ตอนที่ 250 สิงเชียน
ตอนที่ 250 สิงเชียน
คนของสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยมีสีหน้าซับซ้อน เดิมนึกว่าจะเอาชนะได้อย่างราบรื่น คิดไม่ถึงว่าในการต่อสู้ของระดับสูงสุดจะพ่ายแพ้อย่างอนาถขนาดนี้ ถึงสุดท้ายพานเจาจะเอาชนะได้ แต่ทุกคนต่างก็รู้ชัดว่าความจริงถือว่าแพ้แล้ว เมื่อนึกถึงสถานการณ์ก่อนหน้า พวกเขาไม่สงสัยเลยว่าหากจวงเสียนเข้าสู่ระดับก่อจิตขั้นแปดชั้นฟ้าจะต้องเอาชนะพานเจาได้แน่
อย่างไรชัยชนะที่ไม่ได้ทรงเกียรติสักเท่าไรก็ยังถือเป็นชัยชนะ สรุปแล้วก็ยังรักษาศักดิ์ศรีของสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยเอาไว้ได้ ไม่ได้แพ้อย่างน่าเกลียดจนเกินไป
“ในที่สุดก็เอาชนะได้แล้ว! มารดามันเถอะ! หากผ่านไปอีกสักหลายปี รอให้พวกคนเถื่อน ฉีสุ่ยอวิ๋น หลี่เย่วเติบโตขึ้น จะต้องไม่แย่กว่าคนเหล่านี้ ยังมีเจ้านั่น หากให้เวลาเขาอีกสักปี เกรงว่า…”
“ไม่ต้องพูดถึงเขาแล้ว คนเช่นนั้น ข้ายอมให้เขาไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเรามากกว่า”
“จริงด้วย”
ด้านสำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุย จวงเสียนเดินกลับมานั่งที่ของตนเองช้าๆ ชายที่มีนัยน์ตาสีทองคนหนึ่งเดินมาหยุดข้างกายเขา เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร เจ้าได้พิสูจน์ตนเองแล้ว ต่อไปก็ส่งต่อให้ข้าอย่างวางใจเถอะ”
“อืม” จวงเสียนพยักหน้า
คนที่อยู่ข้างๆ คนหนึ่งกล่าว “มารดามัน เดิมทีคิดว่าไม่ต้องถึงมือเจ้า พวกเราก็สามารถถล่มจั่วสุยให้ราบได้ คิดไม่ถึงว่าจะต้องให้เจ้าออกศึก แต่ก็ดี เจ้าลงมือก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”
“หึๆ เจ้านั่นนึกว่าตนเองชนะแล้ว ไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่รอเขาอยู่ คือความสิ้นหวัง เมื่อถึงตอนสุดท้าย พวกมันก็จะพบว่าตนเองดีใจเร็วเกินไป”
“ข้าอยากเห็นภาพที่พวกมันก้มหัวด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง”
บนลานประลอง พานเจาถอนหายใจยาว จากนั้นหันกายเตรียมจากไป จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวก่อน!”
สายตาของคนทั้งหมดถูกดึงดูดไป พานเจาหันกลับไปมองฝั่งตรงข้ามช้าๆ ถึงเห็นชายที่ปล่อยผมสยายและมีนัยน์ตาสีทองเดินมาทางลานประลองทีละก้าว
“คนผู้นั้น… เป็นระดับก่อจิตขั้นห้าชั้นฟ้าไม่ใช่หรือ หมายความว่าอะไร เจ้าเด็กนั่นคิดจะท้าประลองกับรุ่นพี่พานเจาหรือ”
“สำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ คิดจะผลัดกันมาต่อสู้ ลดทอนกำลังของรุ่นพี่พานเจาจนหมดค่อยส่งอันดับสองของพวกเขาออกมาเอาชนะรุ่นพี่พานเจาหรือ”
คนทั้งหมดมองชายนัยน์ตาสีทองผู้นั้นพร้อมกับถกเถียงกัน คนผู้นี้ดูแล้วอายุยังน้อยมาก บางทีอาจไม่ถึงยี่สิบปี มีระดับยุทธ์ขั้นห้าชั้นฟ้านับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง แต่เขากับพานเจาห่างกันถึงสามชั้นฟ้าก็ยังคิดจะท้าประลองพานเจาหรือ หึๆ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องแข่งกันแล้ว เพราะทุกคนย่อมทราบผลลัพธ์ดี
“มีปัญหาอะไร” พานเจาถาม เดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะท้าประลองตน แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้น แม้แต่อันดับหนึ่งอย่างจวงเสียนยังแพ้แล้ว คนอื่นๆ ขึ้นมาจะมีประโยชน์อะไร อีกทั้งยังเป็นแค่เด็กน้อยระดับก่อจิตขั้นห้าชั้นฟ้าคนหนึ่ง แตกต่างกับตนมากไปแล้ว
คิดดูแล้วก็เอ่ยต่อว่า “หากคิดจะต่อสู้ ฝั่งเราย่อมส่งคนลงมา”
คำพูดถัดมาของคนผู้นั้นทำให้คนทั้งหมดตกตะลึง “เจ้าต่อสู้กับจวงเสียนไปรอบหนึ่ง สิ้นเปลืองกำลังไปมาก ข้าจะไม่เอาเปรียบผู้อื่น เจ้าพักผ่อนสักครู่ ฟื้นฟูพละกำลังก่อน รอจนสภาวะของเจ้าพร้อมถึงขีดสุดค่อยมาสู้กับข้า”
พอได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มคนนั้น ความคิดแรกของทุกคนก็คือ เด็กคนนี้บ้าไปแล้ว!
ระดับยุทธ์แตกต่างกันถึงสามชั้นฟ้า เขากลับคิดจะท้าประลองพานเจา ทั้งยังอนุญาตให้พานเจาพักผ่อนก่อน รอให้เขาฟื้นคืนสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุดค่อยออกมาสู้ นี่มันล้อกันเล่นแล้ว พานเจาเป็นใคร นั่นเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง ไม่ใช่คนธรรมดา ต่อให้เป็นพวกจวงเสียนที่ต่างกันแค่หนึ่งชั้นฟ้าก็สู้พานเจาไม่ได้แล้ว เด็กคนนี้ห่างกันถึงสามชั้นฟ้ายังคิดจะเอาชนะพานเจา ไม่ใช่ล้อเล่นแล้วจะเรียกว่าอะไร
มีแต่เมิ่งซือซือที่ตอนนี้สีหน้าหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าเล็กๆเคร่งเครียด “เป็นเขา ตัวประหลาดที่สำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยพามาครั้งนี้ก็คือเขา!”
“อ้อ!” อวิ๋นโม่เกิดความสนใจ แผ่ญาณหยั่งรู้ออกไปทางคนผู้นั้น ผ่านไปครู่หนึ่งก็เก็บญาณหยั่งรู้กลับมา เอ่ยกับตนเองว่า “ร่างกายของเจ้าเด็กนี่แปลกประหลาดอยู่บ้าง ราวกับมีพลังพลุ่งพล่านสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ แม้จะแบ่งแยกออกจากร่างกายของเขา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเขา ตกลงแล้วคืออะไรกันแน่”
อวิ๋นโม่ใคร่ครวญเงียบๆ
พานเจาพลันหัวเราะเสียงดัง “น้องชาย หากเจ้าอยากต่อสู้ ฝั่งเรายังมีคนอยู่ ข้าไม่คิดจะรังแกเจ้า ให้ผู้อื่นสู้กับเจ้าเถอะ”
พูดแล้วก็ส่ายหน้า หันกายเดินออกจากลานประลอง แต่แล้วก็ได้ยินคนที่อยู่ฝั่งสำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยเอ่ยปาก คนทั้งหมดพากันหันไปมอง นั่นก็คือจวงเสียนที่แพ้ไปก่อนหน้านี้
“พานเจา เจ้ารับศึกด้วยตัวเองเถอะ คนอื่นๆ คงรับไม่ได้แม้แต่ฝ่ามือเดียว คนผู้นี้ก็คืออันดับหนึ่งของสำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยเรา สิงเชียน!”
พอพูดออกมา ทุกคนก็ถกเถียงกันใหญ่
“สิงเชียนหรือ เด็กหนุ่มระดับก่อจิตขั้นห้าชั้นฟ้าคนนั้นคืออันดับหนึ่งของสำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยหรือ อันดับหนึ่งไม่ใช่จวงเสียนหรือ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นสิงเชียน”
“ระดับก่อจิตขั้นห้าชั้นฟ้าเอาชนะจวงเสียน กลายเป็นอันดับหนึ่ง นี่ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง”
“สำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยเล่นอะไร คิดว่าพวกเราหลอกง่ายหรือ”
“แต่จวงเสียนเอ่ยปากเอง คงจะไม่ใช่เรื่องโกหกกระมัง หากสิงเชียนเป็นอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาราชวงศ์โย่วสุยจริง เช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้ว”
พานเจายืนอยู่ริมลานประลองด้วยความประหลาดใจยิ่ง ข่าวที่สำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยรู้มาเป็นช่วงก่อนหน้านี้ หากเร็วๆ นี้โย่วสุยปรากฏยอดฝีมือผู้หนึ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ แต่สิงเชียนคนนี้เป็นแค่ระดับก่อจิตขั้นห้าชั้นฟ้า ไม่น่าจะพิสดารได้ถึงขนาดนั้นกระมัง
ขณะที่พานเจาขบคิดปัญหา สตรีที่เป็นอันดับสองของสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุยก็พลันลุกขึ้นเดินมาทางลานประลอง พอมาถึงข้างกายพานเจาก็เอ่ยว่า “ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าสิงเชียนเป็นอันดับหนึ่งของโย่วสุย เช่นนั้นก็ให้ข้าไปทดสอบดูดีกว่า หากใช้การไม่ได้แม้แต่น้อย เจ้าก็ไม่ต้องลงมือ หากแข็งแกร่งจริง เจ้าก็จะได้ศึกษาวิธีโจมตีของอีกฝ่าย หากเป็นเรื่องจริง คนเช่นนี้จะต้องน่ากลัวมาก”
พานเจาพยักหน้า “ก็ดี เจ้าระวังตัวสักหน่อย”
สตรีที่อยู่อันดับสองของผังลูกศิษย์มีนามว่า เจี่ยนเซิ่งหนาน รูปโฉมไม่โดดเด่น ใบหน้ารูปเหลี่ยมมองไปคล้ายบุรุษผู้หนึ่ง แต่ความสามารถของนางกลับแข็งแกร่ง ในหมู่ศิษย์นอกของสำนักศึกษาราชวงศ์จั่วสุย นอกจากพานเจาแล้วก็ไม่มีใครจัดการนางได้ นางเองก็อยู่ระดับก่อจิตขั้นเจ็ดชั้นฟ้า
เห็นเจี่ยนเซิ่งหนานลงสนาม สิงเชียนก็โบกมือ ปรากฏกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่ง เขาเอ่ยกับนางอย่างเรียบเฉย “พวกเจ้ากำลังเสียเวลาเปล่า”
“จะเสียเวลาจริงหรือไม่ ต้องสู้กันถึงจะรู้!” เมื่อเจี่ยนเซิ่งหนานขยับมือก็ปรากฏกระบี่วิญญาณเล่มหนึ่ง แต่กระบี่ในมือของนางกว้างราวบานประตู ดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง นางที่เป็นสตรีกลับใช้กระบี่วิญญาณที่หนักเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพละกำลังของนางจะต้องแข็งแกร่งกว่าบุรุษหลายเท่า
“ฮึ่ม!”
เจี่ยนเซิ่งหนานพุ่งเข้าหาสิงเชียน กระบี่ที่หนักราวกับบานประตูฟันลงมา กระบี่นี้ทรงพลังมาก หากคนทั่วไปโดนเข้าอย่างจังเกรงว่าคงต้องกลายเป็นเนื้อสับ แต่สิงเชียนยืนนิ่งไม่ขยับ ขณะที่กระบี่วิญญาณกรายมาถึงศีรษะ ถึงได้เงยหน้าช้าๆ ยกกระบี่แทงออกไปเบาๆ
เปรี้ยง!
สองกระบี่ปะทะกัน ไม่ได้เกิดเสียงกังวาน แต่เป็นเสียงคำรามดังกึกก้อง กระบี่ในมือเจี่ยนเซิ่งหนานสั่นสะเทือน กระทั่งแขนของนางก็สั่นสะท้านอยู่นานถึงได้หยุดลง
ทุกคนมองฉากนี้อย่างตกตะลึง เจี่ยนเซิ่งหนานมีพละกำลังแข็งแกร่ง สามารถพูดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่ากลัว คนที่เผชิญหน้า ร่างกายก็ไม่ได้สูงใหญ่กว่า กระบี่วิญญาณในมือก็ดูเปราะบาง แต่แค่แทงกระบี่ออกมาเบาๆ ก็สามารถบีบให้เจี่ยนเซิ่งหนานถอยร่นไปหลายก้าวจนเกือบจะคุมกระบี่ในมือเอาไว้ไม่อยู่
“เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เปลี่ยนเป็นพานเจาลงสนามเถอะ” สิงเชียนพูดอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบไม่เย่อหยิ่ง ราวกับบอกความจริงเรื่องหนึ่ง
“นั่นก็ไม่แน่!” เจี่ยนเซิ่งหนานตะโกนเสียงดัง ขยับหัวไหล่สะบัดความรู้สึกเหน็บชาเหล่านั้นออกไป จากนั้นมือก็ทำมุทราเตรียมใช้ศาสตร์ลับที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเอง ตอนนี้ตัวนางเองเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่แน่ว่าจะต้องแพ้ ต่อให้แพ้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายแสดงฝีมือทั้งหมดออกมา ให้พานเจาเข้าใจคนผู้นี้ได้บ้าง
กระบี่เล่มใหญ่กรีดร้องราวกับมีชีวิต พลังปราณบนตัวกระบี่เคลื่อนไหว รังสีกระบี่พวยพุ่งออกมา
แต่แล้วเจี่ยนเซิ่งหนานไม่ทันได้ใช้ศาสตร์ลับ จู่ๆ ดวงตาก็พร่าเลือน สิงเชียนที่อยู่ตรงหน้าหายไป
“แย่แล้ว!” เจี่ยนเซิ่งหนานตกใจคิดจะหลบ พลันรู้สึกถึงลำแสงเยือกเย็นสายหนึ่งกรีดผ่าน ความเจ็บปวดพาดผ่านลำคอ
………………………………………
Comments for chapter "ตอนที่ 250 สิงเชียน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com