บทที่ 1353-2 ข้าแซ่สวี่! ข้าแซ่หวัง! (2)
บทที่ 1353-2 ข้าแซ่สวี่! ข้าแซ่หวัง! (2)
ก้นเหวลึก สุสานเงียบสงัด
น้ำทะเลมืดมิดไร้สิ้นสุดปกคลุมทุกอย่าง
ที่นี่คือเหวลึกถูกทอดทิ้งระหว่างชั้นบนกับชั้นล่าง
สวี่ชิงลอยกลางทะเลหนาวเย็นเสียดกระดูก ใต้ฝ่าเท้าคือซากปรักหักพังของเรือโบราณมหึมาลำหนึ่ง
คล้ายโครงกระดูกอสูรยักษ์จมดิ่ง หลับใหลใต้ก้นสมุทร
เวลาที่นี่เหมือนค้างแข็ง มีเพียงแสงเยียบเย็นสีน้ำเงินเข้มของสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกเคลื่อนผ่านเป็นครั้งคราว ส่องสะท้อนไม้สลักบิดเบี้ยวผิดรูปกับภาชนะกระจายเกลื่อนห้องเรือ
สวี่ชิงกวาดสายตา ก้าวเข้าไปในซากปรักพัง
เป้าหมายเขาอยู่ตรงห้องนายเรือ
นั่นคือแผนที่เดินเรือกระดาษหนังแกะม้วนครึ่งที่ถูกลืมตรงมุมโต๊ะไม้เนื้อแข็ง
สีมันซีดจาง ขอบแหว่งเว้า ดูแล้วเก่าแก่คร่ำคร่าเหมือนเรืออับปางลำนี้
ห้องเรือมืดสนิท แต่รอยหมึกระบุแนวโขดหินกับเส้นทางเดินเรือบนผิวกระดาษหนังแกะเหมือนเคลื่อนไหวแปลกๆ คล้ายเส้นเลือดสิ่งมีชีวิต
กระทั่งทันทีที่สวี่ชิงเดินมา กระดาษหนังแกะพลันหยุดเคลื่อนไหว
จากนั้นค่อยหลอมละลาย คล้ายกำลังหลบหนี!
แต่สายไปแล้ว สวี่ชิงพลันยกมือขวาเหวี่ยงเต็มแรง!
เหล็กแหลมเล่มหนึ่งพุ่งออกมาชั่วพริบตา คล้ายอาวุธทื่อปักไม้ผุ เปี่ยมพลังมหาศาล ทะลวงผ่านแผนที่เดินเรือหนังแกะครึ่งม้วนนั่นเต็มๆ ยึดมันกับแผ่นไม้หนาตรงผนังกั้น!
หน้าคนบิดเบี้ยวที่เกิดจากรอยหมึกนูนออกมาจากผิวกระดาษทันที อ้าปากกว้างโดยไร้สุ้มเสียง เส้นโครงหน้าสั่นเทาบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง แสดงออกว่าเจ็บปวดและหวาดผวาถึงขีดสุด
น้ำทะเลแฝงหลักบัญญัติสวี่ชิง ซึมเข้ากระดาษหนังแกะผ่านรอยแทงและรอยสนิมจากเหล็กแหลมทีละน้อย
สุดท้ายเหลือเพียงคราบหมึกสกปรกขุ่นมัว แผ่กระจายกลางทะเลเยียบเย็น รวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิดนิรันดร์
ใบหน้าสวี่ชิงไร้ความรู้สึก หันหลังก้าวออกจากเรืออับปางลำนี้ ข้างหลังเหลือเพียงความเงียบชั่วนิรันดร์ของทะเลลึก
…
ภูเขาเซียนทะเลหมอก ปราณวิญญาณเลือนราง
ยอดเขาโดดเดี่ยวเหนือทะเลหมอกหมื่นจั้ง ปกคลุมด้วยปราณวิญญาณเหมือนหมอกริ้วตลอดปี
กระเรียนเซียนขับขาน บุปผาอัศจรรย์ผลิบาน หอหยกวาวระยับกลางหมอกเมฆ
ที่นี่คือลานเต๋าบริสุทธิ์ ตั้งอยู่บนระบบดาวชั้นล่าง ถือเป็นถ้ำสวรรค์แดนมงคลที่ผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนถวิลหาแม้ยามฝัน
ตอนนี้ใต้ฟ้าโปร่ง ในลมสวรรค์ สวี่ชิงยืนเหนือยอดเขาโดดเดี่ยว
ชุดคลุมยาวสีดำสะบัดตามลม ผมยาวสีม่วงพลิ้วไหว คล้ายต้องการปกคลุมฟ้าโปร่งแห่งนี้ แตกต่างจากปราณเซียนรอบตัวนัก
คล้ายกับมาร
สายตาเยียบเย็นของเขาทะลวงผ่านหมอกเมฆเลือนรางเบื้องล่าง จ้องมองอารามเต๋าแห่งหนึ่งในถ้ำสวรรค์แดนมงคล
ส่วนลึกของอารามเต๋า ในห้องฝึกตนลับเปี่ยมผนึกต้องห้าม มียันต์ป้องกันนภาทมิฬ 3 แผ่นเปล่งแสงสมบัติเรืองรอง อักขระแน่นขนัด
กระดาษยันต์ไม่ใช่ทองหรือหยก แต่เหลือบแสงวิญญาณรางๆ
มุมยันต์อักขระหนึ่งในนั้น อักขระเล็กจ้อยตัวหนึ่ง ตรงขอบเส้นมีรอยเปื้อนเสี้ยวหนึ่งรางๆ
สิ่งที่สวี่ชิงมองคือยันต์นี้
‘นานเข้ายิ่งซ่อนเก่ง ถึงขั้นแฝงตัวในกฎเกณฑ์ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของโลกนี้ย่อมไม่ดับสลาย’
ชั่วพริบตายามเพ่งเล็ง สวี่ชิงก้าวออกจากยอดเขาโดดเดี่ยว ทะเลหมอกใต้ฝ่าเท้าโหมกระหน่ำจับตัวกัน เขาเหมือนเดินบนทางราบ ก้าวผ่านห้วงมิติ ถึงนอกประตูหินหยกปิดสนิทตรงห้องลับอารามเต๋าทันที
เขามองข้ามผนึกซับซ้อนเวียนวนตรงประตู เดินตรงผ่านประตูเข้าไป คล้ายทะลวงผ่านม่านน้ำ
ในห้องลับกลิ่นจันทน์หอมลอยอบอวล ปราณวิญญาณเข้มข้นจนแทบเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว
สวี่ชิงไม่ลังเลสักนิด ปลายนิ้วชี้ข้างขวาเปล่งแสงซ่อนเร้น เล็กละเอียดเหมือนปลายเข็ม แต่แฝงกลิ่นอายทำลายล้าง ทำให้ปราณวิญญาณทั่วห้องลับปั่นป่วนถอยหลบ
ไม่ได้โจมตียันต์อักขระ แต่ป่วนสนามพลังวิญญาณไร้รูปเหนือห้องลับทันที คล้ายโยนหินก้อนหนึ่งลงทะเลสาบนิ่งสงบ ก่อเกิดสายล่อฟ้า
ครืน!
ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า!
อัสนีคลั่งสว่างไสวหนาราวเสาค้ำสวรรค์สายหนึ่ง แหวกผ่านเวิ้งนภาเหนืออารามเต๋า มองข้ามผนึกป้องกันทั้งหมด แฝงอานุภาพโชติช่วงราวสวรรค์เดือดดาล ผ่ายันต์ป้องกันที่ตั้งบูชาอยู่สูงสุดอย่างแม่นยำ!
ถ้ากล่าวอย่างถูกต้องคือผ่าอักขระขาวซีดผิดปกตินั่น
เวลาเหมือนชะงักค้างทันที
ครู่ต่อมายันต์อักขระแผ่แสงสมบัตินั้นพลันเปล่งแสงขาวบาดตา!
ไหม้เกรียมเป็นเถ้าถ่านซ่านสลายทันที!
เศษกระดาษเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนลุกโชน คล้ายผีเสื้อเพลิงแตกฮือ กระจายตัวจากศูนย์กลางการปะทุอย่างบ้าคลั่ง!
ปลิวว่อนชนกันอย่างสิ้นหวังในพื้นที่จำกัดอย่างห้องลับ คิดหนีจากเพลิงอัสนีทำลายล้างร้อนแรงนี้
ในกลุ่มควันพวยพุ่ง ใบหน้าเต๋อหลัวจื่อปรากฏเป็นระยะ ถมึงทึงเจ็บปวด คำรามใส่สวี่ชิง
“สวี่ชิง ข้าขอสาปแช่งเจ้า!”
สวี่ชิงจ้องมองอย่างเย็นชา มองใบหน้านั้นซ่านสลายหายไป สุดท้ายชิ้นส่วนอักขระทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสะเก็ดเทาดำ ทยอยร่วงกราวลงพื้นเย็นเฉียบ
ตอนนี้กลิ่นจันทน์หอมอบอวลห้องลับถูกกลิ่นเหม็นไหม้เข้ามาแทน เหลือเพียงความเงียบสงัดกับสภาพยับเยินหลังเพลิงอัสนีผ่านพ้น
สวี่ชิงเก็บนิ้วมือ แสงสลัวตรงปลายนิ้วดับมอด
เขาไม่แม้แต่จะมองสะเก็ดเทาดำบนพื้น หันหลังหายไปในห้วงอากาศบิดเบี้ยวตรงห้องลับ
ตอนนี้ค่ายกลอารามเต๋าเพิ่งปั่นป่วน ทำลายความเงียบสงบบนเขาเซียน
…
การสังหารครั้งแล้วครั้งเล่า การดับสิ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ในโลกบางแห่งปั่นป่วน ในโลกบางแห่งเงียบสงบ
แต่ความตายคือจุดร่วมเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน
ร่างแยกของเต๋อหลัวจื่อ ไม่เพียงชิงเวลาให้องค์ท่านไม่ได้ แต่กลับเป็นจุดจบชะตากรรมสุดท้าย
นี่เกี่ยวข้องกับสภาพเสียเปรียบขององค์ท่านอย่างมาก ทั้งสัมพันธ์กับหลักบัญญัติของสวี่ชิงอย่างยิ่ง
ความจริงหลักบัญญัติสวี่ชิง…ถือเป็นสิ่งสยบอำนาจเทพของเต๋อหลัวจื่อระดับหนึ่ง!
ดังนั้นเมื่อผ่านไป 3 เดือน ในฟ้าดาราไร้สิ้นสุด แผ่นสุดท้ายซ่อนตัวในโลกรกร้างแห่งหนึ่ง เศษกระดาษซ่อนในเงามืดของหินผุกร่อน ถูกสวี่ชิงดีดนิ้วจุดเพลิงขาวดำใส่
เมื่อเศษกระดาษลุกโชน บิดเบี้ยว ไหม้เกรียม สุดท้ายค่อยเปลี่ยนเป็นควันสีครามเล็กจ้อยสลายไป…
ปวงสวรรค์หมื่นพิภพ ทุกมิติที่เศษกระดาษเคยฝากรอยไว้ ในห้วงอากาศเหมือนมีเสียงทับซ้อนนับล้านดังขึ้น ส่งเสียงร้องโหยหวนจากแก่นวิญญาณ!
เสียงโหยหวนนี้นับรวมความเจ็บปวดที่ถูกทำลายในอาณาจักรคำรน ความสิ้นหวังยามถูกทะลวงในส่วนลึกก้นสมุทร ความหวาดกลัวที่ถูกอัสนีบาตทำลายล้างตรงถ้ำสวรรค์แดนมงคล…
รวมถึงความเจ็บปวดหวั่นหวาดนานัปการยามถูกสังหารในโลกอื่น!
เปลี่ยนเป็นทัณฑ์สังหารผ่อนส่งครั้งใหญ่ยากจินตนาการ!
ตอนนี้สวี่ชิงยืนกลางอากาศที่ร่างแยกสุดท้ายของอีกฝ่ายดับสลาย ใต้ฝ่าเท้าคือหินรกร้างไม่สะดุดตาก้อนนั้น ข้างกายคือตะเกียงเพลิงม่วงลุกโชน 9 ดวง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากนัยน์ตาราชาเทพ แต่เป็นเพลิงย้อนทวนที่สร้างจากร่างแยกอีกฝ่ายระหว่างตามล่าเต๋อหลัวจื่อ
ในแสงเพลิงสีหน้าสวี่ชิงไม่แปรเปลี่ยน คล้ายการลงมือเมื่อครู่เป็นเพียงการปัดฝุ่นตรงชายเสื้อ
เขาแค่ลืมตาขึ้นเล็กน้อย แต่นัยน์ตาสีม่วงล้ำลึกยากหยั่งถึง จิตสังหารเยียบเย็นไม่ซ่านสลาย แต่ควบแน่นยิ่งกว่าเดิม
เขา ‘เห็น’ ชัดเจน ต้นเสียงอนาถทับซ้อนนับล้านนั่น ตรงส่วนลึกห้วงมิติปั่นป่วนไร้สิ้นสุด…
ทางลับที่ยังไม่สมบูรณ์เพราะร่างแยกทั้งหมดดับสลาย แก่นจิตรับรู้เสียหายรุนแรงพลันปรากฏ!
“น่าสนใจ…”
สวี่ชิงพึมพำ เมื่อวาดมือตะเกียงสำริดปรากฏเบื้องหน้า จากนั้นค่อยก้าวเดินไป
…
นั่นคือช่องทางลับ
เต๋อหลัวจื่อที่อ่อนกำลังถึงขีดจำกัด เปลี่ยนเป็นใบหน้ามหึมา ห้อตะบึงผ่านช่องทางนี้อย่างบ้าคลั่ง
องค์ท่านหวาดกลัวแล้ว
เมื่อระดับขั้นต่ำลง วิกฤติเป็นตายทำให้องค์ท่านรู้สึกว่าความตายเริ่มคืบคลานเข้าใกล้
‘ยังมีหวัง!’
‘ช่องทางนี้ปีนั้นข้าสร้างไว้เพื่อวางอุบายต่อแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ปลายทางเชื่อมต่อกับอนาคตของระบบดาวพสุธาแดนดิน ถ้าหนีออกจากที่นั่น ข้ายังมีหวังว่าเวลาจะเพียงพอ!’
ความเร็วเต๋อหลัวจื่อว่องไวขึ้น ด้วยระดับเทพแท้ขององค์ท่านตอนนี้ เพียงพริบตาก็ถึงปลายทาง
ที่นั่นมีผนึกคล้ายคันฉ่อง
เมื่อมองผ่านคันฉ่อง องค์ท่านเห็นโลกภายนอก มีชายอ้วนสีหน้าตื่นตระหนกคนหนึ่ง
เต๋อหลัวจื่อไม่สนสิ่งเหล่านี้ นัยน์ตาเหลือบแสงทอง ใบหน้ามหึมาพุ่งเข้าหาผนึกคันฉ่องนั่น
เมื่อเข้าใกล้ ผนึกคันฉ่องเหมือนแบกรับไม่ไหว ส่องแสงวาววาบ เกิดรอยแตกมากมายทันที
ถ้ามองจากอีกฟากจะเห็นว่าบนผนึกคันฉ่องนี้ มีใบหน้ามหึมากำลังดันขึ้นมาจากเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว!
คันฉ่องเหมือนชั้นเยื่อบางๆ ใบหน้าที่ยื่นออกมาคล้ายสิ่งชั่วร้าย หวังพุ่งออกมาจากผนึก
‘ความหวังอยู่ตรงหน้า!’
ในช่องทางนั้นเต๋อหลัวจื่อคำรามเสียงต่ำ พยายามเข้าใกล้เต็มกำลัง
สำหรับองค์ท่านแล้ว ผนึกนี้เหมือนกระดาษเปื่อย แหวกผ่านง่ายดาย ดังนั้นสิ่งที่องค์ท่านต้องเตรียมคือควบรวมพลัง พุ่งออกไปแล้วหนีเต็มกำลัง
แต่ชั่วพริบตายามองค์ท่านใกล้สัมผัสผนึก…ตรงหน้าชายอ้วนท่าทางตื่นตระหนกพลันมีวังวนแสงดาราปรากฏ
ในวังวนนิ้วมือที่รวมตัวจากแสงดาราพลันยื่นออกมา!
มุ่งหาผนึกทันที!
เมื่อทิ้งตัวลง กลิ่นอายเซียนคิมหันต์เหมือนแทนที่ลิขิตสวรรค์ของโลกนี้ฉับพลัน
กดหว่างคิ้วของใบหน้านั้น!
เต๋อหลัวจื่อตัวสั่นสะท้าน เสียงคำรามเปลี่ยนเป็นโหยหวน กลิ่นอายบนตัวซ่านสลายทันที
‘เซียนคิมหันต์! ที่นั่นบังเอิญมีเซียนคิมหันต์ได้อย่างไร! ทั้งคนผู้นี้ไม่ใช่เซียนทั่วไปด้วย…’
เต๋อหลัวจื่อกระอักโลหิตเทวะออกมา ใบหน้าแห้งเหี่ยวฉับพลัน คิดหวังจะดิ้นรน แต่ด้วยระดับพลังขององค์ท่านตอนนี้ ทุกอย่างล้วนเปล่าประโยชน์ภายใต้นิ้วมือนั่น!
ฝืนยืนหยัดเพียง 3 อึดใจ องค์ท่านก็ม้วนตัวกลับ ถูกขวางตรงหน้าผนึก
เมื่อคิดรวบรวมพลังย้อนกลับไปอีกครั้ง ครู่ต่อมา…ความเยียบเย็นที่ทำให้องค์ท่านตัวแข็งทื่อจิตวิญญาณสั่นสะท้าน เข้ามาใกล้ด้านหลังองค์ท่านโดยไร้สุ้มเสียง
เปลี่ยนเป็นมือข้างหนึ่ง…คว้าศีรษะองค์ท่านไว้!
“เจอตัวแล้ว”
เต๋อหลัวจื่อจิตวิญญาณสั่นสะเทือน ถูกมิติหลักบัญญัติโจมตี ครอบคลุมผนึก
ร่างสวี่ชิงปรากฏในช่องทางนั้น
มือข้างหน้าหิ้วเต๋อหลัวจื่อ รอบกายมีตะเกียงเพลิงม่วง 9 ดวงรายล้อม มองผนึกคันฉ่องที่เต๋อหลัวจื่อพุ่งเข้าหาเมื่อครู่
ตอนนี้ภายใต้พลังแสงดาราบนโลกภายนอก รอยแยกบนผนึกคันฉ่องสมานกันจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สวี่ชิงหรี่ตามองผนึกคันฉ่องนี้ ก่อนเยื้องย่างก้าวต่อไป
เมื่อเข้าใกล้ผนึกคันฉ่องพลันสั่นสะเทือน เกิดคลื่นปั่นป่วนรุนแรง คล้ายสวี่ชิงเพียงก้าวเดินเนิบช้า ผนึกนี้ก็ถึงขีดจำกัด
นอกผนึก นิ้วมือที่ยื่นออกมาจากวังวน เดิมกำลังซ่านสลายช้าๆ คล้ายว่าทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว
แต่ครู่ต่อมาแสงดาวในวังวนชะงัก กลิ่นอายเคร่งขรึมซึ่งไม่เคยมีมาก่อนควบรวมกัน เปลี่ยนเป็นดวงตาเย็นชาคู่หนึ่ง
“หยุดก่อน!”
เสียงราบเรียบดังออกมาจากวังวน ผ่านเข้ามาในผนึก
สวี่ชิงได้ยินแล้วหยุดตรงขอบผนึก เงยหน้ามองโลกภายนอกผ่านผนึกไป
กวาดสายตามองชายร่างอ้วนก่อน จากนั้นค่อยมองเนตรแสงดาวกลางวังวนเบื้องหน้าอีกฝ่าย
ดวงตานี้ เขาเห็นผู้บำเพ็ญผมขาวคนหนึ่ง ทั้งตัวแผ่จิตสังหารล้นฟ้า พลังบำเพ็ญถึงระดับเซียนคิมหันต์!
“น่าสนใจ ข้าตามล่าเต๋อหลัวจื่อมา 3 เดือน สังหารร่างแยกนับล้าน แต่กลับไม่คิดเลยว่าร่างต้นเขาจะอยู่ตรงช่องทางเชื่อมต่อกับต่างแดนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”
“ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ…ข้าถึงกับเจอสหายเต๋าที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าคล้ายคลึงกันที่นี่!”
สวี่ชิงเอ่ยปากกล่าวราบเรียบ จากนั้นค่อยหันหลังกลับ หิ้วเต๋อหลัวจื่อไว้ในมือ ก้าวเดินห่างออกไป เขาไม่ได้บุกเข้าไป ที่นั่นไม่ใช่โลกของเขา
แต่หลังจากเดินไปช่วงหนึ่ง เสียงเขาค่อยดังมา “ข้าแซ่สวี่”
“ข้าแซ่หวัง”
ตรงผนึกคันฉ่อง มีเสียงจากโลกภายนอกดังขึ้น
(>>>พิสูจน์อักษร By Zank<<<)
Comments for chapter "บทที่ 1353-2 ข้าแซ่สวี่! ข้าแซ่หวัง! (2)"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com