fbpx

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 158

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-62

ตอนที่ 62

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “หน้าตาเขาหล่อสู้ข้าไม่ได้ แล้วข้าจะอยากได้ร่างกายเขาไปทำไม”

………

ใครบอกว่าแกหล่อกว่าเขา!

ใครออกใบรับรองให้แก!

ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันเขียนเองกับมือว่าไม่ว่าจะบนสวรรค์บนผืนพิภพ จากอดีตกระทั่งอนาคต ให้อย่างไรลั่วปิงเหอก็หล่อที่สุดแล้วในสามภพ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อจนผู้หญิงผู้ชายพากันอิจฉา กินรวบตั้งแต่เด็กยันคนแก่ ลั่วปิงเหอนี่แหละสุดหล่ออันดับหนึ่งในนิยายเล่มนี้แล้ว!

เสิ่นชิงชิวขีดดำเรียงแถวขึ้นเต็มหน้าผาก “เช่นนั้นท่านต้องการอะไรกันแน่”

จู๋จือหลางแจ้วความประสงค์ “จวินซั่งต้องการกระบี่เล่มนั้นของเขา”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าต้องการมอบของขวัญให้แกภพมนุษย์ ขาดกระบี่เล่มนั้นก็ทำไม่ได้ซิ”

จะเอาดัชนีทองคำของพระเอกเนี่ยนะ ตัววิ่งคำว่า ‘ฝันไปเถอะ’ ‘ช่างไม่เจียมกะลาหัว’ ‘ไม่รู้ที่ตายซะแล้ว’ ผุดขึ้นเต็มสมองเสิ่นชิงชิว แต่แล้วก็เห็นลั่วปิงเหอสะบัดแขนออกไป

จู๋จือหลางยกแขนขึ้นรับ ชั่วอึดใจ การส่งมอบก็เสร็จสิ้น รวดเร็วฉับไว ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย

จู๋จือหลางกลายร่างเป็นงูทันที คาบเสิ่นชิงชิวไว้ในปาก

เทียนหลางจวินกระโจนขึ้นไปอย่างสง่างาม พลางหัวเราะลั่น “เจ้าเชื่อจริงๆน่ะหรือ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

พฤติกรรมเช่นนี้ หน้าด้านไร้ยางอายที่สุด ธาตุแท้ช่างเหมือนกับผู้ใหญ่ที่หลอกให้เด็กส่งของในมือให้ แล้วจากนั้นตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้เอาดื้อๆ

เสิ่นชิงชิวเกิดความรู้สึกว่าลั่วปิงเหอถูกเขารังแกอย่างไม่ยุติธรรม แม้จะมีเขี้ยวขาววับอยู่ใกล้ๆก็อดกล่าวไม่ได้ “ท่านเป็นผู้ใหญ่นะ รู้ตัวหรือไม่”

เทียนหลางจวินนั่งลงบนหัวจู๋จือหลาง กล่าวอย่างสำบัดสำนวนว่า “ข้ารู้แต่ว่าข้าเป็นมาร ศิษย์ของเจ้ายอดเขาเสิ่นน่ากลัวว่าจะอยู่ในภพมนุษย์นานไปหน่อย เลยลืมไปแล้วว่าเผ่าของเราไม่เคยรักษาสัญญา แต่อันที่จริงพวกมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ถือว่าวาจาเป็นเพียงลมปากเหมือนกันนั่นแหละ”

สิ้นประโยกสุดท้ายรอยยิ้มของเทียนหลางจวินก็หายวับไปทันตา เบื้องหน้าเสิ่นชิงชิวพลันดำมืด จากนั้นอะไรบางอย่างที่เหมือนถุงใบหนึ่ง สีแดง เปียกๆอุ่นๆก็บีบอัดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง

เขาถูกจู๋จือหลางกลืนเข้าไปแล้ว

บทที่ 17 เทียนหลาง

ตอนฟื้นขึ้นมาอากาศแห้งมาก ในลำคอรู้สึกระคายเคือง

เสิ่นชิงชิวพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ข้างกายเขามีมารสาวผิวคล้ำผู้หนึ่ง พอเห็นเขาฟื้นก็ตะโกนออกไปข้างนอกด้วยสำเนียงเหน่อๆว่า “ฟื้นแล้ว”

เทียนหลางจวินเลิกม่านขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง โผล่ศีรษะเข้ามาดูเขาแล้วเลิกคิ้ว “เจ้ายอดเขาเสิ่นหลับไปนานพอดูเลยนะนี่”

เสิ่นชิงชิวทำหน้านิ่ง เอามือถูหน้าให้มั่นใจว่าไม่มีกลิ่นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของสัตว์เลื้อยคลานเหลือบนร่างตนเองแล้ว ลมแห้งๆโชยพัดม่านผ้าโปร่งปลิวไสว พาให้มองเห็นสภาพด้านนอก

ตอนนี้เขานอนอยู่บนงูใหญ่ยักษ์เกล็ดสีดำ บนหลังงูยักษ์มีเก๋งหลังหนึ่ง ส่วนตัวมันกำลังเลื้อยอย่างนุ่นนวลไปกับพื้น รอบด้านเมไปด้วยประชากรเผ่ามารที่มีรูปร่างเป็นสิงสาราสัตว์นานาชนิด รวมทั้งพวกครึ่งมาร ครึ่งสัตว์น้อยใหญ่ รวมตัวกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่อย่างไม่เป็นระเบียบ และกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

เสิ่นชิงชิวฟันธงว่าที่นี่จะต้องเป็นภาคใต้ของเผ่ามาร

ภาคเหนือเป็นดินแดนของโม่เป่ยจวิน ตอนนี้เลยเป็นดินแดนของลั่วปิงเหอไปแล้ว ประชากรส่วนใหญ่มีร่างเป็นคน ต่อสู้โดยใช้คาถาเป็นหลัก แต่ทางภาคใต้มีประชากรที่มีร่างเป็นสัตว์และเลือดผสมค่อนข้างมาก ดูเหมือนพิภรของสิงสาราสัตว์ก็ไม่ปาน ไม่รู้ว่าเทียนหลางจวินจะพาประชากรเผ่ามารกลุ่มนี้อพยพไปที่ไหน และตั้งใจไปทำอะไร

เสิ่นชิงชิวสังเกตสภาพแวดล้อมเสร็จ จู่ๆก็พบว่าทรวงอกซีกขวาและแขนข้างเดียวกันนั้นยังคงเจ็บและชาเป็นระลอก อีกทั้งรู้สึกค่อนข้างจะอืดอาด เคลื่อนไหวได้ไม่คล่อง

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมทำใจไว้ก่อน จากนั้นก้มลงมอง

สภาพหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

แขนขวาของเสิ่นชิงชิวเหมือนแขนเทียมที่ทำจากกิ่งไม้ใบหญ้า เต็มไปด้วยตุ่มเนื้อใบเนื้อสีเขียวแตกยอดถี่ยิบ ทั้งยังส่ายไหวเบาๆเวลาเขาขยับแขน นิ้วมือทั้งห้าด้านชา กระทั่งจะงอนิ้วยังทำไม่ได้

เขามองเพียงแวบเดียวก็ทำใจมองไม่ได้อีก กระบี่ซิวหย่าก็อยู่ใกล้มือ จนอยากหยิบมันขึ้นมาฟันแขนข้างนั้นทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด

เวลานี้เองจู๋จือหลางก็ประคองเตาทองคำใบน้อยมีควันกรุ่นเข้ามา

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาราวกับเห็นผี ถามอย่างระแวงว่า “เจ้าจะทำอะไร”

จู๋จือหลางยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น “ผู้น้อยแค่ต้องการช่วยเสิ่นเซียนซือ…”

เสิ่นชิงชิวรีบชี้ที่ปากตัวเอง เขากลัวเป็นที่สุดเวลาจู๋จือหลางพูดจาแบบนี้ นับว่าได้รู้วิธีการตอบแทนบุญคุณของงูแล้ว ตอบแทนกันถึงขั้นกลืนเขาเข้าไปในท้องเลยทีเดียว

จู๋จือหลางยกชายแขนเสื้อขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน เหมือนอยากเอามาปิดปากตัวเอง แต่แล้วก็เอาลง กล่าวอย่างหวังดีว่า “เสิ่นเซียนซือ ท่านเชื่อข้า จะกำจัดใยไหมอารมณ์ต้องกำจัดไม่ต่ำกว่าเจ็ดครั้งในหนึ่งวัน ทำลายให้ถึงรากที่อยู่ในเลือดเนื้อ วันนี้กำจัดไปสามครั้งแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม หากไม่กำจัดต่อ แขนข้างนี้ของเสิ่นเซียนซือคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”

พอได้ยินว่ามีความเสี่ยงจะกลายเป็นคนพิการ เสิ่นชิงชิวก็ละทิ้งความหวาดกลัวในใจ ยื่นแขนให้ทันที

จู๋จือหลางเอาถ่านหินที่เผาไฟจนแดงก้อนหนึ่งขึ้นจากเตามาถือไว้ด้วยมือเปล่า แล้วนาบลงไปที่แผ่นอกของเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิว “…”

เขารู้ว่าไม่อาจคาดหวังจะให้จู๋จือหลาง ‘ช่วยเหลือ’ ด้วยวิธีปกติธรรมดาได้เลยจริงๆ

ถ่านหินก้อนนี้นาบลงบนยอดอ่อนของใยไหมอารมณ์บนแผ่นอกเขา เผาใบอ่อนก้านอ่อนจนม้วนหงิกงอ เผาลวกลึกลงไปถึงราก เผาจนเสิ่นชิงชิวอยากแหกลิ้นปลิ้นตา แต่เพราะทำแบบนั้นแล้วมันจะดูทุเรศ เลยต้องผืนทำหน้าตึงเข้าไว้

เมื่อจู๋จือหลางเผายอดอ่อนเขียวๆตามผิวหนังทีละส่วนๆ เสร็จ แขนข้างนี้ก็พอดูได้ขึ้นมาบ้าง

จู๋จือหลางเก็ยถ่านหินกลับไป กล่าวว่า “เดี๋ยวตอนบ่ายกับตอนเย็นยังต้องเผาอีกสามครั้ง”

เสิ่นชิงชิวเอาเสื้อนอกที่ถอดออกไปเมื่อครู่ขึ้นมาคลุมไหล่

จู๋จือหลางเหลือบไปเห็นเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็รีบร้อนก้มหน้าแทบไม่ทัน

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆอยู่ด้านนอกว่า “เด็กโง่ เจ้าอายอะไรกัน”

นั่นซิ เสิ่นชิงชิวก็อยากถามเหมือนกัน นายอายอะไร กับแขนและหน้าอกที่เมื่อกี้มีตุ่มเนื้องอกอยู่ทั่ว มีอะไรต้องอายด้วยรึ กับสิ่งมีชีวิตที่ตัวเองเลยกลืนเข้าไปแล้วคายออกมา มีอะไรให้ต้องอายรึ

จู๋จือหลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “จวินซั่งอย่าล้อบ่าวเล่นซิขอรับ บ่าวมิได้มีความคิดที่ไม่เหมาะไม่ควรต่อเสิ่นเซียนซือเลยจริงๆ

เขามองเสิ่นชิงชิว กล่าวย้ำว่า “มิได้คิดไม่บังควรเหมือนอย่างลั่วปิงเหอเลยขอรับ”

ทำไมนายต้องย้ำแบบนี้ด้วย!

จู๋จือหลางรีบยกเตาน้อยกระโดดลงไปจากหลังงู พอลงไปข้างล่างก็บัญชาการให้ปรับรูปขบวนใหม่

เสิ่นชิวชิวจิตใจสับสนวุ่นวายครู่หนึ่ง สายตาเริ่มกวาดไปทั่วอย่างสำรวจ

กระบี่ซินหมัว…กระบี่ซินหมัว…กระบี่ซินหมัวไปไหนแล้วล่ะ

อ้อ อยู่ข้างนอกตรงที่เทียนหลางจวินนั่งอยู่นั่นไง โยนทิ้งไว้ที่ข้างเท้าซะงั้น

เสิ่นชิงชิวนับถือเลยจริงๆ

จะดีจะชั่วก็เป็นกระบี่วิเศษอันดับหนึ่งใน ‘เทพมารอหังการ’ เป็นดัชนีทองคำยิ่งใหญ่สยบฟ้าพิชิตปฐพีชิ้นหนึ่ง เอามาโยนทิ้งไว้ส่งๆแบบนี้มันจะดีเหรอ

เดิมทีเทียนหลางจวินนั่งเท้าคางมองไกลออกไปข้างนอก เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าแปลกๆของเสิ่นชิงชิวก็เอ่ยปากถาม “เจ้ายอดเขาเสิ่นมองอะไรอยู่หรือ” เว้นจังหวะครู่หนึ่งก็มองตามสายตาของเขา “มองกระบี่ของข้าเล่มนี้หรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเรียบว่า “นั่นเป็นกระบี่ของลั่วปิงเหอ”

เทียนหลางจวินหัวเราะอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเกริ่นว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่น มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ข้าอยากถามเจ้ามาตลอด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เชิญกล่าว”

อยากถามก็เชิญตามสบาย ฉันจะตอบรึเปล่าก็เรื่องของฉัน

เทียนหลางจวินถามต่อ “เจ้ากับลูกชายของข้าเคยซวงซิว กันแล้วหรือยัง”

(ความหมายตามตัวอักษรของคำว่าซวงซิว คือ ฝึกวิชาร่วมกันเป็นคู่ ความหมายโดยนัยคือ การร่วมรัก)

เสิ่นชิงชิวนึกว่าตัวเองคงฟังผิดไป “ขอโทษที ท่านว่าอะไรนะ”

เทียนหลางจวินถามซ้ำอีกรอบอย่างอดทนว่า “ข้าถามเจ้ายอดเขาเสิ่นว่า เจ้ากับลั่วปิงเหอ…”

เสิ่นชิงชิวหน้ากระตุกสองสามครั้ง ทำมือเป็นท่า ‘พอเลย’ ใส่เขา

เทียนหลางจวินจึงกล่าว “หรือเจ้ายอดเขาไม่เข้าใจความหมายของคำว่าซวงซิวที่ข้าถาม ความหมายของมันก็คือ…”

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “พอได้แล้ว”

จะไว้หน้ากันบ้างสักนิดได้ไหม

เสิ่นชิงชิวฝืนทำเป็นไม่สะทกสะท้าน “เพราะอะไรท่านถึงคิดว่าข้าเคยซวงซิวกับเขา”

เทียนหลางจวินกล่าว “บอกตามตรงว่าข้าสนใจวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวมนุษย์มาตลอด”

เสิ่นชิงชิวซัก “ดังนั้น?”

สนใจวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวมนุษย์มันมาเกี่ยวอะไรกับคำถามนี้วะ

เทียนหลางจวินยกนิ้วขึ้นส่ายเบาๆสองที ครวญเพลงหงุงหงิงอยู่ในคอ

เสิ่นชิงชิวที่เดิมทำหน้า ‘ลูกผู้ชายไม่มีอะไรให้หวั่นไหว’

แต่พอเทียนหลางจวินยิ่งครวญเพลงไป สีหน้าเขาก็เปลี่ยนทันที

แม่! มึง! เหอะ! แค้น! ซุน! ซาน!

มันฮิตมาถึงภพมารเลยรึเนี่ย!!!

เทียนหลางจวินครวญเพลงสองท่อนแล้ว ท่าทางพออกพอใจอย่างยิ่ง กล่าวอย่างยังไม่หนำใจว่า “มีแต่ภพมนุษย์ที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดอัจฉริยบุรุษเท่านั้นจึงจะสามารถรังสรรค์ผลงานโลกตะลึงระดับนี้ได้ ความอาจหาญของเนื้อหา ความวาบหวามของถ้อยคำ ช่างคู่ควรแก่การชื่นชมโดยแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อนจบที่ทิ้งท้ายให้คนติดอกติดใจ คาดหวังรอคอยตอนต่อไปอย่างเต็มเปี่ยม”

โห ที่แท้ยังมีเป็นซีรีส์ต่อเนื่องด้วย!

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “…เดี๋ยวนะ ตอนเจอกันครั้งแรกในสุสานศักดิ์สิทธิ์ท่านพูดว่า ‘เลื่อมใสมานาน’ หรือว่าเลื่อมใสมานานของท่าน ก็เลื่อมใสมาจากเพลงลามกเพลงนี้?”

เทียนหลางจวินตอบอย่างร่าเริง “นี่แหละคือเลื่อมใสมานานนี่เลย”

ระบบ [สนทนากับบอสเรื่องความสนใจและงานอดิเรก เพิ่มมิติให้กับภาพลักษณ์ของตัวร้าย เสริมสร้างความสนิทสนมเป็นกันเอง ค่า B เพิ่มขึ้น 150 คะแนน]

ความสนใจและงานอดิเรกพ่องซิ!

ขณะเขาสองคนปะทะสายตากัน มารสาวผิวดำที่ดูแลเสิ่นชิงชิวจนกระทั่งเข้าฟื้นวิ่งปรี่เข้ามาข้างงูยักษ์ กระโดนหย็องแหย็งอย่างตื่นเต้นดีใจราวกับละมั่ง

เสิ่นชิงชิวจ้องดูพักหนึ่ง พบว่านางมีขาแบบละมั่งอยู่จริงๆ

หญิงสาวผู้นั้นกระโดดโลดเต้น แหงนหน้าขึ้นถามว่า “จวินซั่ง ที่ใหม่ที่พวกเราจะไปดีมากไหมเจ้าคะ”

เทียนหลางจวินยิ้ม โบกมือตอบนาง “ย่อมต้องดีมากอยู่แล้ว”

หญิงสาวผู้นั้นค่อยข้างใสซื่อไร้เดียงสา ถามว่า “มีน้ำมากไหมเจ้าคะ”

เทียนหลางจวินตอบ “ภูเขาลำธารห้วยละหานมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง”

หญิงสาวผู้นั้นร้องโอ้โฮ กระโดดออกไป เสิ่นชิงชิวมองเงาหลังของนาง พยายามครุ่นคิด รู้สึกเหมือนมีตรงไหนสักแห่งไม่ถูกต้อง “ท่านกำลังจะพาพวกเขาอพยพไปที่ไหนหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นมีข้อสรุปในใจแล้ว ทำไมยังต้องถามอีก”

ภูเขาลำธารห้วยละหาน ไม่ใช่ภูมิประเทศที่พบเห็นได้ทั่วไปในภพมาร ‘ที่ดีๆ’ ย่อมหมายถึงภพมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย

เสิ่นชิงชิวกล่าว “ดูจากจำนวนแล้ว ท่าทางประชากรทางใต้ของเผ่ามารจะมารวมตัวกันอยู่ในขบวนนี้ถึงสองในสิบ ท่านคิดว่าฝูงชนจำนวนมหาศาลขนาดนี้ผ่านพื้นที่ชายแดน เหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนจะไม่สังเกตเห็นเลยหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ใครบอกว่าจะต้องผ่านเข้าทางพื้นที่ชายแดน” เขาลุกขึ้นยืนตรง ดวงตาฉายแววเหยียดหยาม ถามยิ้มๆ “เจ้านึกว่าข้าเอากระบี่เล่มนี้มาทำอะไรหรือ”

เสิ่นชิงชิวย้อนถาม “ท่านจะใช้กระบี่ซินหมัวกรีดผ่ารอยแยกระหว่างสองภพ?”

เทียนหลางจวินกล่าเสริม “พูดให้ถูกคือรวมสองภพต่างหาก”

รวมภพมนุษย์กับภพมารเข้าด้วยกัน!

แบบนี้ไม่เท่ากับเป็นการเอามิติที่แตกต่างกันมาขยำรวมเป็นก้อนเดียวหรอกหรือ

เสิ่นชิงชิวไม่ได้คิดว่าไอเดียนี้เหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็นไปได้ ตรงกันข้ามเขามั่นใจด้วยซ้ำว่าขอเพียงมีกระบี่ซินหมัวอยู่ในมือ ต้องสามารถทำเรื่องที่ฟังเหมือนเหลือเชื่อนี้ให้สำเร็จผลได้ เพราะนี่คือสิ่งที่นิยายต้นฉบับเขียนเอาไว้

ตอนที่นิยายดั้งเดิมดำเนินมาใกล้ถึงตอนท้าย เพื่อที่จะปกครองสองภพ ลั่วปิงเหอได้กระทำการบ้าระห่ำโดยรวมสองภพเข้าไว้ด้วยกัน เดิมทีเสิ่นชิงชิวนึกว่า ‘ลั่วปิงเหอ’ ในนิยายดั้งเดิมนั้นเป็นลั่วปิงเหอที่เขารู้จักดีที่สุด แต่ตอนนี้คิดๆแล้วกลับเป็นตัวละครที่ตัวเขาเองรู้สึกห่างเหินมาก เรียกได้ว่าแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง ‘ลั่วปิงเหอ’ คนนั้นไม่สนใจเลยว่าหากทำเรื่องเช่นนี้แล้วจะมีผลทำลายล้างยิ่งใหญ่ปานใด

เหตุผลของฝ่ายนั้นคือสองภพแยกกันทำให้ปกครองลำบาก อีกทั้งทรัพยากรไม่สมดุล พวกเมียๆเผ่ามารกับพวกลูกน้องมีเรื่องให้เอะอะโวยวายเรียกร้องกันทุกวันจนเขารำคาญ เลยรวมสองภพมันซะดื้อๆ จะได้สะดวกต่อการบริหารจัดการ

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “นี่ก็คือ ‘ของขวัญ’ ที่ท่านต้องการมอบให้ภพมนุษย์หรือ เจตนาชั่วช้าเกินไปหน่อยหรือไม่”

เทียนหลางจวินเอามือลูบคาง กล่าวอย่างสุภาพว่า “ข้าไม่ได้มีเจตนาชั่วช้านะ ข้ารักชาวมนุษย์มาก ให้สองเผ่าพันธุ์ได้ติดต่อคบหากันอย่างใกล้ชิดขึ้นเป็นความใฝ่ฝันของข้ามาตลอด”

เสิ่นชิงชิวเลิกคิ้วกล่าว “เทียนหลางจวินไม่ได้คิดหรือไม่สนใจความเป็นจริงเลยกระมัง เผ่ามารสามารถปรับตัวให้เข้ากับภพมนุษย์ได้ แต่มนุษย์ที่มิใช่ผู้ฝึกวิชาเซียนจะมีสักกี่คนที่ปรับตัวให้เข้ากับเผ่ามารได้ พูดอีกอย่างก็คือ…” เขาเน้นหนักคำพูดช่วงหลัง “ถึงแม้ท่าน ‘รัก’ ชาวมนุษย์ แต่ท่านรับประกันได้หรือว่าเผ่ามารทุกคนจะรักชาวมนุษย์เหมือนท่าน สองภพนับแต่โบราณมาก็ต่างคนต่างอยู่ ขนาดนี้ยังทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบไม่สิ้นเลย หากหุนหันพลันแล่นรวมเข้าด้วยกันก็อย่าหมายว่าจะอยู่กันอย่างสงบสุขแม้แต่วันเดียวเลย”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างจนใจว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นช่างสมกับเป็นคนที่สี่สำนักใหญ่สั่งสอนมาโดยแท้ เอาแต่พูดเรื่องแบบนี้อยู่ได้ จริงอยู่ว่ามันอาจฉุกละหุกไปบ้าง แต่นี้หาใช่เจตนาที่แท้จริงของข้าไม่ ประสบการณ์ที่เคยพ่ายแพ้ครั้งก่อนทำให้ข้าได้แต่เดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด รวมให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ค่อยๆทำไปทีละเรื่อง ในเมื่อสถานการณ์เบื้องหน้าเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้แล้ว ต่อให้ไม่คุ้นเคยอย่างไรก็ต้องค่อยๆปรับตัวกันไปอยู่ดี”

คำกล่าวที่ว่าบอสทุกคนล้วนเป็นเกรียนม.ต้น ที่ยึดตัวเป็นเป็นศูนย์กลางโลก ช่างเป็นความจริงอย่างที่สุด

(สำนวนเกรียนม.ต้น เป็นสแลงจีนที่รับมาจากภาษาญี่ปุ่น ‘จูนิเบียว’ 中二病 ซึ่งหมายถึงอาการหลงตัวเองตามประสาวัยรุ่น เข้าใจว่าตัวเองเก่ง บางคนถึงกับคิดว่าตนเองมีพลังกอบกู้โลก)

แต่สถานการณ์ของเทียนหลางจวินนั้นออกจะพิเศษกว่า ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนเขาอาจเป็นพวกเกรียนโลกสายที่เพ้อถึงดินแดนในอุดมคติมาก่อน มักรู้สึกว่าตัวเองสามารถปกป้องโลกได้ นำความรักและสันติภาพมาสู่สองโลกอะไรแบบนั้น แต่พอถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาหลายปีขนาดนี้ เขาเลยกลายเป็นเกรียนหลงตัวเองที่ในอกสุมแน่นด้วยความแค้นไป เรื่องใหญ่คับฟ้าขนาดนี้ เขากลับกล่าวเพียงว่า ‘ก็อาจฉุกละหุกไปหน่อย’ ลอจิกของประโยคสุดท้ายยิ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่พวกอาชญากรข่มขืนใช้กันประจำ ‘ข่มขืนไปก่อน เดี๋ยวก็สมยอมเอง’

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 157

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-61

ตอนที่ 61

ลั่วปิงเหอหมุนกายเดินมาหาเขาทันที

พอได้เห็นลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ เดิมตนตั้งใจว่าจะกลับไปรับเขาที่โลงหิน แต่ไม่นึกว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาเองเรียบร้อบแล้ว เกือบโพล่งถามออกไปอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับพบว่าลั่วปิงเหอดูเหมือนจะโกรธมาก

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเข้ม “มิใช่บอกท่านแล้วหรอกหรือว่าอย่าได้ตามพวกเขาไป”

ประโยคนี้แทบเป็นการตวาดเลยทีเดียว

เสิ่นชิงชิวตอนแรกก็มึนงงอยู่แล้ว พอถูกตะคอกใส่หูเต็มๆ ก็ปวดหัวจี๊ดเหมือนโดนคนสาดน้ำเย็นเฉียบใส่ เขาเซ่อไปครู่หนึ่ง แล้วไฟโทสะก็ลุกโชน

เขากล่าวเสียงกระด้างว่า “เจ้าหายดีแล้วรึ”

น้ำเสียงลั่วปิงเหอยังคงไม่ดีนัก “ดีอะไรกันเล่า”

เห็นว่าเขายังคงเสียงดีไม่มีตกก็น่าจะหายดีแล้วนั่นแหละ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่าตอบแทนน้ำใจลั่วปิงเหอได้นิดหน่อยแล้ว เสิ่นชิงชิวพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี”

ว่าแล้วก็หมุนกาย คลำทางสะเปะสะปะเดินออกไป

ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนดี หากอยากออกไปให้พ้นจากสุสานศักดิ์สิทธิ์จำต้องอาศัยกระบี่ซินหมัวกับลั่วปิงเหอ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ขาดไปหนึ่งก็ได้แต่เร่ร่อนสะเปะสะปะอยู่ในสุสานศักดิ์สิทธิ์นี่ต่อไปเท่านั้น

แต่ว่าคนแก่สู้อุตส่าห์ทุ่มชีวิตลากคนหนุ่มมาตลอดทาง กลับยังมาโดนตะคอกใส่หน้าเสียได้ จะอยู่ต่อก็หมดอารมณ์แล้ว

เขาเดินต่อได้ไม่กี่ก้าว เทียนปราณมรณะบนผนังหินก็ดันลุกพึ่บขึ้นมาอีก แสงเทียนอ่อนจางจับใบหน้าซีกหนึ่งของเขา

ลั่วปิงเหอยื่นมือมาฉุดเขาไว้ทันที “ท่านร้องไห้หรือ”

เสิ่นชิงชิวได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง

เขาร้องไห้หรือ

เขาเนี่ยนะ ร้องไห้

จะเป็นไปได้อย่างไร

เสิ่นชิงชิวยกมือซ้ายขึ้นลูบแก้ม มือที่ยังสภาพดีข้างนี้ประคองลั่วปิงเหอไว้มั่นมาตลอดทาง ตอนนี้จึงค่อยมีโอกาสใช้ทำอย่างอื่นบ้างแล้ว เมื่อยกมือข้างนี้ลูบหน้าก็พบว่าใบหน้าของตัวเองมีน้ำตาอาบนองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เลย

เสิ่นชิงชิวพลันนึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาตอนที่เขากระชากใยไหมอารมณ์ที่งอกอยู่บนขาจนหนังติดออกมาด้วยนั่นเอง

ดูไม่จืดเลยจริงๆ

ความโกรธในน้ำเสียงลั่วปิงเหอเมื่อครู่สลายไปอย่างไร้ร่องรอย เขากล่าวอย่างลนลาน “จะว่าไปตอนนี้ข้าเหมือนแว่วเสียงซือจุนร้องไห้ ที่แท้เป็นเรื่องจริงหรือนี่”

เสิ่นชิงชิวอายจนโมโห “ร้องเริ้งอะไรกัน ไม่เห็นรู้เรื่อง”

พูดจบก็สะบัดมือออกเดินไปทันควัน

ลั่วปิงเหอรีบเข้ามากอดเขาไว้จากด้านหลัง ให้ตายเหอะ! จำเพราะจะต้องมากอดโดนมือขวาของเขาตรงที่ใยไหมอารณ์มันงอกรากพอดีเสียด้วย ถึงเสิ่นชิงชิวอดกลั้นไม่แหกปากร้องได้ แต่ยังคงทำเสียงงื้ดออกมาอยู่ดี

ลั่วปิงเหอรีบคลายแขน ยกมือขวาของเขาขึ้นส่องดูกับแสงเทียน

ยิ่งดูก็ยิ่งตกใจ ตอนนี้บนร่างเสิ่นชิงชิวแทบไม่มีพื้นที่ส่วนไหนดูได้เลย แผลเอย คราบเลือดเอย เหวอะหวะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวชนิดแยกไม่ออก น่าสังเวชจนทนดูไม่ได้เลยทีเดียว

ลั่วปิงเหอจำได้ว่าก่อนที่เขาจะสลบไป เสิ่นชิงชิวยังดีๆอยู่เลย เขากล่าวเสียงสั่น “ทั้งหมดนี้…เพื่อ…ข้า…หรือ”

เสิ่นชิงชิวอยากกระอักออกมาเป็นเลือดเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่มั้ง

แต่เขาก็พูดไม่ออก การจะงัดแผลมาอวดเพื่อเรียกบุญคุณน่ะ มันน่าอายนะ เขาทำไม่ได้หรอก จึงได้แต่พูดว่า “มือเจ้า ปล่อยก่อน”

ลั่วปิงเหอรีบเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา กล่าวเสียงอ่อนว่า “ไม่ปล่อย ซือจุนอย่าโกรธเลยนะขอรับ ข้าผิดไปแล้ว”

เขาพูดประโยคนี้มากี่ครั้งแล้ว

เสิ่นชิงชิวเอามือปัดทีหนึ่ง รีบเดินเข้าซ ฝีดิบตาบอดมันล้อมเข้ามาแล้ว จะมายืนขวางอยู่ทำไม

ลั่วปิงเหอถูกเขาทำท่าไล่ส่งก็ยิ่งเกาะติดเป็นตังเม แกะยังไงก็ไม่ออก “หรือไม่ซือจุนก็ตีข้าเถอะ จะได้ระบายอารมณ์นะขอรับ”

ใครก็ได้ช่วยจับไอ้สาย M คนนี้ไปขังที!

เขาเดินราวกับจะเหิน คนทั้งคู่เดินไปในสภาพที่ลั่วปิงเหอเกาะติดเสิ่นชิงชิวไปตลอดทาง ทำไมเขาจะไม่เท่าทันลูกไม้ของลั่วปิงเหอ ก็เจ้าศิษย์ตัวดีของเขามันรู้ดีน่ะซิว่าคนอย่างเขาต้องใช้ไม้อ่อน ห้ามใช้ไม้แข็ง ตื้ออยู่ครึ่งค่อนวัน เสิ่นชิงชิวก็กล่าวอย่างจนใจว่า “เจ้าก็เป็นเช่นนี้ตลอด ร้องห่มร้องไห้สำนึกผิด จนตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย มีประโยชน์อะไร”

ลั่วปิงเหอถูกเขาด่าจนน้ำตาจวนไหลออกมาอยู่แล้ว “ข้าเปลี่ยก็ได้แต่ซือจุนอย่าทิ้งข้าไปนะขอรับ”

เห็นท่าทางเขาเหยาะแหยะเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะคำนึงถึงว่าที่ท้ายทอยยังมีรอยปูดที่ตนเป็นคนทำให้เกิดขึ้นละก็ เสิ่นชิงชิวเป็นได้ฟาดเข้าให้ที่หน้าผากเขาสักสองสามป้าบไปแล้ว วิธีการสั่งสอนเลี้ยงดูของตนมีปัญหาใช่ไหม ทำไมถึงเป็นเด็กขี้แยแบบนี้ไปได้ล่ะ ลั่วปิงเหอมารร้ายในคราบมนุษย์เวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วยดันชอบเกาะแขนเสื้อซือจุนร้องห่มร้องไห้ พูดไปใครจะเชื่อ

หนิงอิงอิงยังไม่ขี้แยขนาดนี้เลย

เสิ่นชิงชิวแทบทนไม่ไหวแล้ว “ใครทอดทิ้งเจ้ากัน หา!”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ตอนข้าสิ้นสติไปนั้นยังพอรู้สึกตนอยู่บ้าง จึงพยายามลุกขึ้นมาให้ได้ แต่ตอนที่ข้าฟื้นขึ้นมาอย่างลำบาก กลับพบว่านอนอยู่ในโลงใบหนึ่ง ซือจุนก็ไม่รู้วิ่งไปไหนแล้ว ข้าเลยโมโหจนหน้ามืดไปชั่วขณะ นึกว่าถูกทิ้งแล้ว นึกว่าซือจุนยอมไปกับพวกเขา ไม่ยอมสนใจข้า”

พอฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่า ‘ถูกทิ้ง’ ให้อยู่ในโลงตามลำพังคนเดียว มันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่จริงๆนั่นแหละ เสิ่นชิงชิวกระแอมทีหนึ่งอย่างรู้สึกผิด

ลั่วปิงเหอกล่าวอีกว่า “เมื่อกี้ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่รู้เพราะอะไร ในใจข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ไม่ได้อยากพูดแบบนั้น แต่พออยู่ต่อหน้าซือจุน ข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่เรื่อย ข้ารู้ว่าทำเช่นนี้น่าอายมาก แต่ซือจุนท่านไม่เคยทอดทิ้งข้า และคอยปกป้องข้าไว้ตลอด ที่แท้ข้าไม่ได้ฝันไปเองจริงๆ ข้ามีความสุขมากเลย…”

ใครกันแน่ที่น่าอับอายขายขี้หน้ากว่า

ผู้ชายตัวโตๆสองคนมายืนกอดกันกลม น้ำมูกน้ำตาไหล มันน่าอายทั้งคู่ ดูไม่ได้ทั้งคู่แหละ รู้เปล่า

บางทีคงเป็นเพราะมีความสุขเกินไป พูดไปก็ยิ่งพูดคำที่ไพเราะเลิศหรูไม่ออก ลั่วปิงเหอเลยพูดแต่คำว่า ‘มีความสุข’ กับ ‘ดีใจ’ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นี้ ใบหน้าเสิ่นชิงชิวกระตุกสองครั้ง เขาเอามือนวดขมับ ถอนใจยาว

ช่างเหอะ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย แม้แต่มารฝันก็เคยบอกไว้เด็กคนนี้นิสัยผีเข้าผีออก อยู่ต่อหน้าทำอวดเบ่ง ทำตัวเหมือนอันธพาลกากๆ ลับหลังอาจบิดผ้าเช็ดหน้าร้องไห้อยู่ก็ได้ แล้วจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับอีกฝ่ายทำไมกัน

กลับเข้าเรื่อง ตัวเขาเองก็ไร้สาระเหมือนกันนั่นแหละ เมื่อครู่ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อย ทำไมต้องโมโหขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ไม่ต่างอะไรกับเจ้าเด็กโรคประสาทที่แสนจะอาภัพคนนี้เลย ไม่เป็นผู้ใหญ่สักนิด

เขาผ่อนน้ำเสียงลง “เช่นนั้นตอนนี้เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆน่ะหรือ”

ลั่วปิงเหอพยักหน้าทันที “ไม่เป็นไรขอรับ”

เมื่อกี้ไข้ขึ้นสูงขนาดนั้น ตอนนี้สักนิดก็ไม่เป็นไรเลยหรือ เสิ่นชิงชิวนึกแคลงใจ เอามือไปอังหน้าผากลั่วปิงเหอ พบว่าตัวเย็นเรียบลื่นดีมาก เขากำลังจะชักมือกลับ แต่ลั่วปิงเหอเอามือวางทับทันที ไม่ยอมให้เขาชักมือออก ดวงตาใต้สองมือที่ทับซ้อนกันทอประกายระยิบระยับ

สีหน้าแบบนี้ดูคุ้นตาเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่สีหน้าของลั่วปิงเหอผู้สดใสเหมือนแสงตะวัน หนุ่มน้อยที่ดีพร้อมในทุกด้าน ลูกแกะน้อยที่วันๆคอยร้องแบ๊ะๆวิ่งตามหลังเขาที่ชิงจิ้งเฟิงเมื่อครั้งกระนู้นหรอกหรือ

เสิ่นชิงชิวถูกสายตาเช่นนั้นของลั่วปิงเหอจ้องจนหน้าแก่ๆเริ่มเป็นสีระเรื่อ แต่ก็ไม่อาจทำใจแข็งดึงมือกลับได้ หากทำแบบนั้นตอนคนอื่นกำลังมีความสุข ไม่เท่ากับตบหน้ากันเห็นๆหรอกรึ

เขากล่าว “เจ้าไม่เป็นไรเลยสักนิดจริงๆน่ะ ไม่วิงเวียนหรือพลังทิพย์ปราณมารไม่มีอาการโคจรผิดปกติเลยหรือ”

ลั่วปิงเหอตอบว่า “คล่องดีขอรับ คล่องดีมาก คล่องดีกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”

ระหว่างที่พูดคุยกันนี้ก็เดินมาจนถึงห้องๆหนึ่งที่อยู่ตรงปีกตะวันออกพอดี

ลั่วปิงเหอชักกระบี่ออกมาแทงเฉียงไปที่ผนังจนเกิดรอยแยกเป็นโพรงสีดำขึ้น แขนที่หักกลับมาดีเหมือนเดิมแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ขาก็ไม่กะเผลกแล้ว คราบเลือดบนหน้าก็เช็ดจนสะอาดเอี่ยม กระบี่ซินหมัวที่ตลอดมาไม่เชื่อฟังก็สงบเสงี่ยมเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ดัชนีทองคำยังคงเป็นดัชนีทองคำ พระเอกยังเป็นพระเอกอยู่วันยังค่ำ เสิ่นชิงชิวไม่คิดจะพูดอะไรออก โบกมือทำท่า ‘ไปเลยๆ’ แล้วเป็นฝ่ายเดินนำออกไป

นอกสุสานมีแสงสว่างพอควร ลั่วปิงเหอเป็นฝ่ายยื่นมือมาพยังเสิ่นชิงชิว

จะว่าไปพวกเขาสองคนก็ไม่ได้อยู่กันอย่างปรองดองแบบนี้มานานมากจริงๆ

เสิ่นชิงชิวนึกสะท้อนใจ อดมองลั่วปิงเหอไม่ได้ เห็นสีหน้าเขาแจ่มใสสดชื่น ดูจะ ‘คล่องดีมาก’ จริงๆนั่นแหละ เขารึอุตส่าห์ทุ่มสุดชีวิตเข้าปกป้อง ผลปรากฏว่าเจ้าตัวไม่เป็นไรสักนิด นอนหลับไปขนานใหญ่ก็เพื่อเติมเงินให้ดัชนีทองคำนี่เอง [โบกมือบ๊ายบาย]

จู่ๆลั่วปิงเหอก็กล่าวว่า “แต่ว่านอกจากได้ยินเสียงซือจุนร้องไห้แล้ว…”

เสิ่นชิงชิวยิ้มน้อยๆ “หือ เจ้าว่าใครร้องไห้นะ”

ลั่วปิงเหอรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “นอกจากได้ยินเสียงใครบางคนร้องไห้แล้ว ยังมีความรู้สึกแปลกๆบางอย่างด้วยขอรับ”

ได้ฟังดังนั้นเสิ่นชิงชิวก็นึกเป็นห่วงขึ้นมารางๆ ว่าแล้วไหมล่ะ ยังไงมันก็ต้องมีผลตกค้างบ้างละน่า เขาพึมพำถาม “ความรู้สึกอะไรหรือ”

ลั่วปิงเหอส่ายหน้า “บรรยายไม่ถูกขอรับ”

เสิ่นชิวชิวซักว่า “เจ็บหรือไม่”

ลั่วปิงเหอตอบ “ไม่เจ็บขอรับ ออกจะ…”

พูดยังไม่ทันจบประโยค สีหน้าก็ดูสับสนขึ้นมา มองลงไปที่ร่างกายท่อนล่างของตัวเอง

เสิ่นชิงชิวหมดคำพูด “…”

เสาค้ำสวรรค์หวัดดี! เสาค้ำสวรรค์ไปไกลๆเลย!

หัวข้อนี้ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุป ก็มีอันต้องยุติเสียก่อน เสียงของเทียนหลางจวิจตามมารังควานราวกับวิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด

“เจ้ายอดเขาเสิ่น ทำไมถึงจากไปอย่างรีบร้อนเช่นนี้ล่ะ พวกเจ้าสองคนแทบทลายสุสานของเผ่าข้าลงมากองกับพื้น ก็จะจากไปเช่นนี้ หากไม่ทิ้งอะไรไว้สักหน่อยก็ดูจะเกินไปนะ”

แต่ละคำที่พูดออกมา บอกให้รู้ว่าอยู่ใกล้เข้ามาไม่น้อยแล้ว ไม่ต้องรอนานนักเจ้าของเสียงก็ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ เวทน้ำแข็งพันปีที่ตระกูลโม่เป่ยร่ายเอาไว้สามารถเหนี่ยวรั้งสองคนนี้ไว้ได้จนพวกเขาออกมานอกสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เมื่อครู่ลั่วปิงเหอไม่อาจระเบิดพวกเขาเป็นน้ำแข็งป่นได้ก็นึกขัดใจอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้ตามมาเสนอตัวให้ถึงที่กลับสบอารมณ์เป็นที่สุด เขาดัดนิ้วเสียงดังกร๊อบ จ้องหน้าจู๋จือหลาง กล่าวเสียงเคร่ง “พวกเจ้าช่างกล้านักนะ บังอาจป้อนเลือดให้ซือจุนข้ากิน”

จู๋จือหลางเหลือบมองเสิ่นชิงชิวด้วยสีหน้าละอาย เทียนหลางจวินมองลั่วปิงเหอ แล้วกล่าวว่า “นี่ เจ้าไม่อาจใช้สีหน้าเช่นนั้นกล่าววาจาเยี่ยงนี้นะ ทำอย่างกับเจ้าไม่เคยป้อนเลือดให้เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่างนั้นแหละ หาไม่แล้วเลือดอีกสายหนึ่งในกายเจ้ายอดเขาเสิ่นมันเป็นของใครกันล่ะ”

ได้ฟังเช่นนั้นลั่วปิงเหอก็คอแข็ง กำมือเป็นหมัดแน่น

เสิ่นชิงชิวยกมือที่กุมกระบี่ซิวหย่าขึ้น

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำทันที “ซือจุนไม่ต้องลงมือ ข้าคนเดียวก็เอาอยู่”

บอกว่าสู้ก็สู้เลยปราณมารสีดำสามสายซัดโหมขึ้นฟ้าราวกับพายุ

เสิ่นชิงชิวมองดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้ซึ่งถึงความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ของมารกับมนุษย์

พลังในการทำลายล้างช่างแตกต่างอย่างใหญ่หลวงจริงๆ

อีกทั้งลั่วปิงเหอได้เติมเงินอัปเกรดดัชนีทองคำมาเรียบร้อยแล้ว หนึ่งชั่วยามก่อนหน้ายังถูกซ้อมจนไร้เรี่ยวแรงจะตีโต้ ตอนนี้ดูท่าว่าวงแหวนรัศมีแห่งพระเอกก็ยังอยู่บนหัวของลั่วปิงเหออย่างมั่นคงดี

ระหว่างชมการต่อสู้ เหยี่ยวกระดูกสีแดงฉานตัวหนึ่งบินฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ ถลาปีกลงมาคอยหาจังหวะฝ่าเข้าไปในวงต่อสู้อยู่

ลั่วปิงเหอคนเดียวต้องรับมือหนึ่งต่อสอง ดูจะไม่สังเกตเห็นเหยี่ยวกระดูกที่ไม่ได้มาด้วยเจตนาดีตัวนั้นเลย แต่เสิ่นชิงชิวเห็นชัดเจน ขณะกำลังจะร้องเตือน เหยี่ยวกระดูกตัวนั้นก็บินดิ่งเข้าหาศีรษะของลั่วปิงเหอแล้ว

ลอบโจมตีหรือ

เสิ่นชิงชิวกระชับกระบี่ซิวหย่าในมือ หรี่ตาเล็ง แล้วขว้างใส่เหยี่ยวตัวนั้นทันที คมกระบี่ขาวพร่างดูราวกับศรกระบี่ พุ่งเข้าเสียบเหยี่ยวกระดูกตัวนั้นปานสายฟ้าแลบ

ยังไม่ทันจะได้ถอนใจอย่างโล่งอก ร่างของเหยี่ยวกระดูกที่ยังไม่ตกลงากลับแตกกระจายเป็นหยดเลือดนับหมื่นนับพันซัดเข้าใส่เสิ่นชิงชิว

ทางฝั่งเทียนหลางจวินหยุดมือกะทันหัน กระโจนออกจากวงต่อสู้หัวเราะลั่น

ลั่วปิงเหอเห็นภาพหยดเลือดสาดกระเซ็นกลางอากาศ สีหน้าพลันตื่นตระหนก

เสิ่นชิงชิวตั้งสติได้ทันที เหยี่ยวกระดูกตัวนั้นที่แท้เป็นเทียนหลางจวินใช้เลือดของตัวเองเสกออกมา เขาทำเป็นสั่งให้เหยี่ยวกระดูกโจมตีลั่วปิงเหอ แต่ความจริงแล้วต้องการชักนำให้เสิ่นชิงชิวยิงมันตกลงมาต่างหาก

ตอนที่พบความจริงเรื่องนี้ เสิ่นชิงชิวก็ถูกฝนโลหิตกระหน่ำตกลงมาเต็มหัวเต็มหูแล้ว

เทียนหลางจวินยิ้มน้อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกำอากาศอันว่างเปล่า

เสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกหัวใจกระตุกวูบ เหมือนกับถูกฝ่ามือข้างหนึ่งยึดกุมไว้ แล้วบีบอย่างแรงด้วยความสะใน

เลือดปริมาณมหาศาล แม้ว่าเมื่อครู่จะเม้มปากแน่นเพียงใด แต่ในปากก็ยังคงได้กลิ่นสนิมจางๆอยู่ดี

จะมีใครดื่มโลหิตมารฟ้าแทนกระทิงแดงอย่างเขาบ้างไหมนี่ จะมีใครเคยดื่มโลหิตมารฟ้าเข้าไปถึงสามสายอย่างเขาบ้างไหมนี่

(ต้นฉบับใช้คำว่า 红牛 หงหนิว หมายถึง เครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดง)

ดวงตาของลั่วปิงเหอเป็นแดงฉาน แต่เลือดของเทียนหลางจวินอยู่ในกายของเสิ่นชิงชิว เขาจึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่าจะไปเร่งเร้ากู่โลหิตเข้า ได้แต่กัดฟันกรอด “หยุดมือ”

จู๋จือหลางเห็นสีหน้าเสิ่นชิงชิวเดี๋ยวซีดขาวเดี๋ยวคล้ำ ก็กล่าวอย่างอดรนทนไม่ไหว “จวินซั่ง โปรดยั้งมือ…”

เทียนหลางจวินยักไหล่ “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าสหายน้อยอีกคนจะเอาอย่างไร”

กู่โลหิตสามสายพลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่ในร่างเสิ่นชิงชิว สู้กันอย่างคู่คี่สูสี หนึ่งในนั้น โลหิตของลั่วปิงเหอกำลังปกป้องอวัยวะสำคัญและชีพจรของเสิ่นชิงชิว สยบโลหิตจู๋จือหลางเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับโลหิตของเทียนหลางจวินไปด้วยอย่างยากลำบาก ต้องแบ่งสมาธิเป็นสาม หนึ่งคนต้องสู้กับสองคนจึงขัดไม้ขัดมือไปหมอ สุดท้ายคนที่ลงมือได้อย่างเต็มที่กลับเป็นกู่โลหิตของเทียนหลางจวิน เพราะเขาไม่ต้องพะว้าพะวังกับสิ่งใดทั้งสิ้น เขากล่าวต่อลั่วปิงเหอว่า “เจ้าคิดดีแล้วหรือ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ใครกันแน่ที่จะยันไม่อยู่ก่อน

ความกังวลและอับจนหนทางปรากฏชัดในแววตาของลั่วปิงเหอขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ก้าวถอยไปข้างหลัง “เจ้าถอนตัวก่อนซิ”

เทียนหลางจวินสักนิดก็ไม่มีความคิดที่ว่าผู้ใหญ่จะต้องยอมลงให้ผู้น้อย กลับย้อนว่า “เจ้าถอนตัวก่อนซิ”

ลั่วปิงเหอรีบตกลง “ได้”

เทียนหลางจวินยิ้มแฝงความหมายคลุมเครือ “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ…” เขาหันมาทางจู๋จือหลาง “ทำเช่นไรดี ไม่รู้เหตุใด ครั้งข้าเห็นพวกเขาสองคน ในใจกลับหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก”

จู๋จือหลางพยักหน้าเงียบๆ

เสิ่นชิงชิวยอมรับว่าเป็นคนดวงซวย แต่ไม่ได้อยากให้คนอื่นต้องมาซวยตามไปด้วย ที่เขาเกลียดที่สุดในชีวิตคือถูกใช้เป็นเบี้ยสำหรับข่มขู่ คิดให้เขาเป็นตัวละครอ่อนแอที่ต้องกลายมาเป็นตัวถ่วงแบบนี้ สู้ให้เขาตายๆไปเลยดีกว่า เขาฝืนรักษาสีหน้าให้นิ่ง “ท่านคิดจะทรมานข้าอย่างไรก็เชิญตามสบาย ก็เหมือนอย่างที่ท่านพูด ดื่มเข้าไปมากมายปานนี้ สมควรต้องชินแล้ว แต่หากท่านต้องการร่างกายของลั่วปิงเหอ เลิกคิดไปได้เลย ลั่วปิงเหอหากเจ้ายอมทำตามเขา ข้าจะฟาดขม่อมตัวเอง”

ลั่วปิงเหอทั้งโมโหทั้งคับแค้นใจ “ซือจุน!”

เสิ่นชิงชิวตวาด “เจ้าหุบปากไปเลย”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ผู้ใดบอกว่าข้าต้องการร่างกายของเขา”

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 156

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-60

ตอนที่ 60

นางทำท่าจะชักกระบี่

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “แม่นางชิว ขอแนะนำเจ้าสักประโยค อย่าได้ชักกระบี่เด็ดขาด และอย่าได้บุ่มบ่ามใช้พลังทิพย์ นอกเสียจากว่าเจ้าอยากเป็นเหมือนเขา”

ชิวไห่ถังหมุนตัวเดินไปตรงหน้ากงจู่เฒ่าด้วยความสงสัย จากนั้นก็ร้องกรี๊ด

ตามรอยย่นถี่ยิบบนใบหน้าชราภาพของกงจู่เฒ่า มีตุ่มเนื้อเขียวๆผุดขึ้นมาจนทั่ว ดูท่าทางจะเจ็บปวดมาก ไม่เพียงไม่อาจขยับตัว กระทั่งจะพูดยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ

ชิวไห่ถังถามเสียงสั่น “เสิ่นจิ่ว จะ…เจ้าทำอะไรเขา”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่อย่าลืมว่า ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสุสานของคนอื่นเขา พวกเจ้านึกว่าเผ่ามารจะไม่มีกลไกอะไรไว้ปกป้องเลยรึ”

ปุยสีขาวที่ลอยอยู่ในอากาศ มองดูเหมือนดอกแดนดิไลออน ความจริงแล้วเป็นพืชชนิดหนึ่งของเผ่ามาร มีชื่อว่า ‘ใยไหมอารมณ์’

พืชชนิดนี้จะงอกบนร่างของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังชอบผู้ที่ปล่อยพลังออกมาเป็นพิเศษ เมื่อใช้ปราณทิพย์หรือปราณมารจะเป็นการชักนำเมล็ดไปเพราะบนร่างคนผู้นั้น นี่คือสาเหตุว่าทำไมเมื่อครู่เสิ่นชิงชิวถึงได้พยายามใช้มือเปล่าเข้าสู้ แทบไม่ใช้พลังทิพย์เลย

เมื่อใยไหมอารมณ์เข้าสู่ร่างกายจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แค่คันนิดหน่อย มันใช้เลือดเนื้อเป็นดิน แต่พองอกเป็นต้นอ่อนก็จะแทงทะลุผิวออกมา ทุกครั้งที่มันสูงขึ้นหนึ่งชุ่นจะเจ็บปวดราวกับถูกขูดเลือดขูดเนื้อ นอกจากนี้ ยิ่งใช้พลังทิพย์มันจะยิ่งงอกงามได้เร็วขึ้น หากกล้าใช้พลังฟาดออกไปก็จะยิ่งงอกใหม่พึ่บพั่บ พริบตาเดียวก็แตกหน่อเป็นตุ่มๆ

เมื่อคู่กงจู่เฒ่าใช้เสียงคำรามเข้าต่อสู้มาตลอด ชีพจรทิพย์โคจรมารวมตัวอยู่ที่ศีรษะและลำคอ ตอนนี้ตุ่มเลยงอกขึ้นมาเต็มหน้าเขา ในช่องปากและลำคอจะต้องเต็มไปด้วยวัตถุแปลกปลอมเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ ตุ่มเนื้อเหล่านี้มีก้านสั้นๆ ผิวนอกของมันปกคลุมด้วยขนอ่อนและเส้นเลือด รากนั้นหยั่งลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังและเลื้อยยาวจนเชื่อมต่อพันแน่นกับเส้นประสาท

เสิ่นชิงชิวเดาะลิ้น “กงจู่อย่าได้ตะโกนอีกเป็นอันขาด หากไม่แล้วใยไหมอารมณ์จะยิ่งเจริญงอกงาม แล้วขึ้นไปงอกในสมอง เช่นนั้นก็หมดทางรอดแล้ว

นี่เป็นภาพที่ทั้งน่าขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ชิวไห่ถังตัวสั่นเอามือปิดปาก แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ตาเหลือกสลบเหมือดไปเดี๋ยวนั้น

คนหนึ่งขยับตัวไม่ได้ อีกคนหมดสติไปละ ชนะขาด!

เสิ่นชิงชิวระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ประคองลั่วปิงเหอลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก

กงจู่เฒ่าหน้าขึงตึง กล่าวอู้อี้ “อย่าดีใจเร็วเกินไปนัก เจ้าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก”

กว่าเขาจะกล่าวคำเหล่านี้ออกมาได้ก็เจ็บจนหน้าเหยเก ตุ่มเนื้อบนใบหน้าสั่นกระตุกตาม

เสิ่นชิงชิวทำเสียงอือ จากแขนขวาไปถึงหัวไหล่ ลึกลงไปถึงเนื้อใน เสิ่นชิงชิวก็กำลังเจ็บปวดจนเจียนประสาทกินเลยทีเดียว

ตอนที่เขารับกระบี่สองเล่มนั้น จำใจต้องใช้พลังทิพย์เช่นกันและตอนนี้มันก็งอกแล้ว

แต่…ยังดี อย่างน้อย…ในที่สุดลั่วปิงเหอก็ปลอดภัยแล้ว

เห็นเสิ่นชิงชิวกึ่งลากกึ่งแบกลั่วปิงเหอทำท่าจะจากไป กงจู่เฒ่าทำเสียงอื๊อๆในลำคอ อารามร้อนใจเลยร่วงลงมาจากเก้าอี้ล้อเข็น ร่างกายที่ไม่มีแขนขากระดืบไปตามพื้นที่เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้อย่างยากลำบากทีละนิด ดูเป็นภาพที่ทั้งน่าพรั่นพรึงและน่าเวทนาอย่างยิ่ง

กงจู่เฒ่าร้องอู้อี้ “อย่าไป…อย่าไป ห้ามไป…”

เสิ่นชิงชิวจ้ำเท้าให้เร็วขึ้น ไม่คาดคิดว่าจู่ๆแววตาของกงจู่เฒ่าก็ดุดันขึ้นมา เปล่งเสียงคำรามจากลำคอ

เขาถึงกับยอมเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลกแค่ขอให้ได้โจมตี!

เสิ่นชิงชิวไม่เข้าใจ ว่าที่กงจู่เฒ่าห้ามคือไม่อยากให้พวกตนไปหรือไม่อยากให้ลั่วปิงเหอมีชีวิตรอดกันแน่ เขาใช้ปลอกกระบี่ที่มีรอยร้าวเข้าต้านรับไว้อีกครั้ง ทำเอามือขวาสั่นสะเทือนไปถึงตุ่มเนื้อที่งอกขึ้นมา เจ็บแสนสาหัสจนเจียนขาดใจเลยทีเดียว แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังไม่ยอมทิ้งลั่วปิงเหอ ด้วยความที่เจ็บมากจนเลือดลมปั่นป่วน เขาถลึงตามองกงจู่เฆ่า แววตาทอประกายสังหารขึ้นมาฉับพลัน

เมื่อครู่กงจู่เฒ่าคำรามไปครั้งหนึ่ง ตุ่มเนื้อก็แตกหน่อขึ้นมาอีกไม่น้อย ถึงขนาดว่ามีบางตุ่มแตกหน่อออกมาจากหางตาด้วย เขาเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ดูคล้ายเนื้อหมูชิ้นยาวๆชิ้นหนึ่ง กลิ่งสองสามตลบไปตามพื้นจนถึงข้างกายชิวไห่ถัง ตะโกนกรอกหูนางว่า “เจ้ามิใช่อยากฆ่าเสิ่นชิงชิวหรอกหรือ เขาอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วอย่างไรเล่า มัวนอนอยู่ทำไม รีบลูกขึ้นมาซิ ฆ่าเขาซะ ฆ่าพวกมันไม่ให้เหลือ”

ชิวไห่ถังถูกกงจู่เฒ่าตะโกนใส่จนค่อยๆฟื้นขึ้นมา แวบแรกที่นางเห็นคือใบหน้าแก่ๆเหมือนเปลือกส้มตากแห้ง บนหน้ายังมีสิ่งประหลาดงอกขึ้นเต็ม ทั้งเป็นหลุมเป็นบ่อถี่ยิบโชกเลือด ชวนสยดสยองจนขวัญกระเจิง จึงกรีดร้องไม่หยุด ชูกระบี่ขึ้นฟาดมั่วซั่ว

เสิ่นชิงชิวกลัวนางบุ่มบ่ามใช้พลังทิพย์จนทำให้ใยไหมอารมณ์งอกขึ้นตามตัว เลยตะโกนว่า “ใจเย็นก่อน”

กงจู่เฒ่าทำเสียงประหลาด “เร็วเข้าซิ เร็วเข้า เจ้ามิใช้ขอให้ข้าช่วยจัดการเขามาตลอดเลยหรอกหรือ ตอนนี้เขากำลังจะยันไม่ไหวอยูแล้ว รีบลงมือเร็วเข้า”

ชิวไห่ถังหันมามองเสิ่นชิงชิวเต็มา จึงค่อยๆได้สติกลับคืนมา สองมือสั่นระริก สายตาไม่หันเหไปทางอื่นอีก พูดอย่างแฟร์ๆแล้ว เสิ่นชิงชิวไม่มีความแค้นอะไรกับชิวไห่ถัง อีกทั้งจะว่าไปนางก็เป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำของเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลด้วยซ้ำ แต่ถ้านางเข้ามาขวางทาง เขาก็จำเป็นต้องลงมือแล้ว

ที่ผิดคาดคือชิวไห่ถังไม่ได้มีทีท่าเหมือนอยากฆ่าแบบไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน ซ้ำเอาแต่เบิกตามองเสิ่นชิงชิวอย่างเหม่อลอย พอย้ายไปมองลั่วปิงเหอในอ้อมกอดเขา นางไม่เพียงไม่เดินเข้าหา หากแต่ถอยหลังไปสองสามก้าวเสียด้วยซ้ำ

ริมฝีปากนางสั่นระริก “เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้…โกหก! โกหกทั้งเพ ใม่ใช่พี่ชายข้านะ พี่ชายข้าไม่ผิด ไม่ใช่พี่ชายข้า เจ้าโกหก”

เป็นอะไรไปล่ะนี่

นางทั้งร้องไห้ทั้งตะโกน “ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ทำไมข้าต้องทรมานมาตลอดหลายปีนี้ด้วย”

เสิ่นชิงชิวงง ชิวไห่ถังหมดสติไปแค่แป๊บเดียว พอฟื้นขึ้นมาทำไมถึงเปลี่ยนเป็นคนละคนแบบนี้เลยล่ะ

หรือช่วงที่สลบดันเห็นบางสิ่งบางอย่างที่รับไม่ได้ในฝันมา เลยหวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวนึกรู้ว่าเรื่องนี้มีเลศนัย จึงกล่าวเสียงต่ำ “เจ้าอย่าได้ขบับตัวมั่วซั่ว”

กงจู่เฒ่าตะโกน “เจ้ามัวรออะไรอยู่อีก”

ชิวไห่ถังสูญสิ้นสติรู้คิดไปแล้ว เอามือกุมหัว กรีดร้องเสียงแหลมใส่เสิ่นชิงชิว “ตกลงเจ้าคิดอย่างไรกับข้ากันแน่ เกลียดข้า? สงสารข้า? ต้องการให้ข้าอยู่อย่างทรมานไปชั่วชีวิต? เหตุใดไม่ฆ่าข้าเสียเลย? ทำไมถึงไม่ฆ่าข้า!?”

เสิ่นชิงชิวถูกเสียงตะโกนของนางทำจนมึน ชิวไห่ถังฉวยจังหวะนี้รีบวิ่งเตลิดหนีไป เขาตะโกนตามหลัง “กลับมาก่อน วิ่งมั่วซั่วในสุสานศักดิ์สิทธิ์มีแต่ตายสถานเดียวนะ”

แต่นางวิ่งไปไกลแล้ว และเขาก็ไม่ว่างพอจะวิ่งตามไปเสียด้วย เสิ่นชิงชิวทั้งหดหู่ทั้งใจหาย ไม่รู้จริงๆว่ารู้สึกยังไงกันแน่

ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไว้อาลัยให้นางเงียบๆแล้วมุ่งหน้าต่อ

กงจู่เฒ่าเห็นนางวิ่งไปไกลแล้ว ส่วนเสิ่นชิงชิวก็จ้ำเท้าห่างออกไปเรื่องๆ ในที่สุดความหวังก็ดับสูญ ชายชรานอนคว่ำหน้ากับพื้นอย่างเหม่อลอย แต่จู่ๆก็ซุกหัวเข้าไปกัดใบหญ้าคำหนึ่ง

เขาเคี้ยวหญ้าไปหัวเราะไป ยิ่งหัวเราะตุ่มเนื้อบนศีรษะก็ยิ่งงอกถี่เร็วขึ้น ชั่วพริบตาก็ปกคลุมทั่วทั้งศีรษะ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป

เสิ่นชิงชิวเหมือนจะได้ยินเสียงแปลกๆของกะโหลกกับเนื้อเยื่อในสมองถูกบด

กงจู่เฒ่าหายใจครืดคราดอีกสองสามที วางศีรษะหนักอึ้งลงกับพื้น จากนั้นก็ยกไม่ขึ้นอีกเลย

ประมุขแห่งยุคผู้หนึ่งกลับต้องมาตายอย่างน่าสังเวชเช่นนี้ ช่างพาให้คนต้องทอดถอนใจจริงๆ

เสิ่นชิงชิวเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงที่ฟังว่างเปล่าเลื่อนลอยก็ดังขึ้นข้างหูเหมือนดังมาจากทุกทิศทุกทาง

เทียนหลางจวินกล่าวกลั้วหัวเราะ “เจ้ายอดเขาเสิ่นเล่นซ่อนหาเก่งจริงๆ มิสู้ลองเดาดูว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไร”

เสิ่นชิงชิวคลำที่ขาเจอเข้ากับสิ่งแปลกปลอมขยุ้มหนึ่ง เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก ไหลลงมาเป็นหยาดหยด ใยไหมอารมณ์แล่นไปตามเส้นชีพจรลงไปที่ขาแล้ว

เทียนหลางจวินส่งเสียงมาอีกครั้ง “มุ่งหน้าไปทางตะวันออก คงคิดจะไปให้ถึงปากทางที่ถูกทลายเข้ามาเพื่อหนีออกไปจากสุสานศักดิ์สิทธิ์หรือ”

ตานี่ดันรู้ตำแหน่งเขาอีกแน่ะ เสิ่นชิงชิวนึกผวาอยู่ในใจ ก้มมองดูขาตัวเอง หากปล่อยให้ใยไหมอารมณ์หยั่งรากขึ้นจนเต็มขาล่ะก็ ถึงตอนนั้นคิดจะไปก็ไปไม่ได้แล้ว เขากัดฟัน มองลั่วปิงเหอแวบหนึ่ง ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นฉีกชายเสื้อออกมา จับตุ่มเนื้อทั้งกระจุกไว้แล้วกระชากอย่างแรง

เขารู้สึกเหมือนในสมองขาวโพลงไปหลายสิบวิ เจ็บเหมือนถูกกระชากเนื้อหลุดทั้งแถบเลยทีเดียว

เสิ่นชิงชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆหลายที สติค่อยๆแจ่มใสขึ้นจึงพบว่าเสียงหายใจของตนเองนั้น ฟังแล้วเหมือนเสียงสะอื้นไม่ผิด

ตอนนี้กระทั่งจะเช็ดหน้าเขายังทำไม่ไหว ทำไงได้ เชี่ยเอ๊ย…แม่งเจ็บสุดๆเลย

แต่แม้เลือดยังไหลโกรกเป็นสาย อย่างน้อยๆเขาก็เดินต่อได้แล้ว ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกอยู่เลยว่าลั่วปิงเหอช่างดูน่าอนาถนัก ใครจะไปนึกว่าสภาพของเขาในตอนนี้อนาถยิ่งกว่าหลายเท่า

เทียนหลางจวินรู้ตำแหน่งเขา จะต้องตามมาทางนี้แน่ หากพาลั่วปิงเหอเดินต่อไปทางตะวันออกก็ต้องจ๊ะเอ๋กับสองลุงหลานนั่นแน่นอน

เสิ่นชิงชิวออกจากห้องที่เหมือนป่าดงดิบ จากนั้นทะลุผ่านอีกหลายห้อง เขารีบเข้าไปหาโลงหินที่ยังพอจแห้งสะอาดใบหนึ่ง เอามือประคองศีรษะลั่วปิงเหอวไว้แล้วค่อยๆวางร่างกายฝ่ายนั้นลงไปอย่างระมัดระวัง ลองเอาหลังมือแตะหน้าผากดู พบว่ามันยังร้อนลวกอยู่ แต่ตราประทับที่หว่างคิ้วกลับยิ่งแดงเจิดจ้ามากขึ้น

เสิ่นชิงชิวเอากระบี่ซินหมัววางไว้ใต้มือลั่วปิงเหอ สำรวมสติให้มั่นแล้วค่อยๆปิดฝาโลง

เทียนหลางจวินเดินนำหน้ามาอย่างไม่รีบไม่ร้อย โดยมีจู๋จือหลางตามหลังมาติดๆ พอเลี้ยงมุมตรงทางเดินหินก็เจอเสิ่นชิงชิวกุมกระบี่ซิวหย่ายืนอยู่ใจกลางห้องๆหนึ่ง กำลังมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชาประหนึ่งว่าคอยพวกเขาอยู่นานแล้ว

เสื้อเขียวของเสิ่นชิงชิวถูกอาบย้อมเป็นสีแดงไปครึ่งหนึ่ง มือขวามีเลือดไหลมาตามคราบเลือดแห้งกรัง ริมฝีปากซีดขาวแทบเป็นสีเดียวกับหน้า

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ไม่เจอกันประเดี๋ยวเดียว ไฉนเจ้ายอดเขาเสิ่นถึงได้มีสารรูปเช่นนี้เล่า”

เสิ่นชิงชิวมองดูเขา เห็นๆอยู่ว่าเทียนหลางจวินถูกเสาลาวากลืนเข้าไปตอนอยู่ที่ตำหนักโกรธา แต่ตอนนี้ร่างกายของเทียนหลางจวินกลับไม่มีกระทั่งกลิ่นควันด้วยซ้ำ อย่างมากตรงชายเสื้อก็ไหม้ไปนิดเดียวเท่านั้น

อย่างนี้ก็มีด้วย!!!

เทียนหลางจวินถามเขาว่า “ศิษย์รักของเจ้ายอดเขาเสิ่นล่ะ”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ออกไปแล้ว”

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆ “เจ้ายอดเขาเสิ่นยังอยู่ที่นี่ เขาจะไปได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวก็ยิ้มให้เขาบ้าง ยิ้มกันไปยิ้มกันมา จู่ๆเทียนหลางจวินก็ยิ้มไม่ออก เพราะเขาค้นพบว่าตนก้าวขาไม่ได้เสียแล้ว

เทียนหลางจวินก้มหน้ามอง จากเท้าขึ้นมาถึงเอวถูกผลึกน้ำแข็งอันแกร่งหนาห่อหุ้มจนทั่วตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และตอนนี้กำลังลามขึ้นมาที่ลำตัวเขา สภาพของจู๋จือหลางแย่งยิ่งกว่าเขาอีก ขาสองข้างและแขนหนึ่งข้างถูกน้ำแข็งจับจนแข็งเป๊ก

เทียนหลางจวินจึงค่อยสังเกตว่าในห้องนี้หนาวจับจิตเลยทีเดียว เขากล่าวอย่างมั่นใจ “ตระกูลโม่เป่ย”

ห้องนี้ก็คือห้องเก็บศพที่ปู่ของโม่เป่ยจวินสร้างมากับมือนั่นเอง สายเลือดของพวกเขามีความเชี่ยวชาญในการบังคับน้ำแข็ง เวทน้ำแข็งอยู่เหนือผู้ใดในเผ่ามาร ไม่มีใครเทียม สุสานที่อยู่ด้านหลังเสิ่นชิงชิวนี้ย่อมเอาเวทน้ำแข็งมาใช้เช่นกัน

ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ทุกหนทุกแห่งล้วนมีไอเทมและพื้นที่ให้เขาเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องให้เขาออกแรงต่อสู้เลย ยังไงก็มีของที่เขาสามารถเอามาใช้รับมือคู่ต่อสู้ได้เสมอ

เสิ่นชิงชิวจำได้ ในนิยายดั้งเดิมได้บรรยายเอาไว้ว่าหากมีของที่อุณหภูมิสูงกว่าอากาศภายในห้องนี้ สิ่งนั้นจะโดนข่ายมนตร์เยือกแข็งแปรสภาพให้กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งไปทันที แข็งอยู่ประมาณสองสามวัน ตัวก็จะแตกร้าวกลายเป็นสะเก็ดน้ำแข็งไป ดังนั้นก่อนเข้ามาในห้องนี้เขาจึงได้เดินชีพจรทิพย์ไว้ทั่วร่างเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้หน้าเขาถึงได้ดูซีดจัด

ช่วงเวลานี้น้ำแข็งได้ไต่ขึ้นมาถึงแผ่นอกเทียนหลางจวินแล้ว สีหน้าเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ปราณมารในมืออวลตลบ ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจทำลายผลึกน้ำแข็งที่ห่อหุ้มกำปั้น กระนั้น ต่อให้แช่แข็งเขาไม่ได้ตลอดไป อย่างน้อยยังพอถ่วงเวลาได้อยู่

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ดูเหมือนข้าจะไม่ได้คิดไปเองจริงๆ เจ้ายอดเขาเสิ่นรู้จักพื้นที่ต้องห้ามของเผ่าข้าเป็นอย่างดี แทบกล่าวได้ว่าราวกับฝ่ามือตนเองทีเดียว”

เสิ่นชิงชิวไม่พูดไม่จา โบกมือให้พวกเขาแล้วหมุนกายจากไป

เทียนหลางจวินปรายตามองจู๋จือหลางแวบหนึ่ง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ข้าเคยบอกแล้ว หากเจ้าต้องการจะพาเจ้ายอดเขาเสิ่นมาภพมาร ต้องเอาให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มาทำให้พวกเราเสียเรื่อง ควรต้องทำอย่างไร เจ้ารู้แล้วนะ”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงแผ่ว “บ่าวทราบแล้วขอรับ”

ได้ฟังสองประโยคนี้ เสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกว่าเขาอาจหลงลืมหรือละเลยอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆไป

จู๋จือหลางกล่าว “เสิ่นเซียนซือ ต้องขอโทษท่านแล้ว”

ห้ามเลยนะ ห้ามเด็ดขาด ขนาดนายรู้สึกขอบใจฉัน ยังทำซะฉันอนาถขนาดนี้ หากนายรู้สึกผิดกับฉัน ฉันยังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเรอะ

ขณะกำลังคิดเช่นนี้เสิ่นชิงชิวที่ตอนแรกยังดีๆอยู่ พลัน! ตัวเซวูบจนต้องเกาะผนังหินเอาไว้

เขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างในท้องกำลังดิ้นดุกดิก แล้วไต้ไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ความรู้สึกนี้มันช่างคุ้นเคยจนน่ากลัว เสิ่นชิงชิวเกือบร้องด่าเช็ดแม่ ออกมาเดี๋ยวนั้น

ตอนนี้ลั่วปิงเหอหลับปุ๋ยอยู่ในโลง งวดนี้ที่ร่างกายเขาปั่นป่วนขึ้นมาก็ต้องเป็นเลือดของคนอื่นเท่านั้นแล้ว

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นไม่น่าจะดื่มเป็นครั้งแรก ทำไมถึงยังไม่ชินอีกเล่า”

เสิ่นชิงชิวพยายามฝืนอาการคลื่นไส้จะอาเจียน “…พวกเจ้าเอาให้ข้าดื่มตอนไหน”

เทียนหลางจวินกล่าวเสียงเย้า “เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าลืมซิ ร่างเซียนของเจ้าอยู่ในมือพวกข้ามิใช่เวลาสั้นๆเลย พวกข้าทำอะไรได้ตั้งมากมายเชียวนะ”

มิน่าถึงรู้ตำแหน่งของเขาได้อย่างง่ายดาย เสิ่นชิงชิวชะงักแล้วเดินหน้าต่อ ยิ่งเดินก็ยิ่งปวดในท้องราวกับมีอะไรมาบิด แต่ความเร็วของเขาก็ไม่ได้ลดลงกลับเร่งขึ้นด้วยซ้ำ ที่เขายังเดินได้เร็ว สาเหตุหนึ่งก็มาจากเขามีความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น อีกอย่างคือเขารู้ดีว่าจะมายอมแพ้เอาตอนนี้ไม่ได้

ฉวยจังหวะที่สองคนนั้นกำลังถูกแช่แข็ง ยังพอมีโอกาสหนีได้อยู่ หากรอให้พวกเขาละลายน้ำแข็งได้สำเร็จ คิดจะถ่วงเวลาอีกก็ลำบากแล้ว

แม้ในใจจะรู้ถึงผลดีผลเสียอย่างกระจ่าง แต่ยิ่งเดินเร็วจู๋จือหลางก็ยิ่งเร่งเร้ากู่โลหิตในกายเขารุนแรงยิ่งขึ้น เสิ่นชิงชิวหันกลับไปถลึงตาใส่อย่างอดไม่อยู่ หน็อย บอกว่าอยากตอบแทนบุญคุณ ก็คือให้กู่โลหิตมันเอาท้องฉันเป็นที่ฟักไข่อยู่กันเป็นครอบครัวสุขสันต์งั้นรึ

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “เช่นนี้เขายังเดินไปได้ไกลขนาดนี้ เจ้ายอดเขาเสิ่นจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวผิดมนุษย์มนาโดยแท้ หรือพูดได้ว่าเพื่อลูกชายข้าแล้ว กระทั่งชีวิตก็ไม่ต้องการแล้วอย่างนั้นหรือ”

ทันใดนั้นจู๋จือหลางกล่าวอย่างไม่ได้ศัพท์ “จวินซั่ง ข้า…บ่าวควบคุมไม่อยู่แล้ว”

พูดยังไม่ทันขาดคำเสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่ท้องสลายไปกะทันหัน ร่างกายเบาขึ้น จึงรีบออกวิ่งทันที

เทียนหลางจวินเห็นเขาอยู่ๆก็วิ่งได้ขึ้นมา เลยกล่าวอย่างประหลาดใจ “เลือดของเจ้ามิใช่ควบคุมเขาได้หรอกหรือ”

จู๋จือหลางเองก็ไม่เข้าใจ เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ควบคุมได้นะขอรับ แต่ตอนนี้ไม่ทราบทำไมถึงควบคุมไม่อยู่แล้ว”

ในหูเสิ่นชิงชิวมีเสียงหึ่งๆได้ยินอะไรไม่ชัด มองอะไรก็ไม่แจ่มแจ้งคิดว่ายังไงก็ต้องเอาตัวลั่วปิงเหอไปส่งให้ถึงปากทางเข้าแล้วโยนออกไปให้ได้ เขาวิ่งเหยาะๆโดยเกาะไปตามผนัง แต่แล้วก็ไม่รู้ไปเตะโดนอะไรเข้าจนตัวโอนเอนไปนิดหนึ่ง ฝืนยันมาได้นานขนาดนี้ ร่างกายเขาใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทีแล้ว จวนเจียนจะล้มมิล้มแหล่ และแล้วเข่าก็อ่อนยวบ คราวนี้เขาไม่ได้ล้มลงไปเพราะถูกมือข้างหนึ่งคว้าเอาไว้มั่น กึ่งประคองกึ่งอุ้มขึ้นมา

เสิ่นชิงชิววิงเวียนจนหูตาลาย พยายามเพ่งมอง

ทางเดินมืดสลัวเขาจึงเห็นไม่ค่อยชัดนัก ทว่ากลับสามารถมองเห็นแววตาที่ลุกเรืองด้วยความโกรธได้ชัดเจน รวมทั้งตราบาปที่เปล่งแสงสีแดงฉานนั่นด้วย

เทียนหลางจวินกับจู๋จือหลางกลายเป็นน้ำแข็งจากเท้าถึงหัวแล้ว ไอสีดำลอยวนเวียนอยู่รอบๆบริเวณที่สองประติมากรรมน้ำแข็งตั้งอยู่

ลั่วปิงเหอสาวเท้าเข้ามาในห้อง ไอน้ำแข็งสีขาวลอยขึ้นมาเป็นสายจากรองเท้าสีดำของเขา แต่ถูกเขากระทืบแตกอย่างไม่ยี่หระแม้แต่น้อย เขาฟาดฝ่ามือไปที่รูปปั้นน้ำแข็งทั้งสองนั่น ก่อให้เกิดรอยร้าวที่ผลึกน้ำแข็งเป็นลายคดเคี้ยวยาว

เสิ่นชิงชิวกึ่งๆเอนพิงผนังหินไว้ กล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์หรอก ผลึกน้ำแข็งที่จับตัวขึ้นรูปแล้ว ไม่มีทางแตกง่ายปานนั้น อีกทั้งเจ้าตีไปเช่นนี้อย่างไรก็ฟาดไม่โดนตัวพวกเขาหรอก สู้ฉวยโอกาสที่พวกเขากำลังถูกผนึกรีบหนีออกจากสุสานศักดิ์สิทธิ์ดีกว่า”

Novel Scumbag System 2-59

ตอนที่ 59

เสียงนกร้องขับขาน ความสูงของเพดานสีน้ำเงินเข้มพลันเพิ่มขึ้นกะทันหัน ผลึกแก้วขาวใสที่ฝังเพดานส่องประกายระยิบระยับแวววาว มองแวบแรกดูเหมือนท้องฟ้ายามราตรีเลยทีเดียว

สภาพรอบข้างอาจดูแล้วชวนให้หลงนึกว่าอยู่ในป่า แต่ความจริงแล้วพวกเขายังไม่ได้ออกจากสุสานศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่เดินมาถึงห้องพิเศษห้องหนึ่งในสุสานศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

ห้องแต่ละห้องในสุสานศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นห้องที่ชนชั้นผู้นำแต่ละรุ่นออกแบบด้วยตัวเองตอนยังมีชีวิตอยู่ พิสดารพันลึก สารพัดแบบสารพัดแนว ก็เหมือนคอนโดฯสักหลังนั่นแหละ ห้องสร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ตกแต่ง พอจะเข้าอยู่เจ้าของก็ตกแต่งเอาเองตามแบบที่ชอบ ใครเชี่ยวชาญเรื่องกลไกก็เน้นหนักไปที่พวกค่ายกลพิสดาร ใครที่คุ้นเคยกับสัตว์มารก็เลี้ยงพวกสัตว์ประหลาดไว้คอยเฝ้ายาม ใครเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรก็ปลูกดอกไม้พิษ หญ้าแปลกๆเอาไว้เต็ม

เจ้าของห้องนี้จะต้องเป็นประเภทหลังสุดแน่ ต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้ดูธรรมดาสามัญไม่มีอะไรแปลกพิสดาร แต่ยังไงเสิ่นชิวชิวก็ไม่คิดจะสัมผัสโดนเด็ดขาด เขาถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมหัวพวกเขาสองคนไว้ กระชับมือที่โอบเอวลั่วปิงเหอให้แน่นเข้า ค่อยๆเดินทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง

ใบหญ้าขยับเล็กน้อย

ทันใดนั้นเสียงแหลมสูงก็แหวกฝ่าอากาศมาพร้อมกับลำแสงสีขาวเย็นยะเยือกสายหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวดีดนิ้มมือข้างซ้าย กระบี่ซิวหย่าที่ข้างเอวตอบรับด้วยการดีดออกจากฝักเดี๋ยวนั้น กระบี่สองเล่มปะทะกันเป็นรูปกากบาทเสียงดังเคร้ง พลังของทั้งสองฝ่ายมิได้ย่อหย่อนกว่ากันเลย

ทางนี้ยังไม่ทันคลี่คลาย ลำแสงสีขาวสายที่สองก็ตามมาติดๆ อย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้พุ่งเข้าใส่ลำคอลั่งปิงเหอโดยตรง กระบี่ซิวหย่ากำลังปะทะกับกระบี่เล่มแรกอยู่ ไม่อาจเรียกกลับมา ทั้งยิ่งไม่อาจเหวี่ยงลั่วปิงเหอออกไปได้ เดี๋ยวไปโดนต้นไม้ใบหญ้าพวกนั้นเข้าก็จบเห่กันพอดี

ด้วยอารามเร่งรีบเสิ่นชิงชิวเอนตัวเล็กน้อย ยกแขนขึ้นรับกระบี่ด้วยมือเปล่าเอาดื้อๆ

คมกระบี่บาดฝ่ามือเป็นแผลอ้า แต่ถูกเขาคว้าไว้มั่น ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อนแม้สักครึ่งส่วน เลือดไม่ได้หยาดลงมาเป็นหยดๆ หากแต่กระเซ็นพุ่งออกมาเลยทีเดียว ตามเสื้อผ้าของเสิ่นชิงชิวและใบไม้ใบหญ้าเขียวครึ้มที่พื้นกลายเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา

ในที่สุดเขาก็รู้ว่าตอนนั้นที่ลั่วปิงเหอรับกระบี่ด้วยมือเปล่าเป็นเรื่องที่เจ็บปวดแค่ไหน

แสงสีแดงวาบเข้าใส่ดวงตาของเสิ่นชิงชิว เขารีบเงยหน้าขึ้น รูม่านตาหดเล็กลงฉับพลัน

คาดไม่ถึงจริงๆ ‘ปลาน้อยสองตัว’ ที่เทียนหลางจวินพูดหมายถึงสองคนนี้นี่เอง

คนสองคนเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ใบหนา

พูดให้ถูก ต้องบอกว่าเป็นคนหนึ่งคนเดินออกมา ส่วนอีกคนนั้นถูกเข็นมาในรถเข็นคันเล็กๆ ที่ดูเหมือนวีลแชร์

คนที่ยืนอยู่เป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย เอวเล็กคอด อึ๋มล่างอึ๋มบนแบบนาฬิกาทราย ส่วนอีกคนนั้น นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเข็น ส่วนที่ต่ำกว่าคอลงไปมีผ้าห่มขนสัตว์เนื้อหยาบห่อไว้มิดชิด แต่เมื่อดูจากศีรษะที่โผล่พ้นผ้าห่มมานั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้าของเสิ่นชิงชิวเลยสักนิด

กระบี่เล่มนั้นยังคงพุ่งตรงเข้ามาด้วยพละกำลังรุนแรง เสิ่นชิงชิวจึงต้องคว้ามันไว้ให้มั่น คมกระบี่แทบตัดมือเขาขาดครึ่งเลยทีเดียว

สีหน้าเสิ่นชิงชิวไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทั้งยังแสร้งหัวเราะกล่าวว่า “แม่นางชิว กงจู่ผู้เฒ่า ไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าคงสบายดีนะ”

ชิวไห่ถังถลึงตาใส่เขา ศีรษะของกงจู่เฒ่าขยับเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นเห็นข้าแล้วคิดว่าสบายดีไหมล่ะ”

ที่ว่าไม่ได้พบกันเสียนาน หวังว่าคงสบายดีก็เป็นแค่การทักทายตามมารยาทเท่านั้นเอง เสิ่นชิงชิวยิ้มแห้ง

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เขาพบว่า ‘สบายดีไปม’ เอามาใช้ตอนนี้มันกลายเป็นประโยคเยาะเย้ยเสียดสีกันเกินไปหน่อยจริงๆ กงจู่เฒ่าที่เมื่อก่อนเป็นบุคคลระดับผู้นำของสำนักเซียน ไม่ว่าจะตอนแรกพบในงานชุมนุมเซียน หรือจะเป็นตอนที่จากันอย่างไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ที่เมืองจินหลัน กิริยาท่าทางล้วนไม่มีที่ติ แต่กงจู่เฒ่าในยามนี้หนวดเคราขาวสะอาดที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีชนิดไม่มีกระดิกแม้แต่เส้นเดียว เวลานี้สกปรกรกรุงรัง หน้าตาดูแก่หง่อมราวกับเพิ่งลุกออกมาจากหลุม รอยย่นบนใบหน้าเบียดกันแน่นยิ่งกว่าเปลือกต้นไม้แก่ด้านหลังนั่นอีก

กงจู่เฒ่ากล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม “เจ้าคงแปลกใจสินะว่าทำไมข้าถึงได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่ในสภาพนี้”

เสิ่นชิงชิวนึก ถ้าพูดว่าไม่แปลกใจลุงจะปล่อยผมไปดีๆไหมล่ะ แต่ปากกลับตอบไปว่า “ผู้น้อยได้ยินว่ากงจู่เร้นกายออกพเนจรไปทั่ว”

กงจู่เฒ่าหัวเราะหึๆ “เร้นกายออกพเนจรหรือ เจ้าชื่อจริงๆหรือ วังฮ่วนฮวาทั้งวัง ผู้ฝึกวิชาเซียนทั้งโลก มีสักกี่คนเล่าที่เชื่อ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ นี่ต้องถามลูกศิษย์คนดีของเจ้าแล้ว”

ถึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ดูท่าว่าพวกเขาคงต้องการคิดบัญชีกับลั่วปิงเหอแน่ เสิ่นชิงชิวสีหน้าไม่เปลี่ยน ดันลั่วปิงเหอไปแอบไว้ด้านหลัง พยายามเอาตัวบังไว้เท่าที่จะทำได้

ชิวไห่ถังกล่าวอย่างเจ็บแค้น “เสิ่นจิ่ว ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็ยังจำเจ้าได้ ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าที่เจ้าระเบิดพลังทิพย์ฆ่าตัวตายที่เมืองฮวาเยวี่ย ต้องเป็นการตบตาอย่างแน่นอน ฆ่าตัวตายเพื่อชดเชยความผิดอย่างนั้นหรือ ฮ่าๆ เจ้าจะเป็นคนเช่นนั้นไปได้อย่างไร ตอนที่ข้าเห็นเจ้าแวบเดียวในถ้ำของนางมารนั่น ข้าก็รู้แล้ว เจ้าไม่มีทางตายแน่”

เธอจำได้แต่กายเนื้อของฉัน แต่ดันจำวิญญาณฉันไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรวะ เสิ่นชิงชิวคิดอย่างเซ็งๆ

วันนั้นตอนที่ถูกจับขังอยู่ในถ้ำฉื้ออวิ๋นของซาหัวหลิง เสิ่นชิงชิวช่วยทุกคนออกมา ได้พบกับนางเพียงแวบเดียว กลับเป็นการสุกิดให้นางสงสัย คอยเฝ้าสังเกตนับแต่นั้นมา กระทั่งตอนที่เขากลับไปชางฉยงซานแล้วถูกลั่วปิงเหอพาตัวมา ชิวไห่ถังก็ข้ามพื้นที่ชายแดนติดตามมาตลอดทางจนถึงภพมาร

ลั่วปิงเหอต้องจับแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์จำนวนมากมาทำลายเขตอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ ยุ่งวุ่นวายเต็มที ไม่มีสมาธิ ไม่ทนระวังป้องกัน เลยไม่ได้สังเกตว่ามีคนลอบตามหลังมาด้วย สรุปแล้วความแค้นของผู้หญิงไม่อาจดูเบาได้เลยจริงๆ

แต่การที่สองคนนี้ร่วมมือกันกลับเป็นสิ่งที่เสิ่นชิงชิวไม่เคยนึกฝันมาก่อน ทั้งไม่รู้ว่าพวกเขาสมคบกันตั้งแต่ตอนไหน

พอนึกถึงว่า ‘ตอนไหน’ เสิ่นชิงชิวพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ กล่าวถามขึ้น “ตอนนั้นจู่ๆ แม่นางชิวก็ออกโรงที่เมืองจินหลัน ตรงนี้ก็เป็นความดีความชอบของกงจู่เฒ่าด้วยหรือไม่”

ในเมื่อจู๋จือหลางปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ดังนั้นต้องเป็นคนอื่นที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังแล้ว ไม่งั้นอาศัยกำลังสำนักปลาซิวปลาสร้อยของชิวไห่ถัง นางจะมีโอกาสเสนอหน้ามาได้ยังไงล่ะ

กงจู่เฒ่าของวังฮ่วนฮวาหัวเราะหยัน ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

ในอากาศมีปุยสีขาวเล็กๆ เหมือนดอกแดนดิไลออนลอยละล่องผ่านหน้าไป เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ผู้แซ่เสิ่นถามตัวเองแล้ว หาได้เคยล่วงเกินท่านกงจู่ผู้เฒ่าไม่…”

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “เรื่องมาถึงปานนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรต่อไปแล้ว”

เขากล่าวเสียงแหบแห้งเหมือนมีเสมหะก้อนใหญ่ค้างอยู่ในลำคอ “ตอนนั้นที่ลั่วปิงเหอเข้ามาอยู่ในวังฮ่วนฮวาของข้า ข้าทุ่มแทจิตใจฟูมฟักเขา คิดจะยกย่องเขาเป็นใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขากลับไม่ยอมกราบข้าเป็นอาจารย์ ยิ่งไม่ยอมแต่งงานกับลูกสาวข้า ในใจเขากลับมีแต่เจ้า ข้าย่อมตรวจสอบเรื่องราวของเจ้ายอดเขาเสิ่นอย่างละเอียด จะดูซิว่าเป็นบุคคลวิเศษวิโสปานไหนกัน นึกไม่ถึงว่าข้ากลับได้รู้เรื่องเก่าๆมากมาย สายสนกลในเกี่ยวกับตัวเจ้าข้าสืบมาจนหมด อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร เจ้าเคยทำอะไรมาก่อน เข้ามาเป็นศิษย์ของชางฉยงซานได้อย่างไร นับเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีสันโดยแท้ ต่อให้ไม่มีเรื่องคนเพาะเมล็ดพันธุ์ คุกน้ำก็เตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว ใครจะรู้ว่ากลับมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ข้าเลยไม่ต้องเปลืองแรง”

พูดแบบนี้ท่าทางแปลกๆ ของศิษย์วังฮ่วนฮวาที่มีต่อเสิ่นชิงชิวในตอนนั้น ที่แท้แล้วไม่ใช่การชี้นำของลั่วปิงเหอ แต่เป็นเพราะกงจู่เฒ่าจงใจเสี้ยมนี่เอง เสิ่นชิงชิวอดหันไปมองลั่วปิงเหอแวบหนึ่งไม่ได้ ถ้าเจ้าเด็กคนนี้รู้จักคิดพลิกแพลงสักหน่อย ยอมกราบคนอื่นเป็นอาจารย์ ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายขนาดนี้หรอก แต่เรื่องยึดติดและดื้อด้านฝังหัวนี่เขาก็บ่นอะไรไม่ได้

เขาได้แต่ถอนใจกล่าวว่า “ศิษย์น้อยติดค้างน้ำใจของกงจู่อย่างใหญ่หลวง แต่สองกระบี่เมื่อครู่ เห็นชัดว่าตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เขา ช่างตรงกันข้ามกับคำพูดนัก”

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “ตอนนั้นก็คือตอนนั้น แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนกัน เจ้ายอดเขาโปรดหลีกให้พ้นทาง ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะลงเอยอย่างไร ข้าเพียงต้องการจะสะสางหนี้กับเจ้าเด็กคนนี้ก็เท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวถาม “หากข้าหลีกทางให้ ท่านก็จะฆ่าเขาคนเดียว ไม่มายุ่งกับข้าใช่หรือไม่”

ชิวไห่ถังหัวเราะหยัน “เขาไม่ยุ่งกับเจ้า แต่ตรงนี้ยังมีข้าอีกคนอยู่ดี”

ความจริงพลังต่อสู้ของนางต่ำต้อยเสียจนไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นปัญหาอยู่บ้าง

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “เดรัจฉานผู้นี้ไม่สำนึกบุญคุณ ทำร้ายข้าถึงขั้นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสังหารเขาให้ตายใต้คมดาบให้ได้”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “หากเขาไม่สำนึกบุญคุณจริงๆ คงไม่ละเว้นชีวิตลูกสาวท่านกับตัวท่านหรอก ตัดไม้ต้องถอนรากถอนโคน หลักการข้อนี้เขารู้ดียิ่งกว่าท่านกับข้าเสียอีก”

ตีให้ตายเขาก็ไม่นึกไม่ฝันเด็ดขาดว่าจะมีวันที่เขาอธิบายแก้ต่างให้ลั่วปิงเหอด้วย

ได้ฟังดังนี้กงจู่เฒ่าก็หัวเราะเสียงประหลาด ชิวไห่ถังกระชากผ้าห่มเนื้อหยาบที่คลุมร่างเขาออกทันที

เสิ่นชิงชิวลมหายใจสะดุด

ใต้ผ้าห่ม มีเพียงร่างกายเป็นแท่งสี่เหลี่ยม แขนขาทั้งสี่กุดหายหมดสิ้น

นึกไม่ถึงว่ากงจู่เฒ่าจะถูกหั่นจนเหลือแต่ตัวกุดๆไปแล้ว

ประมุกแห่งยุคผู้หนึ่ง กลายเป็นคนไม่ใช่คน ผีไม่ใช่ผี ซุกตัวอยู่ในเก้าอี้ล้อเข็นผุๆพังๆที่แสนจะโกโรโกโส ขยับได้แต่หัวเท่านั้น จุดจบที่เดิมเป็นของเสิ่นชิงชิว โดนย้ายไปแปะที่ร่างกงจู่เฒ่าเสียแล้ว

ความแค้นนี้ใหญ่หลวงนัก ใช่ว่าคำพูดโน้มน้าวสวยๆหรืออ้างพระอ้างเจ้าว่าต้องเมตตาเพียงไม่กี่คำก็จะสามารถแก้ปัญหาได้

กงจู่เฒ่าหัวเราะหยัน “ฝีมือลูกศิษย์คนดีของเจ้านั่นแหละ เห็นแล้วใช่หรือไม่ เขาทำแบบนี้สู้ฆ่าทิ้งตัดรากถอนโคนไปเลยดีกว่า”

เสิ่นชิงชิวเห็นด้วยอย่างมาก ทำไมไม่ฆ่าให้ตายๆไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดนะ

ปลาน้อยสองตัวนี้ ตัวหนึ่งอยากฆ่าลั่วปิงเหอ ตัวหนึ่งอยากฆ่าเสิ่นชิงชิว ชิวไห่ถังพลังฝึกปรือไม่เท่าไหร่ ต้องการคนที่จะให้ความช่วยเหลือ ต่อให้กงจู่เฒ่าตกต่ำ แต่ฝีมือก็เหนือกว่านางมาก อูฐผอมโซยังไงก็ยังตัวโตกว่าม้า จะดีจะเลวก็เคยเป็นถึงหัวหน้าสำนัก แขนขาขาดด้วนเคลื่อนไหวไม่ได้ ทว่าพลังทิพย์ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย แบบนี้แหละที่เขาเรียก ชายหญิงจับคู่กันทำงานแล้วจะไม่เหนื่อย คนตาบอดแบกคนพิการก็ไปด้วยกันได้

เสิ่นชิงชิวหักกระบี่ที่รับไว้เมื่อครู่ด้วยมือเปล่าแล้วขว้างไปในพงหญ้า สายตาจับจ้องสองคนตรงหน้าเขม็ง

ความจริงแล้วเขาน่าจะลองเดิมพันสักตั้ง

แม้ดัชนีทองคำของลั่วปิงเหอใช้ไม่ได้ผลตอนเผชิญหน้ากับเทียนหลางจวินซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่กงจู่เฒ่ายังไงก็เป็นตัวละครที่อยู่ในขอบเขตของนิยายดั้งเดิม ลองเอากฎร่างทองคำไม่มีวันบุบสลายของพระเอกมาใช้กับฝ่ายนั้นก็น่าจะได้ผลอยู่ เขาจะลองปล่อยมือไม่เข้าไปยุ่งยังได้ เหมือนตอนด่านเมืองซวงหูที่เขาขุดหลุมหลอกฆ่ามารถลักหนังเตี๋ยเอ๋อร์ คราวนี้ก็ปล่อยให้กงจู่เฒ่าไปเล่นงานลั่วปิงเหอบ้าง แล้วดูซิว่าสุดท้ายแล้วใครจะตกหลุมใครกันแน่

กงจู่เฒ่าถามช้าๆว่า “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าจะหลีกหรือไม่หลีก”

เสิ่นชิงชิวเอาแขนลง เลือดที่มือหยุดพุ่งแล้ว ตอนนี้จึงเริ่มหยดติ๋งๆแทน

เขาเงยหน้าขึ้น กล่าวเสียงเรียบเรื่อยไม่แสดงอารมณ์ “กงจู่บอกว่าเข้าเป็นศิษย์คนดีของข้า ท่านว่าข้าจะหลีกให้ท่านหรือไม่เล่า”

ทำไงได้ ตอนนี้กับตอนนั้นมันไม่เหมือนกันแล้วนี่นา

ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมตัวเองให้มองดูเฉยๆไม่สนใจใยดี ปล่อยให้คนอื่นมาเล่นงานลั่วปิงเหอโดยอาศัยกฎร่างทองคำไม่บุบสลายของพระเอกเพื่อจะได้ดูว่าใครจะชนะเดิมพันได้หรอก

มาถึงป่านนี้ ถ้าเขายังเอาชีวิตลั่วปิงเหอไปเสี่ยงได้อย่างสบายอกสบายใจอีกล่ะก็ เขาคงกลายเป็นผู้ร้ายสารเลวเหมือนในนิยายดั้งเดิมไปจริงๆแล้ว

ทันใดนั้นกงจู่เฒ่าพลันถลึงตาใส่เขา ตวาดออกมาหลายคำเสียงดังลั่น

กงจู่เฒ่าไม่มีแขนขา เลยใช้วิธีแฝงพลังทิพย์ไว้ในเสียงตะโกนเพื่อโจมตี ทุกครั้งที่ตะโกนทีหนึ่ง เสิ่นชิงชิวจะรู้สึกว่ามีพลังปราณคมกล้าขุมหนึ่งฟันลึกเข้ามาราวกับขวานจาม อานุภาพไม่ด้อยไปกว่าฟาดโจมตีด้วยมือเลย ต้นไม้ต้นหญ้าสั่นไหวรุนแรง ใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อน เสิ่นชิงชิวใช้มือขวาที่ยังคงมีเลือดไหลกุมปลอกกระบี่เข้าต้านรับสองสามที

แรงสั่นสะเทือนทำให้แผลที่ฝ่ามือปวดแสบมาก ถึงอย่างนั้นเสิ่นชิงชิวก็ไม่กล้าเปลี่ยนมือ เพราะหากไม่ใช้มือซ้ายกอดลั่วปิงเหอไว้ก็เกรงว่าอาจจะทำเขากระเด็นหลุดไป

ต่อให้ถูกเฉือนจนเหลือแต่ร่างกุดๆ กงจู่เฒ่าก็ไม่ได้อ่อนแอลงไปเลยแม้แต่น้อย มิน่าล่ะชิวไห่ถังถึงต้องอาศัยกงจู่เฒ่าเป็นที่เพิ่ง ขณะกำลังคิดมาถึงตรงนี้ อยู่ๆกงจู่เฒ่าก็กู้ร้องเสียงยาว ปลอกกระบี่ซิวหย่ามีเสียงแตกร้าวเบาๆ ในที่สุดก็ยันไว้ไม่อยู่ พลังแรงกล้าขุมหนึ่งจู่โจมเข้ามา เสิ่นชิงชิวล้มหงายไปข้างหลัง เขาพลิกตัวก่อนล้มถึงพื้น เอาตัวเองเป็นเบากันกระแทกไม่ให้ลั่วปิงเหอล้มฟาดพื้นเลยถูกทับจนเห็นดาว

ในที่สุดกงจู่เฒ่าก็หยุดตะโกน ชิวไห่ถังเข็นเขาเข้ามาใกล้ๆ ก่อนหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง มองดูเสิ่นชิงชิวกอดลั่วปิงเหอเอาไว้ “เจ้ากลับคอยปกป้องเขาไว้จริงๆ”

ชิวไห่ถังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เสแสร้ง เสแสร้งทั้งเพ คนผู้นี้มันช่าง… เจ้าทำเช่นนี้ให้ใครดูกัน”

กงจู่เฒ่าถาม “ทำไมถึงไม่ใช้พลังทิพย์สู้กลับ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “ก็มันแห้งเหือดหมดแล้วน่ะซิ”

ปุยสีขาวเล็กละเอียดปุยแล้วปุยเล่าปลิวผ่าน จวนเจียนจะมาโดยแก้มซีดขาวของลั่วปิงเหออยู่รอมร่อ เสิ่นชิงชิวเป่าเบาๆ ปุยสีขาวก็ลอยเฉไปทางอื่น กงจู่เฒ่านึกว่านี่คือท่าทางยอมรับชะตากรรมรอเวลาตายของเขาก็ไม่สนใจอีก สายตาเบนไปจับใบหน้าที่ตาหลับพริ้มอยู่ของลั่วปิงเหอ

สีหน้าคลุ้มคลั่งแหกปากตะโกนไม่หยุดเมื่อครู่มลายหายเกลี้ยงเปลี่ยนเป็นเซื่องซึมแทน

เสิ่นชิงชิวใบ้กิน “…”

สีหน้าแบบนี้…ท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว

กงจู่เฒ่าจับจ้องอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนระบายลมหายใจ “ยิ่งเวลาหลับก็ยิ่งเหมือนมาก ยิ่งตอนที่ทำหน้าเย็นชาด้วยแล้ว”

แววตาโลมเลียของเขามองไล่ไปตามใบหน้าของลั่วปิงเหอขึ้นๆลงๆ นี่ถ้าเขามีมือคงยื่นไปลูบแล้ว

เสิ่นชิงชิวขนลุกขนพอง กอดศีรษะลั่วปิงเหอแน่นเข้าโดยไม่รู้ตัว แล้วซุกไว้ในอ้อมอก

สภาพของพวกเขาสองคนในตอนนี้คือลั่วปิงเหอซุกอยู่กับร่างของเสิ่นชิงชิว ศีรษะซุกอยู่ที่แผ่นอกเขา

เสิ่นชิงชิวกดเสียงต่ำ “ท่านมองให้ดีๆนี่มิใช่ซูซีเหยียน”

ชื่อนี้ปลุกสติกงจู่เต่า เขากล่าวอย่างดุดันว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อฟังคำสั่งข้า ทำไมถึงไม่เชื่อฟังกัน ข้าไม่ดีต่อเจ้าหรือ เจ้ามิใช่ต้องการวังฮ่วนฮวา ต้องการได้ตำแหน่งนี้ของข้าหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากได้มาแต่เล็กแล้ว หากเชื่อฟังข้าแต่โดยดี ทำไมข้าจะไม่ยกให้เข้า พวกเจ้าทั้งคู่ล้วนเป็นพวกไม่สำนึกบุญคุณทั้งคู่ พวกเจ้ามันเนรคุณ!”

จากนั้นก็ด่าฟ้าด่าดิน ใช้คำที่โหดร้ายที่สุดสาปแช่งเทียนหลางจวินและเสิ่นชิงชิว ตะโกนด่าว่าพวกเจ้าเนรคุณหลายสิบหิน แต่แล้วท่าทางเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมีเมตตาอีกครั้ง “ซีเหยียน เจ้ามานี่ ซือจุนจะให้อะไรเจ้า ดื่มเสีย…”

กงจู่เฒ่าเลอะเลือนไปแล้ว น้ำลายไหลย้อยลงมาจากมุมปาก ชิวไห่ถังแอบถอยไปข้างหลังด้วยสีหน้ารังเกียจ

เสิ่นชิงชิวเดาได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไรเลยยิ่งรู้สึกผือดผะอมมากขึ้น

มิน่ากงจู่เฒ่าถึงได้ดีต่อลั่วปิงเหออย่างน่าประหลาดมาตลอด มิน่าล่ะ ทั้งๆที่ซูซีเหยียนเป็นศิษย์ที่เขารักมากที่สุด นางกลับไม่อาลัยอาวรณ์ต่อวังฮ่วนฮวาแม้แต่น้อย นึกจะทรยศสำนักก็ทรยศดื้อๆ เดินหน้าไม่เหลียวหลังไปผูกสมัครรักใคร่กับชายหนุ่มของเผ่ามาร

‘ความรัก’ เช่นนี้ก็คือความรักของตาแก่หัวงูนั่นเอง ที่กงจู่เฒ่าโปรดปราดลั่วปิงเหอต้องเป็นเพราะเห็นเงาของศิษย์รักในอดีตจากตัวลั่วปิงเหอ จึงเอาความปรารถนาอันผิดปกติที่คิดอยากครอบครองซูซีเหยียนถ่ายโอนมาที่ตัวลั่วปิงเหอด้วย เพ้อฝันจะเลี้ยงดูให้เป็นตุ๊กตาหัวอ่อนว่าง่าย ได้เห็นเขาในสภาพสติฟั่นเฟือนเช่นนี้ น่ากลัวว่าไม่ได้ต้องการแค่ให้ลั่วปิงเหอรับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดวังฮ่วนฮวาอย่างเดียวแล้ว คำว่า ‘เชื่อฟัง’ จะต้องมีความหมายเกินกว่าความหมายตามตัวอักษรแน่

มิน่าลั่วปิงเหอถึงได้จับเขามาหั่นเป็นเนื้อหมู

เสิ่นชิงชิวเอามือประคองท้ายทอยลั่วปิงเหอ กดให้ใบหน้าเขาซุกอยู่กับซอกแขนตน ไม่ยอมให้กงจู่เฒ่าได้ลวนลามด้วยสายตาต่อ ก่อนกล่าวอย่างทนไม่ไหวว่า “พอได้แล้ว”

เมื่อไม่เห็นใบหน้านั้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของกงจู่เฒ่าก็ห่อเหี่ยวกระตุกเป็นระยะอย่างกับเป็นตะคริว ดวงตาฉายแววอาฆาตแค้ส พลันอ้าปากกว้าง

แต่เขาไม่ได้ตะโกนออกมา ลูกตาสองข้างถลน ทั้งตัวพลันแข็งทื่อเป็นประติมากรรมหินไปแล้ว

เสิ่นชิงชิวกลั้นหายใจ ในลำคอของกงจู่เฒ่ามีเสียงขลุกๆ ดวงตาเหลือกขาว เส้นเลือดฝอยแผ่ซ่านขึ้นมาถี่ยิบ ทว่าขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ฮ่าๆๆๆๆๆ

เอาแล้วไง

นึกว่าฉันโง่เป็นพ่อพระที่โดนตีแล้วไม่รู้จักโต้ตอบเหรอ

คิดว่าฉันต้องแบกคนไว้อีกคนเลยไม่ไม่แรงตอบโต้เหรอ

ชิวไห่ถังถามอย่างเสียขวัญ “เกิดอะไรขึ้น”

Novel Scumbag System 2-58

ตอนที่ 58

การฟาดฝ่ามือออกไปถึงจะได้ผลดี แต่ไม่อาจใช้ได้คลอดเวลาเพราะสิ้นเปลืองพลังทิพย์มากเกินไป ใช้ไปสักพัก็จะหมดสิ้นไม่เหลือหลอ ประกอบกับตอนนี้พลังทิพย์ของเสิ่นชิงชิวอยู่ในสภาพเหมือนโทรศัพท์มือถือที่เหลือแบตเตอรี่แค่สองขีด ไม่อาจใช้ได้ดังใจหมายเหมือนก่อน

หลังจากฟาดออกไปยี่สิบกว่าครั้งก็รู้สึกว่าถึงตัวเองจะใจสู้ ทว่าร่างกายไม่เอาด้วยแล้ว ผีดิบตาบอดเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในทางเดินสุสาน เขาได้แต่เตะออกไปทีละตัว อมนุษย์โขยงนี้แม้ชั้นต่ำแต่ฟาดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น แถมเขายังต้องประคองลั่วปิงเหอที่สลบไม่รู้เรื่องไว้ด้วย ระหว่างที่ตุปัดตุเป๋ มีช่วงหนึ่งเขากอดไว้ไม่มั่น หัวของลั่วปิงเหอก็โขกเข้ากับผนังหินอีกโป๊กหนึ่งดังลั่น ได้ยินแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน เสิ่นชิงชิวไม่สบายใจเลยใช้มือรองที่ท้ายทอยเพื่อคลำดำ เหมือนจะโนเป็นซาลาเปาลูกโตเลยทีเดียว ทั้งไข้ขึ้นทั้งโดนกระแทก หวังว่าคงไม่โดนโขกจนเอ๋อไปล่ะ

ไอ้ผีขี้ตื้อพวกนี้ ขืนรั้งอยู่ที่ทางเดินในสุสานที่เต็มไปด้วยเทียนปราณมรณะต่อ รังแต่จะยิ่งชักนำให้พวกผีดิบตาบอดดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุด

เขาเปลี่ยนท่าใหม่ เอาแขนข้างหนึ่งของลั่วปิงเหอพาดไว้ที่บ่า ก้าวพรวดๆไปข้างหน้า ผีดิบตาบอดที่ตามหลังมาถูกทิ้งห่างอยู่หลายจั้ง แต่ขณะที่เขาจ้ำเท้าไปนั้น ลมหายใจก็ถี่กระชั้นตามไปด้วย เทียนปราณมรณะเลยยิ่งลุกพึ่บไม่หยุด ทำเอาพวกเขาหมดหนทางหลบแล้วจริงๆ ต่อให้ผีดิบตาบอดตามมาไม่ทัน แต่ก็ไม่อาจสลัดได้หลุด พวกมันแห่ตามมาไม่ลดละ จนกระทั่งเลี้ยวผ่านห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง

นี่เป็นห้องสำหรับจัดเตรียมพิธี ข้างในมีโลงระเกะระกะวางไว้ไม่เป็นระเบียบ บางโลงฝาพลิกหงายอยู่กับพื้น ดูไม่น่าเกรงขามแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงชิวรีบลากตัวลั่วปิงเหอเข้าไปทันที เขามองสำรวจโลงศพไปทีละใบ บางโลงมีศพตายซากในท่วงท่าประหลาดนอนอยู่ บางโลงข้างในว่างเปล่า

เสียงฮือจากด้านนอกดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาดำบนพื้นลากยาวสับสน

เสิ่นชิงชิวเห็นสถานการณ์คับขันเต็มที จึงกระโจนลงโลงหินโดยพลัน ความจริงเขาตั้งใจจะยัดลั่วปิงเหอไว้ในโลงอีกใบ แต่ไม่มีเวลาแล้ว คนทั้งสองจึงอยู่ในสภาพกอดกันเป็นก้อนกลม กลิ้งเข้าไปในโลงหินโดยพร้อมเพรียงกัน

ถึงก้นโลงจะบุด้วยผ้านุ่ม แต่เสิ่นชิงชิวก็ยังกระเทือนไปทั้งตัวจนเห็นดาว ลั่วปิงเหออยู่บน เสิ่นชิงชิวอยู่ล่าง เขาถูกน้ำหนักตัวของลั่วปิงเหอกดทับจนแทบหายใจไม่ออก

ไอ้เด็กคนนี้มันกินอะไรเข้าไป! เห็นผอมๆทำไมถึงได้หนักขนาดนี้!

ฝาโลงยังเปิดอ้าไว้เกือบครึ่ง เสิ่นชิงชิวกำลังจะเอื้อมมือออกไปปิด แสงสีเขียวด้านนอกพลันวาบขึ้นรางๆ เหนือศีรษะปรากฏเงาร่างงองุ้มขึ้นเต็มไปหมด

ผีดิบตาบอดมันเข้ามากันแล้ว

พวกมันเดินข้ามาในห้องพร้อมกับเสียงฮือๆเป็นระยะ และยังมีเสียงเล็บขุดพื้นผิวโลงด้านนอกด้วย ได้ยินแล้วขนลุกขนพองเลยทีเดียว

หากจะมีพื้นที่ตรงไหนที่ไม่มีเทียนปราณมรณะซุกซ่อนอยู่ก็ต้องเป็นในโลงนี่แหละ ขอเพียงไม่มีแหล่งกำเนิดแสง ดวงตามืดบอดของพวกมันก็ไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้

เสิ่นชิงชิวไม่ลนลาน นอนหงายหน้าขึ้นโดยมีลั่วปิงเหอนอนคว่ำทับอยู่บนร่าง ศีรษะซุกอยู่กับไหล่เขา ไอร้อนผ่าวแผ่มาถึงซอกคอ ร้อนจนแทบทานทน แม่แต่เขายังจวนทนไม่ไหว ลั่วปิงเหอคงต้องทรมานยิ่งกว่าเขาเป็นแน่

ลั่วปิงเหอมือเย็นหัวร้อนพอดี งั้นใช้มือลั่วปิงเหอแนบหน้าผากเพื่อลดอุณหภูมิให้ตัวเขาเลยดีกว่า เสิ่นชิงชิวคิดว่าความคิดนี้ช่างดีนัก ขณะกำลังจะคว้าข้อมือลั่วปิงเหอขึ้นมาก็มีอันต้องตัวแข็งทื่อ

ตอนนี้ห้านิ้วที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกและเล็บยาวเฟื้อยโผล่มาอยู่เหนือโลงแล้ว

ทำมถึงสำรวจซะละเอียดซอกซอนขนาดนี้ล่ะ ไหนบอกว่าผีดินตาบอดไอคิวต่ำมากไง ไหนบอกว่าของที่ไม่ส่องแสงมันก็จไม่สนใจไง

แล้วสิ่นชิงชิวก็พลันค้นพบว่าที่ข้างแก้มของตนมีบางสิ่งบางอย่างเปล่งแสงสีแดงอยู่มัวๆ

เขาเหล่ตามองแวบหนึ่ง แม้ลั่วปิงเหอจะหลับตาอยู่ ทว่าตรามารฟ้าบนหน้าผากปรากฏโฉมออกมาเรียบร้อยแล้ว ตราประทับสีแดงบนหน้าผากวับแวมตามจังหวะการหายใจ แสงสีแดงจึงติดๆดับๆให้เห็น

ถึงเขาจะรู้ดีว่าตราบาปนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสายเลือดนี้สืบทอดมาจากเทพตกสวรรค์ แต่ไม่จำเป็นต้องเตะตาขนาดนี้ก็ได้ไหม ดูแล้วเหมือนตอนที่อุลตร้าแมนปราบสัตว์ประหลาดมากกว่า ตอนท้ายที่พลังงานไม่พอทีไรก็จะเปล่งแสงแฟลชวูบวาบแบบนี้แหละ

เขาไม่สามารถชักมือมาปิดไอ้ตราประทับเฮงซวยนี่ได้ แต่แล้วเกิดความคิดหนึ่งขึ้น โดยไม่ทันไตร่ตรองเขากดมุมปากเข้ากับหน้าผากที่เรืองแสงนั่นทันที

แบบนี้มันเหมือนกำลังจูบหน้าผากลั่วปิงเหอเลยนี่หว่า แต่นี่มันเวลาคับขัน ไม่ต้องสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก เอาชีวิตให้รอดสำคัญกว่า

มือผอมบางซึ่งเล็บเขรอะฝุ่นและยังมีขนติดอยู่หร็อมแหร็มควานเข้ามาในโลงหินอย่างเชื่องช้า มันยื่นคลำไปทั่ว พื้นที่ภายในโลงใบนี้ค่อนข้างคับแคบทว่าก้นลึก ขอเพียงขอบเขตการควานของมันอยู่แค่ระดับนี้ไปเรื่อยๆ ยังไงก็ควานไม่ถึงพวกเขาสองคนที่ก้นโลงแน่นอน

แต่มือข้างนี้กลับยังควานต่อไม่เลิกราเสียที ยิ่งมันควานต่ำลงมามากขึ้น ใจของเสิ่นชิงชิวก็ยิ่งขึ้นไปแขวนค้างสูงขึ้นเรื่อยๆ เห็นทีว่าอีกไม่ช้าคงควานมาถึงหลังของลั่วปิงเหอแน่ เขากัดฟันกรอด ชักมือซ้ายที่ถูกกดทันจนจะเป็นตะคริวอยู่รอมร่อมาควานหาพื้นที่บนแผ่นหลังของลั่วปิงเหอตรงที่ยังมีสภาพดี แล้วกดหลังฝ่ายนั้นให้แนบลงมาอีก

ร่างกายของลั่วปิงเหอจึงแนบสนิทกับร่างเขาโดยไม่มีส่วนใดเว้นว่างเลย ก่อนนี้ยังพอมีช่องว่างอยู่เล็กน้อย ตอนนี้คนทั้งคู่แทบฝังร่างเป็นเนื้อเดียวกัน อกแนบอก ท้องแนบท้อง

ความจริงท้องน้อยควรเป็นตำแหน่งที่อ่อนนุ่มที่สุดในร่างกายคน ทว่าท้องของเสิ่นชิงชิวที่ถูกท้องน้อยของลั่วปิงเหอกดอยู่กลับรู้สึกเจ็บ ยิ่งกดลงมายิ่งมั่นใจว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องของอีกฝ่ายคงมีสักแปดมัดแน่ แข็งจนเจ็บไปหมดแล้ว

มือข้างนั้นหยุดป้วนเปี้ยนที่หลังลั่วปิงเหอแล้ว แต่ดันเปลี่ยไปป้วนเปี้ยนที่อื่นต่อ

พอเห็นว่ามันกำลังจะแตะน่องลั่วปิงเหอแล้ว เสิ่นชิงชิวจึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้น กางขาออกทันที ให้ขาซ้ายของลั่วปิงเหอแทรกเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างขาสองข้างของเขา

ที่ว่างระหว่างสองคนซึ่งเดิมทีก็น้อยนิดเต็มทีแล้ว ตอนนี้เลยแทบไม่เหลือแล้วจริงๆ

มือข้างนั้นควานกึกๆกักๆอยู่ครึ่งค่อนวันไม่เจออะไร จึงค่อยๆหดกลับไป

รอจนพวกผีดิบตาบอดงึมงำ ถอยออกไปจากห้องเก็บศพ ยกโขยงกันออกไปลาดตระเวนที่อื่นต่อ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

สภาพของเขาในตอนนี้ดูไม่ได้เลย หากมีใครโผล่หัวเข้ามาดู เป็นต้องคิดว่าเสิ่นชิงชิวหื่นสุดๆ กอดลั่วปิงเหอแน่นไม่ยอมปล่อย พยายามจะบดเบียดฝ่ายนั้นเข้ามาแนบตัวอะไรแบบนี้ ขณะที่เขากำลังจะประคองลั่วปิงเหอให้ลุกขึ้นนั่งนั่นเอง จู่ๆในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน

“วางใจตอนนี้เร็วไปหน่อยนะ”

เสียงชราภาพนี้แฝงแววเหน็บแนมอยู่ในที เสิ่นชิงชิวคว้ากระบี่ซิวหย่าทันที พลิกกายจับลั่วปิงเหอไปอยู่ด้านล่าง ส่วนตัวเองลุกขึ้นนั่ง ยกกระบี่ขึ้นขวางหน้า เตรียมระวังเต็มที่ “ผู้ใด!”

พวกผีดินตาบอดไปกันไกลแล้ว ห้องนี้จึงว่างโล่ง มีแต่โลงหินเย็นยะเยียบเท่านั้น

อย่าบอกนะว่ามีศพคืนชีพอยู่ในโลงใบไหนอีก เมื่อกี้เขามองดูแล้ว ศพส่วนใหญ่ในนี้แห้งแล้วทั้งนั้น

เสียงนั้นกล่าวอีกว่า “หากผู้อาวุโสเช่นข้าไม่ต้องการให้เจ้าเห็น ต่อให้เจ้าพลิกหาไปทั่วทั้งสุสานศักดิ์สิทธิ์ ก็อย่าหมายว่าจะได้เห็นเด็ดขาด”

พอได้ฟัง เสิ่นชิงชิวพลันพบว่าเสียงนี้ฟังคุ้นหูมาก เขาต้องเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแน่ๆ ทั้งไม่ใช่แค่ประโยคเดียวด้วย ราวกับมีแสงวาบเข้ามาในหัว เขาเก็บกระบี่คืนลงฝักทันที กล่าวว่า “ในเมื่อเป็นผู้อาวุโสมารฝันก็ไม่จำเป็นต้องทำหลบๆซ่อนๆแล้ว”

สิ้นเสียง ชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางห้องในเครื่องแต่งกายหรูหรา ดวงตาคมปลาบราวกับเหยี่ยว ชายชราผู้นั้นนั่งอยู่บนฝาโลงหินใบหนึ่ง กำลังมองเสิ่นชิงชิวอย่างเย่อหยิ่ง “เจ้ากลับยังจำผู้อาวุโสเช่นข้าได้นะ”

เสิ่นชิวชิวกล่าวว่า “เมื่อผู้อาวุโสมารฝันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าข้า เช่นนั้นข้าต้องกำลังฝันอยู่เป็นแน่”

ก่อนหน้านี้มารฝันปรากฏกายในห้วงฝันได้ในสภาพหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับแปลงร่างเป็นคนได้แล้ว ดูท่าว่าพออาศัยร่างกายของลั่วปิงเหอก็คืนสภาพได้ไม่เลว เมื่อเห็นผู้มาเป็นคุณปู่ที่ยังไงก็ยืนอยู่ข้างเดียวกับลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็วางใจขึ้นมา

มารฝันแค่นเสียง “แต่สภาพของพวกเจ้าสองคนที่กำลังเข้าตาจนอยู่ในตอนนี้ กลับหาใช่ความฝันไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ผู้อาวุโสมารฝันโปรดช่วยเหลือด้วยการเข้าไปในความฝันของลั่วปิงเหอ แล้วปลุกเขาให้ตื่นได้หรือไม่”

มารฝันกล่าวว่า “ปลุกไม่ตื่นหรอก”

“หา” เสิ่นชิงชิวร้อนใจ งั้นที่ทำมาก็เสียเปล่าน่ะซิ เพราะเหตุใด”

หรือสมองของลั่วปิงเหอจะไหม้ไปแล้ว

มารฝันกล่าวเรียบเรื่อยว่า “เข้าไปไม่ได้ ตอนนี้ดวงจิตของเจ้าหนูนี่ปั่นป่วน มีแต่ความว่างเปล่าและหมอกหนา จมดิ่งอยู่ในความฝัน เรียกยังไงก็ไม่ตื่น ผู้อาวุโสเช่นข้าเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ในห้วงฝันของคนสองประเภท หนึ่งในนั้นคือคนป่วยหนักใกล้ตาย”

ไอ้ที่จะพูดต่อจากนี้คงไม่ใช่อะไรดีๆแน่ ในเมื่อประเภทแรกคือคนป่วยหนักแล้ว ประเภทที่สองคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วมั้ง เสิ่นชิงชิวถามอย่างอดทน “แล้วประเภทที่สองล่ะ”

“คนเสียสติ”

“…”

มารฝันพูดเองเออเองเสร็จสรรพ “สมน้ำหน้ามันแล้ว ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เจ้าหนูนี่กลางวันสิ้นเปลืองพลังงานทำพิธีเรียกวิญญาณ ตกกลางคืนก็เข่นฆ่าสังหารผู้คนในห้วงฝันที่ตัวเองสร้างขึ้น ผู้อาวุโสเช่นข้าเคยบอกมันนานแล้ว ทำเช่นนี้รังแต่จะเป็นการทำลายดวงจิตตัวเอง มันก็ไม่สนใจ ไม่ช้าก็เร็วต้องลงเอยเช่นวันนี้ สองสามวันมานี่เพื่อคงสภาพร่างที่สร้างจากหญ้าน้ำค้าง หมดเปลืองพลังทิพย์ไปตั้งไม่รู้เท่าไหร ไอ้กระบี่มารเล่มนั้นยิ่งเล็งหาโอกาสอาละวาดอยู่ มิหนำซ้ำยังรั้นจะฝ่าทำลายสุสานศักดิ์สิทธิ์ จนเจอเข้ากับผู้สืบสายโลหิตมารฟ้าที่มีพรสวรรค์สูงส่งและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย”

เสิ่นชิงชิวกำกระบี่ซิวหย่าในมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ เขาหันกลับไปมองลั่วปิงเหอที่นอนหมดสติอยู่ในโลงหินแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “…ผู้อาวุโลไม่มีวิธีปลุกให้เขาตื่นเลยหรือ”

“ข้าหมดปัญญาจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวกำหมัด กลับลงไปนอนเงียบๆ

มารฝันถลึงตา “เจ้าจะทำอะไรน่ะ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “นอนหลับ รอให้ตัวเองตื่น”

เส้นเอ็นเขียวๆบนหน้าผากมารฝันปูดโปน “เจ้ากล้าไม่สนใจผู้อาวุโสเช่นข้าหรือ”

เสิ่นชิงชิวหลับตาพูด “ในเมื่อผู้อาวุโสบอกว่าหมดปัญญา ข้าย่อมทำได้แค่รอให้ตัวเองตื่นจะได้คุ้มครองเขาออกไป”

มารฝันแค่นเสียง “สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ต้องห้ามซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวด แล้วไหนยังจะมีมารเจ้าปัญหาสองตนนั่นรอพวกเจ้าอยู่ อาศัยเจ้าคนเดียว คุ้มครองมันไม่ไหวหรอก”

มารฝันกล่าวได้ถูกต้อง ถูกต้องอย่างที่สุด

เสิ่นชิงชิวลืมตา ถอนใจอีกรอบ “แต่ยามนี้นอกจากข้าที่เป็นซือจุนของเขาแล้ว ยังจะมีใครคุ้มครอง หรือกล้าพูดว่าสามารถคุ้มครองลั่วปิงเหอได้อีกเล่า”

ทุกอย่างสุมประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย ทำเอาเสิ่นชิงชิวจิตใจสับสนปั่นป่วน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาแจ่มกระจ่างในใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ลั่วปิงเหอตายอยู่ในนี้เด็ดขาด

มารฝันกล่าวประชดประชัน “ผ่านมาหลายปีในที่สุดเจ้าก็ยอมรับว่าเจ้าหนูนี่มันเป็นศิษย์ และเจ้าเป็นซือจุนของมันแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หลายปีแล้วจริงๆนั่นแหละ”

เขายังรอให้มารฝันกระแนะกระแหนต่อ แต่ผู้อาวุโสกลับดันถอนหายใจแทนซะงั้น และเอ่ยต่อ “หากเจ้าหนูมันตื่นขึ้นมาได้ แล้วได้ฟังประโยคนี้ของเจ้าเข้า ไม่รู้จะดีใจสักเพียงไหน”

ปู่ ปู่ช่วยอย่างทำเสียงห่อเหี่ยวขนาดนี้ได้ไหม

เสิ่นชิงชิวหน้าผากเต็มไปด้วยขีดดำเรียงแถวกัน อะไรคือ ‘หากตื่นขึ้นมาได้’ น้ำเสียงที่เหมือนเป็นตายไม่อาจคาดเดาชะตากรรมแบบนี้ยิ่งพาให้เขาใจคอไม่ดีเข้าไปใหญ่

จู่ๆมารฝันก็ตะโกนขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว “เห็นๆอยู่ว่าข้าต่างหากที่เป็นอาจารย์ของเจ้าเด็กคนนี้ สอนมันไปตั้งเท่าไร ไหนจะความสามารถระดับหยั่งรู้ดินฟ้า ไหนจะวิชาควบคุมจิตใจผู้คน แต่มันก็ไม่ยอมเรียกข้าเป็นอาจารย์ เรียกแต่ ‘ผู้อาวุโสๆ’ อยู่นั่นแหละ ที่เจ้าสอนมันก็แค่หมัดมวยธรรมดาสามัญ และวิชาบำเพ็ญฌานอันตื้นเขิน แต่มันกลับเองแต่วิ่งตามหลังเจ้า ร้องห่มร้องไห้เรียกเจ้าว่าซือจุนอยู่คนเดียว น่าโมโหนัก!”

มารฝันสุมความโกรธไว้แน่นอกอยู่นานแล้ว ยิ่งเมื่อเห็นสองคนนี้นอนอยู่ในโลงใบเดียวกันยิ่งขัดหูหัดตาหนักจนดวงตาแก่ๆแทบบอด จึงบ่นด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

เสิ่นชิงชิวเองก็ไม่พอใจเหมือนกันนั่นแหละ ลำพังด่าวิชากระบี่ของชางฉยงซานว่าเป็นหมัดมวยธรรมดาก็ยอมรับไม่ได้แล้ว ขณะกำลังจะเหน็บคืนบ้าง มารฝันกลับเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมากล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “หากตอนนั้นในห้วงฝันถือโอกาสกำจัดเจ้าไปเสียโดยไม่ให้รู้ตัว วันนี้ก็จะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้หรอก ความจริงแล้วเจ้าหนูมันมีพรสวรรค์มีอนาคตอันยิ่งใหญ่รออยู่ แต่พอเจอเจ้าก็โง่งมงายเสียจนน่าโมโห แล้วยังดันจะทำเป็นวางมาดเย็นชาต่อหน้าเจ้า ข้าว่านะ ถ้าไม่ฆ่าทิ้งก็จับเจ้าขึงพืดไปเสียเลยก็หมดเรื่อง จะต้องทำเรื่องให้มันวุ่นวายอย่างนี้ทำไม ปรารถนาจะตัดใจแต่ก็คอยแต่จะใจอ่อน ใคร่จะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูด ทำเอาคนอื่นเห็นแล้วมีน้ำไปด้วย”

เสิ่นชิงชิวอยากเอามือปิดหูจริงๆ หรือไม่ก็เย็บปากมารฝันไปซะเลย เขาชำเลืองมองหน้าลั่วปิงเหอที่หลับตาพริ้มอยู่ข้างๆแวบหนึ่ง ในสมองพลันผุดภาพตอนที่ฝ่ายนั้นน้ำตานองหน้า เลยรีบเบินสายตากลับมาทันทีกล่าวอย่างเหลืออดว่า “คำพูดเหล่านี้ของผู้อาวุโสเอามาพูดใส่หน้าข้าไม่ค่อยเหมาะกระมัง  ด่าเสร็จแล้วหรือยัง หากว่าด่าเสร็จแล้ว ช่วยปลุกข้าตื่นได้หรือไม่”

มารฝันยังคงโมโหอยู่ “ตื่น? ตื่นแล้วเจ้าก็ไม่รู้จะออกไปอย่างไรอยู่ดี ทางเข้าที่ตีฝ่าเข้ามาก็ปิดไปแล้วด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “ไม่แน่ว่าจะเปิดใหม่อีกไม่ได้นี่ ผู้อาวุโสพอจะกรุณาบอกข้าได้หรือไม่ว่าลั่วปิงเหอใช้แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ทำลายอาคมเข้ามาจากทางไหน”

สายตาเขาจับยังกระบี่ซินหมัวที่อยู่ข้างเอวลั่วปิงเหอ อาคมตรงทางเข้าที่ถูกตีฝ่าเข้ามาน่าจะยังคงอ่อนแออยู่ ใช้กระบี่ซินหมัวกรีดผ่าเข้ามาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ไม่แน่ว่าอาจใช้เปิดได้อีกเป็นครั้งที่สอง มารฝันมองตามสายตาของเขาก็เข้าใจทันที แต่ไม่ยึดถือเป็นจริงเป็นจังนัก “กระบี่นี้มันอาจไม่ยอมให้เจ้าใช้น่ะซิ”

ประเด็นนี้เสิ่นชิงชิวเองก็รู้อยู่ เขาลอบขบฟัน เค้นเสียงต่ำแล้วกล่าว “ในเมื่อไม่มีวิธีอื่น ก็ได้แต่ลองดูสักตั้ง”

เมื่อตื่นขึ้นมาเขายังคงนอนอยู่ในโลงหิน ลั่วปิงเหอนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่บนร่างเขา ถูกเขากอดไว้อย่างแน่นหนา

ขอบคุณฟ้าดิน ในที่สุดปีศาจเฒ่ามารฝันผู้นั้นก็ยอมปล่อยเขาออกมา ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะยันกายลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นที่ขาขวาก็รู้สึกเหมือนไปโดนอะไรบางอย่างเข้า เจ้าสิ่งแข็งๆนั่นทิ่มต้นขาด้านในของเขาอยู่พอดี

ตอนแรกเสิ่นชิงชิวนึกว่าเป็นด้ามกระบี่ จึงยื่นมือออกไปผลักโดยไม่คิดอะไร แต่พอแตะโดน ข้อความจากระบบก็โผล่พรวดมาทันที

[โย่~~~ค่าความฟินเพิ่มขึ้น 1,000 คะแนน (^q^)~~~!!! ขอแสดงความยินดีกับความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทางกาย!!!]

เสิ่นชิงชิวตัวแข็งทื่อ กลายเป็นผีดิบตากแห้งไปชั่วขณะ

‘ความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทางกาย’ คืออะไร!!!

เขาก้มมองดูอีกครั้ง ไอ้ที่คิดว่ามันเป็นด้ามกระบี่ ความจริงแล้วเป็นไอ้นั่น!

เสาค้ำสวรรค์!!!!!!!!!!

เสาค้ำสวรรค์ตั้งโด่เลย!!!!!!!!!!

เสิ่นชิงชิวถึงกับเกิดความคิดอยากฆ่าคนแล้วฆ่าตัวตายตามไปด้วยเดี๋ยวนั้น

หลังจากสับสนวุ่นวายใจไปครู่หนึ่ง เขาก็ตบๆหน้าตัวเอง คิดอย่างปลอบใจว่าในสุสานศักดิ์สิทธิ์มืดมากไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เป็นไปได้ว่าตอนนี้ข้างนอกอาจเช้าแล้วก็ได้ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของผู้ชายตอนเช้าๆไง

เดี๋ยวมันก็จะหายไปเองใช่ไหม ปกติก็เป็นแบบนี้แหละ ถูกต้องแล้ว

แต่ปล่อยไว้แบบนี้ จะน่าสงสารไปหน่อยไหม

ต่อให้น่าสงสารขนาดไหนก็ช่วยไม่ได้ สถานการณ์แบบนี้ช่วยกันไม่ได้หรอกใช่ม้าย!!!

ใช่แล้ว! ยังไงก็ไม่ใช่หน้าที่ของซือจุนอยู่แล้วที่ต้องช่วยลูกศิษย์ดับไฟ ต่อให้มันเป็นไฟที่เขาไปแตะให้มันลุกพึ่บขึ้นมาเองก็เหอะ

เสิ่นชิงชิวรีบฉุดลั่วปิงเหอขึ้นมา ทาบมือกับแผ่นอกฝ่ายนั้นทีหนึ่ง ถ่ายพลังทิพย์เข้าไปสองสามสาย ถึงจะน้อยนิดจนเข้าขั้นแล้งแค้น แต่ตอนนี้เขาเองก็ถ่ายพลังให้ใครได้ไม่มากนัก ถ่ายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแล้วกัน ส่วนอย่างอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!

พอออกจากโลงหินเขาก็ฉุดๆลากลั่วปิงเหอด้วยความทุลักทุเลไปตาม ‘ทิศตะวันออกจนสุดทาง’ ตามที่มารฝันแนะนำ เดินไปได้สักพัก ผนังรอบๆทางเดินในสุสานก็เริ่มชื้นแฉะ พื้นใต้ฝ่าเท้าค่อนข้างลื่น ตะไคร่เขียวขึ้นหน้า จะยืนให้มั่นยังยัง เสิ่นชิงชิวลดความเร็วลงเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม

เมื่อเดินต่อไปไม่เพียงตะไคร่เขียวๆ พวกวัชพืชและไม้พุ่มก็มีขึ้นรกเรื้อเช่นกัน ทางเดินในสุสานค่อยๆกว้างขึ้น สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงต่ำ ไม่ใช่เจอแค่พื้นลื่น ยังต้องเจอกับรากไม้แก่ที่เกะกะพันแข้งพันขา ทำเอาสะดุดเป็นระยะ แมลงบินผ่าน

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 155

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-57

ตอนที่ 57

อีกฝ่ายเพียงเบนศีรษะเล็กน้อย ปลายกระบี่ก็เฉียดผ่านแก้มพุ่งเข้าไปปักภาพวาดบนผนังเสียงดังเคร้ง

เทียนหลางจวินเอ่ยว่า “ไม่ค่อยแม่นเท่าใดนะ”

เสิ่นชิงชิวค่อยๆชักมือกลับมา มุมปากยกโค้งขึ้น “แม่นมากต่างหาก ใจกลางเป้าพอดี”

เทียนหลางจวินชะงักเล็กน้อย หันขวับไปมองทันที เห็นเพียงกระบี่ซิวหย่าปักฉึกเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งบนใบหน้าของสตรีในภาพที่กำลังยิ้มน้อยๆ ความจริงดวงตานี้เป็นอัญมณีที่ฝังไว้ บัดนี้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงจากผนังหินลงมาเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ที่พื้น

หญิงผู้นั้นเห็นอยู่ว่าเป็นเพียงแค่ใบหน้าที่วาดไว้บนผนัง ทว่ามุมปากค่อยๆยกโค้งขึ้นเรื่อยๆ จนดูคล้ายกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข มุมปากที่ฉีกยิ้มไปจนเกือบถึงใบหูดูราวกับผู้หญิงที่แสยะยิ้มกว้างจนปากฉีก

จู่ๆเสียงหัวเราะแหลมสูงสุดจะบรรยายของผู้หญิงดังขึ้น

เสียงหัวเราะนี้ดังออกมาจากปากของผู้หญิงบนภาพวาด

ตำหนักสุกสันต์มีกลไลป้องกันขโมยอยู่ บนผนังที่ฝังอัญมณีไว้เต็มพรืด ขอเพียงท่านแกะออกมาสักก้อน ก็จะถูกคลื่นเสียงของนางมารแห่งตำหนักสุขสันต์สังหารจนตายทั้งเป็น

เสียงหัวเราะนี้มีผลต่อเผ่ามารโดยเฉพาะ ยังไงซะวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อเอาไว้ป้องกันคนของเผ่ามารที่ลอบเข้ามาขโมยของในสุสานนั่นเอง เพราะพวกมนุษย์ทั่วไปก็คงไม่มีใครว่างจัดจนไม่มีอะไรจะทำหรือขวัญกล้าพอที่จะเข้ามาปล้นสุสานอยู่แล้ว

หลังจากได้ยินเสียงนี้หัวใจกับสมองจะปั่นป่วนคลุ้มคลั่งไม่หยุด ปวดแสบปวดร้อนเป็นระลอกชนิดฟ้าดินหมุนพลิกกลับ หูตาพร่าลาย

จู๋จือหลางทนไม่ไหวยกมือขึ้นปิดหู

เทียนหลางจวินก็เอามือข้างหนึ่งบีบขมับ

เสิ่นชิงชิวเตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว ฉวยจังหวะในชั่วพริบตานี้ ยกมือซ้ายขึ้น กระบี่ซิวหย่าตอบรับด้วยการกลับคืนฝักเดี๋ยวนั้น ขณะที่มือขวาคว้าตัวลั่วปิงเหอได้ก็ออกวิ่งทันที

พอโผเข้าไปในห้องสุสานห้องหนึ่งได้ สิ่งแรกที่เสิ่นชิงชิวทำคือดึงกลไลประตูลงมาปิดตาย! เสียงก้อนหินขนาดใหญ่ยักษ์ร่วงพื้นโครม ฝุ้นฟุ้งตลบ เขาหาเจอแต่กลไกปิดประตู แต่กลไกเปิดประตูกลับหาไม่เจอ แต่เปิดไม่ออกได้เป็นดีที่สุด เขาเพิ่งคิดเช่นนี้อย่างวางใจ พอหันไปมองก็แทบเข่าทรุดลงไปเดี๋ยวนั้น

มือข้างหนึ่งของจู๋จือหลางถูกเขาจับไว้แน่น อีกฝ่ายกำลังยืนมองเขาตาปริบๆ

นี่เขาทำเชี่ยอะไรลงไป ดันทิ้งลูกที่กำลังถูกพ่อทารุณกรรมอยู่ฝ่ายเดียวไว้ในตำหนักสุขสันต์ซะงั้น เขาทำพลาดไปแล้วจังเบ้อเร่อ ข้างในนั้นกำลังจะเกิดอาชญากรรมอยู่แล้วนะ

เสิ่นชิงชิวสะบัดมือหมุนกายหมายฟาดประตูหิน แต่จู๋จือหลางคว้าตัวเขาไว้ “เสิ่นเซียนซือ ท่านอย่ากลับเข้าไปเลย อยู่ต่อหน้าจวินซั่ง ลั่วปิงเหอไม่มีทางชนะหรอก”

เสิ่นชิงชิวอยากเป็นลม ใกล้กันขนาดนี้ ทำไมถึงคว้าผิดคนได้วะ นี่ต้องโทษเสียงหัวเราะของผู้หญิงบนผนังที่มีอานุภาพรุนแรงเกินไป ภายใต้แสงสีเขียวสลัวมัว แถมทั้งสามคนก็ดันใส่ชุดดำที่แทบหาความต่างไม่เจออีก เพราะเป็นญาติกันเลยชอบอะไรคล้ายกันอย่างนั้นรึ

จู๋จือหลางกล่าวว่า “มิใช่เสิ่นเซียนซือคว้าผิดคนหรอก ข้าเป็นคนสับเปลี่ยนมือที่ท่านคว้าไว้เอง”

เสิ่นชิงชิวฟาดประตูหินทีหนึ่งอย่างอดรนทนไม่ไหว “ที่จริงข้าคิดจะไปกับลั่วปิงเหอหรอกนะ”

จู๋จือหลางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เสิ่นเซียนซือ ท่านกับเขามิใช่…กันไปแล้วหรอกหรือ”

“…” พูดกับคนพวกนี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ

เสิ่นชิงชิวยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาปิดปาก หมุนกายเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆก็รู้สึกว่าพื้นใต้เท่าไม่ราบเรียบ จู๋จือหลางเดินตามมา เขารีบทำมือเป็นเชิงห้าม

“อย่าขยับ”

ใบหน้าใหญ่ยักษ์ของสตรีแผ่เต็มพื้นด้านหน้าตำหนัก และพวกเขากำลังเหยียบอยู่บนหูของใบหน้านี้

ใบหน้านี้ดูไม่เหมือนกับใบหน้าสตรีของตำหนักสุขสันต์ ปราศจากความงดงามอ่อนหวาน หากแต่เกรี้ยวกราดดุดัน เบ้าตาพองโปน ตาหยีจมูกบาน เรียกได้ว่าอัปลักษณ์สุดๆ ไม่ต่างอะไรกับนางยักษ์ขมูขี

เสิ่นชิงชิวกล่าวเตือน “อย่าเหยียบหน้า”

จู๋จือหลางจนคำพูด “…”

บนพื้นตรงนี้ทั้งหมดก็เป็นใบหน้าทั้งหน้าแล้ว ไม่ให้เหยียบแล้วจะไปเหยียบที่ไหน…

สุขสันต์ โกรธา จาบัลย์ สามตำหนักนี้อยู่เรียงกัน หลังจากฝ่านตำหนักสุขสันต์มาแล้ว ที่อยู่ติดกันก็คือ ‘ตำหนักโกรธา’ นั่นเอง

ในนิยายดั้งเดิมตอนที่ลั่วปิงเหอเที่ยวชม(ยกเค้า) สุสานศักดิ์สิทธิ์ ยามฝ่าด่านนี้ เขาใช้วิธีเหยียบลงบนตำแหน่งบางตำแหน่ง แต่เสียดายที่เสิ่นชิงชิวจำไม่ได้ว่าเขาเหยียบลงบนตำแหน่งไหน หากไม่ระวังให้ดีแล้วเหยียบพลาด กลไกป้องกันขโมยจะทำงานทันที จะท่องกระบี่ก็ไม่ได้อีก ขอแค่ผ่านใบหน้านี้ไปในแนวตั้ง ก็ถือว่าเหยียบเหมือนกัน

พูดง่ายๆคือ เวลาถูกคนเหยียบหน้าก็ต้องโกรธอยู่แล้วใช่ไหม นี่แหละถึงได้ ‘โกรธา’

ที่เขากล้าเข้ามาในนี้ เพราะนึกว่าที่คว้าตัวมาได้คือลั่วปิงเหอ ฝ่ายนั้นจะต้องรู้ตำแหน่งที่ต้องเหยียบแน่ ใครจะไปรู้ว่างูมันจะลื่นปรี๊ดขนาดนี้ แผล็บเดียวก็เปลี่ยนตัวได้แล้ว

พื้นผิวร้อนขึ้นเรื่อยๆ แก้มของสตรีบนพื้นก่อนนี้ก็เป็นสีแดงอยู่แล้ว บัดนี้ค่อยๆแดงก่ำจนกลายเป็นสีเลือดหมู

เสิ่นชิงชิวที่ยอบกายลงลองทดสอบอุณหภูมิก็ต้องชักือกลับแทบไม่ทัน พื้นตอนนี้ร้อนลวกราวกับถ่าน คนที่ยืนอยู่ก็เป็นเนื้อบนกระทะเหล็กร้อนๆนั่นเอง เกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงเผลอเหยียบลงไปบนหน้าไม่รู้กี่ก้าวแล้ว

เสิ่นชิงชิวถอยหลัง พยายามไปอยู่ชิดขอบให้มากที่สุด

ทันใดนั้นของเหลวสีแดงเจือประกายสีทองก็ฉีดพุ่งออกมาจากพื้นราวกับน้ำพุ

จู๋จือหลางกลับคืนร่างเดิมทันควัน กลายเป็นงูเกล็ดสีเขียวดวงตาสีเหลืองทองวาววับ ขดตัวอยู่กับพื้น จากนั้นยกลำตัวตั้งตรง ชูหัวส่งเสียงฟ่อสูงขนาดคนสี่คนยืนต่อกันเห็นจะได้ เขาม้วนเอาเสิ่นชิงชิวเข้าไปอยู่ในเกราะที่เป็นเกร็ดหน้า เขี้ยวขาววับอยู่ห่างจากหัวกบาลของเสิ่นชิงชิวแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ยามที่ดวงตาสีเหลืองทองคู่โตจ้องมองมาในระยะประชิดยิ่งดูแปลกตาเป็นที่สุด

เทียนหลางจวินพูดถูก จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้างจริงๆ คราวก่อนที่โดนเขารมด้วยสุราสยงหวงจนหมดสภาพนี่ไม่รู้จักจำรึไง เมื่อกี้ถูกเขาเอากระบี่จ่อคอก็ไม่ยักเข็ด แล้วพอมาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ยังคิดปกป้องเขาจนถึงที่สุดอีก ทำเอาเสิ่นชิงชิวละอายขึ้นมาเลยทีเดียว

ทันใดนั้นเกิดเสียงดังกึกก้อง ผนังด้านหนึ่งของตำหนักโกรธาพังครืนลงมา

ท่ามกลางควันโขมง เทียนหลางจวินสะบัดข้อมือพลางย่ำมาตามเศษซากหินระเกะระกะก้าวเข้ามาภายในตำหนักโกรธา ก่อนเอ่ย “ไม่รู้ข้าคิดไปเองหรือไม่ เจ้ายอดเขาเสิ่นดูจะคุ้นเคยกับสุสานศักดิ์สิทธิ์ดีกว่าข้าเสียอีก”

จู๋จือหลางแปลงร่างกลับเป็นคน ร้องเสียงหลง “จวินซั่ง อย่าเข้ามาขอรับ”

เทียนหลางจวินยังไม่ทันทำหน้าเป็นเชิงถามด้วยซ้ำ ก็เหยียบลงบนใบหน้าของสตรีผู้นี้ไปแล้วเจ็ดแปดก้าว

เสิ่นชิงชิวและจู๋จือหลางพูดไม่ออก “…”

แท่งลาวาขนาดสี่คนโอบพวยพุ่งขึ้นฟ้า เทียนหลางจวินถูกเปลวไฟกลืนหายไปชั่วพริบตา

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เสิ่นชิงชิวหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง ใครใช้ให้แกไม่ฟังคนพูดให้จบล่ะ ใครใช้ให้แกทำร้ายลูกตัวเองล่ะ ไอ้ขี้เก๊ก เก๊กเข้าไปให้เต็มที่ เก๊กนักต้องเจอดีแบบนี้แหละ!

แต่ต่อมาก็ต้องกลืนเสียงหัวเราะในใจลงไป ลั่วปิงเหอเดินตุปัดตุเป๋ตามหลังมาติดๆจากตำหนักสุขสันต์ และถลันเข้ามาตรงนี้เช่นกัน แขนข้างหนึ่งของเขาห้องต่องแต่ง ดูท่าจะหัก เลือดไหลจากศีรษะมาตามพื้นเป็นทาง ดวงตาข้างหนึ่งลืมไม่ขึ้นไปแล้ว

อนาถมาก อนาถเสียยิ่งกว่าตอนโดนเสิ่นชิงชิวออริจินอลซ้อมตอนที่เข้าเพิ่งมาโลกนี้ใหม่ๆด้วยซ้ำ ร่างกายของลั่วปิงเหอนี่มันยังไงกัน ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบใช้ความรุนแรงมาสั่งสอนกันนัก ไม่ได้มาจากไป่จั้นเฟิงกันซะหน่อย

จู๋จือหลางมัวแต่วิ่งวุ่นหัวปั่นอยู่กับเสาเพลิงแท่นนั้นเกินกว่าจะมาสนใจผู้อื่น

ลั่วปิงเหอพิจารณาสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักแล้วก้มมองพื้นอีกครั้ง กระโดดลงจากซากกองหิน เพียงชั่ววูบก็เดินออกมาห้าหกก้าวถึงตรงหน้าเสิ่นชิงชิว

ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย ไรวะ เขามองทีเดียวก็รู้เลยเหรอว่าต้องเดินยังไงถึงไม่ชักนำกลไกให้ทำงาน

ลั่วปิงเหอราวกับล่วงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวรวบรัดสั้นๆ “เดินตามตำแหน่งชีพจรบนหน้า”

ระหว่างนั้นพวกเขาก็เดินทะลุตำหนักโกรธาเข้ามาอีกชั้นหนึ่งแล้ว ตอนที่ประตูกลที่ทำจากหินร่วงลงมา เสิ่นชิงชิวอดมองลั่วปิงเหอให้ถนัดตาไม่ได้ เอาให้แน่ใจว่าคราวนี้ไม่ผิดฝาผิดตัวอีก

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ขอบๆตำหนัก ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

นางมารผู้เป็นเจ้าของตำหนักจาบัลย์ประทับมั่นอยู่สูงเหนือศีรษะ เมื่อเงิยหน้าขึ้นมองก็เจอเข้ากับใบหน้าสตรีที่หัวคิ้วขมวดมุ่น จมลึกอยู่ในความโศกศัลย์อาดูร พอสำเหนียกได้ว่ามีผู้บุกรุก ใบหน้านั้นก็ลืมตาขึ้นฉับพลัน องคาพยพบนหน้าย่นยู่ สีหน้ายิ่งดูเศร้าระทมขึ้นไปอีก แรกเริ่มเป็นหยดน้ำไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาทั้งสองก่อน ไม่นานนักก็กลายเป็นฝนตกซู่ลงมาจากทั่วทั้งเพดาน

เขากำลังจะร้องเตือนว่าฝนที่ตกมานี้คือน้ำเหลืองจากซากศพ อย่าให้โดนตัว

ลั่วปิงเหอก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นบังให้เขา ก่อนพาพวกเขาทั้งคู่ตรงฝ่าออกไป

เสิ่นชิงชิวเผลอไปครู่เดียวก็ถูกพาตัวฝ่าด่านไปอย่างเร็วจี๋เช่นนี้แล้ว

เส้นทางที่ลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมเดินฝ่าสุสานเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ทักษะวิชาขั้นสูง แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมวิธีที่เขาใช้กลับง่ายและหยาบเกินไปหน่อย

ด่านสามตำหนักสุขสันต์-โกรธา-จาบัลย์ เขียนออกมาเป็นความยาวถึงสองแสนตัวอักษร เวลานี้ถูกเปลี่ยนจนเหลือความยาวไม่ถึงหนึ่งบทด้วยมั้ง ด่านตำหนักจาบัลย์ที่ลากยาวไปตั้งสิบบทกว่าจะจบ ตอนนี้เป็นไงล่ะ สามบรรทัดยังไม่ถึงด้วยซ้ำ

ระบบเข้ามาติ๊งข้อความ [หั่นเนื้อหาส่วนที่เป็นน้ำออกให้เนื้อเรื่องกระชับขึ้น เพิ่มค่า B 100 คะแนน]

กระชับไปมั้ย!

หลังทั้งคู่รอดพ้นจากตำหนักทั้งสามแล้ว ก็เป็นทางเดินในสุสานอันเงียบและมืดสนิท พอห่างจากตำหนักจาบัลย์ได้ระยะหนึ่ง เปลวไฟสีเขียวก็ค่อยๆ สว่างเรืองขึ้นทีละแถวไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

กลไกป้องกันขโมยของสุสานศักดิ์สิทธิ์มีอยู่แทบทุกหนแห่ง โรคจิตวิปริตสิ้นดี เทียนปราณมรณะที่มีให้เกลื่อนไปทุกที่ราวกับผลิตโดยไม่ต้องใช้ต้นทุน

ผีดิบตาบอดซึ่งเดิมทีตระเวนอยู่ตามทางเดินในสุสานเรียงเข้ามากันเป็นสาย แต่พอลั่วปิงเหอแค่ยกมือข้างหนึ่งด้วยสีหน้ากระด้าง เย็นชาและเหลืออดเท่านั้นแหละ พวกมันก็หัวซุกหัวซุนถอยกลับเข้าไปในความมืด ลำคอเปล่งเสียงครางฟืดฟาดอย่างไม่ยินยอม

ลั่วปิงเหอไม่มองเสิ่นชิงชิวสักแวบก็ชักมือกลับ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

เสิ่นชิงชิวสังเกตว่าหน้าของลั่วปิงเหอเป็นสีแดงจัด เมื่อยู่ภายใต้แสงเทียนเขียวอื๋อก็ดูสะดุดตาอย่างมาก ไม่ใช่เพราะกำลังขัดเขินแน่นอน ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ลั่วปิงเหอจับตัวเสิ่นชิงชิวได้จะจ้องหน้าเขาอย่างแน่วแน่ ผิดกับครั้งนี้ที่ไม่ยอมมองเลย ทุกครั้งที่เผลอสบตาเขาก็จะเบนหลบ ใช้มือซ้ายข้างที่หักเช็ดเลือดที่หางตาโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่แน่ใจว่าลั่วปิงเหอถูกพิษหรือถูกซ้อมจนเลือดคั่งในสมองกันแน่ แต่เห็นฝีเท้าลั่วปิงเหอยังมั่นคงดีอยู่ ไม่คล้ายเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ขณะกำลังจะอ้าปากถามไถ่อาการ จู่ๆลั่วปิงเหอก็ถามขึ้นว่า “ร่างนี้ปราณทิพย์ไหลเวียนดีหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวคาดไม่ถึงว่าเขาจะถามเช่นนี้เป็นประโยคแรก ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เป็นปกติดี”

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ตกอยู่ในความเงียบ ผู้ที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อนล้วนเป็นลั่วปิงเหอ เขานึกขึ้นมาได้ว่าชีพจรทิพย์ของร่างนี้เป็นลั่วปิงเหอที่ทุ่มเทเวลาถึงห้าปีค่อยๆซ่อมแซมทีละนิดจนกลับมาเหมือนเก่า

ลั่วปิงเหอพยักหน้า

“ดีแล้ว อีกร่างหนึ่งนั้น ข้าเผ้ารักษาได้ไม่กี่วัน ในที่สุดก็เหี่ยวแห้ง หากว่าร่างนี้เกิดปัญหาขึ้นอีกคงแย่แน่”

ร่างที่สร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างนั้นทันทีที่วิญญาณออกจากร่างเพียงชั่วอึดใจก็จะเหี่ยวแห้งเน่าเปื่อยหมดสิ้น ลั่วปิงเหอกลับยังสามารถประคองไว้ได้หลายวัน ไม่รู้ต้องสิ้นเปลืองพลังทิพย์ไปอย่างไร้ประโยชน์แค่ไหน หลังจากนั้นยังกล้าลุยเดี่ยวเข้ามาในสุสานศักดิ์สิทธิ์นี่อีก

เสิ่นชิงชิวจุกแน่นในอก ความคิดสับสนวุ่นวายไม่สงบ พยายามหาหัวข้อมาสนทนา เมื่อกี้เทียนหลางจวินเหมือนจะพูดไว้ว่า ‘ลั่วปิงเหอพาลูกปลาน้อยสองตัวมาด้วย’ เสิ่นชิงชิวเลยถามว่า “เจ้าพาใครมาด้วยหรือ”

ในที่สุดลั่วปิงเหอก็หันมามองเขา ตอบว่า “ข้ามาคนเดียว”

เว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วพูด “สองคนเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ตัวดีอะไร ถึงซือจุนไม่อยากอยู่กับข้าที่โน่น อย่างไรข้าก็หวังว่าท่านจะไม่ไปกับพวกเขา”

ฟังแล้วดูเหมือนไม่ใช่ครั้งแรกที่ลั่วปิงเหอปะทะกับสองคนนั้น เสิ่นชิงชิวถามว่า “เจ้าเคยเจอพวกเขามาก่อนหรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวเรียบๆ “ก่อนหน้านี้เจองูตัวนั้นที่แดนใต้ ประมือกันอยู่สองสามครั้งเกือบพลาดท่าไปเหมือนกัน อีกคนหนึ่งไม่เคยพบมาก่อน แต่ข้าสู้เขาไม่ได้”

จู๋จือหลางมาจากแดนใต้ ย่อมเพ่นพ่านแถวนั้นบ่อยอยู่แล้ว เทียนหลางจวินบอกไว้ว่าโรคระบาดที่เมืองจินหลันความจริงแล้วเป็นการทำเพื่อแก้ปัญหาเรื่องอาหารทางใต้ขาดแคลน การที่ลั่วปิงเหอเคยประมือกับจู๋จือหลางที่พื้นที่ทางใต้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

แต่ดูเหมือนว่าจู๋จือหลางจะไม่เคยแนะนำตนเองต่อลั่วปิงเหอ ทั้งไม่เห็นเขาเป็นนายน้อย เทียนหลางจวินเองก็เหมือนไม่คิดจะให้เขารู้เช่นกัน

ดูแล้ว พ่อแท้ๆ กับญาติผู้พี่ไม่มีความคิดจะยอมรับเขาเป็นญาติเลยสักนิด

ฝีเท้าของลั่วปิงเหอแม้ยังเดินได้อย่างมั่นคง แต่พอมองออกว่าปัดเป๋เป็นระยะ ทว่าลำตัวยังคงตั้งตรงอยู่โดยไม่แม้แต่จะเกาะผนังไว้ ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาเสิ่นชิงชิวจนก่อเกิดเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง หลังจากอิดออดลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้ในที่สุด เดินขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่ง ขณะกำลังจะเข้าไปประคองลั่วปิงเหอ แสงแทนก็พลันกะพริบวูบ

ทางเดินในสุสานมืดสนิท ลั่วปิงเหอเอนตัวมาหาเขา

คราวนี้ลั่วปิงเหอไม่ได้กอดเขาไว้ ทั้งไม่ได้ลงไม้ลงมือ หากแต่ล้มลงมาทับเขาไว้ทั้งตัว จากนั้นแน่นิ่งไม่ขยับอีกเลย

กรำศึกมาครึ่งค่อนวัน สภาพของเสิ่นชิงชิวเองก็เหน็ดเหนื่อยถึงขีดสุดแล้ว ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวของสองคนได้ จึงเซไปปะทะผนังดังโครม

ลั่วปิงเหอนอนคว่ำพังพาบอยู่บนร่างเขา หัวโขกผนังเสียงดังสนั่น ทำเอาเสิ่นชิงชิวได้ยินแล้วใจสั่น เสียวฟันขึ้นมาเลยทีเดียว

เขารีบลุกขึ้นยืน พลิกมือไปประคองลั่วปิงเหอเอาไว้ ลูบตามเนื้อตัวเบาๆจนมาถึงแผ่นหลัง เสื้อผ้าด้านหลังของลั่วปิงเหอขาดวิ่น เป็นเพราะถูกฝนน้ำเหลืองจากศพในตำหนักจาบัลย์หยดใส่ เมื่อสำรวจตามผิวหนังต่อไปอีกก็รู้สึกแปลกๆ คล้ายจะมีเนื้อเน่าด้วย ดูท่าว่าจะเริ่มส่งกลิ่นแล้ว

ยังไงฝนน้ำเหลืองก็ไม่ใช่ของดีอะไรอยู่แล้ว

ยามที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ตามนิสัยของเสิ่นชิงชิวนั้นเวลาปลุกคนเพศเดียวกันมักตบบ้องหูสองข้างก่อนเป็นอย่างแรก แต่เวลานี้ยังไม่ทันยื่นมือออกไปก็รู้สึกว่าทำไม่ลงแล้ว เลยเปลี่ยนเป็นตบเบาๆที่แก้มลั่วปิงเหอสองที เสียงก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “ลั่วปิงเหอ ลั่วปิงเหอ”

ลั่วปิงเหอหลับตานิ่งไม่ไหวติง กระทั่งขนตาก็ไม่ขยับ หน้ายิ่งแดงจัดผิดปกติ

เสิ่นชิงชิวยื่นมือไปแตะหน้าผากและแก้มร้อนจี๋ราวกับไฟลวก

ทว่าร่างของลั่วปิงเหอไม่เคยปรากฏคำว่า ‘เป็นไข้’ ต่อให้ในช่วงเวลาที่ตกทุกข์ได้ยากก็เป็นอยู่ไม่นาน ไม่ถึงขั้นหมดสติแบบนี้ เขาแตะๆที่มืออีกครั้งพบว่ามันเย็นเฉียบ ร่างกายฝ่ายนั้นราวกับว่าหัวอยู่ในเตาอบ ลำตัวอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง

เสิ่นชิงชิววางมือข้างหนึ่งที่ท้ายทอยของลั่วปิงเหอ ลูบบริเวณที่โขกโดนผนังหิน

“ปิงเหอ ได้ยินหรือไม่”

ไม่มีเสียงตอบ

เสิ่นชิงชิวลองคำนวณดู เพื่อรักษากายเนื้อจากหญ้าน้ำค้าไม่ให้แห้เหี่ยว ลั่วปิงเหอต้องสิ้นเปลืองพลังทิพย์ไปหลายวัน สุดท้ายก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ ซ้ำยังทุ่มสุดตัวไปจับแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์มาอีก พอเข้าสุสานศักดิ์สิทธิ์มาได้แล้ว ก็ถูกเทียนหลางจวินซ้อมยกแรกก่อน ต่อมาถูกคลื่นเสียงในตำหนักกระแทกใส่ ตามมาด้วยถูกเทียนหลางจวินซ้อมอีกยกหนึ่ง สุดท้ายก็โดยฝนน้ำเหลืองต้องร่าง

ให้ตีลังกาคิดยังไงก็ต้องไม่ใช่แค่ ‘มีไข้’ แน่นอน

บทที่ 16

น้ำแข็งละลาย

หลังจากลั่วปิงเหอหมดสติ พลังสะกดข่มก็สูญสิ้น พวกผีดิบตาบอดที่ถอยหายไปในความมือเมื่อครู่ก็เริ่มอาละวาดอีกครั้ง ล้อมวงเข้ามาทำเสียงฮือๆ

เสิ่นชิงชิวมือหนึ่งประคองลั่วปิงเหอที่หมดสติคอพับคออ่อน อีกมือหนึ่งถือกระบี่ซิวหย่า สะบัดแรงๆทีหนึ่ง ตัวกระบี่ก็ดีดออกจากฝัก ทรงอานุภาพประหนึ่งลูกธนู ครั้งแรกก็แทงทะลุทีเดียวสิบกว่าตัว อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยคมกระบี่วาววับเจิดจ้ามาก พอแสงสีเขียวของเทียนปราณมรณะสะท้อนจับที่ตัวกระบี่ก็ยิ่งเจิดจ้าเข้าไปใหญ่ ผีดิบตาบอกที่ไวต่อแสงอยู่แล้ว ทั้งยังหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว ครั้งที่สองจึงไม่เป็นผล

เสิ่นชิงชิวเพิ่งเรียกกระบี่กลับคืนลงฝักข้างเอว แขนผอมแห้งสองสามข้างก็ยื่นมาใกล้ขนาดที่ว่าอีกนิดเดียวก็จะควักลูกตาลั่วปิงเหออยู่แล้ว เขาฟาดฝ่ามือออกไปทีหนึ่ง ทำเอาผีดิบตาบอดไม่รักดีตนนั้นหัวกะโหลกแตกกระจายทันที

Novel Scumbag System 2-56

ตอนที่ 56

เศษหินร่วงพรูลงมาจากเพดาน เสิ่นชิงชิวตัวโงนเงนอยู่บ้าง แต่ยังทรงตัวได้อยู่ เหมือนจะได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตบางอย่างคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นจากที่ไกลๆ เขาถามอย่างระแวง “ตัวอะไร”

เทียนหลางจวินเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “มาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” เขาหันไปถามจู๋จือหลาง “เท่าไร”

จู๋จือหลางตอบว่า “อย่างต่ำสองร้อยตัว”

เทียนหลางจวินกล่าวยิ้มๆ “จับได้สิบตัวก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว ลำบากเขาแล้วจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวฟังไม่เข้าใจ เห็นทีว่าพวกเขาไม่คิดจะให้ตนรู้เรื่องด้วย

เทียนหลางจวินปัดเศษหินที่ตกลงมาบนไหล่ เอ่ยว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่น หลานชายข้าผู้นี้ นับจากเมื่อห้าปีก่อนก็มุ่งมั่นอยากช่วยท่านตัดขาดจากชางฉยงซาน ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร ท่านเต็มใจจะไปกับเขาหรือไม่”

ถึงขนาดจับตัวมาสุสานแล้วยังจะมีหน้ามาถามทำแป๊ะอะไร แต่เดี๋ยวนะ ห้าปีก่อนอะไร ตัดขาดอะไร

เสิ่นชิงชิวพลันฉุกคิด จึงถามโพล่ง “คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เมืองจินหลันก็คือโอกาสให้ข้าได้ตัดขาดกับชางฉยงซานใช่หรือไม่”

มาคิดๆดู เหตุผลที่ตอนนี้ตนมีภูเขาทั้งลูกให้กลับก็กลับไปไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่แท้เริ่มต้นจากเมืองจินหลันนี่เอง

(มีภูเขาทั้งลูกให้กลับก็กลับไปไม่ได้ เป็นการเล่นคำของผู้เขียนโดยแผลงมาจากสำนวน มีบ้านให้กลับก็กลับไม่ได้)

เสิ่นชิงชิวซักไซ้ “ตอนนั้นที่คนเพาะเมล็ดพันธุ์ผู้นั้นชี้เป้ามาที่ข้าเป็นการทำตามคำสั่งของพวกท่านใช่หรือไม่”

จู๋จือหลางก้มหน้า

เทียนหลางจวินตบไหล่เข้าเหมือนจะให้กำลังใจ “เรื่องนั้นความจริงแล้วเป็นการทดลองเล็กๆน้อยๆ เพื่อแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในพื้นที่แดนใต้ของเผ่ามาร ไม่นึกว่าเจ้ายอดเขาเสิ่นจะอยู่ที่นั่นพอดี จู๋จือหลางก็แค่อยากให้เจ้ายอดเขาเสิ่นตัดใจจากความคิดที่จะหวนคืนภพมนุษย์เท่านั้นเอง”

เสิ่นชิงชิวถลึงตาใส่จู๋จือหลาง ตกลงแล้ว วิธีตอบแทนบุญคุณคือการให้คนเพาะเมล็ดพันธุ์ป้ายสีฉันอย่างนั้นรึ ปัญญาอ่นรึเปล่า การตอบแทนบุญคุณของอสรพิษแม่งไว้ใจไม่ได้จริงๆ

จู๋จือหลางกล่าวเสียงเบา “เสิ่นเซียนซือ จวินซั่งต้องการกวาดล้างสี่สำนักใหญ่ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ใครมีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว…ผู้น้อยไม่อยากให้ถึงตอนนั้น…”

เสิ่นชิงชิวข่มความโกรธ ถามว่า “ชิวไห่ถังก็เป็นเจ้าหามารึ”

เทียนหลางจวินกล่าว “ไม่รู้จัก” เขาหันไปมองจู๋จือหลาง

ฝ่ายหลังรีบมองเสิ่นชิงชิว กล่าวชัดเจนว่า “หญิงผู้นั้นมิใช่ผู้น้อยหามาแต่อย่างใด”

เช่นนั้นการที่อยู่ๆ ชิวไห่ถังกับคนเพาะเมล็ดพันธุ์กระหนาบโจมตีเสิ่นชิงชิวพร้อมๆกัน จนทำให้ตนต้องยอมถูกคุมตัวในคุกน้ำของวังฮ่วนฮวาเป็นแค่ความบังเอิญอย่างนั้นหรือ ช่างเถอะ เรื่องมาถึงปานนี้ยังไงก็ไม่มีอะไรแตกต่างแล้ว

เสิ่นชิวชิวซักต่อ “ยังมีสาเหตุอื่นนอกจากนี้อีกหรือไม่”

เทียนหลางจวินตอบว่า “ที่เรียกเจ้ายอดเขาเสิ่นมา ความจริงแล้วเป็นความเห็นแก่ตัวของข้าเอง”

เขากล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “บุตรชายของข้าผู้นั้น หลายปีมานี้ลำบากเจ้ายอดเขาเสิ่นให้ต้องคอยดูแลจริงๆ”

แม้จะนึกสังหรณ์ใจแต่แรกว่าไม่พ้นต้องเกี่ยวพันกับลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็ยังใจเขม็งเกร็งขึ้นมาอยู่ดี เขาฝืนปลุกหลอบกำลังใจให้เข้มแข็ง ถามต่อ “ลั่งปิงเหอหรือ เกี่ยวอะไรกับเขาอีกเล่านี่”

เทียนหลางจวินหัวเราะพรืด ก้มศีรษะกล่าว “จะพูดอย่างไรดีหรือ ข้าพบว่าที่เขารู้สึกต่อเจ้ายอดเขาเสิ่น มันออกจะ…”

คำพูดของเขาคลุมเครือไม่ชัดเจน ถึงขนาดตอบไม่ตรงคำถาม แต่เสิ่นชิงชิวกลับเดาออกได้เป็นฉากๆว่าเขาคิดการใด

นับจากนี้ไปยิ่งเทียนหลางจวินใช้ร่างนี้นานวันเข้า ปราณมารก็จะยิ่งแผ่อานุภาพ พลังฝึกปรือฟื้นคืนมามากขึ้นเรื่อยๆ กายเนื้อก็จะยิ่งเสียหาย ถึงขั้นปะซ่อมทั้งร่าง ไม่ช้าก็เร็วจำต้องหาร่างใหม่ ซึ่งร่างใหม่นี้จะให้ดีที่สุดต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เพื่อจะได้สืบทอดสายโลหิตมารฟ้าต่อไปได้ ยิ่งเป็นเลือดผสมที่ในร่างมีระบบการฝึกปรือทั้งสองขั้วก็จะยิ่งวิเศษ

แล้วจะมีร่างใครที่เหมาะไปกว่าร่างของลั่วปิงเหออีกล่ะ

เสิ่นชิงชิวหรี่ตา “เรียกวิญญาณข้ากลับเข้าร่าง เพื่อชักนำให้เขามาที่สุสานศักดิ์สิทธิ์หรือ”

เทียนหลางจวินชมเชย “เจ้ายอดเขาเสิ่นช่างปราดเปรื่องจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวเตือนเขาว่า “ลั่วปิงเหอตอนนี้ยังมิได้ครองตำแหน่งเดิมของท่าน ไม่อาจเข้าสุสานศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้เขาอยากมาก็มาไม่ได้”

เทียนหลางจวินกลับมีท่าทีเชื่อมั่นในตัวลั่วปิงเหออย่างมาก กล่าวว่า “ขอเพียงเขาต้องการ เป็นต้องหาทางมาได้แน่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวช้าๆ “ไม่ว่าท่านคิดจะทำอะไร เขาก็เป็นลูกชายท่านนะ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ก็ใช่น่ะซิ”

“ลูกชายแท้ๆของท่านกับซูซีเหยียนนะ”

“เทียนหลางจวินถาม “ดังนั้น?”

ฟังถึงตรงนี้เสิ่นชิงชิวก็เชื่อแล้วในที่สุด

ในไม่กี่ประโยคที่เทียนหลางจวินพูดถึงลั่วปิงเหอ แม้รอยยิ้มไม่จางหาย แต่น้ำเสียงและสีหน้าแสดงออกถึงความเย็นชาไม่รู้สึกรู้สาอย่างแจ่มชัด

ช่างแตกต่างจากภาพของเทียนหลางจวินในหัวของเสิ่นชิงชิวก่อนนี้ที่รักสงบ อบอุ่น และมั่นคงต่อความรักอันลึกซึ้งราวกับมหาสมุทรนั่นเหลือเกิน ตอนที่เขาพูดถึงซูซีเหยียน น้ำเสียงก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ชอบเรียกลั่วปิงเหอว่า ‘ลูกชายของข้าคนนี้’ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความรักผูกพันฉันท์พ่อลูกแม้สักนิด

เขาไม่เพียงใม่ใช่ผู้รักสันติ กระทั่งคนที่บูชาความรักก็ไม่ใช่ ทำเอาความคิด(ไปเองฝ่ายเดียว) ที่ฝังหัวมานานของเสิ่นชิงชิวพลังทลายอย่างสิ้นเชิง

ความจริงก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรักๆใคร่ๆ สำหรับเผ่ามารนั้นโดยทั่วไปก็เย็นชาเหินห่างอยู่แล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องมากกว่า เน้นการเชิดชูอำนาจ อิทธิพล และกำลังความสามารถ แต่อย่างไรก็ไม่น่าถึงขนาดไม่แยแสกันเลยขนาดนี้นี่นา เสิ่นชิงชิวอึดอัดคับใจขึ้นมานิดหน่อย

ลั่วปิงเหอช่างเป็น…คนที่พ่อไม่โปรดแม่ไม่รักจริงๆ

หม้อก้นดำ*ที่เมืองจินหลัน เสิ่นชิงชิวก็เอาไปสุมบนหัวลั่วปิงเหอเต็มๆ

(หม้อก้นดำ หมายถึง ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง)

เด็กคนนี้ถูกปรับปรำจนต้องคับแค้นใจอยู่นาน จะแก้ต่างกี่ครั้งก็ไม่เป็นผล ก่อนหน้าไม่นาน ตอนที่พวกเขาจะแยกจากกัน เสิ่นชิงชิวยังใช้คำพูดโหดร้ายทิ่มแทงใส่ลั่วปิงเหออยู่เลย

เขาไม่ชอบใจเทียนหลางจวิน แต่คิดใคร่ครวญดูแล้ว ตนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนผู้นี้เท่าไหร่เลย บาดแผลที่เขาทำร้ายลั่วปิงเหอรุนแรงสาหัสยิ่งกว่าที่เทียนหลางจวินผู้เป็นพ่อของลั่วปิงเหอกระทำซะอีก

ในตำหนักเพิ่งจะตกอยู่ในความเงียบ เสียงคำรามของสัตว์นับร้อยระลอกที่สองก็ดังกัมปนาทขึ้น ทำลายความเงียบสงบลง แรงสั่นสะเทือนคราวนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เกือบถึงระดับฟ้าถล่มดินทลายเลยทีเดียว ฝ่าเท้าเสิ่นชิงชิวก็ยืนหยัดไม่อยู่แล้ว เขาใช้มือข้างหนึ่งเกาะโลงไว้ “มีใครบอกข้าได้ไหมว่านี่มันเกิด…”

ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อ เพดานตำหนักที่ฝังอัญมณีมีค่าไว้เต็มพรืดก็ร่วงลงมาทั้งกระบิ

คนทั้งสามในตำหนักล้วนมีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่ง หลบออกมาเสียห่าง เสียงหนึ่งดังกึกก้อง บางสิ่งบางอย่างที่มีน้ำหนักมหาศาลร่วงโครมลงมา ณใจกลางตำหนัก ท่ามกลางฝุ่นควันฟุ้งตลบและแสงแวววาบวูบวาบของอัญมณีก็ปรากฏร่างใหญ่ยักษ์ขึ้น

ลั่วปิงเหอยืนอยู่บนหัวของสัตว์ตัวใหญ่มหึมาสีดำ เสื้อสีดำสะบัดพลิ้วกลางฝุ่นขาว กระบี่ซินหมัวที่สะพายอยู่บนหลังดีดกายออกจากฝัก สองตาแดงฉานที่กำลังมองลงมาเปี่ยมรังสีสังหาร

สัตว์หัวใหญ่มหึมาตัวนั้นมองแวบแรกดูเหมือนแรด บนหัวมีนอเดียวโค้งงอราวกับจันทร์เสี้ยว แต่พออ้าปากกว้างกลับพ่นงูเหลือมสีชาตตัวหนึ่งออกมาจากโพรงปากสีแดงสดปานโลหิต งูเหลือมนั้นขดตัวเป็นวง เสียงคำรามของแรดผสมกับเสียงร้องของงูเหลือมดังสนั่นหวั่นไหวชวนหวาดผวา

สีดำ! พระจันทร์! งูเหลือม! แรด! จริงๆด้วย

แรด+สีดำ+งูเหลือม+วงพระจันทร์ ที่แท้แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ตัวนี้ถือกำเนิดจากสี่องค์ประกอบทื่อๆนี่เอง สไตล์การตั้งชื่อของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีนี่เคยเป็นยังไงก็เป็นยังงั้นจริงๆ

จู๋จือหลางรีบเอาตัวเข้ามาบังหน้าเทียนหลางจวินทันทีอย่างรับผิดชอบในหน้าที่ ทั้งขวางหน้าเสิ่นชิงชิวไปด้วยในคราวเดียว

แวบแรกที่เสิ่นชิงชิวเห็นลั่วปิงเหอ ก็หลบฉากไปอยู่หลังจู๋จือหลางโดยไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เพราะจะหลบลั่วปิงเหอ หากแต่เพราะความละอายใจ ไม่มีหน้าไปมองเขานั่นเอง ยิ่งไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าตอนที่ลั่วปิงเหอต้องมองตนสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่สองจะมีความรู้สึกเช่นไร เลยได้แต่ปิดหูปิดตาตัวเองไปตามสัญชาตญาณ ทำเป็นว่าไม่เห็นเสีย ใจจะได้ไม่ปั่นป่วนสับสน

เทียนหลางจวินเลิกคิ้ว ท่าทางเช่นนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับลั่วปิงเหอมาก “ทุ่มเทจับตัวแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์สองร้อยตัวมาทำลายเขตอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ เจ้ายอดเขาเสิ่น ลูกชายของข้าคนนี้ ช่างดีต่อท่านไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวโต้แย้งไม่ออก ในนิยายดั้งเดิมนี่คือสัตว์มารหายากที่สามารถฉีกฝ่าได้กระทั่งห้วงอเวจี แต่ลั่วปิงเหอกลับสามารถจับพวกมันมาได้ถึงสองร้อยตัวในคราวเดียว เพื่อใช้บุกทะลวงสุสานศักดิ์สิทธิ์

หลังจากฝุ่นควันหายตลบ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยเห็นถนัดตาว่าลั่วปิงเหอบุกมาสุสานศักดิ์สิทธิ์เพียงลำพังเท่านั้น

สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ต้องห้ามด้วย ไม่ว่าจะชาวเผ่ามารคนไหนล้วนเคารพยำเกรง ไม่กล้าล่วงละเมิด นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ ใครก็ไม่กล้าติดตามลั่วปิงเหอเข้ามา เขาจึงต้องมาแต่เพียงลำพัง

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “น่ายกย่องในความหาญกล้ายิ่งนัก เจ้ามาคนเดียวน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ไม่ควรเอาเจ้าปลาน้อยสองตัวเข้ามาด้วย”

สีหน้าลั่วปิงเหออึมครึมยามกระโดดลงจากหัวแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ สัตว์ใหญ่ยักษ์ตัวนั้นดูราวกับเรี่ยวแรงเหือดหายหมดสิ้น ยันไม่ไหวอีกต่อไป ล้มลงกับพื้นดังโครม ลั่วปิงเหอจับจ้องเสิ่นชิวชิวเขม็ง ดวงตาราวกับดอกไม้ไฟแตกพร่าง สีหน้าทั้งเกรี้ยวกราดและดูเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

เสิ่นชิงชิวตระหนักทันที เมื่อกี้ที่เขาหลบแวบไปอยู่หลังจู๋จือหลาง มันต้องดูแล้วเหมือนทำเพราะเกลียดขี้หน้าลั่วปิงเหอเป็นแน่

จะอธิบายตอนนี้ก็สายไปแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงนี้น่ะเป็นพ่อของพระเอกที่แม้กระทั่งตัวนักเขียนยังลงตรารับรองว่าสามารถเอาชนะพระเอกได้ในทุกๆด้านเลยนะ ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็ตะโกนว่า “กลับไปเสีย”

ลั่วปิงเหอไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นข้างหนึ่ง ขว้างกระบี่ซิวหย่าออกมา พอเห็นเสิ่นชิงชิวรับไว้แล้ว จึงค่อยหันหน้าไปมองสองคนที่เหลือในสุสาน กักปราณมารเข้มข้นสองลูกไว้ในมือ เคลื่อนไหวท่าร่างอย่างรวดเร็วแล้วจู่โจมออกไปทันที

มาถึงก็ปะฉะดะเลยรึ

มือซ้ายของลั่วปิงเหอต่อยเข้าที่ท้องน้อยของจู๋จือหลางโดยไม่สนใจใยดีแม้แต่น้อย ทำเอาอีกฝ่ายกระเด็นออกไป ส่วนมือขวานั้นต่อยเทียนหลางจวิน

เสิ่นชิงชิวเคร่งเครียดกระวนกระวาย จ้องมองไม่ยอมให้คลาดสายตา

เทียนหลางจวินรับหมัดไว้ได้ ก้าวเดียวก็ไม่มีผงะถอย พลิกมือมาปาดไหล่ลั่วปิงเหอเบาๆทีหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวสาบานได้เลยว่าเขาได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร็อบมาจากร่างลั่วปิงเหอ

ราวกับจะยืนยันในสิ่งที่เสิ่นชิงชิวได้ยิน ลั่วปิงเหอกะพริบตา อยู่ๆเลือดก็พุ่งทะลักจากปากโดยไม่มีวี่แวว

คาง คอ และแผ่นอกเขาเปราะไปด้วยเลือดสีแดงสด และยังมีที่หยดลงพื้นติ๋งๆอีกด้วย ลั่วปิงเหอเช็ดมุมปาก ดูจะงุนงงอยู่บ้าง

ว่ากันตามจริง เขาไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ถูกทำร้ายจนเลือดตกยางออกมานานแล้ว

ไหน! วะ! กฎ! ที่! บอก! ว่า! พระเอก! มี! ร่าง! ทอง! คำ! ไม่! แตก! ไม่! หัก! ไง!

ไม่เล่นพ่อแต่มาเล่นลูกแทนแล้วรึ!

เทียนหลางจวินแค่ตบไหล่ลั่วปิงเหอเบา ๆ ทีเดียว แขนข้างที่ใช้ตบก็หลุดออกมา เขาขมวดคิ้ว

จู๋จือหลางรีบเก็บขึ้นมาให้ทันที ประคองส่งให้ด้วยสองมือ

ลั่วปิงเหอไม่สนใจจะเช็ดเลือดด้วยซ้ำ นัยน์ตาลุกวาบ ตวัดมือกุมซินหมัวที่สะพายอยู่ข้างหลัง

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “กระบี่ดีนี่ แต่เสียดายที่เอามาใช้มั่วซั่ว”

ลั่วปิงเหอกดเสียงต่ำกล่าวกับเสิ่นชิงชิว “ไปกับข้า”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “สายไปแล้ว แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์สองร้อยตัวนั่นแค่เอามาใช้เปิดเขนอาคมของสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ชั่วคราว พอให้เจ้าเข้ามาได้เท่านั้น”

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเข้ม “เช่นนั้นก็ใช้เลือดของพวกเจ้าสองคนมาสังเวยให้มันเปิดออกอีกครั้งก็แล้วกัน”

ใครจะไปนึกว่ากระบี่ซินหมัวยังไม่ทันออกจากฝักจนหมดก็สอดกลับคืนลงฝักไปอีกครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าเทียนหลางจวินไปอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่ตอนไหน ใช้นิ้วเดียวกดกระบี่ไว้ในฝัก ไม่ปล่อยให้เขาชักออกมาได้

ทว่าลั่วปิงเหอก็ตั้งตัวได้เร็วมากหมุนตัวไปโจมตีทันที นึกไม่ถึงว่าต่อให้รวดเร็วขนาดไหน ทุกครั้งซินหมัวกลับออกมาได้อย่างมากแค่สามชุ่นแล้วถูกกดกลับลงไปใหม่ทันที เป็นเช่นนี้อยู่สองสามรอบ

เทียนหลางจวินเหมือนหมดความสนใจจะเล่นสนุกกับเขาแล้ว ไม่สนใจซินหมัวอีก หากแต่พลิกฝ่ามือกลับไปที่ขม่อมเขาแทน

ลั่วปิงเหอเบิกตากว้างทันใด ปราณมารเข้มข้นสีม่วงคล้ำตลบหนึ่งลอยวนรอบๆบริเวรขม่อมเขา

เทียนหลางจวินยกมือขึ้น มองดูใบหน้าขาวผุดผ่องปานหิมะของลั่วปิงเหอ พิจารณาอย่างไม่ลำเอียง “เหมือนแม่เขา”

เสียงเย็นเยือกดังขึ้นข้างๆ “ดวงตาเหมือนท่าน”

เทียนหลางจวินค่อยๆหันไปมอง กระบี่ซิวหย่าวาวบับแผ่รังสีเย็นยะเยียบ พาดขวางอยู่ที่คอจู๋จือหลาง

เสิ่นชิงชิวกล่าวยิ้มๆ “ลูกน้องที่ดีปานนี้ หลานชายที่รู้ใจปานนี้ หากเสียไปไม่คุ้มหรอก เทียนหลางจวนจะพิจารณาสักหน่อยไหม”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงเบา “จวินซั่ง บ่าวเผอเรอไปครู่เดียวเท่านั้น”

ขนาดแค่ ‘เผอเรอไปครู่เดียว’ ยังจัดการยากขนาดนี้ เสิ่นชิงชิวต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงสุดสังขารทีเดียวถึงสยบเขาได้ จู๋จือหลางผู้นี้ขนาดตอนไม่แปลงร่างเป็นงูก็ลื่นซะจนจับแทบไม่อยู่พอๆกัน

เทียนหลางจวินกล่าวเสียงเรียบเรื่อยว่า “จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้าง ทั้งยังจิตใจเปราะบาง ท่านทำเช่นนี้ต่อเขา เขาจะหัวใจสลายเอานะ”

จู๋จือหลางกล่าวเสียงแผ่ว “จวินซั่ง ข้า…ข้าไม่ได้โง่…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวทีเล่นทีจริง “จิตใจข้าไม่เปราะบางสักนิด แต่ท่านทำเช่นนี้ต่อลูกศิษย์ข้า ข้าก็หัวใจสลายเช่นกัน ท่านปล่อยลูกศิษย์ข้า ข้าก็จะปล่อยหลานชายท่าน เป็นอย่างไร”

เทียนหลางจวินแบมือ “เกรงว่าข้าจะไม่ได้โอกาสนี้น่ะซิ”

ฝ่ามือของเสิ่นชิงชิวชื้นไปด้วยเหงื่อ แต่เสียงกลับสงบนิ่งอย่างมาก “ข้ากำลังจะให้โอกาสนี้แก่ท่านไงล่ะ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ข้าหมายถึงว่าจู๋จือหลางจะไม่ให้โอกาสข้าต่างหากเล่า”

ไม่ทันขาดคำ จู๋จือหลางก็เป็นฝ่ายเอาตัวพุ่งเข้าหาปลายกระบี่ของเสิ่นชิงชิวเสียเอง!

การพุ่งอย่างแรงนี้ เป็นการพุ่งโดยไม่คิดชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำเพื่อตบตาแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงชิวตกใจ ชักกระบี่ออกโดยไม่รู้ตัว เพียงชั่วอึดใจที่ปลายกระบี่เบนออก จู๋จือหลางก็ฉวยจังหวะนี้สลัดหลุดวาบกลับไปอยู่ข้างกายเทียนหลางจวินทันที

เทียนหลางจวินทำหน้า ‘เห็นไหมเล่า’ กล่าวยิ้มๆ “ข้าบอกท่านแล้ว จู๋จือหลางออกจะโง่งมอยู่บ้าง หากใช้เขามาข่มขู่ข้า เขาก็จะยอมตายเสียเอง เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าได้ดูเบาเขาเด็ดขาด”

เสิ่นชิงชิวอยากกระอักเลือดนัก ในฐานะตัวประกันกล่าวได้ว่าจู๋จือหลางไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยจริงๆ ไม่เพียงจัดการยาก กว่าจะจับตัวได้ก็ไม่ง่าย ทั้งไม่ช่วยให้เกิดความภูมิใจในความสำเร็จสักนิด

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ในเมื่อหลานชายข้าได้รับความกระทบกระเทือนใจ สมควรทวงคืนเอากับร่างของลูกศิษย์เจ้ายอดเขาเสิ่นแล้ว” พูดพลางงอห้านิ้วเข้าหากัน

ลั่วปิงเหอแค่นเสียงทีหนึ่ง หางตามีเลือดไหลออกมา แต่ยังคงเพียรกลอกตามาทางเสิ่นชิงชิวอย่างยากลำบาก

ลั่วปิงเหอข่มเลือดในปาก พยายามกล่าว “…ไป…ไปที่ไนก็ได้…อย่าอยู่ที่นี่!”

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขว้างกระบี่ซิวหย่าไปข้างหน้า แสงขาววาบราวกับสายฟ้าพุ่งเข้าแทงเทียนหลางจวิน

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 154

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-55

ตอนที่ 55

เสิ่นชิงชิวเดินออกไปนอกห้องอย่างเซ็งๆ พลางนึกทบทวนสภาพของด่านสุสานศักดิ์สิทธิ์ในนิยายดั้งเดิม ประชากรในภพมารจะสร้างที่อยู่อาศัยไว้ใต้ดิน สร้างสุสานไว้บนดิน พูดง่ายๆคือ ขนบธรรมเนียมทุกอย่างผกผันกับภพมนุษย์ ในสุสานติดตั้งกลไกไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า อันตรายอย่างยิ่งยวด ทั้งยังมีปีศาจซุ่มแฝงตัวอยู่ตามที่ต่างๆ คอยเฝ้าระวังอยู่นับไม่ถ้วน

ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงกวนประสาทของระบบแทงสมอง ก็คงเพราะเขาเสพยาจนหลอนไปเอง ถึงออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ที่ทางเดินในสุสานนี่ได้

ทางเดินในสุสานมืดมาก แต่เสิ่นชิงชิวก็ไม่ได้ร่ายคาถาเรียกไฟ เขากลั้นลมหายใจ เดินเงียบๆไปยังด้านหน้า

ไม่นานก็แว่วเสียงลมหายใจครืดคราดฟืดฟาด ผ่านมาเข้าหู

บอกว่าหายใจ ความจริงเหมือนเสียงหอบหายใจของคนที่กำลังจะตายมากกว่า เสิ่นชิงชิวหยุดยืนอยู่กับที่

มาเร็วเกินไปแล้ว

ในความมืด ร่างผอมกะหร่องร่างหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้น ตามมาด้วยร่างที่สองและร่างที่สามทางด้านหลัง ค่อยๆลอยละล่องเข้ามาเหมือนวิญญาณ

ร่างเหล่านี้เดินหนึ่งก้าวโงนเงนสามก้าว ใกล้เข้ามาทุกที เสิ่นชิงชิวไม่ส่งเสียง เบี่ยงตัวหลบด้านข้าง ผ่อนจังหวะลมหายใจให้ช้าที่สุด

หนึ่งในปีศาจเฝ้าสุสานที่มีโอกาสพบได้มากที่สุดก็คือผีดิบตาบอด ซึ่งเป็นปีศาจชั้นต่ำสุดในนี้

ในชื่อของผีดิบตาบอดมีคำว่า ‘บอด’ อยู่ แต่ความจริงแล้วดวงตาของพวกมันกลับไม่น้อยกว่าชาวบ้าน ซ้ำมีมากกว่าปีศาจอื่นๆถึงสองสามคู่ด้วยซ้ำ งอกเบียดกันอยู่บนหน้า ดูหลอนพิลึก คนที่เป็นโรคกลัวรูจะต้องรังเกียจมันมากแน่

แต่ถึงจะมีดวงตามากมายกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ส่วนใหญ่แล้ว ผีดิบตาบอดจะเบิ่งตาลอย เดินลาดตระเวนอยู่ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ทั้งวัน ประสิทธิภาพต่ำมาก ดวงตาของพวกมันทั้งเยอะทั้งโต แต่ผกผันกับความสามารถในการมองเห็นอย่างแรง ทว่าความสามารถในการรับแสงของพวกมันกลับเฉียบคมมาก แม่แต่แสงสะท้อนที่อ่อนจางที่สุดมันก็จับได้อย่างว่องไว

ทันทีที่มันจับแสงได้ ท่าทางของมันจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โจมดีแหล่งที่มีของแสงอย่างดุดันโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงตอนนั้น ในสุสานจะไม่มีเพียงพวกมันที่ระดับความเร็ในการเดินชักแถวลาดตระเวนเข้าขั้นเอ้อระเหยอีก ปีศาจชนิดนี้ลำพังพวกมันไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ที่น่ากลัวก็คือมักมีอย่างอื่นโผล่มาพร้อมกับพวกมันด้วย

ระหว่างที่เสิ่นชิงชิวกำลังคิดเพลินอยู่นั้น ผีดิบตาบอดตัวหนึ่งก็เดินโงนเงนเข้ามาใกล้พอดี เขารีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างทันที แต่แล้วท่ามกลางความมืดสนิท แสงไฟอ่อนจางแถบหนึ่งก็สว่างขึ้น

เปลวไฟเหล่านี้มีสีเขียวเข้มและสว่างขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาทางเดินในสุสานสว่างเรืองรองด้วยสีเขียวอื้อไปทั้งแถบ ผีดิบตาบอดสองสามตัวนั้นจวนจะเดินผ่านไปอยู่แล้ว ก็ดันหันหัวขวับเดี๋ยวนั้น ดวงตาใหญ่โตสี่ห้าคู่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกซ่าน จ้องมองเสิ่นชิงชิวในระยะประชิด

เทียนปราณมรณะ!

เสิ่นชิงชิวก็เร็วเหลือเชื่อ วินาทีต่อมาเผ่นแผล็วไปอยู่สุดปลายทางเดิน แต่ไม่ว่าเขาจะเผ่นไปตรงไหน ไอ้เจ้าดวงไฟสีเขียวอื๋อก็ตามไปสว่างพึ่บที่ตรงนั้นด้วย จนเขาไม่มีที่จะหลบซ่อนแล้ว เขาเร็ว แต่ผีดิบตาบอดที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงกลับเร็วยิ่งกว่า

เสิ่นชิงชิวฟาดผีดิบตาบอดสองสามตัวที่โผเข้ามาหากระเด็นออกไป

เทียนปราณมรณะใช้ปราณและลมหายใจของสิ่งมีชีวิตเป็นเชื้อเพลิง หากมีคนเป็นๆหรือสัตว์เป็นๆเข้ามาใกล้ก็จะจุดติดเองโดยอัตโนมัติ

ฟังแล้วเหมือนพวกของเล่นปาหี่ที่พวกนักต้มตุ๋นพกติดติว แต่เมื่อรวมกับผีดิบตาบอด อาจุภาพกลับร้ายกาจระดับถล่มฟ้าทลายปฐพีเลยทีเดียว ลองคิดดู หากมีผู้บุกรุกเข้ามาในสุสานศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ต้องหายใจ หายใจเข้าทีหนึ่งเทียนก็ลุกติดแล้ว เป่าก็ไม่ดับ บี้ก็ไม่หมด ไม่ว่าจะมุมไหนของสุสานศักดิ์สิทธิ์ก็มีข่ายเวทเทียนปราณมรณะอยู่ทั่ว เรียกให้ผีดิบตาบอดยกโขยงกันมา จนกว่าจะตายโน่นแหละ เทียนถึงค่อยๆดับไปเอง ‘ปราณมรณะ’ ชื่อปราณมรณะนี้ช่างตั้งได้ดีเสียจริง

เหมือนอย่างเช่นตอนนี้ พวกผีดิบตาบอดที่สัมผัสได้ถึงแสงเทียนพากันยกโขยงมาเต็มสุสานแล้ว

เสิ่นชิงชิวเผ่นออกจากทางเดิน ผลุบเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้ใหญ่โตโอ่โถงมาก แท่นกลางห้องมีโลงศพวางอยู่ใบหนึ่ง เขากระโจนพรวดเข้าไปยกฝาโลง ทว่ามันไม่ขยับ จึงใช้มือตบๆ ก็ได้ยินเสียงทึบหนัก หากไม่มีวี่แววจะขบับเขยื้อนแม้แต่น้อย เป็นโลงหินที่แข็งแรงแน่นหนากว่าใบที่เขานอนเมื่อครู่เสียอีก

เสิ่นชิงชิวคิด หรือว่าจะมีใครอยู่ข้างใน เขาเคาะๆฝาโลง “ขอยืมสถานที่ของท่านหลบภัยก่อนชั่วคราวได้หรือไม่”

ความจริงเขาแค่สติฟั่นเฟือนไปชั่ววูบถึงได้เคาะ แต่นึกไม่ถึงว่าที่เคาะไปสองที ดันมีเสียงดังมาจากข้างในตอบกลับมา

เสียงนั้นดังออกมาจากในโลงแน่นอน แต่กลับฟังชัดเจนราวกับดังอยู่ข้างหู ไม่มีอู้อี้แม้แต่น้อย เจือเสียงหัวเราะอยู่ในที “เชิญตามสบาย”

ผีหลอก!!!

เสิ่นชิงชิวขวัญหนีดีฝ่อ เขายกขาขึ้นเตะกราดผีดิบตาบอดสองสามตัวที่โผเข้ามา ถีบๆอีกสองทีให้โลงหินร่วงลงมา จากนั้นรวมพลังโจมตีใส่เพดาน เศษหินร่วงกราว

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าที่ฟาดไปนี้ได้ผลก็ฟาดต่อ เอาให้เพดานถล่มลงมาเลยยิ่งดี จากนั้นฉวยจังหวะชุลมุนรีบวิ่งออกจากห้อง ปล่อยให้พวกผีดิบตาบอดกับศพคืนชีพฝังอยู่ในกองเศษหินกันไป

ท่ามกลางความโกลาหลทันใดนั้นมีเสียงฟ่อๆแผ่วต่ำมาจากด้านนอกตำหนักแห่งนี้

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้น ด้านนอกตำหนักมีดวงตาใหญ่โปนสีทองดูราวกับใครจุดตะเกียงแสงสีเหลืองนวลไว้สองดวงกำลังจ้องมาทางนี้ ลูกตาดำที่เป็นขีดในแนวตั้งตรงกึ่งกลางดูดุร้ายน่ากลัวมาก

พวกผีดิบตาบอดได้ยินเสียงนี้ก็ราวกับถูกสยบด้วยพลังคุกคามไร้รูป หยุดตามรุมทึ้ง ก้มหน้าหดคอหดไหล่ ขดตัวเป็นก้อนกลมสั่นงันงกไปทั้งร่าง

ดวงตาใหญ่ราวกับตะเกียงคู่นั้นจ้องตากับเสิ่นชิงชิวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หายวับไป

ครู่ต่อมาด้านนอกตำหนักจึงมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น

เมื่อเสิ่นชิงชิวเห็นผู้มาเยือนเต็มตาก็ไม่นึกประหลาดใจแม้แต่น้อย ส่งเสียงเรียก “สี่จือหลาง”

จู๋จือหลางขาลื่นพรืด! เขาลูบจมูก ถึงหงุดหงิดแต่ยังไม่ยอมเสียมารยาท กล่าวยิ้มๆ ว่า “หากเสิ่นเซียนซืออยากเรียกเช่นนี้ก็เชิญตามสบายเถิด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ผู้ที่ขโมยศพไปจากอารามฉยงติ่งเป็นเจ้าจริงๆ”

พิษที่ทำให้ศิษย์เหล่านั้นเขียวเป็นจ้ำๆไปทั่วร่าง น่าจะเป็นพิษของงูเขียว ตอนมู่ชิงฟางตรวจดูคร่าวๆไม่พบบาดแผล นั่นเป็นเพราะเขี้ยวงูมีขนาดเล็กมาก รอยแผลจึงแทบมองไม่เห็น ต้องตรวจให้ละเอียดถึงจะพบรอยเขี้ยวซ่อนอยู่ตามที่ๆยากแก่การสังเกตเห็น อย่างเช่นปลายเล็บ ส้นเท้าอะไรพวกนี้

จู๋จือหลางกล่าวว่า “เกิดเรื่องขึ้นอย่างฉุกละหุก เลยได้แต่ใช้วิธีการโง่เขลาเช่นนี้ ยังหวังว่าเสิ่นเซียนซือจะให้อภัย

เสิ่นชิงชิวไอแห้งทีหนึ่ง ที่ว่า ‘เกิดเรื่องขึ้นอย่างฉุกละหุก’ นี้ คิดยังไงก็เป็น ‘เรื่อง’ ที่เขารมจู๋จือหลางด้วนสุราสยงหวงนั่นแหละ และไหนจะ ‘เรื่อง’ ที่เขาทำจนอีกฝ่ายต้องกลับคืนร่างเดิม แถมยังขี่ออกนอกเมืองไปตั้งไกลนั่นอีก

เขากล่าวว่า “เจ้าเรียกให้ข้ากลับเข้าร่างที่สุสานศักดิ์สิทธิ์ นับว่าช่วยข้าหลุดจากสภาพ…เอ่อ เข้าตาจนพอดี ก่อนหน้านี้เจ้าก็ปรารถนาจะพาข้ามาที่ภพมารอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มาแล้ว ตกลงมีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ บอกได้หรือยัง”

จู่จือหลางกล่าวว่า “เหตุผลข้อหนึ่งก็ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว น้ำหนึ่งหยดต้องตอบแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อจึงจะคู่ควร เหตุผลข้อที่สอง ที่ทำพิธีเรียกเสิ่นเซียนซือมาคราวนี้หาใช่ผู้น้อยไม่ ท่านยังคงถามเอาเองจากจวินซั่งโดยตรงจะดีกว่า”

เสิ่นชิงชิวถามว่า “ดี แล้วเทียนหลางจวินอยู่ไหนล่ะ”

จู๋จือหลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ข้านึกว่าเสิ่นเซียนซือกับจวินซั่งได้พบหน้ากันแล้วเสียอีก”

พบหน้ากันหรือ

เสิ่นชิงชิวก้มหน้ามองโลงหินใบนั้น

หรือศพบคืนชีพที่อยู่ในนั้น…ก็คือ เทียนหลางจวิน?

พูดให้ถูกเป๊ะๆ ก็ไม่ไช่ ‘การพบหน้ากัน’ หรอกมั้ง

ฝาโลงที่เมื่อครู่เขาพยายามงัดอยู่เป็นครึ่งค่อนวันยังไม่ขยับ เวลานี้กำลังสั่นไม่หยุด แล้วค่อยๆเลื่อนออกเอง ในโลงนั้นคนผู้หนึ่งค่อยๆลุกขึ้นนั่ง

คนผู้นี้พาดศอกข้างหนึ่งกับขอบโลง หันหน้ามายิ้มและทักทาย “เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงนี่เอง เลื่อมใสมานาน”

เสิ่นชิงชิวช็อคไปแล้ว

…คนตระกูลนี้แม้จะมีงานอดิเรกและความสนใจหลากหลาย แต่ก็มีความเหมือนในความต่าง ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ประหลาดทั้งนั้น ลูกชายชอบกอดศพ ส่วนพ่อชอบนอนในโลงศพ

หน้าตาของลั่วปิงเหอ ดูโดยรวมละม้ายคล้ายคลึงซูซีเหยียนผู้เป็นแม่ แต่ก็มีเค้าของผู้เป็นพ่ออยู่บ้าง อย่างเช่นดวงตา

เทียนหลางจวินดวงตาใหญ่ลึก คิ้วชี้เฉียงคมได้รูป ลูกตาดำขลับที่ดูลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร ในจุดนี้ลั่วปิงเหอเหมือนเขาเต็มร้อยเลยทีเดียว ลั่วปิงเหอเดิมเป็นเด็กหน้าขาวใส หากกระทั่งดวงตาก็เหมือนแม่ด้วย เช่นนั้นหน้าตาจะสวยหลานเกินไปกลับไม่เป็นการดี

และอย่างรอยยิ้ม รอยยิ้มของพ่อลูกคู่นี้ทำให้เสิ่นชิงชิวมีความรู้สึก…ไม่ชอบมาพากลอย่างบอกไม่ถูก

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่ได้เป็นเจ้ายอดเขามาหลายปีแล้ว”

เทียนหลางจวินหัวเราะร่า “ข้าอยากพบเจ้ายอดเขามานานแล้ว”

เสิ่นชิงชิวรู้อย่างลึกซึ้งด้วยตัวเองแล้วว่า อันอย่างกิริยาท่าทีนั้นเป็นอะไรที่ต้องอาศัยการปลูกฝังจากครอบครัวและการอบรมเลี้ยงดูมาแต่เล็กจริงๆ

ไม่ต้องอะไรมาก ถ้าให้พ่อลูกคู่นี้นั่งอยู่ในโลงเหมือนๆกัน และจับโพสท่าแบบเดียวกัน เทียนหลางจวินนั่งอยู่ในโลงอย่างสง่างามเป็นธรรมชาติราวกับกษัตริย์นั่งบนบัลลังก์มังกรเลยทีเดียว ส่วนลั่วปิงเหอถึงแม้หน้าตาหล่อเหลา อะแฮ่ม…ก็ยังคงเหมือนนั่งอยู่ในโลงอยู่ดี มิน่าล่ะ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันถึงได้กลัวคำขู่ของคนอ่าน หั่นบทของเทียนหลางจวินออกไปเลย

อยู่ท่ามกลางผู้สืบสายโลหิตมารฟ้าถึงสองคน อีกทั้งบริเวณนี้ยังมี ‘บ๊ะจ่าง’ ผู้สูงศักดิ์ของภพมารทั้งแบบเปียกและแห้งเป็นขามุง เสิ่นชิงชิวพูดได้ลเยว่า นี่เป็นความกดดันอันใหญ่หลวงมาก

(บ๊ะจ่าง คือ คำเรียกผีดิบที่ใช้กันในหมู่โจรขุดสุสาน เนื่องด้วยลักษณะการห่อศพและมัด บ๊ะจ่างแบบแห้งคือซากที่เหลือแต่โครงกระดูก ส่วนบ๊ะจ่างแบบเปียกคือผีดิบที่มีซากค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่เน่าเปื่อย)

เขาแสร้งหัวเราะ “มิกล้ารับ ในเมื่ออยากพบ เหตุใดท่านจึงไม่ออก…ออกมาคุยกันเล่า”

นั่งเต๊ะท่าอยู่ในโลงอยู่ได้ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย นอกเสียจากว่า…

ลุกขึ้นยืนไม่ได้

เทียนหลางจวินเคาะนิ้วกับขอบโลงเป็นจังหวะ ดวงตาสะท้อนแสงไฟสีเขียวที่ลุกเรืองอยู่ในห้องสุสาน เขากล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ได้ซิ เช่นนั้นเจ้ายอดเขาจะช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”

ต่อให้เทียนหลางจวินซ่อนแผนอะไรไว้ ก็ต้องทำใจดีสู้เสือแล้ว เสิ่นชิงชิวค้อมตัวเล็กน้อย ยื่นมือออกไป “เชิญ”

เทียนหลางจวินเกาะมือเขาด้วยความยินดีแล้วลุกขึ้นยืน ที่แท้มิใช่เพื่อปกปิดความอ่อนแออย่างที่คิด ทำเอาเสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดหวัง

หลังจากนั้นก็ฉุด…

วืด…

ว่างเปล่า

ในมือเขายังรู้สึกว่าจับแขนผอมๆ ของเทียนหลางจวินไว้อยู่เลย เสิ่นชิงชิวก้มมอง เขายังจับอะไรอยู่จริงแต่มันเป็นแค่แขนท่อนล่างข้างหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออก

แขนข้างหนึ่งของเทียนหลางจวินหลุดออกมา แขนเสื้อจึงว่างเปล่าไปครึ่งหนึ่ง แต่ยังคงกล่าวอย่างสุภาพ “อา หลุดอีกแล้ว รบกวนเจ้ายอดเขาส่งแขนมาให้ข้าทีเถอะ”

เสิ่นชิงชิวไร้คำพูด “…”

เสิ่นชิงชิวส่งแขนที่หลุดออกมาให้เทียนหลางจวินด้วยท่าทีนิ่งๆ ทั้งที่ในใจกลับสั่น

ขณะที่ฝ่ายหลังและจู๋จือหลางทำหน้าเหมือนชินแล้ว มีเสียงกริ๊กทีหนึ่ง กริ๊กเดียวก็เอาแขนใส่กลับเข้าไปเรียบร้อย

ใส่กลับเข้าไปแล้ว!

ฟิกเกอร์รึเปล่านี่ ประกอบร่างได้ตามใจชอบงี้

เสิ่นชิวชิวยังสังเกตเห็นอีกว่าไม่ใช่แค่เฉพาะจุดที่หลุด เส้นเอ็นและผิวหนังบางส่วนบนแขนข้างนั้นล้วนกลายเป็นสีม่วงเช่นกัน พอตัดกับผิวขาวๆ เลยดูน่ากลัวเป็นบ้า แม้กระทั่งผิวหนังใต้ร่มผ้าแถวคอเสื้อ ก็มีสีคล้ำโผล่ออกมาให้เห็นวับๆแวมๆ

ผีเสื้ออย่างเราขยับปีกทีเดียว ไม่ใช่แค่ชักนำให้เกิดสึนามิเสียแล้ว ที่เดาไว้ในตอนแรกว่าจู๋จือหลางน่าจะเอาหญ้าน้ำค้างไปให้เทียนหลางจวินสร้างร่างกาย เดาได้ไม่ผิดจริงๆ แต่ว่าร่างกายที่สร้างจากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรานี้ เทียนหลางจวินน่าจะใช้งานไม่ได้ดังใจนัก

วิญญาณของเสิ่นชิงชิวกับหญ้าน้ำค้าเข้ากันได้ไม่เลว ปัจจัยแรกเพราะหญ้าน้ำค้างใช้เลือดเนื้อของเขาหล่อเลี้ยง ปัจจัยที่สอง เนื่องจากหญ้าน้ำค้างเป็นพืชที่มีปราณทิพย์ ตัวเสิ่นชิงชิวเองก็ใช้ปราณทิพย์เป็นรากฐานในการฝึกวิชา ด้วยองค์ประกอบทั้งสองประการนี้ จึงเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์

ทว่าสภาพของเทียนหลางจวินนั้นแตกต่างไป

เขาเป็นเผ่ามาร พลังฝึกปรือใช้ปราณมารเป็นรากฐาน หญ้าน้ำค้างฯจึงย่อมมีปฏิกิริยาต่อต้ายโดยอัตโนมัติ การจะคงสภาพของกายเนื้อให้อยู่ดีจึงเอาแน่เอานอนยาก ปรากฎการณ์ที่ร่างกายผุพังอย่างที่เห็นตอนนี้จึงมิใช่เป็นไปไม่ได้

เทียนหลางจวินขยับชิ้นส่วนร่างกายที่รับกลับคืนไปทีหนึ่ง กล่าวแฝงรอยยิ้มว่า “เป็นที่ขบขนแล้ว จะว่าไปที่พวกข้าสามารถออกมาจากบรรพตน้ำค้างขาว ส่วนหนึ่งก็นับว่าเป็นคุณงามความดีของเจ้ายอดเขาเสิ่นเช่นกัน”

เสิ่นชิงชิวมองดูจู๋จือหลางที่ยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ หวนนึกถึงสภาพร่างกายเขาตอนที่เจอกันครั้งแรกที่ป่าน้ำค้างขาว ความจริงก็…เรียกว่าน่าเวทนาจนแทบทนดูไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นตลอดหลายปีที่เทียนหลางจวินถูกกดทับอยู่ใจ้ภูเขาสูง เขากลับไม่เคยออกไปจากบรรพตน้ำค้างขาว ได้หญ้าน้ำค้างมาก็ไม่เอาไว้ใช้เอง กลับใช้เพื่อช่วยเจ้านายสร้างร่างกายขึ้นใหญ่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ช่างคู่ควรแก่การสรรเสริญในความจงรักภักดีจริงๆ

แต่พอหางตาของเสิ่นชิงชิวมองเลยไปเห็นภาพวาดบนฝาผนังภายในสุสานก็กล่าวอย่างขอไปทีว่า “เป็นความดีของสี่..เอ๊ย จู๋จือหลางต่างหาก หลบซ่อนอยู่ที่บรรพตน้ำค้างขาวหลายปี รอจนโอกาสมาถึงในที่สุด มีลูกน้องที่สามารถเช่นนี้ เทียนหลางจวินช่างน่าอิจฉายิ่งนัก”

เทียนหลางจวินถาม “คติพจน์ของหลานชายข้าผู้นี้ ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือ”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “ย่อมเคย น้ำหนึ่งหยดตอบแทนด้วยน้ำพุทั้งบ่อ”

จู๋จือหลางหน้าแดง ภายใต้แสงเทียนเขียวอื๋อเลยดูพิลึกอย่างมาก เขากล่าวว่า “จวินซั่ง เสิ่นเซียนซือโปรดอย่าล้อข้าเลยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวไม่ได้มีเจตนาจะล้อเขาเลย เนื่องจากกำลังใจจดใจจ่อกับภาพวาดบนผนัง ภาพบนผนังนี้สีสันสดใส ฝีแปรงหนักหน่วง แต่มองออกว่าเป็นภาพใบหน้าของผู้หญิงขนาดใหญ่ยักษ์ หันหน้าออกประตูใหญ่ สองตาโค้งลง มุมปากยกขึ้น ซึ่งเป็นสีหน้าที่ฉายให้เห็นถึงความสุขที่ปิดไม่มิด ที่นี่ก็คือตำหนักสุขสันต์ อันเป็นหนึ่งในสามตำหนักของสุสานศักดิ์สิทธิ์ ‘สุขสันต์-โกรธา-จาบัลย์’

เทียนหลางจวินไม่ได้สังเกตถึงท่าทางที่แปลกไปของเสิ่นชิงชิว “เขาก็เป็นเช่นนี้แหละ คิดอะไรแล้วก็ฝังหัว จึงคอยวิงวอนข้ามาตลอดว่าขอให้พาเจ้ามายังภพมาร”

เสิ่นชิงชิวที่งงกับตรรกะนี้มาตลอดเรียกสติกลับคืนมาได้บ้าง มองจู๋จือหลางแวบหนึ่ง “อยากให้ข้ามาภพมารเกี่ยวอะไรกับตอบแทนบุญคุณหรือ”

เทียนหลางจวินพูดสบายๆว่า “ย่อมเกี่ยวข้องกัน เพราะสี่สำนักใหญ่ล้วนไม่อาจปล่อยให้หลงเหลือต่อไปได้ หากตอนนี้เจ้ายอดเขาเสิ่นยังอยู่ที่ชางฉยงซานก็จำต้องรวมอยู่ในข่ายด้วยเช่นกัน จู๋จือหลางย่อมไม่อยากให้ท่านอยู่ที่นั่น”

คำตอบนี้เล่นเอาเสิ่นชิงชิวไปไม่เป็นเลยทีเดียว

เมื่อกี้ยังคิดอยู่เลยว่าคนผู้นี้ดูจะเป็นเจ้านายที่มีเหตุมีผล แต่หลังจากคุยด้วยก็พบว่า แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับบรรดาบอสเล็ก กลาง ใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะต้องทำลายล้างโลก เข่นฆ่าฝ่ายธรรมะให้เหี้ยนนั่นเลย

กลับเข้าเรื่องก่อน ชายหนุ่มผู้มีสายเลือดอันสูงส่งถูกผู้ฝึกวิชาเซียนต่างเผ่าพันธุ์สะกดไว้ใต้ภูเขาอยู่นานปี จะเกิดความแค้นก็เป็นเรื่องสมควร เสิ่นชิงชิวพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ก่อนสนทนาต่ออย่างให้ความร่วมมือ “ขั้นต่อไปคือล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดสิ้นหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงคิดเช่นนี้ ย่อมต้องไม่ใช่อยู่แล้ว ข้าชอบมนุษย์ แต่ไม่ชอบสี่สำนักใหญ่แค่นั้น”

เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ตรงกันข้าม ข้ามีของขวัญจะมอบให้ภพมนุษย์ด้วยซ้ำ”

ถึงไม่รู้ว่าเป็นของขวัญอะไร แต่ต้องไม่ใช่อะไรที่ผูกโบสวยงามให้มนุษย์ดีอกดีใจแน่นอน

เสิ่นชิงชิวกำลังจะหลุดปากคำว่า ‘เชี่ย’ ซึ่งห่างหายไปนานออกมาอยู่แล้ว ทันใดนั้นตัวสุสานกลับเกิดสั่นสะเทือนอย่างไม่คาดฝัน

Novel Scumbag System 2-54

ตอนที่ 54

เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเอาโครงเรื่องมาหั่นตามใจชอบ แต่ระบบกลับมาเรียกร้องเอากับเสิ่นชิวชิวโดยไม่มีการโอนอ่อนผ่อนผันแม้แต่น้อย ให้เขาเป็นคนกลบหลุมที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้อย่างไร้จรรยาบรรณเหล่านั้น

ซั่งชิงหัวกล่าวต่อ “ความจริงผมก็ทำเพราะความจำใจนะ พล็อตเดิมที่วางไว้น่ะ เลือดของเทียนหลางจวินบริสุทธิ์กว่าเลือดของปิงเกอ วรยุทธ์ก็สูงกว่า มีชื่อเสียงมาก่อนปิงเกอเขา ภาพลักษณ์สูงส่งกว่าปิงเกอ เก่งกาจกว่าใครในสามภพ แถมยังมีเรื่องรักรันทดในอดีต เหมือนตัวละคร แจ็ก ซู เลยใช่ไหมล่ะ แต่ถ้านักอ่านโวยวายว่าปิงเกอถูกขโมยซีนจะทำยังไง คุณก็รู้ว่าติ่งของปิงเกอเขาแรงแค่ไหน ด่าแรง แต่กดให้ทิปก็แรงด้วย”

(แจ็ก ซู คนจีนเรียก แมรี ซู ภาคผู้ชายว่า แจ็ก ซู หรือบางครั้งก็ ทอม ซู ในขณะที่ทางตะวันตกเรียกว่า แกรี่ สตู)

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหน้าผาก ฟังไอ้คุณเซี่ยงเทียนกล่าวอย่างหมดเปลือกแบบนี้ก็เริ่มกลุ้ม หากเทียนหลางจวินถูกปล่อยออกมา ลั่วปิงเหอจะเอาชนะได้หรือเปล่าล่ะเนี่ย

แต่เปลี่ยนมาคิดอีกมุมหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจใช้พ่อมาควบคุมลูกได้นี่นา แต่แล้วเสิ่นชิงชิวก็รีบระงับความคิดอันตรายนั้นเป็นการด่วน กับคนที่ไม่รู้ว่ามีความสามารถขนาดไหน เป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม ฝันลมๆแล้วๆว่าจะใช้ประโยชน์จากเขา สุดท้ายตัวเองตายอย่างไรก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สรุปแล้วยังคงตีความได้ว่าไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีช่างเป็นนักเขียนที่ล้ำพิสดารเกินคนแห่งยุคจริงๆ

เสิ่นชิงชิวตบโต๊ะ “นายบอกความจริงมาเลยละกัน เล่าเนื้อหาที่เคยคิดไว้แต่ดันเปลี่ยนพล็อตกลางคันเลยไม่ได้เขียนออกมาให้หมด เริ่มจากเรื่องสำคัญก่อน”

ซั่งชิวหัวกล่าวอึกอัก “สำคัญรึเปล่าผมไม่รู้ แต่มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคุณ หรือที่ถูกคือเกี่ยวกับเสิ่นจิ่ว ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าบอก…”

เสิ่นชิงชิวพอได้ฟังก็ขนลุก ดูจากสันดานของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีแล้ว การที่หมอนี่จะเพิ่มบทอะไรที่มันปกติธรรมดาให้เขาเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย!

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหัว “นายว่ามาเลย ฉันรับไหว”

ซั่งชิงหัวเริ่มสาธยายไอเดียของเขาอย่างกระตือรือร้น “สำหรับเสิ่นชิงชิวนี่ ผมมีไอเดียสำหรับเขาเยอะมาก ผมอยากสร้างให้เขาเป็นตัวละครที่มีคาแรคเตอร์หลากหลายแง่มุม เขามันชั่วช้าอุบาทว์ด้วย แต่คนอ่านไม่สนใจอยากอ่าน ตอนที่ผมเอาไปเกริ่นๆไว้ พวกเขาก็เอาไปเม้มต์ด่าในเน็ตซะเละ ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเปลี่ยนให้เขาเลวบริสุทธิ์ไปเลย แต่ความจริงแล้วเขา…”

เสิ่นชิงชิวกำลังตั้งอกตั้งใจฟังเต็มที่ แต่แล้วหญิงรับใช้ด้านนอกก็ขานขึ้นอย่างนอบน้อม “จวินซั่ง”

มาได้ไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย

พอได้ยินประโยคนี้เข้า ซั่งชิงหัวก็หน้าถอดสี เด้งพรวดเหมือนมีไฟจ่อก้น รีบออกไปทางประตูหลังเดี๋ยวนั้น “เขาของคุณมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยกันทีหลังก็แล้วกัน อ๊ะ ไม่ซิ วันหน้าค่อยคุยกันนะ”

อย่าเพิ่งไปซิ เสิ่นชิงชิวยื่นมือออกไปหมายรั้งเขาไว้ มา ‘วันหน้าค่อยคุยกันนะ’ ได้ไง มาพูดค้างไว้แบบนี้มันทนไม่ได้ซะชิ่งกว่าฉากน้ำเน่าพวกนั้นเสียอีก เหมือนเวลาพยานในที่เกิดเหตุซึ่งใกล้ตายเต็มทีกำลังพูดว่าความจริงแล้ว คนร้าย…คือ…คือ… แต่ดันกระอักเลือดตายไปก่อนเฉยเลย

ม่านเขียวถูกเลิกขึ้น ลั่วปิงเหอก้มหัวลอดประตูเข้ามาในห้อง เสิ่นชิงชิวรีบเปลี่ยนมาทำหน้านิ่งๆ ทันใด เพราะเมื่อกี้ถูกขัดจังหวะตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มพอดี สีหน้าเขาจึงไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก สายตาของลั่วปิงเหอจับไปยังกระบี่ซิวหย่าในมือเขาแวบหนึ่ง แล้วเบนออก

เงียบกันไปครู่หนึ่ง ยังคงเป็นลั่วปิงเหอที่กล่าวขึ้นก่อน “ช่วงนี้ซือจุนดูเหมือนไม่ได้พักผ่อนเท่าไร”

พูดเรื่องพักผ่อนขึ้นมาเสิ่นชิงชิวเลยนึกไปถึงเรื่องฝัน พูดถึงเรื่องฝันก็อดนึกถึงการกระทำอันน่าอับอายสารพัดอย่างที่ตัวเองทำเพื่อปลอบลั่วปิงเหอในฝันไม่ได้ เสิ่นชิงชิวเอามือลูบจมูก กล่าวว่า “หากไม่ฝันเสียได้ ก็จะพักผ่อนได้เต็มที่เอง”

ลั่วปิงเหอหลุบเปลือกตายืนเฉยครู่หนึ่ง เมื่อตัดสินใจได้จึงค่อยกล่าวเสียงกระด้าง “ถึงแม้ในห้วงฝันวันนั้นข้าจะตบตาซือจุน แต่ความรู้สึกทั้งหมดที่ข้าแสดงออกมาหาใช่เรื่องเท็จ”

เสิ่นชิงชิวถอนใจ กร่อนกล่าวจากใจจริง “ลั่วปิงเหอ ตอนนี้ข้าไม่รู้จริงๆว่าคำพูดของเจ้า ประโยคไหนจริงประโยคไหนเท็จ ดังนั้นคำพูดพวกนี้ก็อย่าพูดเลยดีกว่า”

ลั่วปิงเหอที่อยู่ในความฝันน่ารักมากจริงๆ ถึงพระเอกยังคงเป็นพระเอกคนเดิมอยู่ แต่ท่าทางน่าสงสาร จิตใจมีแต่ความเศร้า หน้าตาก็ไม่เลว ทำเอาเสิ่นชิงชิวที่เป็นชายแท้ยังอดสงสารไม่ได้ ทว่ายิ่งสงสารมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดที่เหมือนกับโดนตบหน้าทีหลังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ลั่วปิงเหอบอกว่าเหตุการณ์ที่เมืองจินหลันเขาไม่ได้เป็นคนทำ ทีแรกเสิ่นชิงชิวก็เชื่อไปแล้วประมาณ 90% แต่มาตอนนี้กลับไม่กล้าหลับหูหลับตาเชื่ออีกแล้ว

ลั่วปิงเหอเลือดลมพลุ่งพล่าน หน้าตาเริ่มแดงนิดหน่อย เขาเหลือบตาขึ้นกล่าวอย่างเย็นชา “ซือจุนเอาแต่โกรธที่ข้าหลอกลวงท่าน แต่หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เกรงว่าป่านนี้ก็ยังไม่มีหนทางพูดคุยกับท่านได้สักประโยคเดียว”

นิ้วของเขากุมด้ามกระบี่ซินหมัวแน่นโดยไม่รู้ตัว ออกแรงเกร็งจนข้อนิ้วซีดขาว ไม่เพียงนัยน์ตาเริ่มแดง ขอบตาก็แดงเรื่อเช่นกัน

“หรือซือจุนไม่เคยหลอกลวงข้าเล่า ท่านเคยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับคนที่ยึดถือเรื่องความแตกต่างของเผ่าพันธุ์มากเกินไป แต่เพียงแค่กะพริบตาท่านก็ไม่ยอมรับแล้ว หลังจากท่านเสียชีวิตที่เมืองฮวาเยวี่ย ข้าทำพิธีเรียกวิญญาณไม่รู้กี่ครั้ง ทดลองแล้วล้มเหลว ล้มเหลวแล้วก็ทดลองใหม่อยู่เช่นนั้น แต่ไม่เคยท้อถอยแม้สักนิด ถึงจะเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่เคยมีความคิดเลยว่าซือจุนจะเกลียดชังข้าได้ถึงขนาดนี้ พอท่านกลับมายืนตรงหน้าข้า คาดไม่ถึงจริงๆว่าท่านจะมองข้าที่ทำตัวโง่เง่าได้อย่างเฉยชานัก”

เขาพูดมาถึงตอนท้าย หากเสียงสั่นไหวอยู่บ้าง น้ำเสียงก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนทั้งโมโหทั้งอัดอั้น

“ตอนนี้ซือจุนย่อมมีเหตุผลที่จะประณามข้าได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นมารร้ายในคราบมนุษย์ นำหายนะมาสู่ผองชน ทว่าแล้วเหตุใดตอนที่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด กลับถูกหลีกลี้หนีหน้าราวกับเป็นสัตว์เลื้อยคลานด้วยเล่า ท่านหลอกลวงข้าสองครั้ง ข้าก็หลอกท่านสองครั้ง มิใช่เสมอกันแล้วหรอกหรือ”

ถึงจะรู้สึกว่าเขานับหนึ่งเป็นหนึ่ง สองเป็นสองได้เป๊ะๆ เสิ่นชิงชิวก็ยังคงกล่าวอย่างอดไม่ได้ “เจ้าช่างจดจำความแค้นจริงๆ”

ลั่วปิงเหอหัวเราะขื่น “เกรงว่าซือจุนคงไม่เคยเห็นหรอกว่าเวลาที่ข้าจดจำความแค้นจริงๆมันเป็นอย่างไร”

แม้ยังคงหัวเราะอยู่ แต่สีหน้าก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นอึมครึม ดึงระยะห่างระหว่างสองคนให้เข้ามาใกล้ขึ้น “แต่หากข้าบอกว่ากับซือจุนแล้ว ข้ามีแต่จดจำ ไม่เคยแค้น ท่านคงไม่เชื่อกระมัง”

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าเงาร่างของเขาที่ทาบลงมามันชักใหญ่เกินไปแล้วจึงรีบกล่าว “เจ้าใจเย็นๆก่อน”

อยากพูดคุยก็พูดคุยกันดีๆ อย่าทำหน้าแบบนั้น อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้นซิ

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำ “ซือจุนมักใจเย็นได้เสมอในทุกสถานการณ์ แต่ข้าเย็นต่อไปไม่ไหวแล้ว”

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันตั้งตัวว่าอะไรเป็นอะไร เพียงได้ยินเสียงโครม ก็พลันรู้สึกเจ็บที่หลังขึ้นมา พอรู้ตัวอีกที พวกเขาทั้งคู่ก็นอนกลิ้งอยู่ด้วยกันบนเตียงแล้ว

นานมากแล้วที่เขาไม่ได้นอนเตียงไม้ไผ่ แม่งเอ๊ย! แข็ง เจ็บหลังสุดๆ

เสิ่นชิงชิวโวยลั่น “เจ้าคิดจะแข็งข้อหรือ”

ลั่วปิงเหอเม้มปากไม่พูดไม่จา

เสิ่นชิงชิวกำลังคิดจะยกยาถีบเขาออกไป ทันใดนั้นจากศีรษะจรดปลายเท้าก็เสียววูบ มือข้างหนึ่งมุดจากด้านล่างของชายเสื้อเข้ามา

ผีหลอกกลางวันแสกๆ

เขารีบยันเข้าขึ้นต้าน แต่ถูกลั่วปิงเหอยึดเข่าไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วจับขาแบะออกกว้าง

เสิ่นชิงชิวสบถ ‘เชี่ย!’ ในใจร้อยรอบ ยังไงก็ไม่ยอมถูกจับให้นอนแหกขาอยู่ใต้ร่างคนอื่นเด็ดขาด เขายันร่างกายท่านบนขึ้นเดี๋ยวนั้น อาศัยจังหวะบิดเอวทีหนึ่ง ยืมกำลังฝ่ายตรงข้ามพลิกกายอย่างรวดเร็วจับลั่วปิงเหอพลิกไปอยู่ใต้ร่างแทน ซิวหย่าออกจาฝักสามชุ่น แผ่รังสีเย็นเฉียบจ่ออยู่ที่คอหอยลั่วปิงเหอ

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนจับกด ก็กดซะเสิ่นชิงชิวโมโหเดือนพล่าน

“คิดจะเล่นป้าหวางขืนน้าวธนู กับซือจุนของเจ้าหรือ ห๊า! ช่างกตัญญูเหลือเกินแล้ว!” จริงอยู่ว่าเขาเป็นเบี้ยล่าง แต่อย่าเหมาว่าเขาจะโอนอ่อนแต่โดยดีเด็ดขาด

(ป้าหวางขืนน้าวธนู เป็นสำนวน หมายถึง บังคับขืนใจ มีที่มาจาก เซี่ยงอวี่ บุคคลในสมัยราวชงศ์ฉิน-สมัยซีฉู่(232-202 B.C.) (หลังสมัยซุนชิวจ้านกั๋ว) แม่ทันคนสำคัญของแคว้นฉู่ ซึ่งมีฉายาว่า ฉู่ป้าหวาง(ฌ้อปาอ๋อง) เซี่ยงอวี่เป็นผู้มีพละกำลังมหาศาล ถึงขนาดที่เล่ากันว่า เวลาเขาจะขึ้นสายธนู ซึ่งคนทั่วไปจะผูกสายไว้ที่ปลายด้านหนึ่งของคันธนูก่อน ใช้เข่าทั้งสองข้างหนีบคันธนูให้หักโค้งเข้าหากัน แล้วจึงผูกสายเข้าที่ปลายอีกด้านหนึ่งได้ แต่เซี่ยงอวี่นั้น เมื่อผูกสายธนูที่ปลายด้านหนัชึ่งแล้ว กลับสามารถใช้มือเปล่าจับคันธนูโค้งเข้าหากันแล้วผูกปลายอีกด้านได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นสำนวนนี้จึงหมายถึงคนที่ชอบใช้กำลังอำนาจในการทำเรื่องต่างๆ ปัจจุบันยังใช้ในการเปรียบเปรยว่าใช้กำลังเพื่อขืนใจบุคคลอื่นอีกด้วย)

จุดสำคัญทั่วร่างรวมทั้งลำคอของลั่วปิงเหอล้วนถูกควบคุม แต่แววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า ไม่มีหวาดกลัวต่อคมกระบี่ที่จ่อลำคออยู่แม้แต่น้อย เขาใช้มือข้างหนึ่งยึดข้อมือเสิ่นชิงชิว ส่วนมืออีกข้างยันพื้นไว้ ปะทุพลังแรงระลอกหนึ่งออกมา จนเกือบจะพลิกขึ้นมาอยู่บนได้ไหม่

เสิ่นชิงชิวไหนเลยจะยอมให้เขาสมใจ เอาด้ามกระบี่ซิวหย่ากดจุดชีพจนเขาทันที

นายบนฉันล่าง นายล่างฉันบน กลับไปกลับมาอยู่สองสามตลบ พวกเขาทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเป็นก้อนกลมร่วงลงจากเตียงไม้ไผ่ กลิ้งขลุกๆไปกับพื้น แสงสีขาวพลันระเบิดประกายพร่างไปทั้งห้อง ปราณทิพย์ปราณมารดีกันกระเด็นเซ็นซ่าน ความที่เก๊กมานานจนเคยตัว ทำให้เสิ่นชิงชิวลืมไปเลยว่าตนไม่ได้ลงไม้ลงมืออย่างดุเดือดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว สู้กันถึงจุดคับขัน เสิ่นชิงชิวถึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา

ไม่ถูก นี่มันนิยายผู้ฝึกวิชาเซียนนะ เอาตัวเข้าสู้ทำบ้าอะไร มีปืนใหญ่แต่ดันไม่ใช้ โง่เปล่า!?”

เขายกกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังทิพย์ระดับสะท้านฟ้าสะเทือนดินต่อยท้องน้อยลั่วปิงเหอทันที

ลั่วปิงเหอที่โดนเข้าไปเต็มๆหนึ่งหมัด ไม่แม้แต่จะครางสักแอะ

“…” พูดตามตรง เสิ่นชิงชิวเองก็ไม่คาดคิดว่าจะต่อยเข้าเป้าจังเบ้อเร่อแบบนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหมัดนี้ต่อยได้สะใจจริงๆ อารมณ์เดือดที่สะสมมาหลายวันเหมือนจะถูกระบายออกมาพร้อมกับหมัดนี้เลยทีเดียว

ทันใดนั้นระบบก็โผล่มาประกาศข่าวดีอย่างร่าเริง โปรยดาวโปรดดอกไม้ให้เต็มไปหมด

[*(^o^)** ยินดีด้วย ~~ ค่าความฟินเพิ่มขึ้น 500 คะแนน!]

เสิ่นชิงชิวอับจนคำพูด “…”

ลั่วปิงเหอนี่มัน…สาย M ตัวจริงเสียงจริงเลยนะนี่ ยิ่งโหดใส่ยิ่งฟิน ต่อยเข้าไปทีหนึ่งดันได้ค่าความฟินมาตั้ง 500 แม่แต่ระบบยังเปลี่ยนไปใช้อีโมจิที่สดใสร่าเริง กระทั่งตัวอักษรยังใส่เครื่องหมาย ~ มาตั้งสองอันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อยู่มาป่านนี้ยังไม่เคยเห็นใครที่ประหลาดเท่าลั่วปิงเหอเลย แถมยังเป็นคนประหลาดที่เขาเลี้ยงมากับมืออีกต่างหาก

ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังนึกรันทดกับการสอนที่ล้มเหลว ลั่วปิงเหอกลับไม่เล่นสนุกกับเขาแล้ว ดีดนิ้วมือข้างขวาทีหนึ่ง เสิ่นชิงชิวทันระวังเผลอปล่อยพลังทิพย์ที่อัดอยู่ในกำปั้นกระแทกใส่เพดานห้องระเบิดเป็นรูเบ้อเริ่ม ฝุ่นผงพากันร่วงกราว

ลั่วปิงเหอเอาตัวบังเขาไว้ พลางใช้สองมือคว้าเสื้อเขากระชากออกจนขาดอย่างง่ายดาย หัวเราะร่า “ต่อยให้เต็มที่เลย ต่อยอย่างไรข้าก็ไม่ตายอยู่แล้ว ได้รับการสั่งสอนจากซือจุน ศิษย์มีความสุขมาก”

ทว่าในรอยยิ้มคล้ายแฝงความอ้างว้างอยู่ด้วย เสิ่นชิงชิวใจกระตุกวูบ จนลืมกระทั่งว่าเสื้อผ้าถูกฉีกขาด หยุดมือโดยไม่รู้ตัว ลั่วปิงเหอไม่ปล่อยให้เขาได้มีเวลาสงสาร ไม่ทันตั้งตัว มืออีกข้างก็ฉีกเสื้อตัวใน แล้วลูบเอวเปลือยโล่งของเขาเต็มๆมือ

เสิ่นชิงชิวใจอ่อนได้ครู่เดียวก็เอาด้ามกระบี่เคาะหน้าผากลั่วปิงเหอดังโป๊ก ร้องด่า “เดรัจฉาน!”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ถึงอย่างไรในสายตาซือจุนข้าก็เลวยิ่งกว่าเดรัจฉานอยู่แล้ว มิสู้ทำให้เป็นจริงตามนั้นไปเลยก็แล้วกัน”

เสิ่นชิงชิวโมโหจนอย่างหัวเราะให้บ้า ทันใดนั้นก็ตาลายวูบ ตัวเองกระเท่เร่ กระบี่ซิวหย่าร่วงโครมกับพื้น

พลังรุนแรงประหนึ่งจะกระชากวิญญาณออกจากร่างจู่โจมเข้ามา ร่างกายเขาพลันแข็งทื่อ

ลั่วปิงเหอเองก็หยุดการเคลื่อนไหว ตื่นตระหนกและงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เพียงชั่วพริบตาเสิ่นชิงชิวปวดศีรษะอย่างรุนแรงราวกับมันกำลังจะระเบิด

เบื้องหน้า สายตาปรากฏภาพเล็กภาพน้อยนับไม่ถ้วนวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางทีก็ว่างโล่ง บางทีก็ดำมืด บางทีก็เห็นเป็นเงาคนวูบวาบ เสียงแหลมสูงดังอึงอลจนแสบแก้วหู

ลั่วปิงเหอไม่อาจหวาดระแววอยู่อีก รีบพลิกกายขึ้นนั่ง ยื่นมือไปกดตัวเขาไว้ แต่กลับจับตัวเสิ่นชิงชิวไม่อยู่ คล้ายกับมีมือยักษ์คู่หนึ่งกำลังลากวิญญาณกับสมองของเขาออกไป

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมหัว นอนดิ้นพล่านอยู่กับพื้น

มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกเขา เหมือนมีมือยื่นออกมาจากทุกทิศทุกทางเข้ามากระชากวิญญาณของเขาพร้อมกรีดร้องโหยหวนไปด้วย

ลั่วปิงเหอลนลานกล่าว “ซือจุน ข้า…เมื่อครู่ข้าแค่ขู่ท่านเล่นเฉยๆ ท่านอย่าคิดเป็นจริงเป็นจังซิ ท่านเป็นอะไรไปขอรับ”

ร่างของเสิ่นชิงชิวดิ้นทุรนทุรายอยู่ในอ้อมแขนของเขา ลั่วปิงเหอกึ่งๆกอดเสิ่นชิงชิวไว้พลางถ่ายทอดกระแสปราณทิพย์สายหนึงเข้าไปในร่างอีกฝ่าย ทั้งที่ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เสียงร้องของเสิ่นชิงชิวกลับฟังโหยหวนและน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับถูกเหล็กเผาไฟร้อนๆนาบเข้าไปที่สมอง

ลั่วปิงเหอพยายามทำทุกวิถีทางที่เขาพอจะนึกออก ทว่ากลับไม่กระเตื้องขึ้นเลย

ขณะที่หัวใจของเสิ่นชิงชิวเต้นอ่อนลงไปทุกขณะ ลั่วปิงเหอเริ่มสั่นสะท้านเบาๆ แล้วสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ทานไว้ไม่ไหว ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น เขาคำรามลั่น “ใครก็ได้เข้ามาที รีบเข้ามาเร็วๆ”

บทที่ 15 สุสานศักดิ์สิทธิ์

เสิ่นชิงชิวลืมตาขึ้นฉับพลัน

มืดสนิท

หัวใจเขาเต้นรัวแรงไม่หยุดจนแก้วหูสั่นสะเทือนตาม เพื่อให้รู้ชัดว่ามันมืดขนาดยื่นมือไปแล้วมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้าตามสำนวน หรือเป็นเพราะเขาตาบอดไปแล้ว เสิ่นชิงชิวเลยกางนิ้วออกไปจริงๆ

แต่ยื่นออกไปยังไม่ทันจะสุดมือ ปลายนิ้วก็แตะเข้ากับสิ่งกีดขวางแข็งเป๊ก เสิ่นชิงชิวค่อยๆคลำไปโดยรอบ

คลำไปได้สักพัก ในใจก็พอจะมีคำตอบ ตอนนี้เขาอยู่ในที่แคบแห่งหนึ่ง เหมือนจะถูกจับใส่เข้ามาในกล่องหินทรงแคบยาว เมื่อเอามือตบเบาๆไปตามผนัง พบว่าผิวของมันเรียบลื่น เย็นเฉียบ คะเนว่าคงเป็นหินอ่อน ลองใช้พลังทิพย์หยั่งดู ความหนาของมันไม่น่าจะเกินสี่ชุ่น

เขาลูกคลำอยู่พักหนึ่ง เกร็งลมปราณ กลั้นลมหายใจ แล้วแผ่พลังออกไปทันใด ปราณทิพย์สั่นสะเทือน จากนั้นฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตรงกลางฝาหิน

หลังจากฟาดติดกันสามที ความมืดก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงสะท้อนกึกก้อง

อากาศไหลทะลักเข้ามา เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นนั่งทันที สูดอากาศเข้าปอดแรงๆสองสามเฮือก จึงค่อยพบว่ามันไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์ หากแต่เป็นอากาศที่เหมือนไม่เคยหมุนเวียนถ่ายเทมานานปี ทั้งยังมีออกซิเจนเพียงเบาบาง เขาก้มหน้ามองอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโลกใบหนึ่ง

หีบศิลาแคบยาวใบนี้ กลับเป็นโลงหินแบบโบราณที่แกะสลักอย่างประณีต ขาววับทั้งใบราวกับหยก

เสิ่นชิงชิวจับขอบโลกเบาๆ แล้วกระโดดออกมาก่อนมองไปรอบๆ เขากำลังยืนอยู่ในห้องศิลามืดมิดแห่งหนึ่ง ส่วนโลงที่เพิ่งถูกเขาระเบิดออกมาวางตั้งอยู่บนแท่นบูชาใจกลางห้อง มุมทั้งสี่ของห้องศิลามีข้าวของกองสุมระเกะระกะ มีทั้งอาวุธ อัญมณี คัมภีร์ ขวด โถ แจกัน ฯลฯ

บรรดาอาวุธและอัญมณีมีค่าส่องประกายจางๆ ใต้ฝุ่นหนาและดูมลังเมลือง เมื่อมองไปรอบด้านพบกว่าบนผนังวาดภาพฝูงปีศาจร่ายรำเอาไว้จนเต็ม

สุสานศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามารนี่เอง เสิ่นชิงชิวได้ข้อสรุปในที่สุด

แต่ยังไม่ทันได้ย่อยข้อมูลนี้ดีๆ พอก้มหัวลงโดยไม่ได้ตั้งใจก็ถูกอีกข้อมูลหนึ่งโจมตีเข้าอย่างจัง

ร่างกายของเขาไม่ใช่กายเนื้อที่สร้างจากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา หากแต่เป็นร่างดั้งเดิมที่แท้จริงของเสิ่นชิงชิว

ที่ว่ากันว่าสุสานของเผ่ามารมีคาดาชุบชีวิตให้ฟื้นจากความตายไม่ใช่เรื่องโกหก ดูท่าคงมีใครลอบขโมยศพของเสิ่นชิงชิวเข้ามาไว้ในสุสานศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นทำพิธีเรียกวิญญาณ แล้วดึงเขาออกมาจากร่างใหม่

สุสานศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ต้องห้ามของเผ่ามาร เป็นที่ที่ผู้ปกครองเผ่ามารระดับสูงสุดรุ่นแล้วรุ่นเล่าสถิตร่างหลับพักผ่อนชั่วนิรันดร์ ผู้ที่มีตำแหน่งสูงไม่พอหากเข้ามาในนี้ล้วนตายสถานเดียว แต่เสิ่นชิงชิวถูกส่งเข้ามาตอนที่ตายแล้ว จากนั้นวิญญาณค่อยกลับคืนสู่ร่าง เท่ากับเป็นการอาศัยช่องโหว่ถึงได้มีโอกาสเข้ามาทัวร์นั่นเอง

เสิ่นชิงชิวลองทดสอบดู พบว่าพลังทิพย์โคจรไหลเวียนสมบูรณ์ดี ลั่วปิงเหอบอกว่าเขาใช้เวลาห้าปีถึงซ่อมแซมชีพจรทิพย์ทั้งหมดในร่างนี้ได้ครบถ้วน นับว่าไม่ได้โกหกจริงๆ ส่วน ‘พิษไร้ยาถอน’ ยามนี้ยังไม่มีอาการเลยไม่รู้ว่าถูกขจัดไปแล้วหรือยัง

กายเนื้อที่สร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างนั้นหากมีวิญญาณเข้าร่างและออกไปก็จะเหี่ยวแล้วเน่าตายไปอย่างรวดเร็ว ลั่วปิงเหอตอนนี้อยู่กับร่างตากแห้งเหี่ยวฟีบของเขา ไม่รู้จะทำหน้ายังไง

ความคิดยังไม่ทันจะลอยไปไหนไกล ระบบก็ติ๊งข้อความเข้ามา

[โปรดทราบ ขณะนี้ท่านเข้ามาอยู่ใน ‘สุสานศักดิ์สิทธิ์’ อันเป็นด่านเลเวลสูง ภารกิจ ‘กลบหลุม’ กำลังจะเริ่มแล้ว โปรดกระโดดออกมาชิงเป็นฝ่ายโจมตี]

เสิ่นชิงชิวทำเสียงอือ ยังคงนั่งยองๆอยู่กับพื้นต่อ

ระบบ [โปรดกระโดดออกมาชิงเป็นฝ่ายโจมตี]

เสิ่นชิงชิวไม่ขยับ ระบบ[ขอเตือน โปรดกระโดด…]

เสิ่นชิงชิวขัด “รู้แล้วๆ จะไปไหนก็ไปไป๊!”

Novel Scumbag System 2-53

ตอนที่ 53

ทางแยกในวังใต้ดินไม่มีผลอะไรแม้แต่น้อยต่อความเร็วของลั่วปิงเหอ เดินวกวนอยู่พักหนึ่ง เบื้องหน้าพลันเปิดโล่งกะทันหัน สิ่งก่อสร้างในภพมารมักอยู่ลึกลงไปใต้ดิน โดยขุดเป็นโพรงลึก ทั้งปีทั้งชาติไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ทว่าบริเวณนี้กลับเจารูตรงเพดานเหนือศีรษะเอาไว้ ส่งให้แสงแดดส่องลงมาได้ ช่วยเพิ่มกลิ่นอายมนุษย์ขึ้นมาไม่น้อย

เมื่อผลักประตูเปิดออก การตกแต่งภายในห้องดูคุ้นตาอย่างมาก ใกล้เคียงกับเรือนไผ่ของชิงจิ้งเฟิงอย่างไม่น่าเชื่อ

เสิ่นชิงชิวเดือดปุดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เขาอยากถามลั่วปิงเหอสักประโยคจริงๆ แบบนี้จะมีความหมายอะไร

จัดฉากไว้ราวกับละครเวที เอาคนมาเลี้ยงในคอก แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เล่นฉากการใช้ชีวิตประจำวันของศิษย์อาจารย์ที่รักกันดื่มด่ำต่อจากในฝันอย่างนั้นหรือ

เดี๋ยวออดอ้อนทำตัวน่าสงสารชวนให้เห็นใจ เดี๋ยวก็บอกเขาว่าที่ทำน่ะเป็นการเสแสร้งทั้งนั้น อะไรจริงอะไรลวง เขาไม่ใช่คนฉลาดเฉียบแหลม ที่จะรู้ว่าเบื้องลึกในใจลั่วปิงเหอแท้จริงคืออะไร อันไหนจริงใจ อันไหนเสแสร้าง

ขณะที่มัวกลัดกลุ่ม ลั่วปิงเหอก็เดินเข้ามาใกล้เสียแล้ว

ถ้าเป็นเมื่อหลายวันก่อนเสิ่นชิงชิวคงต้องคอยหลบหลีก เข้ามาหนึ่งก้าวก็ถอยหลังไปสามก้าว แต่ตอนนี้เขากลับไม่อยากทำแบบนั้นอีกต่อไป

อย่างนั้นมันเหมือนกุลสตรีในห้องหอที่ถูกโจรป่าจับตัวมา ดูสำออยไปหน่อย ต่อให้ตกต่ำเป็นมังกรว่ายน้ำตื้น พยัคฆ์หลุดมาอยู่ในที่โล่ง(หลงตัวเองสุดๆ” หากยังต้องการรักษาศักดิ์ศรีเศษเสี้ยวสุดท้านเอาไว้ก็ต้องรักษามาดไว้ให้ดี จะได้ไม่ทุเรศจนถึงขั้นสุด

แต่เขาก็อดตึงเครียดไม่ได้ เส้นประสาทตึงเปรี๊ยะราวกับสายธนู ข้อนิ้วจิกงอ เปลือกตาเต้นตุบๆ

ลั่วปิงเหอความรู้สึกเฉียบไวเพียงใดมีหรือจะไม่สังเกต เขาเดินเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง

ซือจุนคิดว่าข้าจะทำอะไรท่านหรือ”

เสิ่นชิงชิวเอ่ยจากใจจริง “ข้าเดาไม่ออกหรอก”

เขาไม่กล้าคาดเดาความคิดของลั่วปิงเหอสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไปแล้ว ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าทุกครั้งที่เดาคือผิดไปไกลเป็นล้านโยชน์

ลั่วปิงเหอยื่นมือขวาออกมา

เสิ่นชิงชิวยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก สายตาจับแน่วแน่อยู่ที่ปลายนิ้วซึ่งกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

มือข้างนั้นเพรียวยาวสะอาดสะอ้าน ดูไม่เหมือนนิ้วของนายน้อยแห่งเผ่ามารที่คร่าชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่กลับเหมือนมือที่จับเครื่องดนตรี จุดเครื่องหอม อาบหิมะมาตั้งแต่เกิด มือข้างนั้นเฉียดผ่านแก้ม แต่สัมผัสผิวแผ่วเบาคล้ายมีคล้ายไม่มี

จากนั้นไล่ต่ำลงมาที่คอ

ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ มือข้างนี้แตะเข้าที่เส้นเลือดสำคัญตรงซอกคอเสิ่นชิงชิวพอดิบพอดี ลูกระเดือกเสิ่นชิงชิวขยับเล็กน้อยแทบสังเกตไม่เห็น

ทว่าลั่วปิงเหอชักมือกลับ ตอนที่กล่าววาจาอีกครั้งก็มองไม่ออกว่าคิดอย่างไร “เลือดของข้าไม่รับคำสั่งแล้ว”

ที่แท้ลั่วปิงเหอแตะผิวหนังเมื่อครู่เป็นการทดสอบโลหิตมารฟ้าที่ถูกสะกดข่มในกายเสิ่นชิงชิว

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ดูเหมือนไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ซือจุนจะไปเจอของดีเข้า”

เสิ่นชิงชิวถาม “เช่นั้นเจ้าจะทำอย่างไร เอาลือดให้ข้าดื่มอีกครั้งหรือ”

ลั่วปิงเหอตอบ “ดื่มก็หนี ไม่ดื่มก็หนี จะอย่างไหนผลลัพธ์ก็เหมือนกัน เช่นนั้นสู้อย่าให้ซือจุนเกลียดข้าไปมากกว่านี้เลยจะดีกว่า”

เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น สักนิดเขาก็ไม่ไว้หน้าเสิ่นชิงชิว แต่พอยู่ด้วยกันตามลำพัง กลับสุภาพมีมารยาทขึ้นมา เสิ่นชิงชิวรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“ซือจุนโปรดอยู่ที่นี่ไปก่อน หากต้องการ ในวังใต้ดินนี้ท่านจะเดินไปไหนก็ได้ตามใจชอบ” ลั่วปิงเหอกล่าว “ข้าทิ้งคนไว้ด้านนอก พวกเขาจะไม่เข้ามาข้างใน หากต้องการอะไรก็เรียกใช้ได้เลย”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “เจ้าช่างเอาใจใส่นัก”

ลั่วปิงเหอจ้องหน้าเขาอยู่พักหนึ่ง “มีอะไรที่ท่านต้องการหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “อะไรก็ได้หรือ”

ลั่วปิงเหอพยักหน้า

เสิ่นชิงชิวบันดาลโทสะขึ้นมาชั่ววูบ เลยกล่าวออกไปตรงๆ “ข้าอยากเจอหน้าเจ้าให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เจอเลยยิ่งดี”

ลั่วปิงเหอดูจะคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเสิ่นชิงชิวจะพูดออกมาเช่นนี้ หน้าเขาซีดเผือด

เสิ่นชิงชิวเห็นดังนั้นก็นึกกระหยิ่มดีใจทันควัน แต่ก็เหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเสียเองช่นกัน คงเป็นเพราะเขาไม่เคยพูดจาร้ายกาจและไม่ปรานีใส่ใครมาก่อน

หน้าของลั่วปิงเหอมีสีเลือดกลับคืนมาอย่างช้าๆกล่าวว่า “ซือจุนเคยถามข้าว่าอย่างแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าว “ตอนที่ข้าถามคำถามนี้ เหมือนจะเคยบอกเจ้าไว้ด้วยเช่นกันว่า แข็งแกร่งก็เพื่อเอาไว้ปกป้องผู้คน แต่ไม่ใช่เพื่อเอาไปเข่นฆ่าปล้นชิง”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างเฉยชา “ไม่ ท่านพูดผิดแล้ว ที่ซือจุนสอน ก็หาใช่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดให้ได้ ถึงจะสามารถเอาตัวคนที่เราต้องการมาไว้ในฝ่ามือได้อย่างมั่นคงต่างหาก ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าขืนมัวรอให้ซือจุนมาเอง วันนั้นคงไม่มีทางมาถึง”

เขากำหมัดแน่น ฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม “ดังนั้นถูกข้าจับตัวไว้คราวนี้ ซือจุนก็อย่าหมายจะหนีได้อีกตลอดกาล”

หลังจากมารร้ายในคราบมนุษย์ออกไป เสิ่นชิงชิวก็เคาะเรียกระบบ “2.0 อยู่เปล่า”

ระบบ [ระบบพร้อมบริการด้วนน้ำใจอย่างครบวงจรเพื่อท่านตลอด 24 ชั่วโมง]

เสิ่นชิงชิว “เอ่อ ครบวงจรก็พอแล้ว บริการด้วยน้ำใจไม่ต้องก็ได้ ตอนนี้พวกค่าตัวเลขต่างๆเป็นเท่าไหร่แล้ว”

ระบบ [ค่า B 1,330คะแนน ฉลากคำว่า ‘พล็อตห่วยเกินเยียวยา’ ถูกดึงออกจากนิยาย ‘เทพมารอหังการ’ สำเร็จแล้ว ได้ติดตราเกียรติยศ ‘มีประเด็นให้แขวะค่อนข้างมาก’ ขอให้พยายามต่อไป ทางเรารอคอยที่จะได้ประกาศมอบตราเกียรติยศปริศนาอื่นๆให้ท่านอีกในคราวหน้า ค่าความฟิน 3,840 คะแนน ค่าความโกรธ 1,500 คะแนน ค่าใจสลาย 4,500 คะแนน ยังต้องพยายามต่อไป]

ดีมาก ด้วยความพยายาม(รนหาที่ตาย)ของเขา ในที่สุดนิยายฮาเร็มกากๆเรื่องนี้ก็มีค่า B เพิ่มขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ ‘มีประเด็นให้แขวะค่อนข้างมาก’ จะไม่ใช่ผลการประเมินที่ดีอะไร แต่ยังไงก็ดีกว่า ‘พล็อตห่วยเกินเยียวยา’ มั้ง ค่าความโกรธไม่ได้กระฉูดอย่างที่คิด ทว่าค่าใจสลายกลับสูงเสียจนเสิ่นชิงชิวรู้สึกเหมือนถูกเข็มแทงอีกรอบ

เขากรอกตาถามว่า “ค่าความฟินเท่านี้ ใช้แลกอะไรได้ไหม”

ระบบ[สามารถอัปเกรดเครื่องมือของระบบได้]

เสิ่นชิงชิวอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง “ดี งั้นอัปเกรดเลย”

ระบบทำเสียง ติ๊ง! เริ่มด้านดาวน์โหลดแพ็กเกจสำหรับอัปเกรดอย่างกระมิดกระเมี้ยน

เสิ่นชิงชิวคิดๆ แล้วถามอย่างปุบปับ “จริงซิ เครื่องมือของระบบมีชื่อว่าอะไรรึ”

ระบบ [แพ็กเกจตัวสร้างสถานการณ์ระดับดีลักซ์]

เสิ่นชิงชิวจิ้มปุ่มดาวน์โหลดเพื่ออัปเกรดทันทีโดยไม่ลังเล

เชี่ย! พอดาวน์โหลดเสร็จ ค่าความฟินลดฮวบไปเลยสามพัน แบบนี้ต้องร้องเรียน

เสิ่นชิงชิวส่งเรื่องร้องเรียนไปพร้อมกับข้อความขยะเป็นตั้งด้วยความเจ็บใจ แล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตที่ถูกกักขังต่อไป

ลั่วปิงเหอวุ่นอยู่กับการรวบรวมเผ่ามารทางเหนือในเขตปกครองของโม่เป่ยจวิน

ซาหัวหลิงดูเหมือนกำลังเริ่มภารกิจขุดหลุมฝังพ่อ

(สำนวน ขุดหลุมฝังพ่อ 坑爹 เคิงเตีย แปลตามตัวอักษรคือขุดหลุมพ่อ ปกติเป็นสแลงที่ส่วนมากพูดกันในกลุ่มผู้ชายซึ่งใช้พูดเวลาโมโหที่โดนหลอก ประมาณว่า หลอกกันนี่หว่า หรือบางครั้งแปลว่าหักหลัง แต่ในกรณีนี้หมายถึงซาหัวหลิงเตรียมแผนกำจัดพ่อตัวเอง)

โดยหมายความตามตัวอักษรจริงๆ สรุปง่ายๆ ช่วงนี้ลั่วปิงเหอจะต้องเข่นฆ่าสังหารและชักนำผู้คนจำนวนมากมาเป็นพวก ท่าทางจะเป็นงานที่ซับซ้อนยุ่งยากไม่น้อย ไม่อาจปลีกตัวมาโดยง่าย ดังนั้นจึงไม่ได้โผล่หน้ามาให้เขาเห็นอีกเลย

…หรือไม่ก็เป็นเพราะวันนั้นโดนเสิ่นชิงชิวพูดจาแรงๆ ตอกใส่หน้าดวงใจแตกสลายเลยไม่กล้ามาปรากฏตัว

เสิ่นชิงชิวพยายามไม่คิดถึงความเป็นไปได้อย่างหลัง

สรุปแล้ว หากต่อไปลั่วปิงเหอไม่มาหาเขาเลย ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่ ‘นั่งกินนอนกินรอวันตาย’ แบที่ต้องการมาตลอดเหรอ

ทั้งลั่วปิงเหอก็ไม่ได้จับเขาล่ามโซ่ เอาผ้าปิดตาปิดหาก จับแก้ผ้าล่อนจ้อนแล้วเฆี่ยนตีทรมานอะไรพวกนั้น เหมือนอย่างที่บรรยายไว้ในนิยายแปลกๆ ซึ่งน้องสาวในชาติที่แล้วของเขาชอบอ่านเสียหน่อย รู้จักพอใจในสิ่งที่มี ทุกที่ก็เป็นบ้าน อา…

บ้านพ่องซิ!

หากเสิ่นชิงชิวปลอบใจตัวเองด้วยประโยคนี้ก็สมองกลับแล้ว เขาไม่ได้เป็นพวกสตอกโฮล์มซินโดรมนะ เลี้ยงดูจนอ้วนพีขึ้นมานิดหน่อยก็ซาบซึ้งในพระคุณเหลือหลาย ชีวิตที่ดีต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่อาจอาศัยใบบุญที่คนอื่นทำทานให้ เข้าใจ๋!

(สตอกโฮล์มซินโดรม หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นกับตัวประกันที่ถูกคนร้ายควบคุมตัวในระยะเวลาหนึ่ง ต้องใช้ชีวิตด้วยกันจนทำให้พวกเขาเกิดความผูกพัน หรือบางครั้งเกิดความรักใคร่)

ล้างสมองตนเองไม่สำเร็จ เสิ่นชิงชิวออกแรงมากไปนิด หน้าหนังสือในมือก็ฉีกออกแควก พร้อมๆกับได้ยินเสียงไม้ไผ่หักดังมาจากด้านนอก เขาเลิกม่านออกดู เห็นเด็กรับใช้เผ่ามารกลุ่มหนึ่งกำลังวุ่นกันอยู่ เลยลองถามออกไป “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน”

“เสิ่นเซียนซือ ท่านออกมาทำไมหรือขอรับ”

กิริยาท่าทีของเด็กรับใช้ผู้นั้นเป็นมิตรและอ่อนน้อมสุดๆ ดูไม่เหมือนคำพูดที่เอ่ยกับเชลยซึ่งถูกกักขังสักนิด ตอบยิ้มๆว่า “พวกข้ากำลังปลูกต้นไผ่ขอรับ”

เสิ่นชิงชิวตกตะลึง “ไผ่หรือ”

“ขอรับ ท่านคงรู้ว่านี่เป็นต้นไม้ของภพมนุษย์ เอามาปลูกที่ภพมารไม่ขึ้น แต่จวินซั่งต้องการจะปลูกที่นี่ให้ได้ ทุกคนก็ได้แต่คิดหาวิธีกันอยู่”

เสิ่นชิงชิวดูจากพละกำลังและวิธีการโคจรพลังของเขาแล้ว ก็รู้ว่าไม่ใช่ชนชั้นแรงงานทั่วไป

เผ่ามารที่ลั่วปิงเหอหามาเหล่านี้ดูท่าจะคัดเลือกมาจากบุคลากรชั้นเยี่ยมของภพมารแต่ละเผ่าเลยทีเดียว ให้ยอดฝีมือเหล่านี้มาทำงานหยุมหยิมให้ เสียของจริงๆ

ไม่เพียงแค่นี้ สองวันแรกเสิ่นชิงชิวไม่มีอารมณ์จะกินอะไรเท่าไหร่ วันที่สามเขาก็เบื่อที่จะปี้กู่อดอาหารต่อแล้ว หลังจากชวนหญิงรับใช้เผ่ามารสาวสวยผิวขาวอกโตคุย(จีบ) ได้สองสามคำ เลยบอกนางให้หาข้าวหาปลาให้สักหน่อย แต่พอขยับตะเกียบเริ่มกินไม่กี่ทีก็กินต่อไม่ลง

หญิงรับใช้ผู้นั้นเอียงคอถาม หัวเราะคิกคัก “ทำไมหรือเจ้าคะเสิ่นเซียนซือ อาหารไม่อร่อยหรือ”

อร่อยน่ะอร่อยอยู่ อร่อยมากเชียวล่ะ แต่เพราะอร่อยเกินไป แถมรสชาติมันช่างคุ้นปากยิ่งนัก เสิ่นชิงชิวไม่ได้กินอะไรอร่อยๆแบบนี้มาหลายปีจึงกินต่อไม่ลง

เขาวางตะเกียบ ทำเป็นถาม “แม่นางเป็นคนทำหรือ”

หญิงรับใช้ผู้นั้นหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าทำเป็นแต่ฆ่าฟัน ทั้งยังชอบกินอาหารดิบๆ หรือไม่ก็รอให้เน่าอีกนิดแล้วค่อยกิน วิธีแบบพวกมนุษย์ข้าทำไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ ไหนจะต้องจุดไฟ ต้องปรุงโน่นนี้สารพัด วุ่นวายจะตายไป”

…เวรกรรม แม่คนสาวยเสียงหวานตัวหอมตรงหน้าเขา ที่แท้เป็นพวกชอบกินของเน่าหรอกรึ

เสิ่นชิวชิวมองออกแต่แรกแล้ว หญิงสาวที่มาปัดกวาดทำความสะอาดทุกวันผู้นี้ ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเกินไปแล้ว เสิ่นชิงชิวคิดว่าพละกำลังที่แท้จริงของนางเหมาะกับการแบกขวานคู่ไปออกรบฟาดฟันศัตรูให้เหมือนผ่าแตงหั่นผักมากกว่า และเป็นไปได้อย่างมากว่านั่นก็คือตำแหน่งเดิมของนาง

เสิ่นชิงชิวข่มเสียงไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “เช่นนั้นผู้ใดทำ”

หญิงสาวผู้นั้นกล่าวว่า “อุ๊ย เรื่องนี้ข้าพูดไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ขืนพูดจวินซั่งต้องฆ่าข้าแน่”

ไม่บอกรึ นึกว่าไม่บอกแล้วเขาจะจำรสมือไม่ได้งั้นซิ

เสิ่นชิงชิวหยิบตะเกียบที่วางลงไปแล้วขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นี่แหละรับผลประโยชน์ของชาวบ้านมา จะพูดจาอะไรก็ลำบาก

เสิ่นชิวชิวชักสงสัยว่าหลังกินอาหารมื้อนี้เข้าไป ตนเองยังจะมีเหตุผลอะไรให้แสดงความไม่พอใจต่อลั่วปิงเหอได้เต็มปากเต็มคำอีกล่ะ อย่างไรเสียคนที่ทำอาหารก็รู้จักนิสัยการกินและรสชาติที่เขาชอบเป็นอย่างดี ขณะที่มัวสงสัยอยู่ ก็กินอาหารหมดไปเรียบร้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว

หญิงรับใช้ผู้นั้นเก็บจาน เอามือปิดปากหัวเราะแล้วเดินยักซ้ายยักขวาออกไป พอนางออกไปได้ไม่นาน ม่านก็ถูกเลิกขึ้น คนผู้หนึ่งเดินเซแซดๆเข้ามา

พอเสิ่นชิงชิวเห็นหน้าคนผู้นั้นก็โมโหทันควัน ฟาดฝ่ามือจู่โจมออกไปเดี๋ยวนั้น “ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ฟัคยู!”

ซั่งชิงหัวรีบเอากระบี่ที่ยังไม่ได้ชักออกจากฝักชูขึ้นขวางตรงกลางสลายพลังโจมตี เขาพูดว่า “นี่ๆๆ อย่านะ อย่า ลูกพี่เสิ่น ตอนนี้คุณจะมาเที่ยวฟัคคนโน้นคนนี้ตามใจชอบไม่ได้แล้วนะ หากคุณฟัคผม ผมคงไม่ได้ตายดีแน่ และคุณก็อย่างได้คิดว่าคนๆนั้นจะยอมปล่อยคุณลอยนวลด้วยเหมือนกัน”

เสิ่นชิงชิวด่าลั่น “นายขายฉันได้ลงคอน ไหนวะ มิตรภาพ ไหนวะน้ำใจคนบ้านเดียวกัน”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “มิตรภาพของคุณกับผมมีที่ไหนกัน ไม่ใช่ว่าทั้งรักทั้งชังกันมาตลอดหรอกหรือ อย่าทำกับผมแบบนี้ซ มันเจ็บนะ..ไม่ขายแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ นั่นน่ะคือลูกพี่ลั่วผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ ต่อให้ผมไม่ขายคุณเดี๋ยวเขาก็เดาได้เองอยู่ดี แล้วผมจะยอมเจ็บตัวไปเปล่าๆทำไม หากต้องเจ็บตัวอย่างไร้ความหมายแบบนั้น ผมเลือกพูดความจริงดีกว่า จะได้เจ็บตัวน้อยหน่อย”

เขาพูดเต็มปากเต็มคำโดยไม่นึกอายแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงชิวมัวแต่ช็อค รู้ตัวอีกทีซั่งชิงหัวก็เดินมานั่งข้างโต๊ะแล้ว เขาเอากระบี่ในมือวางลงบนโต๊ะ “อย่าพูดเรื่องนี้เลย ผมได้รับคำสั่งให้เอาของมาส่ง”

เสิ่นชิงชิวจ้องอีกที มือก็เผลอลูบคลำไปเรียบร้อยแล้ว มันคือกระบี่ของเขาเอง ตอนนั้นที่เขาระเบิดพลังทิพย์ตัวเองส่งผลให้มันได้รับผลกระทบจนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปด้วย กระบี่ซิวหย่าที่แสนอาภัพ

เสิ่นชิงชิวยังผูกพันกับมันอยู่มาก พอได้กระบี่คู่ใจมาไว้ในมือก็ไม่สนใจจะด่าซั่งชิงหัวต่อ เขาชักกระบี่ออกมา มันยังคงเปล่งประกายขาวพร่าง เรียวบาง ถูกเชื่อมประสานใหม่อย่างประณีตไร้ที่ติ พลังทิพย์เต็มเปี่ยม มองไม่เห็นรอยขีดข่วนแม้แต่เส้นเดียว

ส่วนทางซั่งชิงหัวก็ถูมือถูไม้ เดาะลิ้น “โอ้โฮเฮะ จริงๆนะนี่ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ เนื้อเรื่องจะกลับตาลปัตรไปได้แบบนี้ สุดยอด สุดยอด”

เสิ่นชิงชิวถาม “พระเอกนิยายฮาเร็มที่นายเขียนเป็นเกย์ไปแล้ว นายไม่เดือดร้อนสักนิดเลยรึ”

ซั่งชิงหัวตอบอย่างจริงใจ “ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ถึงยังไงคนที่เขาชอบก็ไม่ใช่ผมซะหน่อย”

เสิ่นชิงชิวชูนิ้วกลางให้เขาอย่างจริงใจยิ่งกว่า ก้มหน้าลูบคลำกระบี่

ซั่งชิงหัวชูนิ้วหัวแม่โป้ง “ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น แบบนี้ก็เท่ากับคุณมีอนาคนที่สดใสเลยนะนี่ สดใสมาก มีต้นขาทองคำให้เกาะ ต้นขาที่ทั้งเฟิร์มทั้งมั่นคงสุดๆ”

เสิ่นชิงชิวด่า “ต้นขาทองคำพ่องซิ ให้มันเป็นต้นขาก็ยังดีกว่า แต่ไอ้ที่ฉันต้องเกาะน่ะแค่ต้นขาที่ไหนกัน หว่างขาเลยนะ!”

ซั่งชิงหัวว่า “หว่างขาซิยิ่งดี หว่างขาเป็นอวัยวะสำคัญของลูกผู้ชายเชียวนะ”

หากไม่ใช่เพราะเพิ่งได้กระบี่ซิวหย่ากลับคืนมาหมาดๆ ไม่อยากเอามันไปทำเรื่องสกปรก ไม่อย่างนั้นเสิ่นชิงชิวคงเอามันปาดไปที่หว่างขาอีกฝ่ายฉับเดียวเหี้ยนเตียนไปแล้ว

หลังจากตลกไร้สาระคั่นเวลาพอหอมปากหอมคอ เขาก็ทำหน้าจริงจังและถามว่า “ไหนๆก็สารภาพความจริงไปแล้ว งั้นถามหน่อย นายเคยวางพล็อตเกี่ยวกับเทียนหลางจวินไว้ยังไงรึ”

ซั่งชิงหัวถามว่า “คุณถามถึงพ่อของปิงเกอเขาทำไม”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่ทำไม แต่รู้สึกว่ามันแปลกๆ พ่อของพระเอกนายกลับไม่ยักเขียนถึงสักเท่าไหร่ ทีบรรดาเมียของเขางี้ นายเขียนออกมาได้เป็นล้านตัวอักษร เพิ่มพ่อเขาเข้าไปอีกคนนายต้องเขียนยืดยาวต่อไปได้อีกสามปีแน่”

ซั่งชิงหัวตื่นเต้นขึ้นมาทันที “คุณช่างมีวิสัยทัศน์จริงๆ เป็นนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ของผมชัดๆ ผมจะบอกให้นะ เดิมทีผมวางโครงเรื่องเอาไว้แบบยิ่งใหญ่มาก กะจะให้พ่อของปิงเกอเขาเป็นลาสต์บอส ผลปรากฏว่าเขียนๆอยู่ คอมพ์ดันเจ๊ง เค้าโครงที่เขียนไว้หายเกลี้ยง รายละเอียดส่วนใหญ่เลยคลุมเครือไม่ชัดเจน แล้วตอนนั้นคนอ่านในเน็ตเรียกร้องบอกว่าอยากอ่านพล็อตแนวอื่นมากกว่า ก็พวกฉากปิงเกอตะลุยดงบุปผาไง คุณก็รู้นี่ ภูตสาวแห่งเผ่าบุปผาศักดิ์สิทธิ์นับร้อนตนที่ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นผู้ชาย ทั้งหมดยังเวอร์จิ้นอยู่เลย กวาซยงไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมต้องเขียนฉากบุปผาเบ่งบานพร้อมกันนับร้อยดอกด้วยความทรมานขนาดไหน ยังจะมาด่าผมอีก…”

“…” ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็รู้แล้วว่าเนื้อเรื่องที่ไม่ต่อเนื่องกันพวกนั้นมีที่มายังไง

“นายก็เลยมัวไปเขียนพล็อตฮาเร็มของลั่วปิงเหอซะ ส่วนพล็อตอื่นที่มันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยอย่างเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อเขาก็เลยกระท่อนกระแท่นแบบนี้น่ะเหรอ”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “กระท่อนกระแท่นก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ข้อสำคัญก็คือทุกคนอ่านแล้วฟินก็ใช้ได้ละ พวกสาวๆที่ควรโดนจับกดก็โดนแล้ว พวกปลาซิวปลาสร้อยที่ควรฆ่าก็ฆ่าแล้ว เขียนพล็อตที่ไม่ใช่ทุกคนจะสนใจ มันได้ไม่คุ้มเสียหรอก ผมก็ทำไปเพราะเลี้ยงตัว หากยอดอ่านลดฮวบผมก็ไม่มีข้าวกินซิ กวาซยง นักเขียนบนเน็ตมันไม่ง่ายหรอกนะ”

Novel Scumbag System 2-52

ตอนที่ 52

หลิ่วชิงเกอหน้าเขียวแล้วก็ดำ ดำแล้วก็ขาว สีหน้าสลับสับเปลี่ยนไปสารพัด แทบดูไม่ได้เลย คนไม่น้อยก็ไม่ต่างจากเขา

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันได้กล่าวต่อ มือข้างหนึ่งก็จับหน้าเขาหันไป

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ในที่สุดก็ยอมออกมาแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวถูกเขาบีบข้อมือเสียจนกระดูกแทบหักอยู่แล้ว มีแต่เท้าเท่านั้นที่ขยับได้ ทว่าก็ไม่อาจยันเข่าใส่อวัยวะส่วนสำคัญของลั่วปิงเหอต่อหน้าธารกำนัล พอย้อนคิดถึงรายละเอียดทั้งหมดก่อนหน้าก็โกรธกรุ่น เลยเอ่ยว่า “เจ้าจงใจนี่”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนหมายความว่ากระไร”

เสิ่นชิงชิวแจกแจง “เจ้าไม่ได้สังหารคนทั้งสำนักทันที แต่ถ่วงเวลาไว้นานขนาดนี้ ก็เพื่อล่อข้าออกมา”

ลั่วปิงเหอยิ้มเย็น “บางครั้งซือจุนก็เดาความคิดของศิษย์ได้ถูกต้อง ศิษย์ดีใจยิ่งนัก อยากตีอกชกหัวเลยด้วยซ้ำ จะไม่มีวันลืมเวลานี้ไปตราบชั่วชีวิต”

หลิ่วชิงเกอชักกระบี่กลับ ร่างโงนเงนไปมา เหมือนยังวิงเวียนอยู่บ้าง เขาชี้หน้าลั่วปิงเหอ “เจ้า ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ”

ลั่วปิงเหอฉุดเสิ่นชิงชิวเข้ามาไว้ในอ้อมอก กล่าวอย่างรำคาญ “เจ้าว่าอะไรนะ”

ท่าทางของเขาแข็งกร้าว ไฟโทสะที่เสิ่นชิงชิวสู้อุตส่าห์ข่มไว้ลุกโหมขึ้นมาทันที จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าในฝันคือข้าตัวจริง”

หากมิใช่เพราะถูกลั่วปิงเหอค้นพบช่องโหว่ เขาจะเดาออกได้อย่างไรว่าตนไม่ได้ตายจริง ถึงได้มารออย่างใจเย็นที่ชางฉยงซานให้เหยื่อวิ่งมาติดกับเอง

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนออกจะดูถูกข้าไปหน่อยแล้ว ต่อให้ครั้งแรกข้าไม่เอะใจสงสัย ทว่าครั้งที่สองหากยังไม่ค้นพบความผิดปกติ เช่นนั้นก็นับว่าโง่เง่าเบาปัญญาจริงๆแล้ว”

เสิ่นชิงชิวฟังแล้วเข่าแทบทรุด พูดในใจว่า เจ้าไม่ได้โง่เง่าเบาปัญญาหรอก ข้าต่างหากที่โง่เง่าเบาปัญญา

มีแต่คนที่รู้ดีว่าพลังฝึกปรือของลั่วปิงเหออยู่ระดับไหน ความสามารถในการควบคุมห้วงฝันเป็นเลิศแค่ไหน แต่ก็ดันปักใจว่าลั่วปิงเหอสติสตังเลอะเลือน แยกแยะผู้บุกรุกจากภายนอกและภาพมายาที่สร้างขึ้นในฝันไม่ออก

เสิ่นชิงชิวซักไซ้ “ในเมื่อค้นพบความผิดปกติ ทำไมถึงไม่เปิดโปง ร่วมแสดงละครอาจารย์เมตตาศิษย์กตัญญูนี่มันสนุกนักหรือ”

ลั่วปิงเหอมองเขา “เปิดโปงทำไม ซือจุนเองก็มิใช่ว่าสนุกกับละครที่ข้าเล่นเอาใจท่านหรอกหรือ”

…สนุกหรือ

เสิ่นชิงชิวในตอนนั้นจะสนุกไปได้อย่างไร มีแต่จะเป็นห่วงสภาพจิตใจของลั่วปิงเหอต่างหาก ทว่าความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าความเป็นห่วงเป็นใยของเขาอยู่ในการควบคุมของลั่วปิงเหอทั้งหมอ อย่างไรเสียนั่นก็เป็นถึงลั่วปิงเหอพระเอกของเรื่องเชียวนะ กับอีแค่แผนตับตามั่วๆมึนๆของเขาจะทำให้ลั่วปิงเหอกลับตัวกลายเป็นดอกบัวขาวที่น่ารักน่าสงสารได้อย่างไรกัน

ความจริงแล้วเสิ่นชิงชิวเป็นคนประเภทชอบกินของอ่อนไม่กินของแข็ง แต่คุณก็ไม่อาจปล่อยให้เขากินจนเสร็จแล้วตบหน้าเขา

เสแสร้งแกล้งทำนัก!

ฉีซิงซีร้องเสียงหลง “ช้าก่อน ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

นางชี้ไปที่ด้านในอารามฉยงติ่ง “ที่นอนอยู่ข้างในนั่น…นั่นไม่ใช่เสิ่นชิงชิวหรือ ทำไมถึงมีเสิ่นชิงชิวเพิ่มมาอีกคนล่ะ”

ลั่วปิงเหอดูจะอารมณ์ดีทีเดียว กล่าวว่า “ไม่ลองถามเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิงดูเล่า”

เสิ่นชิงชิวคิด บ้าชิบ…เขารู้อีกด้วยว่านี่เป็นความดีความชอบของซั่งชิงหัว เจ้าคนหน้าด้านไร้ยางอายไม่มีศีลธรรมจรรยานั่น

ซั่งชิงหัวหัวเราะแห้ง พอโม่เป่ยจวินชายตามองเขาทีหนึ่ง เขาก็ก้าวออกมาทันควัน สูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกเชิดหน้า กล่าวเสียงดังฟังชัด

“หลายปีก่อนศิษย์พี่เสิ่นได้เดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง ได้หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราที่เป็นของวิเศษมา หญ้านี้มีสรรพคุณวิเศษ สามารถสร้างกายเนื้อขึ้นมาใหม่ได้ ศิษย์พี่เสิ่นจึงใช้มันดำเนินกลยุทธ์จักจั่นทองลอกคราบที่เมืองฮวาเยวี่ยได้สำเร็จ ดังนั้นเขาคนนั้นที่อยู่ข้างในก็แค่คราบร่างที่ว่างเปล่าเท่านั้น ส่วนที่อยู่ด้านนอกตรงนี้ก็คือเขา…ใช่เขาทั้งคู่”

ซั่งชิงหัวสรุปเพียงสั้นๆแต่ได้ใจความ

สายตาไม่รู้กี่คู่พร้อมใจหันไปมองเสิ่นชิงชิวเป็นตาเดียว หลิ่วชิงเกอเอาปลายกระบี่เฉิงหลวนชี้ไปที่เขาทันที รังสีอำมหิตรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนสู้กับลั่วปิงเหออีก

เยวี่ยชิงหยวนกดเสียงต่ำ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเมื่อห้าปีก่อนเจ้าถึงไม่ส่งข่าวคราว ตัดขาดกับทั้งสิบสองยอดเขาอย่างสิ้นเชิง หรือในใจเจ้า เพื่อนร่วมสำนักทุกคนไม่คู่ควรกับความเชื่อใจ”

เสิ่นชิงชิวละอายใจนัก กล่าวอึกอัก “นั่นน่ะ…ศิษย์พี่ฟังข้าพูด…”

ฉีซิงซีกล่าวอย่างโมโห “เสิ่นชิงชิวเจ้า…เจ้าคนผู้นี้นี่! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องถูกเจ้าทำจนน่าสมเพชแค่ไหน บรรดาศิษย์ของเจ้า ตอนนั้นก็ร้องไห้กันจะเป็นจะตาย วันทั้งวันเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียจนชิงจิ้งเฟิงมีแต่ความสลดหดหู่ สวมชุดไว้ทุกข์กันเป็นปีจนไม่มีใครอยากขึ้นไปบนนั้นแล้ว ตำแหน่งเจ้ายอดเขาก็ต้องว่างลง แต่เจ้ากลับลอยนวลสบายอกสบายใจอยู่ข้างนอก”

เสิ่นชิงชิวกลัวเวลาฉีซิงซีชี้หน้าด่าเขาเป็นที่สุด รีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ ข้าหาได้ลอยนวลสบายอกสบายใจอยู่ข้างนอกเลยสักนิดไม่ ทว่าถูกฝังอยู่ในดินตลอดห้าปีเต็ม เพิ่งจะตื่นขึ้นมาได้ไม่กี่วันเอง ถ้าเป็นเจ้าจะลอยนวลอย่างสบายใจได้ไหมเล่า ทั้งหมดเป็นเพราะเขาต่างหาก”

ซั่งชิงหัวเห็นปลายหอกชี้มาที่ตนก็ตีโพยตีพาย “มาโทษข้าได้อย่างไร ท่านบอกเองไม่ใช่เหรอว่าต้องเร่งให้โตทันใช้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หลิ่วชิงเกอเอามือกุมขมับตัวเอง “หุบปาก!”

ซั่งชิงหัวหุบปากแต่โดยดี พวกเขาต่างเอะอะล้งเล้งเป็นการใหญ่ หากเปลี่ยนเป็นสถานการณ์อื่น คงฮาพิลึก แต่ในสถานการณ์และเวลาเช่นนี้เสิ่นชิงชิวกลับขำไม่ออก

บนยอดฉยงติ่งเฟิงสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิง ต้นไม้ดินหินถูกเผาจนดำ หลังจากโดนยื้อสถานการณ์และถูกปิดล้อมมาสองวัน ฉยงติ่งเฟิงก็ไม่เหลือเค้าความสง่างามน่าเกรงขามดังเช่นปกติ ไม่ว่าจะในอารามหรือนอกอาราม ใบหน้าของผู้คนล้วนเปรอะคราบเลือด พวกศิษย์ประคองกันและกัน ที่รุ่นเยาว์หน่อยล้วนดูหวาดผวา ท่าทางอ่อนล้าราวกับเกาทัณฑ์สิ้นแรง ขณะที่อีกฟากหนึ่งนั้น ขุนพลในชุดเกราะดำและพลทหารของเผ่ามารที่โอบล้อมเป็นครึ่งวงกลมยังคงดูราวกับใบมีดที่เพิ่งลับคมมา วาววับคมเฉียบประดุจเสือที่รอตะครุบเหยื่อ

เสิ่นชิงชิวเก็บสายตากลับมา แล้วเกริ่นถาม “ลั่วปิงเหอ เจ้าบอกว่ามาสำนักชางฉยงซานก็เพื่อจับตัวข้า”

ลั่วปิงเหอตอบ “ถูกต้อง”

เสิ่นชิงชิวเอ่ยว่า “เจ้าก็จับได้แล้วนี่”

เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ก็ควรสลายทัพได้แล้ว

ลั่วปิงเหอมองเขา “ไม่หนีแล้ว?”

“…” เสิ่นชิงชิวพยักหน้าช้าๆ “ไม่หนีแล้ว”

ลั่วปิงเหอขยับมุมปาก เผยรอยยิ้มอ่อนเพลีย ในรอยยิ้มนี้ไม่มีร่องรอยเยาะเย้ยถากถางอย่างที่มักปรากฏบนใบหน้าอีกเลย เขากล่าวเสียงแผ่ว “กี่ครั้งกี่หนข้าก็เชื่อซือจุนเช่นนี้มาตลอด”

หลิ่วชิงเกอถามทันควัน “เสิ่นชิงชิว เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

เขามองหน้าเสิ่นชิงชิวด้วยสีหน้าคล้ายได้รับความอัปยศใหญ่หลวง

“เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เจ้ากลับยอมพลีกายให้เขาแต่โดยดีต่อหน้าต่อตาข้าเช่นนั้นหรือ”

ศิษย์น้อง ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าที่เหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีในฐานะเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงนะ แต่ช่วยเปลี่ยนคำพูดหน่อยได้ไหม ยอมพลีกายแต่โดยดีบ้าบอคอแตกอะไรเล่า เปลี่ยนคำพูดซะจะขอบใจมาก

หลิ่วชิงเกอกล่าว “เจ้ากลัวทำให้ชางฉยงซานเดือดร้อน แต่ชางฉยงซานหาได้กลัวเจ้าทำให้เดือดร้อนไม่”

ลั่วปิงเหอหัวเราะหยัน “ซี่โครงเจ้าที่ยังไม่หักยังเหลืออีกกี่ท่อนล่ะ”

มือของเยวี่ยซิงหยวนแต่ด้ามกระบี่เสวียนซู่

สีหน้ามู่ชิงฟางพลันตื่นตระหนก “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ช่วงที่ท่านปิดด่านกักตัวฝึกวิชา ท่านฝืนฝ่าด่านออกมารับมือศัตรู เดิมเป็นการเสียเปรียบอยู่แล้ว ตอนนี้หากยังฝืนชักกระบี่ เกรงว่าร่างกายของท่าน…”

ไอสีดำพลุ่งจากผิวหน้าเยวี่ยชิงหยวน แต่เขาฝืนสะกดมันลงไปอีกครั้ง กล่าวอย่างกินแรง “ไม่ไหวก็ต้องไหว ศิษย์น้องตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นพวกเราปกป้องเขาไว้ไม่ได้ หรือตอนนี้จะให้ข้ายืนเฉยมองเขาเอาชีวิตไปทิ้งอีกครั้งเล่า”

ถ้อยคำนี้ทำเอาเลือดลมในอกเสิ่นชิงชิวพลุ่งพล่านปั่นป่วน หากถามว่าในโลกใบนี้เสิ่นชิงชิวเคารพยกย่องใครมากที่สุด ที่อยู่หัวแถวอันดับหนึ่งก็คือเยวี่ยซิงหยวน ไม่ใช่แค่เพราะเขาคอยคุ้มครองห่วงใยจากใจจริง แต่ยังเพราะเขาทุ่มเทเต็มที่ดูแลคนทั้งสำนักอยู่ตลอดเลาลา มันทำให้ตนละอายเกินกว่าจะปล่อยให้ชางฉยงซานกับเจ้าสำนักผู้นี้ต้องมาตามล้างตามเช็ดให้อีก เมื่อตนเองก่อเรื่องไว้ก็ต้องรับกรรมเอง

เสิ่นชิงชิวเอ่ยปาก “ศิษย์ที่ข้าสอนออกมา ข้าจัดการคนเดียวก็พอ ศิษย์พี่เจ้าสำนักในฐานะที่เป็นผู้นำ ความอยู่รอดปลอดภัยของศิษย์ทั้งสิบสองยอดเขาล้วนอยู่บนบ่าท่าน ท่านย่อมทราบดีว่าสมควรตัดสินใจอย่างไร”

ในอารามเงียบกริบ

เยวี่ยนซิงหยวนสีหน้าแข็งทื่อ มือที่กุมกระบี่เห็นข้อนิ้วขาวโปน

เสิ่นชิงชิวกำลังเตือนเขาเป็นนัยว่าในฐานะเจ้าสำนักคนหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองควรต้องตัดสินใจเช่นไร

เจ้ายอดเขาทุกคนก็มีความคิดเห็นอย่างเดียวกัน กลับเป็นหนิงอิงอิงที่ก้าวพรวดออกมา นางยื้อยุดแขนเสิ่นชิงชิวเอาไว้ ตะโกนว่า “ข้าไม่เห็นด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “หมิงฟาน ดูแลศิษย์น้องเจ้าด้วย”

หนิงอิงอิงกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เด็กๆแล้ว ไม่ต้องให้ใครมาดูแลข้า ตอนนั้นที่นางปีศาจจากเผ่ามารบุกมาก็หนหนึ่งแล้ว และไหนจะเหตุการณ์ที่เมืองจินหลันและวังฮ่วนฮวาอีก ล้วนเป็นท่านที่ก้าวออกมาด้วยตนเองตลอด แล้วคราวนี้ทำไมยังต้องเป็นท่านอีก เพราะอะไรทุกครั้งต้องเป็นซือจุนที่ได้รับความทุกข์ทรมาน”

ก็เพราะซือจุนเจ้ามันรนหาที่เองน่ะซิ แต่ยังดีที่เขาอบรมสั่งสอนเด็กผู้หญิงที่เป็นปกติและกตัญญูรู้คุณมาได้กับเขาคนหนึ่ง นอกเหนือจากความกลุ้มใจแล้ว เสิ่นชิงชิวก็พอเบาใจขึ้นมาบ้าง เขาปลอบ “โตจนป่านนี้แล้ว ยังร้องไห้ฟูมฟายอยู่อีก แบบนี้ดูเหมือนอะไรเล่า เหวยซือไม่ตายหรอกน่า” แต่แอบต่อท้ายในใจว่า คงจะนะ…

หมิงฟานมีสีหน้าเจ็บปวด “ซือจุน เพื่อซางฉยังซานแล้ว ท่านยอมมองตัวเองให้เจ้ามารผู้นี้ จะไม่เท่ากับอยู่มิสู้ตายหรอกหรือ แต่ไหนแต่ไรมา เคยได้ยินแต่สละชีพเพื่อวิญญูชน แต่ไม่เคยมีผู้ใดถึงขนาดต้องเอาตัวเองไปสังเวยมารกัน”

พูดอะไรของมัน ไอ้หนูนี่มันพูดภาษาคนเป็นไหมนี่

มัวแต่ยื้อกันอยู่เป็นนานจนลั่วปิงเหอหมดความอดทนเรียบร้อยแล้ว เขายึดตัวเสิ่นชิงชิวด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างแต่อยู่ที่ปลอกกระบี่ซินหมัว “เอาร่างเซียนของซือจุนไปด้วย”

เจ้ายอดเขาคนหนึ่งกล่าวอย่างโกรธแค้น “จะรังแกกันเกินไปแล้ว เอาคนไปยังไม่พอ ยังจะเอาศพไปเพื่ออะไร”

ลั่วปิงเหอไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้โม่เป่ยจวิน

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าไม่ง่ายกว่าจะประนีประนอมกับลั่วปิงเหอได้ พูดผิดคำเดียวเดี๋ยวได้เป็นเรื่องขึ้นมาอีกแน่ ตอนแรกเขาคิดจะฉุดแขนลั่วปิงเหอ แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยเปลี่ยนเป็นกระตุกแขนเสื้อแทน อึกๆอักๆอยู่สักพัก จึงค่อยแข็งใจกล่าวกว่า “ข้าก็จะไปกับเจ้าอยู่แล้ว ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย”

ขณะที่เสิ่นชิงชิวพูดเช่นนี้ก็รู้สึกอับอายอย่างมาก

เขาเป็นลูกผู้ชาย กลับต้องลดตนถ่อมเสียงพูดกับผู้ชายอีกคนเรื่อง ‘ไปด้วย’ ‘ไม่ไปด้วย’ ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ มิหนำซ้ำผู้ชายคนนี้ยังเป็นศิษย์ของเขามาก่อน ยิ่งให้ความรู้สึกอดสูและละอายขึ้นไปอีก

ทว่าการแสดงความอ่อนแอก็ใช้ได้ผลทั้งนั้นไม่ว่ากับผู้ชายหน้าไหน

สีหน้าลั่วปิงเหอแจ่มใสขึ้นเห็นได้ชัด ไม่เพียงผ่อนแรงที่ยึดตัวเขาไว้ น้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นเช่นกัน ถึงน้ำเสียงจะอ่อนโยน แต่เนื้อหาที่พูดกลับยังกระด้างเหมือนเดิม “ถึงอย่างไรก็เป็นร่างดั้งเดิมของซือจุน มีความผูกพันมากมาย อีกอย่างหากซือจุนเกิดจะใช้กลยุทธ์จักจั่นทองลอกคราบขึ้นมาอีก ศิษย์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”

ลั่วปิงเหอหันหน้าไปออกคำสั่ง น้ำเสียงกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “เอาไปด้วย”

โม่เป่ยจวินยังไม่ทันขยับ ทางด้านฉีซิงซีก็หันหน้าไปฟังหลิ่วหมิงเยียนที่แอบเข้ามาในอาราม กล่าวอย่างกระซิบกระซาบเบาๆ ทีแรกนางตกใจก่อนเยือกเย็นขึ้นในเวลาต่อมา ตะโกนว่า “ไม่ต้องเถียงกันแล้ว”

นางเชิดหน้ากล่าว “ลั่วปิงเหอ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ต่อให้พวกเรายอมให้เจ้าเอาไป เจ้าก็อย่าได้คิดว่าจะสมใจเด็ดขาด”

เสิ่นชิงชิวรู้ว่านางเจ้าอารมณ์ กลัวจะไปทำอะไรให้ลั่วปิงเหอโกรธเข้า ขณะกำลังใจคอไม่ดี นึกไม่ถึงว่านางทำท่าเป็นเชิงบอกให้หลิ่วหมิงเยียนออกมายืนข้างหน้า “หมิงเยียน เจ้าว่าไป”

หลิ่วหมิงเยียนรายงาน “ร่างเซียนของอาจารย์ลุงเสิ่นหายไปแล้ว”

นางกล่าวจบก็เบี่ยงกายออก ศิษย์สองสามคนถูกหามออกมาจากด้านในอาราม ศิษย์เหล่านี้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาตั่งอยู่ด้านในอาราม คอยดูแลศพ เวลานี้ล้วนสิ้นสติสมประดี ใบหน้าจนถึงปลายเล็บเป็นสีเขียวคล้ำผิดปกติ

เกิดเสียงอื้ออึงทั่วทั้งอาราม

เยวี่ยชิงหยวนหน้าเปลี่ยนสีถนัดตา

ลั่วปิงเหอเลิกคิ้ว

ฉีซิงซีกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น “ลั่วปิงเหอ เจ้าไม่ต้องมามองข้า ความจริงข้าก็เคยคิดจะนำไปซ่อนเช่นกัน เสียดายที่พอข้าให้หมิงเยียนไปจัดการเคลื่อนย้าย บนแท่นศิลาก็ว่างเปล่าแล้ว ศพที่พวกข้าดูแลรักษาเป็นอย่างดีอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย”

นางนึกกระหยิ่มยินดีอยู่ในใจ ทั้งแสดงออกชัดจากน้ำเสียง ไม่ว่าอย่างไรยอมให้ศพหายไปเสียยังดีกว่าปล่อยให้ลั่วปิงเหอเป้นคนเอาไป

มู่ชิงฟางโน้มตัวลงไปตรวจดูอาการศิษย์ที่ถูกหามออกมา “หมดสติไป แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต พวกเขาถูกพิษ”

เยวี่ยซิงหยวนถาม “พิษอะไร”

มู่ชิงฟางตอบ “ตอนนี้ยังดูไม่ออก อีกทั้งร่างกายไม่มีบาดแผล ขอข้าเอาเลือดไปตรวจดูก่อน”

ฉีซิงซีกล่าวว่า “หากเป็นพิษของภพมนุษย์ ศิษย์น้องมู่แค่มองปราดเดียวก็ทราบกระจ่างแล้ว ในเมื่อเขาดูไม่ออก ข้าก็อยากถามว่าใช่อุบายของเจ้าหรือไม่”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างชืดชา “ข้าไม่ชอบใช้พิษ”

นี่เป็นความจริง น้อยนักที่ลั่วปิงเหอจะใช้พิษฆ่าคน อีกอย่างด้วยสถานการณ์ที่เขาเป็นต่อทุกทางเช่นนี้ ลั่วปิงเหอมไม่จำเป็นต้องพูดปดเลย

สรุปแล้วมีใครก็ไม่รู้ฉวยโอกาสที่สองฝ่ายทุ่มเถียงกันอยู่ด้านหน้าอารามปะปนขึ้นเขามาโดยไม่มีใครรู้ตัว เล็ดลอดสาตาของบรรดาบอสทั้งเผ่ามารและซิวซื่อฝ่ายธรรมะขโมยร่างของเสิ่นชิงชิวที่อยู่ห่างไปไม่กี่ช่วงกำแพงออกไปจนสำเร็จ จไม่ให้เป็นที่ตกอกตกใจได้ยังไง

เสิ่นชิงชิวก็คลางแคลงใจเช่นกัน จะขโมยศพของเขาไปทำอะไร ทำไมตอนเขายังเป็นๆไม่มีใครอยากได้ พอตายไปแล้วดันฮอตฮิตขึ้นมาซะงั้น

ลั่วปิงเหอเห็นว่ารั้งอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เขานิ่วหน้ากล่าว “ช่างเถอะ ข้าไม่สนหรอกว่าใครขโมย เดี๋ยวก็หาเจอเองนั่นแหละ”

ซินหมัวออกจากฝักแผ่ไอดำพวยพุ่ง จุดที่ปลายกระบี่กรีดผ่านเปิดเป็นรอยแยกสายหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวเตือน “ถอนทัพด้วย”

ลั่วปิงเหอมองเขา ตอบรับเสียงกระด้าง “ได้ขอรับ”

ปลายกระบี่เฉิงหลวนชี้เฉียงลงพื้น ครั้นมองขึ้นไป มือของหลิ่วชิงเกอกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ง่ามมือที่แตกมีเลือดไหลนองตามตัวกระบี่ก่อนหยดลงสู่พื้น

เขานิ่งขึงไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียง “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

ถ้อยคำนี้ราวกับลิ่มน้ำแข็งห้าแท่งซัดออกมา แฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะและจิดวิญญาณนักสู้เต็มเปี่ยม

ลั่วปิงเหอเก็บซินหมัวคืนฝัก หัวเราะเยาะ “ได้ทุกเมื่อ”

บทที่ 14 กักขัง

รอยแยกระหว่างสองภพเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินศิลากว้างสายหนึ่ง คบไฟปักไว้ยาวเหยียดตลอดระเบียงทางเดินสองข้างทางเป็นคู่ๆ ปลายทางด้านในสุดคือความมืดมิด ดูจากสไตล์จิตรกรรมฝาผนักทั้งสองด้าน อีกทั้งบรรยากาศที่หนาหนักด้วยไอหยิน ก็รู้ทันทีว่าที่นี่คือกองบัญชาการใหญ่ในภพมารของลั่วปิงเหอ

หลังจากรอยแยกถูกปิด ลั่วปิงเหอก็ไม่ควบคุมตัวเสิ่นชิงชิวอีก ค่อยๆคลายมือออก

เสิ่นชิวชิวยืนตัวตรง เอามือตบๆแขนเสื้อ ไม่พูดไม่จา

คนทั้งสองมองตรงไปข้างหน้า ไม่มีใครยอมพูดอะไร คนหนึ่งอยู่หน้า คนหนึ่งอยู่หลัง เสียงฝีเท้าเบากริบ บรรยากาศกึ่งกดดันกึ่งหนาวเหน็บ

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 153

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-51

ตอนที่ 51

เสิ่นชิงชิวกระโดดลงจากชั้นสองตามลงไปด้วยเช่นกัน เขาตะโกน “ออกมาก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งเมืองมีแต่กลิ่นสุราสยงหวงหมดแล้ว”

งูยักษ์ส่งเสียงแหลมสูงออกมาจากในปาก ฟาดหัวฟาดหางไปตามทาง

เสิ่นชิงชิวตัดสินใจล่องูออกไปให้พ้นจากฝูงชน เขากระโจนขึ้นไปเหยียบบนหัวมัน ขอเพียงทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปไม่ถูกต้องหรือทำท่าจะไปชนเอาผู้คนหรือบ้านเรือนเข้าก็จะใช้พัดทิ่มหัวมัน งูตัวนี้มีเกล็ดหนาราวกับเกราะ ยามที่มันเลื้อยไปตามพื้นจะเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

เสิ่นชิงชิวต้องคอยถ่ายพลังทิพย์ปริมาณมหาศาลใส่พัด ถึงค่อยสามารถทำให้มันหันเหทิศทางได้ แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดก็ชักนำมันให้ออกนอกเมืองได้สำเร็ง

สาวๆในหอบุปผารับเงินไปแล้วก็ทำงานอย่างสุดฝีมือ ไม่รู้ว่าต้มสุราสยงหวงไปแค่ไหน เพราะกลิ่นฟุ้งกระจายตามลมมาแต่ไกล ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะชักนำงูมาจนถึงตีนเขา ทว่ากลิ่นนี้ยังลอยลงมาจากบนเนินเขาเรื่อยๆไม่หยุด

งูยักษ์ถูกกลิ่นนี้รมจนทนไม่ไหว มิหนำซ้ำยังถูกเสิ่นชิงชิวขี่หัวเอาพัดคอยทิ่มมาตลอดทาง เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ ในที่สุดก็เลื้อยต่อไปไม่ไหว

เสิ่นชิงชิวเห็นว่าออกจากเมืองมาไกลพอแล้วจึงค่อยกระโดดลงมา

งูยักษ์อ่อนแรงเต็มที ฟุบหัวกับพื้น นอนขดอยู่ที่ตีนเขาราวกับบันไดสิบแปดโค้ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าต้องการกลบหลุม แต่ไม่นึกอยากอพยพไปเป็นประชากรเผ่ามาร อีกทั้งสถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายเสียจนปวดหัว ในเมื่อเจ้าไม่อาจขับโลหิตมารฟ้าให้ข้าได้ เรื่องตอบแทนบุญคุณก็ไม่จำเป็นแล้ว สี่จือหลาง ลาก่อน”

(สี่จือหลาง มีนัยหมายถึงไปให้พ้น และเป็นชื่อยี่ห้องขนมเจลลี่ของจีน เพลงโฆษณาของขนมยี่ห้องนี้มีท่อนหนึ่งบอกว่า กิน ‘สี่จือหลาง’ แล้วจะได้เป็นนักบิดอวกาศ เลยเอามาล้อว่า รีบกินแล้วรีบไสหัวออกนอกอวกาศไปเลย)

เขากลัวว่าพอกลิ่นสุราสลายไปแล้ว จู๋จือหลางจะเปลี่ยนกลับเป็นสภาพเดิมแล้วปล่อยงูเป็นฝูกออกมาพัวพัน เขาจึงรีบหนีไว้ก่อน เขาเสาะหาร้านตีเหล็กแฟรนไชส์ที่ขนาดค่อนข้างใหญ่ในเมืองร้านหนึ่ง เพื่อเจ้ากระบี่เหินสักเล่ม

ใช่แล้ว อ่านไม่ผิดหรอก เช่ากระบี่จริงๆ กระบี่เซียนก็เช่ากันได้เหมือนเช่ารถแท็กซี่นั่นแหละ อีกทั้งราคาก็ถือว่ายุติธรรมทีเดียว

สรุปแล้วก็ยังใช้เงินของจู๋จือหลางอยู่ดี

เสิ่นชิงชิวประสานมือทำท่าคารวะพี่ชายผู้แสนประเสริฐคนนี้ จากนั้นท่องกระบี่มุ่งหน้าไปยังชางฉยงซานด้วยความเร็วสูง

ผ่านไปประมาณครึ่งวัน ยอดเขาสิบสองยอดสูงต่ำลดหลั่นกันก็ปรากฏให้เห็นท่ามกลางหมู่เมฆทะเลหมอก

จากไปนานเหลือเกิน ชางฉยงซาน

เสิ่นชิงชิวโยนคำว่า ‘ซุนซาน’ ที่ผุดขึ้นในสมองทิ้งไปทันที

บทที่ 13 บังคับขู่เข็ญ

บริเวณโดยรอบสำนักชางฉยงซานมีเขตอาคมป้องกันภัยทางอากาศ กระบี่เซียนที่ไม่ใช่ของสำนักไม่อาจผ่านเข้าไปได้โดยไม่บอกไม่กล่าว ผู้ที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกดีดสะท้อนออกไปทันที

เสิ่นชิงชิวจึงหยุดกระบี่ที่ตีนเขา ส่งกระบี่เหินคืนร้าน แล้วถือโอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้า หาหมวกไม้ไผ่สานใบหนึ่งมาสวม

เมืองน้อยที่ตีนเขาปกติจะมีซิวซื่อไปๆมาๆ วันนี้กลับไม่เห็นเลยสักคน ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกฉงน ก็มีคนถามขึ้นว่า “เซียนซือท่านนี้ ท่าน…จะขึ้นไปสำนักชางฉยงซานหรือ”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้า

คนผู้นั้นค้านว่า “ไปตอนนี้คงไม่ค่อยดีกระมัง”

เสิ่นชิงชิวในเขม็งเกร็งวูบหนึ่ง กล่าวถาม “เหตุใดถึงไม่ดีเล่า”

คนผู้นั้นกับคนอื่นๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก กล่าวว่า “ท่านยังไม่รู้หรือเขาลูกนี้ถูกปิดล้อมมาสองวันแล้ว”

เขาผ่านเข้าประตูสำนัก เดินขึ้นบันไดสวรรค์ก็ไม่เจอศิษย์ที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์แม้แต่คนเดียว

เสิ่นชิงชิวยิ่งนึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขากระโดดข้ามบันไดทีละหลายๆขั้น เร่งขึ้นเขาไปเดี๋ยวนั้น ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งเห็นชัดว่าบนยอดฉยงติ่งเฟิงมีควันไฟลอยพวยพุ่งหลายสาย ระคนไปกับแสงไฟแลบแปลบปลาบในอากาศและเสียงดังกึกก้อง

ยอดฉยงติ่งเฟิงอยู่ในสภาพเละเทพ สับสนอลหม่าน ในป่ามีไฟลุกไหม้ ลิ่มน้ำแข็กเกลื่อนเต็มพื้น เชิงชายคาหักพังลงมา เห็นแล้วรู้เลยว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างหนัก

ด้านนอกอารามฉยงติ่ง กลุ่มคนแยกเป็นสองฟากประจันหน้ากัน ฟากหนึ่งคือซิวซื่อชาวมนุษย์ บ้างก็ยืนบ้างก็นอน

มู่ชิงฟางวิ่งวุ่นไปมาคอยดูทางโน้นทีทางนี้ที

อีกฟากหนึ่งคือนักรับเผ่ามาร สวมเกราะดำมะเมื่อมยืนกันมืดฟ้ามัวดินดูน่าเกรงขาม แม้ดูเหมือนอยู่ระหว่างพักรบชั่วคราว แต่ขอเพียงมีใครชักกระบี่ออกจากฝักแค่ชุ่นเดียว จะเหมือนได้กลิ่นดินปืนปะทุขึ้นในอากาศทันที

ดูท่าว่าลั่งปิงเหอคงหน่ายปกปิดสถานะตัวเองแล้ว เสิ่นชิงชิวไม่นึกแปลกใจแม้แต่น้อย ตอนลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมเปิดเผยสถานะตนเองก็ช่วงเวลาประมาณนี้เหมือนกัน

อำนาจของผู้นำเผ่ามารอยู่ในมือเขาเป็นที่ชัดเจนแล้ว ส่วนวังฮ่วนฮวาทั้งภายนอกภายในล้วนถูกเขาล้างสมองสั่งการได้ดังใจหมาย เมื่อมีที่ยืนได้อย่างมั่นคงก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก เพียงแต่สาเหตุในการเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ถึงแม้ลูกศิษย์ของแต่ละยอดเขาต้องสวมเครื่องแบบ แต่ซิวซื่อที่มีชื่อเสียงแล้วหลายคนไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกรอบเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้การที่เสิ่นชิงชิวแต่งกายไม่เข้าพวกจึงไม่มีใครให้ความสนใจแต่อย่างใด เขาเบียดฝูงชนเข้าไปถึงหน้าอาราม แล้วมองชะเง้อเข้าไปข้างใน

เยวี่ยชิงหยวนนั่งหลังตา หลิ่วชิงเกอยืนอยู่ข้างหลัง ฝ่ามือแตะอยู่ที่หลังของผู้เป็นศิษย์พี่ พลังทิพย์ปั่นป่วนพลุ่งพล่านรอบกายคนทั้งคู่ ดูท่าสถานการณ์จะไม่ค่อยดีนัก ได้มาเจอศิษย์พี่เจ้าสำนักกับศิษย์น้องตัวแสบอีกครั้ง เห็นพวกเขาต้องเป็นเช่นนี้เพราะตน เสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด แต่พอหันมองอีกด้านลมหายใจก็ต้องสะดุด

ลั่วปิงเหอยืนเงียบๆอยู่อีกฟากหนึ่งของอารามใหญ่ ชุดดำที่เขาสวมขับผิวขาวจนดูแทบโปร่งแสง ดวงตาดำขลับทว่าใสกระจ่าง สีหน้าเย็นชาเฉยเมย ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีชนิดหนึ่งที่ชวนให้ผู้คนกระวนกระวายไม่เป็นสุข

โม่เป่ยจวินยืนอยู่ด้านหลังเขา ถึงมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วย แต่กลับหน้าเชิด ดูราวกับรูปสลักจากน้ำแข็งที่หยิ่งผยองไม่เห็นหัวใคร

เยวี่ยซิงหยวนลืมตาขึ้นกะทันหัน ฉีชิงชีกล่าวอย่างร้อนใจ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก…ท่าน…สบายดีแล้วหรือ”

เยวี่ยซิงหยวนส่ายหน้า มองลั่วปิงเหอแล้วกล่าว “หลายปีก่อนเผ่ามารบุกมาโจมตีสำนักชางฉยงซาน เจ้าเองก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมศึกต้านเฝ่ามาร ซือจุนของเจ้ายิ่งใช้ร่างกายเข้าปกป้องชางฉยงซานทั้งสำนัก นึกไม่ถึงว่าวันนี้กลับเป็นเจ้าที่บัญชาการเผ่ามาร นำพาให้ชางฉยงซานต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างชืดชา “หากมิใช่เพราะสำนักของท่านบีบคั้นกันเกินไป ข้าก็ไม่อยากทำเช่นนี้”

ฉีซิงซีโมโหจนหัวเราะหยัน “ฮ่าๆ ชางฉยงซานบีบคั้นเกินไปอย่างนั้นหรือ อยากให้คนทั่วหล้ามาได้ยินนัก หมาป่าเนรคุณเช่นเจ้าทรยศสำนักไม่สำนึกบุญคุณก็ไม่เป็นไร ยังบังคับให้ซือจุนตัวเองต้องระเบิดพลังทิพย์ตายต่อหน้าต่อตาตัวเอง จากนั้นกระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังไม่ละเว้น เอาศพเขาไปทำเรื่องบัดสีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ตอนนี้มามีหน้าแว้งกัดเอาคืน ตกลงใครบีบคั้นใครกันแน่”

ลั่วปิงเหอทำหูทวนลม ไม่ฟังคำถากถางของนาง กล่าวเสียงเรียบ “ต่อไปจะเป็นใคร ไม่อย่างนั้นข้าจะเอาป้ายชื่อไปแล้วนะ”

เสิ่นชิงชิวตกตะลึง เงยหน้าขึ้นมอง ป้ายชื่อที่ลั่วปิงเหอพูดถึงคือแผ่นป้ายที่แขวนตามแนวขวางอยู่ด้านในอารามฉยงติ่งนั่นเอง

หนึ่งในปรมาจารย์ที่ก่อตั้งสำนักชางฉยงซานคือผู้เขียน ‘ซางฉยง’ สองพยางค์นี้เองกับมือ ความเก่าแก่ คุณค่า และความหมายเทียบได้กับเกียรติภูมิของชางฉยงซาน ผู้ใดจะเอาป้ายนี้ไปก็เท่ากับตบหน้าคนทั้งชางฉยงซาน

ครั้งนั้นซาหัวหลิงบุ่มบ่ามนำขบวนเหล่าขุนพลเผ่ามารบุกขึ้นฉยงติ่งเฟิง วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะเอาป้ายชื่อแผ่นนี้กลับไปยังภพมาร เป็นการอวดโอ่แสนยานุภาพเช่นกัน

ฉีซิงซีกล่าวว่า “เจ้าจะสู้ก็สู้เลย ประเดี๋ยวก็เผากระท่อม ประเดี๋ยวก็พังประตู มาตอนนี้จะเอาป้ายชื่อ ตกลงคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำแต่เรื่องหยุมหยิม ทำไมไม่เอาจริงไปเสียเลย”

เยวี่ยซิงหยวน “ศิษย์น้องฉีค่อยๆพูด ค่อยๆจาเถอะ”

เขาลุกขึ้นมาถึงจะอยู่ในสภาพที่ดูเสียเปรียบ ทว่าท่าทางยังคงแน่วแน่ดั่งเขาไท่ซาน ไม่ทำให้ฝ่ายตนเองต้องเป็นกังวล

“ร่างเซียนของศิษย์น้องชิงชิวนอนสงบอยู่ในอาราม เขาเป็นคนของชางฉยงซาน ยิ่งเป็นคนของชิงจิ้งเฟิง หลังสังขารวางวายก็ต้องฝังอยู่ในสุสานที่ทอดร่างเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงทุกรุ่น จะได้นิทราอย่างสงบใต้ผืนดิน นอกจากเจ้าจะสังหารคนในชางฉยงซานจนสิ้นหาไม่แล้วขอเพียงคนของสำนักเราแม้สักคนยังมีลมหายใจ ไม่ว่ต้องประจันหน้ากันนานเท่าใด ร่างของศิษย์น้องชิวชิวก็ไม่มีวันส่งมอบให้เจ้า”

ทุกคนในที่นั้นพร้อมใจกันกล่าวเป็นเสียงเดียว “ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้”

เสิ่นชิงชิวรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะต้องมีท่าทีเช่นนี้ เพราะชางฉยงซานจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องศพของตน เสิ่นชิงชิวถึงต้องกลับมา

ลั่วปิงเหอเหยียดมุมปาก หัวเราะอย่างเย็นชา เขาก้มหน้ากล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ข้าจะไม่ลงมือกับชางฉยงซานด้วยตัวเอง และจะไม่ฆ่าคนในสำนักแม้แต่คนเดียว แต่ที่ข้ามีก็คือเวลาที่ผลาญได้อย่างเหลือเฟือเลยทีเดียว”

คำว่า ‘ผลาญอย่างเหลือเฟือ’ นี้กระแทกใส่หูของเสิ่นชิงชิวทีละคำอย่างชัดเจน เขาใจหายวูบขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

ลั่วปิงเหอไม่ใช่สุภาพชนเปี่ยมมารยาทที่จะมาพูดจาสำบัดสำนวนเด็ดขาด ด้วยพลังและอำนาจที่มี เขาจึงคร้านจะเสแสร้งแกล้งมีมารยาทกับใคร ไม่ว่าอยากได้อะไรจากสำนักไหนก็จะใช้วิธีตรงๆและได้ผล นั่นคือนองเลือด ฆ่าไม่เหลือ แล้วฉวยเอามา

แต่ลั่วปิงเหอคนนี้กลับใช้เวลาอย่างอดทนถึงสองวัน ไม่น่าจะเพราะมีอารมณ์อย่างเอ้อระเหยสบายใจแต่อย่างใด หากแต่ดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างมากกว่า

อย่างรอให้เสิ่นชิงชิวปรากฎตัวออกมาเอง

เสิ่นชิงชิวกำหมัดแน่น

ลั่วปิงเหอออกคำสั่ง “ลงมือ”

โม่เป่ยจวินส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง เดินออกมาข้างหน้า แต่แล้วก็แย้งว่า “ข้าลงมือไปหลายครั้งแล้ว”

ลิ่มน้ำแข็งที่ระเบิดเป็นกองพะเนิน และพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อนอกอารามล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกของทั้งสิ้น

ลั่วปิงเหอจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็หาใครสักคนก็ได้มาลงมือแทนเจ้า”

โม่เป่ยจวินพยักหน้า เอื้อมมือไปด้านหลัง คว้าตัวคนผู้หนึ่งที่กำลังยืนคุดคู้ตัวสั่นงันงกออกมา เขาหิ้งตัวคนผู้นี้ราวกับหิ้วลูกเจี๊บสักตัว แล้วโยนโครมไปที่พื้นตรงกลางระหว่างผู้คนสองฝั่ง

ซั่งชิงหัวคลานยักแย่ยักยันขึ้นจากพื้นอย่างอกสั่นขวัญแขวน

คนของชางฉยงซานมองเขาเป็นตาเดียว ดวงตาแทบพ่นไฟได้

อย่างว่าแต่พวกเขาเลย เสิ่นชิวชิวก็อยากพ่นไฟใส่หน้าเขาเหมือนกัน ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ไอ้นักเขียนซังกระบ๊วย เชี่ย! เชี่ย! เชี่ย!

ฉีซิงซีชักกระบี่ทันที ร้องตวาด “ศิษย์ทรยศ”

ซั่งชิงหัวยิ้มเป็นเชิงขออภัย “ศิษย์น้องฉี ค่อยๆพูดค่อยๆจาก็ได้ อย่าเอะอะก็ชักกระบี่ซิ เจ้าหน้าตางดงามขนาดนี้ หากอ่อนโยนขึ้นอีกนิดก็จะ…”

ฉีซิงซีแทงกระบี่ แล้วกล่าวอย่างโกรธแค้น “ผู้ใดเป็นศิษย์น้องเจ้า”

ซั่งชิงหัวรีบหลยไปอยู่ข้างหลังโม่เป่ยจวิน

โม่เป่ยจวินก็ไม่มคำว่าปราณี ถีบเขากลับออกมาโดยพลัน

ซั่งชิงหัวทำหน้ารันทด “ข้าก็ฝืนใจทำเพราะถูกบังคับหรอกนะ เจ้าอย่าทำเช่นนี้ซิ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาที่เพื่อนร่วมสำนักเดียวกันฆ่าฟันกันเอง”

เสิ่นชิงชิวอึ้งกิมกี่ ซั่งชิงหัวนี่มันไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าที่เขาคิดเสียอีก ตอนนี้ยังมีหน้าพูดแบบนี้ออกมาได้ ยางอายสักนิดก็ไม่มีจริงๆ

ฉีซิงซีร้องด่า “ผู้ใดเป็นเพื่อนร่วมสำนักของเจ้า งานชุมนุมเซียนเจ้าก็เอาปีศาจมาปล่อย แล้วเจ้าเคยนึกบ้างหรือไม่ว่าศิษย์ของสำนักชางฉยงซานที่บาดเจ็บล้มตายเหล่านั้นเป็นเพื่อนร่วมสำนักของเจ้า ทรยศหลบหนี แล้วลดตัวไปเป็นสุนักรับใช้ของเผ่ามาร เจ้าเคยคิดว่าพวกข้าเป็นเพื่อนร่วมสำนักหรือ วันนี้ยังติดตามเจ้ามารร้ายในคราบมนุษย์นี่ขึ้นเขามา เจ้ายังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นเพื่อนร่วมสำนักอีกหรือ”

คนทั้งสองวิ่งหลบหลีกไล่จับกันเป็นที่โกลาหลอลหม่านอยู่ในอาราม โดยมีเสิ่นชิงชิวยืนลุ้นอยู่ข้างๆอย่างตื่นเต้น ฟันเลยๆๆ โธ่เว้ย อีกนิดเดียวเอง ฉีซิงซีตัดพวงมันเลย!

หลิ่วชิงเกอถอนมือจากการถ่ายพลังทิพย์ให้เยวี่ยซิงหยวนแล้ว ครั้นปรับระดับลมหายใจเสร็จก็ลุกขึ้นยืน เฉิงหลวนที่อยู่ในฝึกสั่นระริกไม่หยุด หวีดร้องไม่ขาดสาย

หยางอี้เสวียนกุมหมัดกล่าว “ซือจุน ท่านต่อสู้กับเจ้ามารผู้นั้นมาหนึ่งวันแล้วนะขอรับ”

หลิ่วชิงเกอสะกดเสียงต่ำ “ถอยไป”

ลั่วปิงเหอมองเขาแวบหนึ่ง หัวเราะแล้วกล่าวเบาๆ “ผู้แพ้ใต้น้ำมือข้าเนี่ยนะ”

เสียงเขาไม่ดังนัก ทว่ากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งยังมีการขึ้นเสียงสูงในตอนท้าย

คนทั้งอารามล้วนได้ยินกันหมด

หลิ่วชิงเกอกุมกระบี่แน่น ดวงตาเรืองประกายวาบ ไม่มีอะไรจะมาทำให้เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงรู้สึกอัปยศอดสูไปมากกว่าคำว่า ‘ผู้แพ้ใต้น้ำมือข้า’ อีกแล้ว

หยางอี้เสวียนของขึ้น กล่าวโต้กลับเดี๋ยวนั้น “ไอ้หมาพันทางภพมาร”

ลั่วปิงเหอไม่มีทีท่าว่าจะเดือดร้อน “ใช่ ข้าเป็นหมาพันทาง ชางฉยงซานทั้งสำนักถูกหมาพันทางตัวหนึ่งก่อกวน เป็นเกียรติเป็นศรีหรือไม่เล่า ไม่ใช่ฉยงติ่งเฟิงเท่านั้นหรอกนะ ยอดเขาอื่นๆที่เหลือข้าก็จะก่อกวนให้หมด เอาให้คนทั่วหล้าได้รู้ว่าชางฉยงซานซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะถูกหมาพันทางตัวหนึ่งก่อกวน แต่ไม่มีปัญญาจะตอบโต้ เจ้าว่าอย่างไรเล่า”

หนิงอิงอิงร้องอย่างขัดใจ “ละ…ลั่วปิงเหอ หรือแม้กระทั่งชิงจิ้งเฟิงเจ้าก็จะต้องเผาให้ราบเป็นหน้ากลองจึงจะพอใจหรือ”

ลั่วปิงเหอไม่แม้แต่จะคิด กล่าวทันทีว่า “แน่นอนว่าไม่”

เขานิ่วหน้าเอ่ย “ไม่ว่าจะต้นไม้ใบหญ้า หรือเรือนสักหลังของชิงจิ้งเฟิง หากใครหน้าไหนบังอาจสร้างความเสียหายแม้เพียงสักส่วน ข้าไม่มีวันให้อภัยแน่”

หลิ่วชิงเกอแค่นเสียงขึ้นจมูก “เสแสร้งจอมปลอม”

เฉิงหลวนดีดผึกออกมาเดี๋ยวนั้น ปราณกระบี่เฉียดผ่านแก้มลั่วปิงเหอ ทำเอาเส้นผมเขาปลิวสะบัด

ลั่วปิงเหอเอามือวางบนกระบี่ที่สะพายอยู่ข้างเอง ใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อต่อ “ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย”

ถึงกระนั้นกระบี่สองเล่มกลับมิได้เข้าปะทะกันจนแล้วจนรอด

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคน ปราณกระบี่ทั้งสองเล่มพวยพุ่งกระทบกัน หมวกไม้ไผ่ที่สวมไว้เพื่อพรางตัวถูกผ่าเป็นสองซีกทันที มือซ้ายของเสิ่นชิงชิวคีบปลายกระบี่เฉิงหลวน ไม่ปล่อยให้หลิ่วชิงเกอบุกเข้ามาโจมตีได้อีกแม้สักชุ่น ส่วนมือขวากดมือของลั่วปิงเหอที่กุมกระบี่ซินหมัวเอาไว้ไม่ให้ชักออกมา

‘ศพก็คือศพเท่านั้นเอง ทุกท่าน ศพก็คือศพเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย’

เสิ่นชิงชิวมองไปทางซ้ายแล้วมองไปทางขวา ยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้ออกไปด้วยซ้ำ ลั่วปิงเหอพลันพลิกมือยึดข้อมือของเขาไว้แน่นหนาราวกับปลอกน้ำแข็ง รอยยิ้มบนใบหน้าเกือบจะบิดเบี้ยว กล่าวช้าๆชัดๆ “จับตัวได้เสียที ซือจุน”

ถึงเสิ่นชิงชิวจะทำใจไว้แล้ว แต่ยามนี้พอได้เห็นใบหน้านี้ใกล้ๆ ก็อดขนลุกซู่ไม่ได้

หลังจากตกอยู่ในความเงียบสงัดครู่ใหญ่ ในอารามก็วุ่นวายปั่นป่วนราวกับเกิดพายุ

เยวี่ยชิงหยวนตกตะลึง กล่าวเสียงสั่น “นั่นคือศิษย์น้องชิวชิวหรือ”

ฉีซิงซีลืมแม้แต่จะไล่ฟันซั่งชิงหัว ฝ่ายหลังจึงรีบฉวยโอกาสไปแอบอยู่หลังโม่เป่ยจวินอีกครั้ง

หนิงอิงอิงกระตุกแขนหมิงฟานที่หน้าตาฟกช้ำดำเขียวเป็นการใหญ่ กล่าวพึมพำไม่หยุด “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านได้ยินหรือไม่ อาลั่วกับอาจารย์ลุกเจ้าสำนักบอกว่า คนผู้นั้น…คือซือจุนหรือ”

หมิงฟานกล่าวว่า “ข้าดูแล้วเหมือนจะใช่…แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่นะ”

ส่วนหยางอี้เสวียนมาไม่เหมือนใคร เขาเอ่ยอย่างตกตะลึง “ท่าทางแบบนี้มิใช้ เจวี๋ยซื่อหวง…ผู้อาวุโสหวงหรอกหรือ หวง…ที่แท้ผู้อาวุโสหวงคืออาจารย์ลุงเสิ่นหรอกหรือนี่”

ขอบใจนะ ที่ไม่เรียกชื่อไอดีฉันออกมาแบบเต็มๆ

หลิ่วชิงเกอพลันเบิกตากว้าง ใบหน้าที่ปกติไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้นประดุจน้ำในบ่อ บัดนี้พลุ่งพล่านประหนึ่งผิวน้ำแตกกระจาย เขาถาม “…เจ้ายังไม่ตายหรือ”

ความรู้สึกของเสิ่นชิงชิวที่เดิมทั้งรู้สึกผิดและซาบซึ้งในน้ำใจของฝ่ายนั้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขากล่าวอย่างรับไม่ได้ “ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าทำหน้าแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ศิษย์พี่ไม่ตายเจ้าไม่ดีใจหรือ”

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 152

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 151

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-50

ตอนที่ 50

แถมตนยังให้หลิ่วชิงเกอนำร่างเดิมก่อนหน้านี้ของตนไปด้วย ป่านนี้ลั่วปิงเหอจะโกรธจนไปกวาดกล้างชางฉยงซานจนราบเป็นหน้ากลองแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้

เขาต้องกลับไปชี้แจงเรื่องราวกับสหายร่วมสำนักทุกคนก่อน เสิ่นชิงชิวเลิกผ้าห่มเดี๋ยวนั้น ปรารถนาวิ่งหนีไปดื้อๆ แต่ใครจะรู้ว่าแค่ขยับตัวทีเดียวก็รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรนุ่มนิ่มที่ทั้งเหนียบหนึบทั้งเย็นเฉียบไต่ขึ้นมาตามขา

งูสีเขียวอื๋อตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม แลบลิ้นสีแดงแจ๋ใส่เสิ่นชิงชิวแผล๊บๆ

งูตัวนี้ลำตัวอวบหนาประมาณสามนิ้ว มองผิวเผินทีแรกคล้ายงูเขียวหางไหม้ของภพมนุษย์ แต่เปลือกตาบนโปนหนา ขณะที่ลูกนัยน์ตาตี่เล็ก เทียบสัดส่วนกันแล้วเลยชวนให้ดูน่าสยดสยอง

กระนั้นเสิ่นชิงชิวกลับไม่กลัวสัตว์ที่ลำตัวนุ่มนิ่มจำพวกนี้สักนิด เขามองดูมันด้วยสายตานิ่งเฉย ลอบโคจรพลังไว้ที่ฝ่ามือ ขณะรอจังหวะที่มันไม่ทันระวังเพื่อหาโอกาสคว้าที่จุดเจ็ดชุ่นของมัน เจ้างูเขียวกลับขัดตัวไปข้างหลัง อ้าปากแดงโร่

(จุดเจ็ดชุ่น คือ ตำแหน่งที่เลยจากหัวงูไปเจ็ดนิ้ว ซึ่งว่ากันว่าหากตีงูที่จุดนี้จะสยบมันได้)

เห็นๆอยู่ว่าเป็นแค่งูตัวหนึ่ง แต่ดันส่งเสียงกรีดร้องบาดแก้วหูคล้ายกับเสียงคน ขณะเดียวกันหงอนแหลมคมสีเขียวนับไม่ถ้วนก็งอกพึ่บขึ้นทั่วหัวมันถี่ยิบราวกับดอกไม้บาน หงอนแหลมคมสีแดงฉาน เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่ามีพิษร้ายแรง ส่วนลำตัวงูพลันพองขยายขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อกี้ยังดูเป็นงูน้อยน่ารักเหมาะสำหรับเลี้ยงไว้ดูเล่นอยู่เลย ทว่าตอนนี้ดันเป็นปีศาจดีๆนี่เอง

ความหลากหลายทางชีวภาพของภพมารนี่มันร้ายกาจจริงๆ เสิ่นชิงชิวล้มเลิกความคิดที่จะใช้มือบีบคองูทันที

จู๋จือหลางรินชาถ้วยหนึ่งวางลงบนโต๊ะ กล่าวอย่างนอบน้อมจริงใจ “เสิ่นเซียนซือไฉนไม่ฟังข้ากล่าวให้จบก็จะไปแล้วเล่า ผู้น้อยอยากตอบแทนพระคุณที่มิได้ฆ่า ทั้งยังช่วยเหลือผู้น้อยที่ป่าน้ำค้างขาวจริงๆนะขอรับ”

เสิ่นชิงชิวปากกระตุก “จะให้ข้าไปภพมาร ถ้าไม่ไปก็ปล่อยเจ้าตัวพวกนี้ไว้บนเตียงข้า นี่นับเป็นการ ‘ตอบแทน’ หรือ”

จู๋จือหลางยิ้ม “ไม่ใช่แค่บนเตียงหรอกขอรับ”

งูน้อยอีกตัวหนึ่ง อวบขนาดหัวแม่โป้งมุดออกมาจากเสื้อของเสิ่นชิงชิว

งูตัวนี้นอนขดอยู่ในอกเสื้อเขามาตลอด ซุกไออุ่นเขาอย่างสบายอกสบายใจ เมื่อกี้มันไม่ขยับเลยไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีมันอยู่ ท่ามกลางเสียงฟ่อๆไม่หยุด งูเขียวตัวน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนพากันคลานออกมาจากใต้เตียงราวกับสายน้ำไหล เลื้อยยั้วเยี้ยเต็มพื้นห้องนอนไปหมด

เสิ่นชิงชิวอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนถาม “เผ่างูหรือ”

จู๋จือหลางกล่าวหน้าตาเฉย “ท่านพ่อข้ามาจากแถบทางใต้”

มิน่าเขาถึงใช้ชื่อนี้

เผ่ามารให้ความสำคัญกับลำดับชนชั้นและสายเลือดอย่างมาก ประชากรเผ่ามารที่เป็นสามัญชนธรรมดาทั่วไปหรือมีสายเลือดชั้นต่ำจะไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อที่มีคำว่า ‘จวิน’ ต่อท้าย

เสิ่นชิงชิวตรึกตรอง คำต่อท้ายว่า ‘จวิน’ นี้บ่งบอกถึงสถานะและลำดับชนชั้น เช่นเดียวกับพระนามต้องห้ามของเชื้อพระวงศ์ที่ชาวบ้านไม่อาจเรียกขานได้ตรงๆนั่นเอง

สาเหตุที่หนทางในการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำของลั่วปิงเหอไม่ราบรื่นในช่วงแรกๆ ก็เพราะความเป็นเลือดผสมของเขาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้นำของเผ่ามารนี่แหละ ส่วนพวกตัวละครที่ชื่อ ‘xxหลาง’ ก็ถูกลั่วปิงเหอฆ่าตายไปไม่น้อยตอนตะลุยด่านภพมารใหม่ๆ เสิ่นชิงชิวเลยได้ข้อสรุปว่าคนที่ในชื่อมีคำว่าหลางอยู่ข้างหลัง คงไม่ถึงกับต๊อกต๋อย แต่อย่างน้อยชาติกำเนิดน่าจะไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่นัก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจู๋จือหลางนั้นมีสายเลือดของมารฟ้า แต่กลับไม่อาจใช้คำว่าจวินได้ ปัญหาจะต้องอยู่ที่ความเป็นเลือดผสมในตัวเขาแน่

เผ่างูนั้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่แถบทางใต้ของภพมาร พูดกันอย่างจริงจังก็นับว่าเป็นเผ่ามารนั่นแหละ แต่เผ่านี้มีรูปร่างเป็นงูยักษ์ ถือกำเนิดมามีรูปลักษณ์เป็นงู เมื่อเติบใหญ่ ถึงพลังฝึกปรือจะสูงขึ้นตามวัย ทว่าน้อยนักที่อวัยวะจะค่อยๆพัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนคน แล้วเกร็ดหายไปอะไรทำนองนั้น ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างเป็นงูไปตลอดชีวิต

เสิ่นชิงชิวถามต่อ “มารดาของเจ้าคือ?”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “น้องสาวของเทียนหลางจวิน”

น้องสาวของเทียนหลางจวินอย่างน้อยๆก็นับว่าเป็นบุคคลระดับองค์หญิงของเผ่ามาร ไม่รู้ว่าสิ้นคิดเบอร์ไหนถึงได้มีลูกกับใครไม่มี ดันมามีลูกกับงูเนี่ยนะ รสนิยมฮาร์ดคอร์ดีแท้

เสิ่นชิงชิวยอมให้งูสองตัวถูไถยึกยักอยู่ที่ขาและน่องของตัวเองอย่างอดทนอดกลั้น “พูดเช่นนี้ เจ้าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของลั่วปิงเหอน่ะซิ…ว่าแต่เจ้าช่วยห้ามพวกมันอย่าให้เลื้อยเข้ามาในเสื้อผ้าข้าจะได้หรือไม่”

จู๋จือหลางกล่าว “หากว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้ว ก็พอจะกล่าวได้ว่าเป็นเช่นนั้น ส่วนเจ้าพวกนี้ดูเหมือนว่าพวกมันจะชอบเสิ่นเซียนซือเป็นอย่างมาก ผู้น้อยก็จนปัญญา

ผีซิ! ถึงจะเชื่อว่านายจนปัญญา!

เสิ่นชิงชิวได้แต่ข่มกลั้นเอาไว้ ถามว่า “เจ้าไปวังฮ่วนฮวาทำไมกัน”

จู๋จือหลางตอบอย่างใจเย็น “เดิมทีไปจัดการธุระสำคัญ แต่นึกไม่ถึงวว่าจะเจอเสิ่นเซียนซือเข้า”

เสิ่นชิงชิวใจไหววูบ “ธุระสำคัญ? ธุระสำคัญที่เจ้าว่า เกี่ยวกับลั่วปิงเหอหรือไม่”

สมคบกันครองความเป็นใหญ่? เผ่ามารแตกคอกัน? หรือว่า ฟ้าดินตื้นตัน ญาติพี่น้องกอดคอกันร้องห่มร้องไห้หลังจากพลัดพรากจากกันไปหลายปีก่อนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

คราวนี้จู๋จือหลางกลับเพียงแค่ยิ้ม ไม่ยอมตอบคำถาม

เสิ่นชิงชิวถามอีก “เกรงว่าคงมิใช่ธุระอย่างการรวมญาติอันน่าซาบซึ้งตรึงใจกระมัง”

จู๋จือหลางตอบง่ายๆ “ผู้น้อยเพียงเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของจวินซั่งเท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวถาม “ร่างนี้ของเจ้าสร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราหรือ”

ถ้าเอาไว้ใช้เองก็ยังดี แต่หากไม่ได้เอาหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราไว้ใช้เอง ก็เป็นไปได้ว่าจะเอาไปให้เทียนหลางจวินใช้ เทียนหลางจวินถูกภูเขากดทับ เหลือแต่ลมหายใจร่อแร่มานานปี มีแนวโน้มว่าสังขารได้เสียหายไปนานแล้ว ถ้าสามารถใช้กลยุทธ์จักจั่นทองลอกคราบ ไม่รู้ว่าจะก่อมรสุมอะไรขึ้นมาบ้าง

เสิ่นชิงชิวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา ผีเสื้ออย่างเขาแค่ขยับปีกโดยไม่ตั้งใจก็คล้ายจะก่อเรื่องที่น่ากลัวขึ้นมาเสียแล้ว เมื่อไม่ได้คำตอบก็ยิ่งใจคอไม่ดี จึงถามต่อ “ที่จะให้ข้าไปภพมาร ก็เป็นคำสั่งจวินซั่งของเจ้าหรือ”

ขอเพียงเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเทียนหลางจวิน จู๋จือหลางจะปิดปากเงียบไม่ยอมตอบ แค่ยิ้มน้อยๆอย่างสุภาพ ทำเอาเห็นแล้วของขึ้นเป็นที่สุด

จู๋จือหลางรอจนกระทั่งเสิ่นชิงชิวหมดอารมณ์ ยอมล่าถอยจึงค่อยเอ่ยปาก โดยยังคงความสุภาพและมีมารยาทอยู่ “เสิ่นเซียนซือโปรดพักผ่อนให้สบาย หากต้องการสิ่งใดโปรดบอกมาได้เต็มที่ ผู้น้อยจะจัดการให้ท่านเอง อย่างช้าพรุ่งนี้พวกเราก็น่าจะสามารถออกเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนได้”

เสิ่นชิงชิวปากคอแห้ง ถามว่า “เจ้ามีเงินไหม”

จู๋จือหลางกล่าว “มีขอรับ”

เสิ่นชิงชิวบอก “ขอเอาไปใช้หน่อยได้ไหม”

จู๋จือหลางตอบ “เชิญขอรับ”

เสิ่นชิงชิวเรียกร้อง “ข้าต้องการผู้หญิง”

จู๋จือหลางอึ้ง

เสิ่นชิงชิวกล่าวย้ำ “เจ้าบอกไว้ไม่ใช่หรือว่าต้องการอะไรก็เอ่ยปากได้เต็มที่ ข้าต้องการผู้หญิง แล้วก็เอางูออกไปเสีย”

ใบหน้ายิ้มแย้มของจู๋จือหลางในที่สุดก็ปริเป็นรอยร้าวเล็กๆ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงยอมรับปาก

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหึๆ พลางพลิกกายลงจากเตียง สวมเสื้อตัวนอก จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

จู๋จือหลางทำท่าเหมือนลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะต้องตามไปด้วยหรือไม่ แต่พอเสิ่นชิงชิวเดินออกจากห้องเขาก็ก้าวเท้าตามไปด้วยทันที

เมื่อก่อนในฐานะเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิง ต้องคอยคำนึงถึงสถานะ แม้จะอยากรู้อยากเห็นจนคันคะเยอก็ต้องอดทนอดกลั้นไม่ไปเที่ยวหอคณิกา ตอนนี้มีโอกาสแล้ว

เสิ่นชิงชิวทำราวกับจู๋จือหลางเป็นอากาศธาตุ เดินเตร่ไปตามถนน เลือกหอบุปผาแห่งหนึ่งที่ดูสบายๆ เป็นกันเอง ชื่อ ‘หอหน่วนหง’ ก่อนทำหน้านิ่งแล้วเดินเข้าไป

ต่อมาไม่นานเสิ่นชิงชิวก็นั่งอยู่กลางดงบุปผางดงามละลานตา สูดกลิ่นแห้งชาดเต็มจมูก จู๋จือหลางนั่งอยู่ที่โต๊ะกลม แน่วแน่ไม่ขยับราวกับเขาไท่ซาน

เสิ่นชิงชิวถาม “ทำไมเจ้าทำหน้าแบบนั้น”

จู๋จือหลางเบนสายตาไปทางอื่น “ก็แค่นึกประหลาดใจที่เสิ่นเซียนซือมีความสนใจต่อสถานเริงรมย์พวกนี้ด้วย”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เจ้ารออีกเดี๋ยวก็จะรู้ว่าข้าสนใจอะไร”

ขณะกำลังพูดอยู่ นางขับร้องหญิงคนใหม่ก็เดินเยื้องกรายเข้ามา นางอายุค่อนข้างมากแล้ว แต่พอแต่งหน้าแล้วก็ยังคงดูสวยงามอยู่ นางโอบประคองผีผา มานั่งที่เก้าอี้กลม เมื่อสบตากับเสิ่นชิงชิวก็ตะลึงลานไปครู่หนึ่ง

(ผีผา คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย)

เสิ่นชิงชิวไม่รู้สาเหตุจึงผงกศีรษะให้ “แม่นาง?”

นางขับร้องผู้นั้นพลันได้สติกลับคืน กล่าวยิ้มๆอย่างโล่งอก “ยกโทษให้หนูเจียเถอะนะเจ้าคะ ท่านหน้าตาดียิ่งนัก หนูเจียเลยนึกถึงสหายเก่าท่านหนึ่งขึ้นมา จึงมองจนเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง”

(หนูเจีย คือ คำเรียกแทนตัวเองของหญิงในยุคโบราณ)

พูดจบก็ก้มหน้าไม่กล่าวอะไรอีก ดีดผีผาเคร้งคร้างลองเสียงสองสามทีแล้วเริ่มร้องเพลงเจื้อยแจ้ว

เสิ่นชิงชิวเดิมทีมัวแต่กระซิบกระซาบกับบรรดาสาวๆรอบกาย ไม่ได้ตั้งใจฟังเพลงนัก แต่พอได้ยินไปสองท่อนก็รู้สึกว่ากำลังได้ฟังอะไรที่เหลือจะรับเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบตะโกนให้หยุด “แม่นาง เจ้ากำลังร้องเพลงอะไรอยู่น่ะ”

หญิงสาวผู้นั้นตอบเสียงหวาน “เพลงที่หนูเจียร้องเป็นเพลงที่แพร่หลายกันอยู่ในเวลานี้ ชื่อเพลง ‘แค้นซุนซาน’ เจ้าค่ะ”

บนหน้าผากเสิ่นชิงชิวมีขีดสีดำขึ้นเรียงเป็นแถว “ไม่ถูกต้อง เมื่อกี้ข้าได้ยินเจ้าร้องสองชื่อออกมา ทวนอีกรอบได้หรือไม่”

แม่นางผีผาเอามือปิดปากหัวเราะ “มีอะไรไม่ถูกต้องหรือเจ้าคะ หรือว่านายท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน ตัวเอกในเพลง ‘แค้นซุนซาน’ ก็คือเสิ่นชิงชิวกับลั่วปิงเหออย่างไรเล่าเจ้าคะ”

………………..

………………..

………………..

เขาถูกคนเอาไปแต่งเพลงฮิตตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย

จู๋จือหลางที่ตอนแรกปฏิเสธไม่ยอมรับการปรนนิบัติอะไรสักอย่างเอาแต่นั่งเงียบทำตัวเป็นอากาศธาตุ แต่เสียดายที่อาการไหล่สั่นกระเพื่อมเบาๆเปิดโปงเขา

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เอ่อ…ขอถามหน่อยได้ไหม ไอ้เพลงซุนๆซานๆอะไรนี่มันว่าด้วยนิทานเรื่องอะไรหรือ”

บรรดาหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขาแย่งกันพูดราวกับนกกระจอก “นายท่านไม่รู้เรื่องเลยหรือเจ้าคะ เพลง ‘แค้นซุนซาน’ นี่ ว่ากันว่าเป็นความรักต้องห้ามอันซาบซึ้งสะเทือนใจระหว่างเสิ่นชิงชิวกับศิษย์รักลั่วปิงเหอเจ้าค่ะ…”

เสิ่นชิงชิวตัวแข็งเป็นหิน อดทนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

หลังจากจับใจความอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ความดังนี้ นี่คือเรื่องของศิษย์อาจารย์ไร้ยางอายคู่หนึ่ง วันทั้งสันไม่ทำเรื่องสำคัญ เอาแต่ปั๊บๆๆกันที่ภูเขาอะไรก็ไม่รู้แห่งหนึ่ง ลงเขาไปปราบปีศาจก็ปั๊บๆๆ เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันขึ้นมาก็ปั๊บๆๆ แก้ปัญหา ก่อนตายก็ยังอยากจะปั๊บๆๆ ตายไปแล้วก็ยังปั๊บๆๆกันต่อ เกิดใหม่ก็ยังจะปั๊บๆๆไปเรื่อยๆ…

แม่นางผีผาถอนใจเบาๆ กรีดนิ้วลงบนเครื่องสาย “ก่อนตายไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย ตายไปแล้วนอนกอดศพ ความรู้สึกที่ลึกซึ้งปานนี้ในโลกหล้าหาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว”

แต่ละคนพากันถอนสะอื้นไปตามๆกัน บางคนซาบซึ้งจนถึงกับหลั่งน้ำตา

เสิ่นชิงชิวเอามือกุมศีรษะ

อะไรกันวะนี่ แม่งนี่มันเพลงลามกไม่ใช่เรอะ

ใครแต่งเพลงนี้ เขาซุนซาน นี่มันเขาไหน

(ซุนซาน 高山  มีความหมายตามตัวอักษรคือ ภูเขาแห่งฤดูวสันต์ ขณะเดียวกันคำว่า ซุน 高 หรือวสันต์นี้มีความหมายว่า อารมณ์รักใคร่ กามารมณ์ได้ด้วย)

ชิงจิ้งเฟิงหรือ

หรือว่าชางฉยงซาน?

ไอ้คนแต่เพลง! ซานฉยงซานไปฟันฉับเดียวก็ฆ่าพวกแกยกครัวมาใช่ไหม!

ตกลงมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ไม่ใช่แค่เม้าท์กันไปถึงพื้นที่ชายแดนอย่างเดียว แม้แต่กลอนลามกและเพลงรักที่ร้องทั่วทุกตรอกซอกซอยก็ยังเป็นเรื่องราวของพวกเขา นี่มันเหมือนเขากับลั่วปิงเหอมีอะไรกัน แล้วโดนจับได้คาเตียงท่ามกลางสายตาของคนทั้งแผ่นดินยังไงยังงั้น

จู๋จือหลางหัวเราะพรืด หันกายมากล่าวว่า “เสิ่นเซียนซือ…ที่แท้…สนใจเพลง…นี้…นี่เองหรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวมองเขาด้วยสายตาเย็นยะเยือก

จู๋จือหลางปรับสีหน้า ทว่ายังกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก “ผู้น้อย…หรือว่าผู้น้อยหลยไปสักครู่ดีกว่า…”

แต่แล้วขณะที่เขากำลังจะลุก ร่างก็พลันแข็งทื่ออยู่กับเก้าอี้ไม่ขยับ

เสิ่นชิงชิวแอบมองสีหน้าเขา กล่าวกลั้วหัวเราะ “เป็นอย่างไร ในที่สุดก็รู้สึกว่าร่างกายไม่สบายแล้วหรือ”

เขาลุกขึ้นยืน สะบัดเสื้อผ้า พวกงูเขียวที่ซุกตัวอยู่ในอกเสื้อเขามาตลอดก็ร่วงลงไปดิ้นกระแด่วๆกับพื้น หงานท้องแหงแก๋

สาวๆในห้องร้องกรี๊ด แม่นางผีผาเหวี่ยงผีผาทิ้งโครมแล้วหนีออกไป

จู๋จือหลางเอามือกุมหน้าผาก มือข้างหนึ่งเกาะโต๊ะลุกขึ้นยืนโงนเงนจ้องมองเสิ่นชิงชิว ก่อนยกมือขวาขึ้นคว้างูน้อยตัวหนึ่งที่มุดออกมาจากแขนเสื้อ แต่มันกลับพันขดอยู่รอบนิ้วเขา ไม่มีเรี่ยวแรงโจมตีแม้แต่น้อย

จู๋จือหลางสะบัดศีรษะ กล่าวเสียงแผ่วระโหย “…สยงหวง”

หอบุปผาทั้งหออบอวลไปด้วยกลิ่นสุราสยงหวงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

เสิ่นชิงชิวกล่าวชมเชย “สุราสยงหวงชั้นเยี่ยม แล้วก็นะ ใช้เงินเจ้าทั้งนั้นเลยด้วย”

ผู้ช่วยของเขาไม่จำเป็นจะต้องเหินฟ้าดำดินได้ เพียงแค่กระซิบคำเดียว หญิงสาวในหอก็รับเงินจากเขา แล้วย่องออกไปเหมาซื้อสุราสยงหวงจนหมดตลาด เอาไปตั้งไปต้มรอบๆหอหน่วนหง จากนั้นก็เอาพัดกระพือต้มทั้งคืนหมายรมให้เมา หากไม่เมาก็ไม่ใช่งูแล้ว

จู๋จือหลางไม่ใช่ไม่ระวัง แต่ที่เขาเฝ้าระวังคือกลัวว่าเสิ่นชิงชิวจะมีโอกาสติดต่อกับซิวซื่อคนอื่นๆ แต่กลับไม่ระวังแม่นางในหอบุปผาเหล่านี้ สุดท้ายเลยผิดพลาดใหญ่หลวง

จู๋จือหลางเงยหน้าขึ้น ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีทอง ตาดำหรี่แคบในแนวตั้งอย่างรวดเร็วจนมองเห็นด้วยตาเปล่า ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนทรง

เสิ่นชิงชิวรีบผลักประตูเปิดออก ตะโกนบอกเหล่าแม่นางที่ยืนเบียดกันตัวสั่นอยู่ทางหนึ่งว่า “ยังไม่รีบไปอีก”

พวกสาวๆแย่งกันวิ่งออกไปทันที แม่นางผีผาถึงจะวิ่งรั้งท้ายแต่ไม่งุ่มง่ามเลยสักนิด

เสิ่นชิงชิวยัดถุงเงินใส่สายรัดเอวนาง ถือเป็นค่าเสียหายสำหรับผีผา จากนั้นจึงปิดประตู ตอนหันไปยังตำแหน่งที่จู๋จือหลางยืนอยู่ในตอนแรกอีกครั้ง ก็เห็นว่ามีงูเขียวตัวใหญ่ยักษ์ขนาดสามคนโอบนอนขดอยู่

งูยักษ์ตัวนี้มีหัวใหญ่มหึมาทรงสามเหลี่ยม เบ้าตาใหญ่โปนสีเหลือง ลูกตาดำเป็นขีดบางๆ ดูจะง่วงงุนอย่างมาก คอเล็กเรียวพยุงหัวงูซึ่งหนักอึ้งแทบไม่ไหว คอยแต่จะฟุบลงมา

ฤทธิ์ของสุราสยงหวงร้ายกาจอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ ทำเอาร่างที่แท้จริงของจู๋จือหลางสำแดงออกมา

คราวนี้เสิ่นชิงชิวรู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ เขาเก็บพัดด้ามจิ้วของใครก็ไม่รู้ที่เจ้าของโยนทิ้งไว้ขึ้นมากางออก

งูยักษ์เลื้อยมาหาเขา ขดอ้อมสองรอบเหมือนอยากพัดรัดเขาไว้ ทว่าเสิ่นชิงชิวกระโจนหนีออกมาได้อย่างสบายๆ

ลำตัวงูบิดเร่า ทลายตึกออกมาเหมือนคนเมา ตกลงไปกลางถนน ทำเอาคนเดินผ่านไปผ่านมาตกใจจนกรีดร้องลั่นแตกฮือไปคนละทิศละทาง

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 150

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-49

ตอนที่ 49

เสียงเลือดเนื้อฉีกขาด

ตามมาด้วยเสียงครางแหบแห้ง

เสิ่นชิงชิวบีบขมับ ภาพเบื้องหน้าค่อยๆคมชัดขึ้น

เลือดไหลนองเป็นทะเล ศพกองทับกันเป็นภูเขา

ลั่วปิงเหอยืนอยู่ท่ามกลางฉากที่ดูเหมือนแดนชำระบาปในนรก ตัวตรงนิ่งไม่หวั่นไหว เขาสวมชุดดำจึงมองไม่เห็นสีเลือดที่อาบย้อมอยู่บนผ้า แต่ซีกหน้าด้านหนึ่งเปื้อนหยดแดงเป็นจุดๆเพราะถูกเลือดกระเซ็นใส่ เขายกกระบี่ขึ้นกวัดแกว่งอย่างไม่รู้สึกรู้สาเยี่ยงเครื่องจักร

เดิมนั้นเมื่อเสิ่นชิงชิวเห็นลั่วปิงเหอ ในสมองก็ผุดภาพฝ่ายนั้นกอดศพเขากลิ้งลงจากเตียงโดยอัตโนมัติ เลยทำใจให้มองเต็มตาไม่ได้จริงๆ แต่ตอนนี้ลั่วปิงเหอกลับกำลังเข่นฆ่าสังหารสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นในห้วงฝันแบบนี้ต่างกับการเอามีดดาบมาป่วนสมองตัวเองตรงไหนกัน

หากไม่ใช่คนปัญญาอ่อนไม่รู้จักคิด ก็มีแต่คนเสียสติเท่านั้นถึงจะทำเช่นนี้

ถึงเสิ่นชิงชิวจะชอบบอกว่าลั่วปิงเหอเป็นสาย M ชอบทารุณตัวเอง แต่ทารุณตัวเองถึงขึ้นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่อาจก็ฝืนหัวเราะออกมาแล้วหาเรื่องแขวะได้เลย

ลั่วปิงเหอเหลือบตาขึ้นมองเขา แววตาขุ่นมัวสับสน ท่าทางเหมือนคนสติไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่พอภาพสะท้อนของเสิ่นชิงชิวปรากฎขึ้นในดวงตา แววตาก็แจ่มกระจ่างขึ้นมาทันใด ก่อนปากระบี่ในมือออกไปเสียไกล แล้วเอาสองมือที่เปรอะเลือดไปซ่อนไว้ข้างหลัง ร้องเรียกเบาๆ “ซือจุน”

แต่นึกออกว่าที่หน้าก็มีเลือดเปรอะด้วยเหมือนกัน จึงแก้สถานการณ์ด้วยการเอาแขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนหน้าซีกนั้น ผลปรากฎว่ายิ่งเช็ดยิ่งเลอะ เลยยิ่งร้อนตัวอยู่ไม่สุข เหมือนเด็กที่ขโมยของแล้วถูกจับได้

รอบเดียวแปลกใหม่ รอบที่สองคุ้นชิน เสิ่นชิงชิวเก๊กจนเคยตัวแล้วราวกับถูกตั้งโปรแกรมมา จึงยังนิ่งได้อยู่ และพออ้าปากกล่าววาจาเลยใช้น้ำเสียงอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว “เจ้ากำลังทำอะไร”

ลั่วปิงเหอตอบเสียงเบา “ซือจุน ข้า…ข้าสูญเสียท่านไปอีกแล้ว ศิษย์ช่างใช้การไม่ได้ กระทั่งร่างของท่านก็ปกป้องไว้ไม่ได้”

ได้ยินคำตอบนี้เข้าสีหน้าของเสิ่นชิงชิวก็ปรากฏแววซับซ้อนเฉกเช่นเดียวกับความรู้สึก

สรุปแล้วการที่เขาเที่ยวเข่นฆ่าสิ่งที่สร้างขึ้นในห้วงฝันของตนเองเมื่อครู่ ก็เพื่อเป็นการ…ลงโทษตัวเองหรือ

เห็นลั่วปิงเหอกระทำได้เจนจัดขนาดนี้ เกรงว่าคงไม่ได้ทำแบบนี้เป็นครั้งแรกแล้ว มิน่าเล่าคราวก่อนที่เขาเข้าไปในห้วงฝันของลั่วปิงเหอ เจ้าตัวถึงได้แยกแยะไม่ออกว่าเขาคือภาพภายาหรือผู้บุกรุกจากภายนอก

เสิ่นชิงชิวถอนใจ ใช้ความคิดหนึ่งตลบ จากนั้นจึงกล่าวปลอบประโลมเสียงเบา “สูญเสียไปแล้วก็สูญเสียไปเถอะ ข้าไม่ตำหนิเจ้าหรอก”

ลั่วปิงเหอมองเขาอย่างตกตะลึง “…แต่ตอนนี้ข้าเหลือแต่ร่างนั้นเท่านั้น”

เสิ่นชิงชิวพลันไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ อย่าบอกนะว่าตลอดห้าปีมานี้ลั่วปิงเหอกอดร่างซึ่งเป็นเปลือกว่างเปล่าที่เขาไม่ต้องการแล้วมาตลอด

แต่แล้วเสียงของลั่วปิงเหอก็เย็นเยียบขึ้น “หลังจากเหตุการณ์ที่เมืองฮวาเยวี่ยข้าเคยสาบานไว้ว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ยอมเสียซือจุนไปอีก แต่ก็ยังปล่อยให้ผู้อื่นมาแย่งชิงไปเสียได้”

ความคับแค้นและเส้นสีแดงเข้มในดวงตาพลุ่งพล่านรุนแรง กระบี่ที่ถูกเขาเหวี่ยงทิ้งเมื่อครู่ถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง แล้วแทงทะลุอก ‘คน’ สองสามคนที่ดิ้นกระเสือกกระสนอยู่กับพื้น เสียงร้องชวนสังเวชลอยมาเข้าหู

เสิ่นชิงชิวรีบเข้าไปฉุดเขาแล้วตำหนิ “เจ้าอย่าวู่วาม ต่อให้อยู่ในความฝัน นี่ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายตัวเอง อย่าบอกว่าเจ้าลืมไปแล้วเล่า”

ลั่วปิงเหอย่อมไม่ลืม ซ้ำจับจ้องเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาแน่วแน่ พลิกมือมากุมหลังมือเขา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยกล่าว “ข้ารู้ว่าข้ากำลังฝัน มีแต่ในฝันเท่านั้นที่ซือจุนยังตำหนิข้าเช่นนี้”

ได้ฟังประโยคนี้เสิ่นชิงชิวพลันตระหนักขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ไม่ได้การแล้ว นี่มันไม่ถูกต้อง

ไม่อาจทำกับลั่งปิงเหอเช่นนี้ หากไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นต่อใคร ก็ไม่ควรให้ความหวังกับเขา ยิ่งหวังมากก็จะยิ่งผิดหวังรุนแรง ขืนปล่อยให้สติเลอะเลือน อาจถึงขึ้นคลุ้มคลั่งวิปลาสหนักขึ้นไปอีก

ต่อให้อยู่ในฝัน ก็ไม่ควรมัวทำโยกโย้พิรี้พิไร ตัดให้ขาดไปเสีย ขืนปล่อยให้คลุมเครือต่อไปก็จะกลายเป็นบ่วงกรรมแล้ว

เสิ่นชิงชิวชักมือกลับโดยไม่ลังเล ปรับสีหน้าใหม่ วางท่าให้สูงส่งเย็นชาชนิดกีดกันผู้คนให้ออกห่างพันลี้อย่างที่ตัวเองเชี่ยวชาญเป็นที่สุด แล้วหมุนกายหมายจากไป

ลั่วปิงเหอพอถูกทิ้งอย่างไม่ใยดีก็ยืนเซ่อไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบวิ่งตามมา “ซือจุน ข้ารู้ความผิดแล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเย็นชา “รู้ว่าผิดแล้วก็อย่าตามมา”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างร้อนรน “ข้าสำนึกเสียใจนานแล้ว แต่หาวิธีบอกท่านไม่ได้ ท่านยังโกรธที่ข้าบีบบังคับให้ท่านระเบิดพลังทิพย์ตัวเองใช่หรือไม่ ข้าซ่อมแซมเส้นชีพจรทิพย์ทั้งหมดในร่างกายท่านเสร็จแล้ว ไม่หลอกลวงเด็ดขาด ขอเพียงข้าเข้าไปในสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้ จะต้องมีหนทางทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาแน่

เสิ่นชิงชิวไม่พูดอะไร ขณะที่ลังเลว่าควรพูดจารุนแรงขึ้นอีกหน่อยดีไหม ฝ่ายนั้นจะได้ล้มเลิกความคิดฝังใจนี้ไปเสีย ทว่าลั่วปิงเหอกลับพุ่งกายเข้ามาสวมกอดเขาไว้จากด้านหลังอย่างแน่นหนา จะดิ้นจะผลักอีท่าไหนก็ไม่ยอมปล่อย

เสิ่นชิงชิวถูกเขากอดจนแข็งทื่อไปทั้งตัว ให้ความรู้สึกเหมือนถูกตัวอะไรสักอย่างที่มีขนยุ่บยั่บถูไถ ทำเอาขนลุกเกรียว ต้องรวมพลังไว้ที่มือ ทั้งที่ไม่อาจโจมตีออกไปจริงๆ เขากัดฟันกล่าวออกไปคำหนึ่ง “ไปซะ”

ไหนว่าเนื้อเรื่องหลังลั่วปิงเหอเปลี่ยนเป็นสายดาร์ค จะไม่มีแนวรันทดขมขื่นแล้วไงล่ะ! อย่ามายื้อๆยุดๆกันแบบนี้ซิ!

ลั่วปิงเหอทำหูทวนลม “หรือซือจุนยังโกรธเรื่องที่เมืองจินหลัน?”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ถูกต้อง”

ลั่วปิงเหอยิ่งไม่ยอมปล่อยมือ งึมงำว่า “ตั้งแต่ข้าออกมาจากห้วงอเวจี ข้ารู้ว่าซือจุนประกาศต่อคนภายนอกว่าข้าถูกเผ่ามารสังหาร ตอนแรกข้ายังเข้าใจว่าซือจุนใจอ่อน ถึงอย่างไรก็ยังหลงเหลือความผูกพันอยู่บ้าง ถึงไม่ยอมให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่เหลือที่ยืน แต่นึกไม่ถึงว่าพอเจอหน้ากัน และเห็นท่าทางของซือจุน เกรงว่าที่คิดไว้ก่อนหน้าคงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว เป็นได้ว่าที่ซือจุนปิดบังเรื่องของข้า ก็เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าสั่งสอนมารตัวหนึ่งออกมา จนทำให้ตนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงต่างหาก”

เขาพูดได้น่าสงสารยิ่งนัก พูดประโยคหนึ่งก็รีบละล่ำละลักอีกประโยคตามมา เหมือนกลัวว่าเสิ่นชิงชิวจะตัดบทไม่ให้เขาพูดต่อ “เรื่องคนเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ ตอนนั้นข้าโกรธจนหน้ามืดตาลายเลยปล่อยให้ซือจุนถูกส่งเข้าคุกน้ำ…ข้าสำนึกผิดนานแล้ว”

หากเป็นลั่วปิงเหอในโลกแห่งความจริง ไม่มีทางพล่ามไม่หยุดโดยไม่สนภาพลักษณ์แบบนี้แน่ น่าจะมีเพียงในความฝันที่เขาสร้างขึ้นเองเท่านั้น ถึงกล้าพล่ามยาวขนาดนี้ ในเวลาเช่นนี้หากผลักไสเขาออกไปก็เหมือนตบหน้าเด็กผู้หญิงที่อุตส่าห์รวบรวมความกล้าอย่างยากลำบาก ยกหูโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นระริกโทรหาพี่สาวซุปไก่ เพื่อคร่ำครวญปรับทุกข์ทั้งน้ำตา มันก็ออกจะโหดร้ายไปหน่อยจริงๆ

(พี่สาวซุปไก่ หมายถึงคนที่ตั้งตนเป็นผู้ให้คำปรึกษา และพูดคำคมเพื่อสร้างกำลังใจ คำว่าซุปไก่เป็นแนวคิดเดียวกับหนังสือ แนวทางพัฒนาตันเองภาษาอังกฤษ Chicken Soup for Soul)

ใจหนึ่งเสิ่นชิงชิวก็สงสาร แต่อีกใจก็รู้สึกว่ามันจะบ้าบอไปกันใหญ่แล้ว จะมีอะไรน่าขันไปกว่านี้อีกไหมนี่ คนที่คุณอุตส่าห์ทุ่มเทวางแผนหลบหนีมานานหลายปี สุดท้ายกลับพบว่าเขาไม่ได้อยากฆ่าคุณเลยสักนิด เขาเพียงแค่แอบชอบคุณ แต่ไม่ว่าจะอยากฆ่าหรืออยาก ‘ฟัค’ คุณ ผลมันก็อีหรอบเดียวกันนั่นแหละ ยังไงเสิ่นชิงชิวก็ขอหนีเอาชีวิตรอดก่อนละกัน

ฝ่ายหนึ่งอยากเจอแต่ไม่อาจเจอ เฝ้ากอดศพเอาไว้ห้าปี ส่วนอีกฝ่ายก็หลบหลีกแทบตาย กลับรู้สึกว่าดันเจอกันบ่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เสิ่นชิงชิวมือแข็งทื่อ ยกขึ้นแล้ววางลง กำมือแล้วก็คลาย สุดท้ายถอนใจ ลูบศีรษะที่สูงกว่าตัวเอง

แม่งเอ๊ย! ยอมแพ้แล้วจริงๆ

พระเอกนิยายฮาเร็มสายดาร์กดีๆ คนหนึ่ง ตอนนี้อย่าว่าแต่ฮาเร็มเลย เมียสักคนก็ไม่มี ไม่แน่ว่าอาจจะเวอร์จิ้นอยู่เลยด้วยมั้ง ทำตัวเองจนกลายเป็นแบบนี้ หากเขาลงดาบซ้ำเข้าไปอีกก็ดูจะไร้น้ำใจเกินไป เขายังคงพ่ายแพ้ให้ลั่วปิงเหอที่เอาความน่าสงสารมาเป็นจุดขายอยู่ดี เพราะตัวเขาใจอ่อนขี้สงสาร

ลั่วปิงเหอคว้ามือข้างนั้นของเขาไว้ทันที เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าผิวตรงฝ่ามือลั่วปิงเหอที่วางอยู่บนหลังมือเขาตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบอยู่บ้าง เมื่อมองให้ดูๆจึงรู้ว่าที่แท้เป็นรอยแผลที่เกิดจากกระบี่

ตอนแรกเสิ่นชิงชิวไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น บนร่างอีกฝ่ายถึงได้ปรากฎรอยแผลเป็นมากมายปานนี้ แต่แล้วก็นึกออก คืนนั้นในเมืองจินหลัน ลั่วปิงเหอไล่ตามตนเหมือนแมวเล่นไล่จับหนู สุดท้ายพอจับได้ ตนก็เอากระบี่แทงลั่วปิงเหอไปทีหนึ่ง ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายนั้นใช้มือคว้าคมกระบี่ซิวหย่าตรงๆ

ส่วนแผลที่ตำแหน่งใกล้หัวใจ เขายิ่งไม่สมควรลืม นั่นคือรอยกระบี่ที่เขาแทงลั่วปิงเหอโดยไม่ตั้งใจ เพื่อบังคับให้ลงไปในห้วงอเวจี

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เขาแทงลั่วปิงเหอ ฝ่ายนั้นจะไม่เคยเบี่ยงกายหมีแม้แต่ครั้งเดียว ไม่หลบไม่หลีก ยอมรับกระบี่โดยตรง ปล่อยให้เขาแทงยอมให้เขาเชือด ด้วยเหตุนี้ทั้งสองครั้งที่เสิ่นชิงชิวไม่ได้ตั้งใจจะแทงจริงๆ จึงแทงเข้าไปเต็มๆ หลังจากถูกแทงก็ไม่ยอมรักษาแผล กลับจงใจปล่อยไว้อย่างนั้น

หากเป็นก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวคงฟันธงไปแล้วว่านั่นเป็นการผูกพยายาทของลั่วปิงเหอ ที่ต้องหลงเหลือรอยแผลเอาไว้ย้ำเตือนความแค้น แต่การกระทำดังกล่าวมีความหมายว่ายังไง ยามนี้เสิ่นชิงชิวไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว

นิยายแสนยาวเรื่องหนึ่งอ่านจบแล้ว เด็กน้อยก็เติบใหญ่แล้ว เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลั่วปิงเหอความจริงแล้วเป็นชายหนุ่มที่ใสซื่อบริสุทธิ์คนหนึ่ง หนุ่มเจ้าชู้ผู้มากไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง เมื่อกลายเป็นเกย์ คำว่าเจ้าชู้กลับหายไปเสียดื้อๆ

ลั่วปิงเหอที่ถูกเขาเลี้ยงมา ตอนนี้โน้มเอียงไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ จิตใจละเอียดอ่อนเสียยิ่งกว่าสาวน้อย ทั้งยังเป็นสาย M และอ่อนไหวง่ายอีกต่างหาก

บางทีอาจไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยรู้มาก่อน ทว่าไม่เคยคิดอยากค้นหามันต่างหาก สรุปแล้วก็คือเสิ่นชิงชิวยึดถือลั่วปิงเหอเป็นตัวละครในนิยาย ใช้หลักการมองอยู่ไกลๆแบบคนนอก บางครั้งก็หยอกเล่นบ้าง ส่วนใหญ่แล้วคือยอมรับนับถือแต่ไม่ขออยู่ใกล้ ไม่ว่ายังไงสำหรับเขาแล้ว ตัวตนของลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมก็ยังเป็นภาพที่จำฝังหัวเขามากที่สุด

แต่กับลั่วปิงเหอที่เป็นแบบนี้ ถึงเสิ่นชิงชิวจะรู้สึกว่ายุ่งยากอึดอัดใจเหลือเกินแล้ว กลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับอีกฝ่ายดี

เขามัวหมกหมุ่นกับความคิดตัวเองเลยมองไม่เห็นจากมุมนี้ ว่ามุมปากข้างหนึ่งของลั่วปิงเหอกำลังโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม

บทที่ 12 จู๋จือ

หลังจากฟื้น เสิ่นชิงชิวลืมตามอง ด้านบนเป็นผ้าโปร่งสีขาวผืนหนึ่ง มีคนผลักประตูเปิดออกแล้วเดินเข้ามา ก่อนปิดประตูเบา ๆ “ตื่นแล้วหรือ”

เสิ่นชิงชิวเอี้ยวคอมอง

แสงไฟชวนให้คนดูอบอุ่นมีชีวิตชีวามากกว่าแสงจันทร์ ชายหนุ่มคนนั้นหน้าตาดีอย่างที่คาดไว้จริงๆ มุมปากมีร้อยยิ้ม หน้าตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตาที่ฉายแววสุกใสอ่อนโยนคู่นั้น

เขาเคยเห็นดวงตาคู่นี้มาก่อน ดวงตาสุกใสที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยทะเลสาบน้ำค้าง

เสิ่นชิงชิวพรวดพราดลุกขึ้นนั่งถุงน้ำแข็งเลยหล่นจากหน้าผาก ชายหนุ่มก้มตัวลงเก็บเอามาวางบนโต๊ะแล้วเปลี่ยนอันใหม่ให้เขา

ด้วยเหตุนี้ คำถามอย่าง ‘เจ้าเป็นใคร’ ‘มีจุดประสงค์ใด’ ที่เดิมทีคาอยู่ในปาก เสิ่นชิงชิวจึงเหนียมอายไม่กล่ากล่าวออกมา เขาไอแห้งๆทีหนึ่งกล่าวอย่างสำรวมว่า “ขอบพระคุณมากที่ช่วยข้าออกมาจากวังฮ่วนฮวา”

ชายหนุ่มที่ดูเยาว์วัยคนนั้นยืนอยู่ข้างโต๊ะ ยิ้มพลางกล่าว “มนุษย์มีคำพูดว่าน้ำหนึ่งหยดตอบแทนพระคุณด้วยน้ำพุทั้งบ่อ อีกทั้งบุญคุณของเสิ่นเซียนซือที่มีต่อข้านั้น เกินกว่าน้ำหนึ่งหยดมากนัก”

ข้อหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้ความจริงแล้วเป็นชายร่างงูที่ป่าน้ำค้างขาว

ข้อสอง ชายหนู่ผู้นี้รู้ว่าผู้ที่อยู่ภายใต้เปลือกนี้คือเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวลองถามเป็นการหยั่งเชิง “…เทียนหลางจวิน?”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงมีคำว่า ‘ฟ้า’ อยู่ใน ‘มารฟ้าแห่งบรรพกาล’ ก็เพราะว่ากันว่าสายโลหิตนี้สืบทอดมาจากคนของเผ่าสวรรค์ที่ตกต่ำแปรเปลี่ยนเป็นมาร สายเลือดต้องบริสุทธิ์ยิ่งกว่าลั่วปิงเหอถึงจะสามารถสะกดข่มโลหิตมารฟ้าในกายเสิ่นชิงชิวได้ ซึ่งแบบนี้ก็มีปัญหาแล้ว สายเลือดของมารฟ้าที่นิยายดั้งเดิมเขียนเอาไว้นั้น เท่าที่เสิ่นชิงชิวรู้มีอยู่สองคนคือ ลั่วปิงเหอ แล้วก็พ่อของลั่วปิงเหอ เขาเลยได้แต่เดาว่าน่าจะเป็นใคร

โบราณว่าคนเราพลาดกันได้แต่อย่าให้เกินสามครั้ง จนกระทั่งถึงตอนนี้เสิ่นชิงชิวเดาทุกปริศนาออกอย่างราบรื่นมาตลอด ในที่สุดก็มาเจอกำแพงเข้าให้แล้ว

ชายหนุ่มส่ายหน้า “เสิ่นเซียนซือเข้าใจว่าข้าเป็นจวินซั่ง ยกย่องเกินไปแล้วจริงๆ”

พอได้ยินคำว่า ‘จวินซั่ง’ เพียงสองพยางค์ ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็รู้แล้วว่านี่คือตัวละครไหน

ตอนที่นิยายดั้งเดิมเปิดฉากมา เทียนหลางจวินก็ถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาสูงแล้ว ส่วนศึกครั้งใหญ่หลายปีก่อนเพราะมันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับความเป็นหนุ่มนักรักของพระเอกเท่าไหร่ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเลยบรรยายแค่ว่า ‘สู้ยอดฝีมือของโลกผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนที่นัดกันมารุมโจมตีไม่ได้ ถูกสะกดไว้ใต้บรรพตxx ไม่อาจหลุดพ้นออกมาชั่วชีวิต ขุนพลคนสนิทมีทั้งบาดเจ็บ ล้มตายและสูญหาย’

แล้วตกลงไอ้บรรพตxx นี่มันภูเขาอะไร เสิ่นชิงชิวเคยขบคิดปัญหานี้อย่างละเอียดมาก่อน แต่หลังจากถูกระตุ้นให้คิด ในที่สุดเขาก็นึกออกแล้วว่า xx มันคือที่ไหน

บรรพตน้ำค้างขาว

ป่าน้ำค้างขาวบนบรรพตน้ำค้างขาว

เสิ่นชิงชิวมองชายหนุ่มขึ้นๆลงๆอย่างประเมิน นี่ก็คือ ‘ขุนพลคนสนิท’ ของท่านพ่อลั่วปิงเหอนั่นเอง

ทว่าเขาดูไม่มีเค้าของชายร่างงูตนนั้นเลยสักนิด เสิ่นชิงชิวกลืนน้ำลาย “รบกวนถาม…นามอันสูงส่งได้หรือไม่”

ชายหนุ่มตอบอย่างเกรงอกเกรงใจ “จู๋จือหลาง ในสังกัดเทียนหลางจวิน”

ฝ่ายนั้นพูดยังไม่ทันจบ ระบบก็ส่งเสียงแจ้งข้อมูล [ปรับปรุงเนื้อเรื่องและตัวละครซ่อนเร้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ค่า B เพิ่ม 300 คะแนน เริ่มโปรเจคกลบหลุม ค่า B เพิ่ม 100 คะแนน]

ทำเอาเสิ่นชิงชิวดีใจจนแทบสะกดไม่อยู่

‘กลบหลุม’ หมายถึงการปิดบรรดาคดีสังหารบ้าบอคอแตกซึ่งไร้ที่มาที่ไปและ Bug ที่ใส่ไว้ในนิยายดั้งเดิมซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเฉลยปริศนาว่าตกลงแล้วมือสังหารที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร นี่ก็คือ(หนึ่งใน)ประเด็นที่เสิ่นหยวนก่นด่าเอาไว้มากที่สุดใน ‘เทพมารอหังการ’ และพออ่านนิยายจบก็ทำเอาเขาแค้นใจจนแทบตีอกชกหัว กัดฟันกรอด

ตอนนี้เขาได้ชักนำให้ตัวละครที่ไม่เคยปรากฏโฉมมาก่อนให้ออกมา อีกทั้งระบบก็เริ่มโปรเจคกลบหลุมแล้ว หรือว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นการเปิดเผยความจริงของปริศนาเหล่านั้นแล้ว?

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าเคยช่วยเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง เจ้าก็ช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง ถือว่าหายกันแล้ว”

ที่เขาพูดว่า ‘เคยช่วยเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง’ หมายถึงตอนนั้นที่เขาห้ามกงอี้เซียวไม่ให้ฆ่าชายร่างงู

จู๋จือหลางกลับส่ายหน้า “ไม่ใช่แค่นั้น หากมิใช่เพราะเสิ่นเซียนซือ เกรงว่าอีกหลายปีผู้น้อยก็ยังไม่อาจเข้าใกล้หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา จะนับว่าหายกันแล้วได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังก็สบใจพอดี จึงถามว่า “เช่นนั้นขอปรึกษาหน่อยเถอะ เจ้าไม่สามารถเอาไอ้สองตัวที่อยู่ในเลือดข้าออกมาได้เลยหรือ หรือจำต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น?”

แบบ…เหมือนในร่างคุณมีพยาธิอยู่ แต่หมอบอกว่าวิธรการรักษาพยาธิตัวนี้ก็ถือใส่พยาธิอีกตัวเข้าไปสู่กับมัน คิดแล้วแบบไหนก็แย่พอกัน!

จู๋จือหลางกล่าวว่า “อืม นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้น้อยเอาโลหิตมารฟ้ามาใช้งาน ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่ามีวิธีอะไรขับโลหิตมารฟ้าออกจากร่างได้”

ถึงจะผิดหวัง แต่เสิ่นชิงชิวก็ทำท่าบอกให้รู้ว่าเขาเข้าใจ เมื่อโลหิตเข้าสู่ร่างกาย หลอมเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดในร่างกายคนจนไม่เหลือร่องรอย จะแยกมันออกมาก็เป็นไปได้ยากจริงๆ

จู๋จือหลางกล่าวว่า “แม้ไม่อาจขับ ทว่าขอเพียงเลือดของผู้น้อยยังอยู่ในร่างของเสิ่นเซียนซือ โลหิตมารฟ้าของท่านผู้นั้นก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ประเดี๋ยวพอไปที่ภพมาร ยิ่งไม่อาจใช้สืบสาวร่องรอย และสั่งให้มันทรมานท่านได้อีก”

เดี๋ยวนะ

เสิ่นชิงชิว “เดี๋ยวๆ ข้าเคยบอกตอนไหนว่าจะไปภพมาร”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “ใกล้จะไปเร็วๆนี้แล้วขอรับ”

เสิ่นชิงชิวสังเกตสีหน้าเขา “คำว่า ‘ตอบแทน’ ที่เจ้าพูด คงไม่ใช่ว่าจะพาข้าไปที่ภพมารหรอกกระมัง”

จะไปภพมารทำแป๊ะอะไร ทรัพยากรทางวัตถุก็ขาดแคลน วัฒนธรรมประเพณีก็ขัดกัน ไหนจะไม่ถูกกับดินฟ้าอากาศ อีกทั้งตอนนี้มีเรื่องให้กังวลอีกเป็นกระบุง ก่อนหน้านี้เจอลั่วปิงเหอนอกกกกอดศพชนิดเกือบจะเข้าขั้นพวกเนโครฟีเลีย ก็ทำเอาตกใจจนไข้ขึ้นสมองไปทีหนึ่งแล้ว

(เนโครฟีเลีย หมายถึง อาการทางจิตที่ชอบมีอะไรกับศพ)

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 149

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

Novel Scumbag System 2-48

ตอนที่ 48

ระหว่างที่ต่อสู้กัน เสื้อผ้าของซากร่างนั้นหลุดลุ่ยลงมาถึงเอว ฝ่ามือของลั่วปิงเหอแนบติดกับผิวขาวๆของศพโดยตรง

หลิ่วชิงเกอจ้องจนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแทบปูดโปน “เดรัจฉาน อย่างไรเขาก็เป็นซือจุนเจ้านะ”

ลั่วปิงเหอตอบง่ายๆ “หากเป็นคนอื่น ท่านคิดว่าข้าจะทำเช่นนี้หรือ”

ศิษย์ของวังฮ่วนฮวาที่ล้อมอยู่ด้านนอกหลายชั้นล้วนยืนเซ่อซ่าทำอะไรไม่ถูก ทว่าลั่วปิงเหอหาได้สนใจไม่ จดจ่ออยู่กับการรับมือหลิ่วชิงเกอ พลังทิพย์ที่แผ่ออกมาจากร่างคนทั้งคู่ปั่นป่วนไปทั่วห้องราวกับน้ำเดือด สีหน้าแววตาแต่ละคนน่ากลัวยิ่ง จึงไม่มีศิษย์วังฮ่วนฮวาหน้าไหนกล้าเหยียบย่างเข้าไปข้างในเพราะกลัวโดยลูกหลงไปด้วย

เสิ่นชิงชิวไม่กลัวจะโดยลูกหลง แต่แค่ทำใจให้มองตรงๆไม่ได้เท่านั้น

…โหดร้ายเกินไปแล้ว มหาโหดจริงๆ

ต่อให้สมองเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนผิวพระจันทร์ยังไง เขาก็ไม่คิดไม่ฝันเด็ดขาดว่าจะมีสักวันที่ตนเองจะกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ต้องมาเล่นบทซึ่งเขียนมาอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ร่างที่ลั่วปิงเหอกอดอยู่ ความจริงตายแล้วไม่ใช่รึ ตายชัวร์ไม่พลาดแน่นอน

เพราะนั่นมันซากร่างของเขาเอง!

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้สมองขบคิดให้ลึกซึ้งแล้วจะกระจ่างถึงความน่ากลัว ต่อให้ไม่คิดอะไรก็น่ากลัวเป็นที่สุดแล้ว!

ถึงทำใจให้มองตรงๆไม่ได้ ทว่าเขายังไม่ลืมว่าเมื่อกี้ตนหวนกลับมาทำไม

เสิ่นชิงชิวย่องไปอยู่ข้างหลังหลิ่วชิวเกอซึ่งสะดุ้งเพราะทีแรกเข้าใจว่าเขาลอบเข้ามาโจมตี จึงหัวเราะหยันทีหนึ่ง เตรียมใช้พลังทิพย์เหวี่ยงคนผู้นั้นกระเด็นออกไป แต่แล้วมือข้างหนึ่งกลับแนบเข้าที่แผ่นหลัง จากนั้นกระแสปราณทิพย์ที่อ่อนโยนทว่ามั่นคงสายหนึ่งก็ถ่ายเทเข้าสู่ชีพจรทิพย์ของตน

หลิ่วชิงเกอได้รับความช่วยเหลือ ลั่วปิงเหอจึงถูกกดดันพอสมควร

แต่หลิ่วชิงเกอไม่กล้าประมาท ผินหน้ามาเล็กน้อย มองจากหางตา เห็นเพียงใบหน้าเลือนรางของผู้ที่อยู่ด้านหลัง คล้ายกับใช้บางสิ่งบางอย่างอำพรางโฉมไว้

หลิ่วชิงเกอกดเสียงต่ำถาม “ผู้ใด”

เสิ่นชิงชิวไม่ตอบ เพียงเพิ่มพลังส่งเข้าไปอีก พลังทิพย์สองสายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ถึงลั่วปิงเหอยันไหว ทว่าพลังทิพย์ที่มุ่งโจมดีสายนี้จะไหลผ่านร่างเขาไปยังร่างในอ้อมกอดด้วย เขาสลายพลังโจมตีได้ แต่คนตายทำไม่ได้ หากไม่ปล่อยมือก็มีแนวโน้มว่าร่างนี้อาจถูกพลังทิพย์สร้างความสั่นสะเทือนจนเจ็ดทวารแตกซ่าน

ลั่วปิงเหอไม่มีวันยอมให้ร่างนี้ได้รับความเสียหายเด็ดขาดเลยจำต้องปล่อยมือ ซากร่างนั้นจึงถูกพลังทิพย์ที่พลุ่งพล่านดีดสะท้อนออกไปทันที

หลังจากลั่วปิงเหอเป็นอิสระ สายตาของเขาก็ยังจับนิ่งอยู่ที่ร่างนั้นตลอด สีหน้ามีแววจำใจแกมไม่ยินยอมพร้อมใจ

เสิ่นชิงชิวเห็นสีหน้าเช่นนี้ของเขาก็อดสงสารไม่ได้ เพียงต้องการใช้วิธีนี้บีบบังคับเขาให้ต้องปล่อยมือเท่านั้น แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนรังแกอีกฝ่ายเข้าเลยล่ะ

ศิษย์สองสามคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหมายเข้าไปขยับซากศพ แต่ถูกลั่วปิงเหอตวาดลั่น “ห้ามแตะ!” ก่อนโบกแขนเสื้อจากระยะไกล พาให้ทางนั้นร้องกันโหยหวน

เสิ่นชิงชิวถอนพลังทิพย์ที่ถ่ายทอดเข้าสู่กลางหลังหลิ่วชิงเกอ สะกิดปลายเท้าทีหนึ่ง กระโจนออกมาข้างหน้า คว้าร่างนั้นเอาไว้มั่น

ตัวเองกอดซากศพตัวเอง ความรู้สึกนี้ช่างซับซ้อนเกินคำบรรยายจริงๆ

เสิ่นชิงชิวมองคร่าวๆ ร่างที่เคยเป็นของเขามาก่อนยังคงดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดอย่างไม่น่าเชื่อ แขนขานุ่มนิ่มไม่แข็งทื่อ ดูไม่ต่างอะไรกับคนหลับลึกทั่วๆไปเลย แต่ว่าสองตาปิดสนิท ไร้ลมหายใจ

ผู้ที่ระเบิดตัวเองนั้นพลังทิพย์จะสลายหมดสิ้น ภายในร่างกายไม่เหลือพลังฝึกปรือมาช่วยคุ้มครองไม่ให้สภาพศพเน่าเปื่อย อีกทั้งตายเกินห้าปีแล้ว ใช้แต่น้ำแข็งอย่างเดียวมารักษาเอาไว้ อย่างไรสภาพก็ไม่อาจดีได้ขนาดนี้ ทว่าบนร่างก็ไม่มีกลิ่นยา คงไม่ได้เอาสารเคมีอะไรมาใช้เป็นแน่ ไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอใช้วิธีอะไร

เสิ่นชิงชิวรีบหลบพลังโจมตีรุนแรงสายหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นลั่วปิงเหอกำลังจ้องเขาเขม็ง ใบหน้าฉายแววอำมหิต

เสิ่นชิงชิวจึงค่อยพบว่าศพที่อยู่ในอ้อมแขนของเขานี้เสื้อผ้าท่อนบนหลุดลุ่นหมดจนเห็นแผ่นอกเปลือยโล่งอล่างฉ่าง ทั้งเห็นทั้งคลำ อย่างไรก็ไม่ใช่ภาพที่จรรโลงสายตาเลยสักนิด ออกจะล่อแหลมเสียด้วยซ้ำ

เขารีบสาละวนดึงเสื้อขึ้นปิดร่างศพ แล้วโยนเผือกร้อยในมือไปทางหลิ่วชิงเกอ “รับไว้”

ลั่วปิงเหอปรารถนาจะเข้าไปชิงกลับมา แต่ถูกเสิ่นชิงชิวพัวพันไว้

เดิมทีเสิ่นชิงชิวกลัวว่าลั่วปิงเหอจะสั่งการกู่โลหิตในร่างให้ทำงาน แต่ไม่รู้เพราะบ้าเลือดจนคลุ้มคลั่งไปแล้วหรือร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก เลยไม่ได้งัดเอาไพ่เด็ดใบนี้ออกมาใช้ มือข้างหนึ่งของหลิ่วชิงเกอประคองศพไว้ ขณะที่มืออีกข้างร่ายเวทสั่งการกระบี่เฉิงหลวนให้ตีโต้ศิษย์วังฮ่วนฮวาที่ดาหน้ามากลุ้มรุม ร่างนี้ถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา สุดท้ายเมื่อหลิ่วชิงเกอรับมาได้ เสื้อผ้าบนร่างก็ขาดวิ่นไปจนหมดแล้ว ฝ่ามือจึงแนบติดอยู่กับผิวลื่นละมุนเปล่าเปลือยที่ทั้งเนียนละเอียดทั้งเย็นยะเยียบแบบเต็มๆ จุดที่มือสัมผัสคล้ายมีกระแสไฟฟ้าแล่นปราด ทำเอาหลิ่วชิงเกอตัวแข็งทื่อ จะเอามือวางตรงไหนก็ดูไม่เหมาะไปเสียหมด เกือบจะจับโยนกลับไปอยู่แล้วเชียว ดีที่ยับยั้งใจไว้ได้ทัน รีบถอดเสื้อตัวนอกของตน ผ้าขาวสยายออกราวกับปีกนอกก่อนจะห่อหุ้มร่างในอ้อมแขนเขาไว้ เฉิงหลวนเหินกลับมาจอดนิ่งอยู่แทบเท้า

ดวงตาของลั่วปิงเหอเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน หอฮ่วนฮวาทั้งหลังราวกับหีบที่ถูกผนึกไว้แน่น โดยในหีบวางระเบิดเอาไว้ลูกหนึ่ง เมื่อเกิดระเบิดขึ้น ผนังทั้งสี่ด้านก็พังครืนลงมา

ที่ตามมาหลังจากฝุ่นทรายสะเก็ดหินปลิวว่อน นอกจากคน คน และคนล้มลงแล้ว ยังมีเสียงโลหะสองชิ้นกระทบกับพื้นดังเคร้งคร้าง เสิ่นชิงชิวเพ่งมอง กลับพบว่าเป็นกระบี่สองเล่ม

เจิ้นหยางกับซิวหย่า

กระบี่สองเล่มนี้เดิมควรมีชะตากรรมเช่นเดียวกันคือหักสะบั้นเหลือแต่เศษซาก ไม่รู้อีกฝ่ายใช้วิธีอะไรถึงซ่อมแซมจนกลับมาใช้การได้ แล้วมัดเก็บไว้ด้วยกันอยู่ในหอฮ่วนฮวา ครั้งหอพังครืนพวกมันจึงได้พบเจอแสงสว่างอีกครั้ง

พอเห็นกระบี่สองเล่มนี้ ในใจของเลิ่นชิงชิวก็เกิดความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เขามองลั่วปิงเหอ เริ่มแรกเสื้อผ้าฝ่ายนั้นก็ไม่เรียบร้อย หลังจากหอพังพินาศ กระดูกไหปลาร้าและแผ่นอกพลันเผยออกมาให้เห็นบริเวณใกล้ตำแหน่งหัวใจมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากระบี่แทงสาหัสแผลหนึ่ง

ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของลั่วปิงเหอนั้นสูงมาก ต่อให้ถูกฟันจนแขนขาขาดก็สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย ถึงขนาดว่างอกขึ้นมาได้ใหม่ไม่เป็นปัญหา นอกเสียจากว่าเขาจงใจปล่อยทิ้งไว้ ไม่ยอมรักษาเสียเอง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีแผลเป็นเหลืออยู่บนร่างของลั่วปิงเหอได้หรอก

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำ “หลิ่วชิงเกอ ข้าเห็นแก่ซือจุนจึงได้ไว้ชีวิตเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในเมื่อเจ้าดึงดันรนหาที่ตาย เช่นนั้นก็อย่าได้ตำหนิข้าแล้ว”

เสิ่นชิงชิวถูกพลังทิพย์และรังสีสังหารที่ปะทุขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวสร้างความสั่นสะเทือนจนอวัยวะภายในแทบเขยื้อนก็รู้ได้ทันทีว่าลั่วปิงเหอบันดาลโทสะแล้ว จึงรีบตะโกนบอกหลิ่วชิงเกอ “ยังไม่รีบไปอีก”

ตั้งแต่มาอยู่โลกนี้รู้สึกว่าบทของเขาก็คือผู้เสียสละคอยช่วยระวังหลังให้ผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวสินะ

หลิ่วชิงเกอมองเขาแวบหนึ่ง ไม่มัวพิรี้พิไร บอกให้ไปก็ไปเดี๋ยวนั้น หนีบศพไว้ กระโดยปราดขึ้นเหยียบกระบี่แล้วจากไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ

ในตอนแรกลั่วปิงเหอกะจะลงมือ ทว่าจู่ๆหัวใจพลันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ด้วยอาการถูกกระบี่ซินหมัวย้อนกลืนกินกำเริบกะทันหันจนช้าไปจังหวะหนึ่ง จังหวะที่พลาดไปนี้ทำให้เขาได้แต่ยืนนิ่งอย่างหมดปัญญา มองหลิ่วชิงเกอหนีบศพเสิ่นชิงชิวจากไป

ลั่วปิงเหอยืนเซ่ออยู่กับที่ สีหน้าเคว้งคว้างว่างเปล่า กระทั่งจะตอบโต้ก็ยังลืม ท่าทางดูคล้ายกับเด็กถูกแย่งชิงของรักที่เปรียบได้กับโลกทั้งใบไป เหมือนถูกผืนฟ้าถล่มลงมาใส่ยังไงยังงั้น

ทีแรกเสิ่นชิงชิวตั้งใจจะฉวยจังหวะที่เขามัวแต่ตกตะลึงนี้ลอบหนีไป แต่พอเห็นภาพนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมเท้าถึงตรึงอยู่กับที่ ความรู้สึกไม่อาจหักใจที่ผุดขึ้นเมื่อครู่ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

แต่ไม่อาจหักใจยังไงก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ขืนปล่อยให้ลั่วปิงเหอกอดศพต่อไป ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะบานปลายจนกลายเป็นบาปกรรมอะไรที่หนักหนายิ่งกว่าเดิมอีกหรือเปล่า

เพราะความที่ดันใจอ่อนไม่ถูกจังหวะนี่เอง ยังไม่ทันได้หนี ลั่วปิงเหอก็หันหน้ามากะทันหัน ดวงตาแดงเถือกจับจ้องมาที่ตน

กระบี่ซินหมัวสั่นระริกอยู่ในฝักอย่างลิงโลดและชั่วร้าย สายตาของลั่วปิงเหอบอกกับเสิ่นชิงชิวอย่างชัดเจนว่า ตนจะต้องโดนสับและเป็นหมื่นๆชิ้นแน่

เสิ่นชิงชิวเห็นแววตาดุดันระคนเจ็บปวดของเขาก็ผละถอยหลังไปสองก้าว พริบตานั้นเองราวกับผีดลใจให้ตนอยากบอกความจริงกับลั่วปิงเหอขึ้นมากะทันหัน

ที่อยากบอกก็คือ อย่าเศร้าเสียใจไปเลย ซือจุนยังไม่ตาย

แต่ขณะกำลังจะขยับริมฝีปากก็มีเงาร่างหนึ่งโลดลิ่วทะยานออกมาจากกลุ่มศิษย์วังฮ่วนฮวา

เงาร่างนี้ปราดเปรียวว่องไวผิดมนุษย์ หอบม้วนตัวเสิ่นชิงชิวไปราวกับพายุ ขนาดปฏิกิริยาและสายตาของลั่วปิงเหอรวดเร็วเป็นเยี่ยม โจมตีออกไปเดี๋ยวนั้นกลับยังไม่โดนเป้า

เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิม กวาดตามองซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ของหอฮ่วนฮวาและฝูงชนที่ล้มระเนระนาด พวกศิษย์วังฮ่วนฮวาไม่อาจเข้ามาช่วยแต่แรก แต่รู้ดีแก่ใจว่าลั่วปิงเหอในคืนนี้ใจคอไม่สงบ ทำพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า เดี๋ยวจะต้องอาละวาดยกใหญ่แน่จึงรีบคุกเข่ากันเป็นทิวแถว

เวลานี้เองที่ซาหัวหลิงค่อยมาถึง นางรีบมาข้างหน้า ทว่าถูกลั่วปิงเหอดีดกระเด็นออกไปทันควันจนกระอักเลือดออกมากองโต

นางรู้แต่แรกแล้วว่าคนผู้นี้เจ้าอารมณ์ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงโมโหขึ้นมา จึงกล่าวอย่างหวาดผวา “จวินซั่งโปรดระงับโทสะ จวินซั่งโปรดระงับโทสะ”

ลั่วปิงเหอเอ่ย “คนที่เจ้าพากลับมา ไม่เลวเลยจริงๆ”

คำว่า ‘ไม่เลว’ ของเขาฟังน่ากลัวยิ่งกว่าสั่งให้นางฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้เสียอีก

ซาหัวหลิงขวัญกระเจิง รีบกล่าว “บ่าวมีเรื่องจะรายงาน พอผู้บุกรุกเข้ามา บ่าวก็รู้สึกได้ทันที ทั้งได้ประมือมาด้วย แต่ผู้บุกรุกไม่ได้มีแค่หลิ่วชิงเกอคนเดียว เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงผู้นี้เมื่อก่อนเคยบุกเข้ามายามวิกาล แต่หาทำลายค่ายกลได้ไม่ ครานี้เนื่องจากมีคนทำลายค่ายกลไว้ก่อน หลิ่วชิงเกอจึงบุกเข้ามาได้สำเร็จเจ้าค่ะ”

ลั่วปิงเหอมองไปยังทิศทางที่หลิ่วชิงเกอท่องกระบี่หายลับตาไป มือกำแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกดังลั่น

ซาหัวหลิงคิดว่าลั่วปิงเหอคงจะไม่สนใจว่าผู้บุกรุกเข้ามาอีกคนเป็นใคร เขาคงจะสนใจแต่ร่างของเสิ่นชิงชิวที่ถูกชิงไปแล้วเป็นแน่ เลยรีบแก้คำพูด “หลิ่วชิงเกอคนเดียวพา…ไปด้วย น่าจะไปได้ไม่ไกล บ่าวจะพาคนตามไปเจ้าค่ะ”

ลั่วปิงเหอกล่าว “ไม่ต้องแล้ว”

ซาหัวหลิงตัวสั่น หนาวเยือกในอก นึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา

นางได้ยินลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเย็น “ข้าจะไปเอง เจ้าไปตามตัวโม่เป่ยมา”

…………….

เสิ่นชิงชิวได้รู้ในที่สุดว่าเมื่อก่อนเวลาลั่วปิงเหอบงการกู่โลหิตในร่างกายตนนั้นใจดีมีเมตตาแค่ไหนแล้ว

หากลั่วปิงเหอต้องการใช้โลหิตมารฟ้าทำให้ใครสักคนตาย จะไม่มีทางเจ็บปวดแค่เหมือนปวดประจำเดือนเด็ดขาด ฝ่ายนั้นสามารถทำให้คนทรมานได้ชนิดอยู่มิสู้ตาย เจ็บจนยืนยังยืนไม่ไหว พูดก็พูดไม่ได้ ได้แต่ดิ้นพล่านไปมากับพื้น ดิ้นเสร็จก็นอนแน่นิ่งไม่ต่างอะไรกับศพ ทว่าความเจ็บปวดทั่วทั้งกายก็ยังไม่ลดลงไปเลยสักส่วน ทั้งไม่มีช่วงพักให้อาการบรรเทาหรือชินชาเลยสักนิด

หลังจากโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงในที่สุดลั่วปิงเหอก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีของอย่างโลหิตมารฟ้าอยู่

ผู้ที่ฉวยจังหวะชุลมุนแบกตัวเขามาเมื่อครู่นั้นคงเห็นว่าตอนนี้น่าจะพาเขามาถึงสถานที่ปลอดภัยแล้ว จึงเริ่มชะลอความเร็วลง เปลี่ยนเป็นพยุงเขาเดิน

เสิ่นชิงชิวอยากนั่ง ไม่อยากเดินแล้ว แต่ไร้เรี่ยวแรงจะพูด เลยถูกลากถูลู่ถูกังไปชั่วระยะหนึ่งกว่าคนผู้นั้นจะสังเกตเห็นความไม่ปกติในที่สุด

คนผู้นั้นวางเสิ่นชิงชิวลงกับพื้น เสียงพูดอ่อนโยนสดใสทว่าค่อนข้างช้า ดูเหมือนจะเป็นคนหนุ่มอายุยังไม่มาก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล “ท่านเป็นอะไรไป เมื่อครู่ได้รับบาดเจ็บหรือ”

เสิ่นชิงชิวขยับริมฝีปาก แต่ไม่มีแรงจะพูดแม้แต่คำเดียว ยามนี้ในเส้นเสือดเขาเหมือนกับมีหนอนนับล้านๆตัวดิ้นพล่านอย่างลิงโลด เดี๋ยวฉีกทึ้งเดี๋ยวพองตัว ยึกยือยุกยิก ทั้งน่าขยะแขยงและแสนจะเจ็บปวด

เห็นทีว่าเมื่อก่อนเวลาลั่วปิงเหอสั่งการกู่โลหิตในร่างเขาไม่ได้แฝงเจตนาร้ายอะไรไว้เลย กลับเจือความอ่อนโยนไว้เต็มเปี่ยม เหมือนแค่แกล้งหยอกเล่นเท่านั้น

เสิ่นชิงชิวนึกทบทวนผลงานและความสำเร็จต่างๆที่ถูกระบบบังคับข่มขู่ให้ทำตลอดหลายปีมานี้อย่างรวดเร็วรอบหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องตลกไร้สาระจริงๆ ตกลงปัญหามันเกิดขึ้นตรงไหนกันแน่ถึงส่งผลให้ลั่วปิงเหอเกิดความรู้สึกในแง่นั้นต่อเขาได้ เสิ่นชิงชิวถามตัวเอง

ตนเกิดมาเป็นชายแท้ชนิดที่กล้าสาบานต่อสวรรค์ได้เลยจริงๆ ส่วนรสนิยมทางเพศของลั่วปิงเหอก็ไม่น่าจะมีอะไรให้สงสัย แล้วตกลงปัญหามันอยู่ที่ใครกันล่ะ

ไม่ต้องคิดให้หนักสมอง บทบาทของตัวละครพังพินาศ งั้นปัญหาต้องอยู่ที่นักเขียนแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีแน่นอน

ทันทีที่เสิ่นชิงชิวหัวเราะฝืดๆสองทีก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกระลอก เขากลิ้งไปกลิ้งมากับพื้นเกือบสองตลบ เหมือนว่าทำแบบนี้แล้วจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้บ้าง

ยังไม่ทันจะกลิ้งครบสองตลบดีก็ถูกคนผู้นั้นจับตัวไว้ ฝ่ายนั้นลูบหน้าผากไล่ลงมาที่แก้มเสิ่นชิงชิว หนวดเครากะหร็อมกระแหร็มตอนนี้หลุดจนแทบไม่เหลือแล้ว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆผุดพราว

อีกฝ่ายยังคงลูบลงไปเรื่อยๆ จนถึงแผ่นอกและหน้าท้องเสิ่นชิงชิว

ไม่รู้อย่างไรบริเวณที่โดนอีกฝ่ายสัมผัสค่อยๆรู้สึกดีขึ้นมาทีละน้อย

เสิ่นชิงชิวผ่อนลมหายใจช้าๆ ถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “เอ่อ พี่ชายผู้ประเสริฐ เจ้า…ลูบตรงไหนอยู่น่ะ”

หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่สนใจหรอกว่าคนอื่น(โดยเฉพาะเพศเดียวกัน) จะลูบตรงไหนในตัวเขา อยากลูบตรงไหนลูบไป เชิญตามสบาย

แต่นับจากลั่วปิงเหอทยอยเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้เขาเห็นอยู่เรื่อยๆ โลกทัศน์ที่เสิ่นชิงชิวหล่อหลอมมายี่สิบกว่าปีก็ถูกโจมตีอย่างหนัก นับจากนี้ไปเขาจำเป็นต้องใช้มุมมองแบบใหม่และความรู้สึกอันเฉียบไวมาพิจารณาโลกใบนี้เสียแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคบหาเพื่อนเพศเดียวกัน

คนผู้นั้นทำเสียง “อ๊ะ” แล้วรีบปล่อยมือทันที ก่อนกล่าวขอโทษ “ขออภัยด้วย ข้า…ไม่ได้ตั้งใจ”

ไม่ใช่อุปทานไปเอง พอคนผู้นี้ละมือ เสิ่นชิงชิวก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกระลอก มันเหมือนกับว่า…เขาสามารถทำให้โลหิตมารฟ้าสงบได้

เสิ่นชิงชิวรีบเอ่ย “ไม่เป็นไรๆ เจ้าลูบเลย โปรดลูกต่อเถอะ ขอบใจเจ้ามาก”

เสิ่นชิงชิวเบือนหน้ามอง ภายใต้แสงจันทร์ไม่สามารถเห็นหน้าตาอีกฝ่ายได้ชัดนัก แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ คือเค้าโครงหน้าหล่อเหลางามสง่า สองตาสุกใสราวกับน้ำค้าง สะท้อนเงาร่างเสิ่นชิงชิวภายใต้แสงจันทร์สุกสกาว

เสิ่นชิงชิวมองตาคู่นี้ก็นึกอะไรขึ้นมาได้รางๆ แต่ยังไม่ทันขบคิดให้ละเอียดศีรษะพลันปวดอย่างรุนแรงจนร้องครางออกมา เขาก้มหัวต่ำ เอากำปั้นทุบพื้นเป็นการใหญ่

ทันใดนั้นท้ายทอยของเสิ่นชิงชิวก็ถูกประคองขึ้น กรามล่างถูกง้างลง แล้วกรอกของเหลวบางอย่างเข้าไป ลิ้นของเขาชาหนึบ ในกระเพาะมีกรดไหลย้อนเลยไม่รู้ว่าของเหลวดังกล่าวมีรสชาติอย่างไร แต่ไม่น่าจะเป็นของที่อร่อยแน่นอน เขาสำลักและอยากอาเจียน ติดที่คนผู้นี้ปิดปากเขาไว้ การกระทำดังกล่าวค่อนข้างเหิมเกริมไร้มารยาท ทว่าน้ำเสียงกลับนุ่มนวลอย่างมาก ฝ่ายนั้นกล่าวราวกับปะเหลาะ “กลืนลงไป”

ภายในลำคอของเสิ่นชิงชิวปั่นป่วนพลุ่งพล่าน เพียงชั่วอึดใจก็กลืนของเหลวนั้นลงไปเรียบร้อย ของเหลวที่เข้าปากไม่หมดและไม่รู้ว่าเป็นอะไรไหลย้อยมาจากมุมปาก เขาก้มหัวไอออกมาอย่างแรง ชายหนุ่มเลยช่วยตบหลังให้

ที่ช็อคก็คือพอของเหลวนี้เข้าปากและถูกกลืนลงท้องไปแล้ว ความเจ็บปวดที่เกิดจากกู่โลหิตกัดทึ้งซึ่งทรมานเขามาตลอดทางก็หายเป็นปลิดทิ้ง

เสิ่นชิงชิวสบายตัวขึ้นแล้ว แต่ใจกลับขึ้นไปแขวนค้างแทน กระชากคอเสื้อคนผู้นั้น “เจ้าเอาอะไรให้ข้าดื่ม”

อีกฝ่ายแกะนิ้วของเสิ่นชิงชิวออก ดันออกไปจากอกตน เผยยิ้มบางๆ “ตอนนี้ยังเจ็บหรือไม่”

ไม่เจ็บแล้ว ไม่เจ็บแล้วจริงๆด้วย แต่เพราะไม่เจ็บแล้วนี่แหละเลยน่ากลัว เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าของอย่างโลหิตมารฟ้าก็มียาถอนพิษด้วย

ประสาทรับรสที่ปลายลิ้นค่อยๆกลับคืนมา เขารู้สึกว่าในปากมีกลิ่นคาวเลือด ทั้งยังได้กลิ่นแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงจนถึงขั้นอยากอาเจียน ในนิยายดั้งเดิมกล่าวไว้อย่างชัดเจน โอสถทุกชนิดไม่มีผลต่อโลหิตมารฟ้า

มีแต่โลหิตมารฟ้าด้วยกันจึงสามารถสะกดข่มกันเองได้

เชี่ย!

ไม่ใช่แค่เคยดื่มมาแล้วสองครั้ง คราวนี้ยังดื่มโลหิตมารฟ้าจากเจ้าของคนละคนกันอีกต่างหาก

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าตัวเองแม่งเป็นอย่างที่คำโบราณว่าไว้จริงๆ ‘ในอดีตไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อน ในอนาคตไม่มีปรากฎ’

พอคิดได้แบบนี้เสิ่นชิงชิวก็โอดครวญ ก่อนล้มหน้าคว่ำลงไป

error: Content is protected !!