากจะให้ระบุแหล่งกบดานปัจจุบัน คนถัดมาประสบภาวะล้มละลาย ต้องย้ายจากเขตเหนือไปยังเขตตะวันออก และคนสุดท้าย รายนี้ยังคงเปิดร้านขายของชำบนถนนเส้นเดิมไม่เปลี่ยน

เมื่ออ่านจบ ไคลน์หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาเขียนจดหมาย อธิบายสถานการณ์อย่างคร่าว และบอกให้ ‘ผู้รับ’ คอยจับตามองผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนให้ดี ตามพิกัดบ้านซึ่งได้เขียนอธิบายลงไปอย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยการเน้นย้ำ

“ฆาตกรต่อเนื่องมักมีนิสัยป่าเถื่อนและก้าวร้าว กรุณาระวังตัวให้ดี ห้ามเข้าใกล้พวกเขาเกินเหตุ ขณะจับตามอง ให้ประพฤติตัวราวกับเป็นเพื่อนบ้านเปี่ยมไมตรีคนหนึ่ง ผมต้องการข้อมูลทางด้านสภาพจิตใจเป็นพิเศษ เช่นอารมณ์หงุดหงิดง่าย หรือภาวะการขังตัวเองในห้องเป็นเวลานาน ไม่สุงสิงกับใคร และชอบทำร้ายร่างกายผู้อื่น”

สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลจากเดอะซัน หลังจากฆ่าเหยื่อและกินอวัยวะภายใน ‘ปีศาจ’ จะอยู่ในภาวะกึ่งเสียสติ กระหายเลือด จนกว่าจะได้ฆ่าเหยื่อรายใหม่

หลังจากเน้นย้ำอีกครั้งให้ผู้สะกดรอยคอยระวังความปลอดภัยของตัวเอง ไคลน์พับกระดาษยัดใส่ซองจดหมาย และติดตราไปรษณียากรสีดำลงไป

ชายหนุ่มจ่าหน้าซองจดหมายว่า

“ถึงนักสืบสจ๊วต”

เขตราชินี คฤหาสน์หรูของเคาต์ฮอลล์

ซูซี่กำลังนอนคว่ำหน้าไปบนพื้นห้องอ่านหนังสือ สายตาจ้องมองรอบตัวราวกับกำลังเบื่อหน่ายชีวิตสุดขีด

เคาต์ฮอลล์ ผู้มีรูปร่างท้วมตามวัย สูบไปป์หนึ่งปอดและหันไปกล่าวกับบุตรชายคนโต

“รู้หรือไม่ เพราะเหตุใดพ่อถึงให้เจ้าดำรงหัวหน้าเลขานุการคณะกรรมการมลพิษในอากาศแห่งชาติ”

หลังจากครุ่นคิด ฮิบเบิร์ต ฮอลล์ตอบกลับอย่างฉะฉาน

“ท่านพ่อต้องการให้ผมมีอิทธิพลในการออกกฎหมายด้านมลพิษ เพื่อเอื้อประโยชน์กับกลุ่มบริษัทของตระกูลเรา?”

“ผิดแล้ว แม้พ่อจะเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองของห้างหุ้นส่วนถ่านหินและเหล็กคอนสแตน แต่ก็ไม่เคยกังวลกว่าการอนุรักษ์มลพิษจะส่งผลด้านลบกับธุรกิจ แค่ปรับแต่งให้ถูกต้องตามกฎหมายก็พอแล้ว พ่อกำลังคิดว่า ปัญหาด้านมลพิษในอากาศ จะกลายเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ซึ่งสำคัญมากในอนาคต ฮิบเบิร์ต ตระกูลเรามีตำแหน่งในสภาขุนนางแบบถาวร และเจ้าก็จะกลายเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พ่อจึงมีคำถาม ด้วยปัจจัยใดบ้าง ตระกูลขุนนางหนึ่ง ถึงมีอิทธิพลและอำนาจในสภาขุนนางสูงกว่าตระกูลอื่น? ตอบโดยไม่นำตำแหน่งสำคัญอย่างประธานสภา หรือตำแหน่งพิเศษมาเกี่ยวข้อง”

ฮิบเบิร์ตก้มหน้าตรึกตรองและมอบคำตอบ

“ลำดับชั้นบรรดาศักดิ์ ความมั่งคั่ง อัตราการเติบโตทางธุรกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อพระวงศ์ รัฐบาล และกองทัพ?”

“นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ลองฟังและคิดตามให้ดี หากคนกลุ่มหนึ่งหวังทำการใหญ่ พวกเขามักเลือกพึ่งพาบุคคลเปี่ยมประสบการณ์และฝีมือ มากกว่าพวกไก่อ่อนไม่เคยมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้น การสั่งสมประสบการณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคต หลังจากสืบทอดตำแหน่งในสภาขุนนาง หากเจ้าต้องการประสบความสำเร็จทางการเมืองทันที จำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์เตรียมไว้ให้มาก สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองบ่อยครั้ง แสดงฝีมือให้ทุกคนประจักษ์ พิสูจน์ให้เหล่าขุนนางในรุ่นเดียวกันเห็นว่า เจ้ามีฝีมือเหนือกว่าผู้อื่นมากเพียงใด และพึ่งพาได้มากเพียงใด เมื่อคนกลุ่มนั้นเริ่มมองเจ้าเป็นผู้นำและมอบความไว้เนื้อเชื่อใจ เจ้าก็จะมีรากฐานอันแข็งแกร่งไว้ต่อกรกับขั้วอำนาจและอิทธิพลอื่น ลองมองไปยังสถานการณ์ของขุนนางสาธารณรัฐอินทิสในตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศพวกมันมีระบบการเมืองล้ำสมัยกว่าใครทั้งหมด ในอีกไม่ช้าก็เร็ว อาณาจักรเราก็จะมีลักษณะคล้ายคลึงอินทิส ฮิบเบิร์ตเอ๋ย กระแสของสังคมคือสิ่งสำคัญ ต้องหมั่นศึกษาและวิเคราะห์ให้แตกฉานตลอดเวลา ในอนาคต อำนาจของขุนนางจะอ่อนแอลงมาก สิทธิประโยชน์ถูกเบียดเบียนจนแทบไม่ลงเหลือ บรรดาศักดิ์มีไว้สำหรับให้ผู้คนนับหน้าถือตา แต่ปราศจากพลังอำนาจในมือ ผู้มีอำนาจตัวจริงหรือกลุ่มนายทุนและคนมีเงิน โลกธุรกิจคือเป้าหมายถัดไปของตระกูลเรา” เคาต์ฮอลล์อธิบายให้ลูกชายคนโตฟังอย่างละเอียด

“แล้วถ้าต้องฝืนทำในสิ่งไม่ถนัด ผมควรทำอย่างไรให้ผลลัพธ์ออกมาดี?” ฮิบเบิร์ตพึมพำ

“ฉากหน้าต้องแสร้งว่าชำนาญ แต่ฉากหลังให้ตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาช่วยให้คำปรึกษา อย่าได้เสียดายเงินทองเล็กน้อยเพื่อการใหญ่ คอยฟังคำแนะนำของพวกเขาและตัดสินใจสุดท้ายอย่างเยือกเย็น ไม่มีใครเกิดมาเก่งไปเสียหมด ทุกคนมีจุดบกพร่องและด้านไม่ถนัด แต่เงินทองสามารถชดเชยได้ทุกเรื่องบนโลก” เคาต์ฮอลล์มอบคำแนะนำและข้อคิด

ฮิบเบิร์ตกระจ่างทันที

“เข้าใจแล้วครับ ท่านพ่อ”

ในเวลาเดียวกัน ซูซี่ผู้นอนฟังตรงมุมห้องอย่างเงียบงัน กำลังอ้าปากหาวราวกับเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา

หลังจากบทสนทนาจบลง สุนัขตัวเมียขนฟูรีบวิ่งไปยังห้องศิลปะส่วนตัวของออเดรย์ และเล่าทุกสิ่งในความทรงจำให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่ตัดทอน ปิดท้ายด้วยการพึมพำ

“ฉันไม่เข้าใจเลยสักอย่างเดียว”

ออเดรย์นั่งฟังพลางครุ่นคิด ก่อนจะหันไปกล่าวกับซูซี่ด้วยรอยยิ้ม

“พวกเขากำลังถกเถียงเรื่องสำคัญ โดยสิ่งนั้นจะช่วยลดกลิ่นตัวเหม็นอับของเธอด้วย”

“อย่างนั้นหรือ” ซูซี่ขานรับแม้จะยังไม่เข้าใจมากนัก

ออเดรย์ไม่สานต่อบทสนทนา เพียงก้มหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น

ปัจจุบัน เธอกำลังสนใจปัญหาของเขตตะวันออก ย่านอู่ต่อเรือ และย่านโรงงาน แต่ในงานเลี้ยงชนชั้นสูงสองรอบหลังสุด เธอกลับไม่มีโอกาสได้เปิดประเด็นในเรื่องดังกล่าว

สาเหตุมาจาก บรรดาขุนนาง ชนชั้นสูง สมาชิกสภา และข้าราชการอาวุโส ล้วนไม่มีใครสนใจปัญหาของเขตตะวันออกอย่างจริงจัง ออเดรย์จึงไม่มีโอกาสชักจูงพวกมันเข้าสู่ประเด็นประเด็นสนทนาสักที

วันจันทร์ช่วงบ่าย ไคลน์เดินทางกลับจากสโมสรครักซ์มายังบ้านบนถนนมินส์

ในเมื่อสจ๊วตยังไม่เริ่มรายงานข้อมูลเข้ามา และตนยังหาบุคคลเหมาะสมจะรับตำแหน่งนักปรุงยาไม่ได้ ไคลน์จึงไม่มีอะไรทำตลอดเมื่อวานและวันนี้ เพียงฝึกซ้อมยิงปืน อ่านหนังสือ และกินอาหารฟรีภายในสโมสรครักซ์

ระหว่างนั้น มันเริ่มทำความรู้จักกับสมาชิกคนอื่นเรื่อยเปื่อย

คนเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกของสายสัมพันธ์ทางธุรกิจในอนาคตของเรา…

ไคลน์ถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นก็เดินถอยหลังสี่ก้าว ส่งตัวเองเข้าสู่ห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา

การเตรียมตัวไม่ต่างจากคราวก่อน เริ่มด้วยการสร้างเดอะเวิร์ลปลอม ฝึกควบคุมดวงตาดำล้วนให้ชิน และส่งข้อความหาเดอะซันให้เตรียมพร้อมในอีกหนึ่งพันหัวใจเต้น

หลังจากจัดการทุกสิ่งเรียบร้อย ไคลน์นั่งรอจนกระทั่งบ่ายสามโมงตรง จึงเหยียดแขนออกไปสัมผัสกับดาวแดงตัวแทนสมาชิกแต่ละคน ประกอบด้วยมิสจัสติส แฮงแมน เดอะซัน และแน่นอน รวมถึงมิสเมจิกเชียน สมาชิกใหม่

ด้วยข้ออ้างต้องการสมาธิสำหรับอ่านหนังสือตามลำพัง ฟอร์สกำชับกับซิลว่าห้ามรบกวนเธอเด็ดขาด หลังจากปิดห้องเก็บตัวเงียบได้ไม่นาน จิตของหญิงสาวก็ถูกดึงเข้าสู่โลกสีเทาสลับดำกะทันหัน

กะพริบตาหนึ่งครั้ง ฟอร์สพบว่าตัวเองถูกรายล้อมด้วยสายหมอกสีเทาไร้จุดจบสิ้น เหนือศีรษะเป็นเสาหินและเพดานพระราชวังโบราณขนาดใหญ่ ตรงหน้าคือโต๊ะทองแดงยาวและเก้าอี้มากมาย สมาชิกหลายคนกำลังนั่งประจำตำแหน่ง

สมาชิกหลายคน…สมาชิกหลายคน! หรือนี่จะเป็นการชุมนุมลับตามคำบอกเล่าของท่านเดอะฟูล?

ฟอร์สสัมผัสได้ทันที ว่าสมาชิกชุมนุมแต่ละคนล้วนเป็นผู้วิเศษเก่งกาจ

ยกเว้นเราสินะ…หญิงสาวครุ่นคิดหน้าเครียด เธอเริ่มเสียความมั่นใจ สมองกำลังเกิดอารมณ์หวาดหวั่น

แต่เมื่อลองมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าคนอย่างเราเข้าร่วมชุมนุมได้ในฐานะลำดับเก้า คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งมากเช่นกัน…บางที เงื่อนไขการเข้าร่วมอาจไม่เกี่ยวกับระดับพลัง แต่เป็นเหตุผลพิเศษ…และทุกคนเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านมิสเตอร์ฟูล…

ฟอร์สพยายามประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็น เมื่อพบว่าชุมนุมแห่งนี้อาจไม่น่ากลัวดังจินตนาการ จิตใจหญิงสาวเริ่มผ่อนคลาย

ในเวลาเดียวกัน ออเดรย์สังเกตเห็นว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา

ผู้หญิง…ฟอร์สหรือซิล? มีใครบางคนผ่านบททดสอบ หรือว่าเป็นคนนอกกันแน่?

ขณะกำลังเพ่งสมาธิสำรวจสมาชิกใหม่อย่างตั้งใจ ออเดรย์เกือบลืมทักทายเดอะฟูลตามมารยาท

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าร่างมายาของสมาชิกใหม่จะพร่ามัวสักเพียงใด แต่เธอก็ยังมองเห็นสีผม ทรงผม เค้าโครงร่างกาย สำเนียงภาษา และสำนวนการพูดอันเป็นเอกลักษณ์!

หืม…เราคงต้องระวังตัวเองไว้บ้าง เพราะในอดีต มิสเตอร์แฮงแมนทราบทันทีว่าเราคือขุนนางของอาณาจักรโลเอ็น จากวิธีการออกเสียงและสำเนียงในบางคำ…

ขณะลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงชายกระโปรง ออเดรย์หันไปทางเดอะฟูลและทำการคำนับด้วยกิริยาชดช้อย

“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มิสเตอร์ฟูล”

เมื่อเสร็จคำทักทาย หญิงสาวไม่เก็บซ่อนความสงสัย ชำเลืองสายตาหันไปทางสมาชิกใหม่ซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน และถามด้วยรอยยิ้ม

“ท่านนี้คือ?”

………………….

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version