Chapter 3 ปลอมตัวไปสมัครงาน
Chapter 3 ปลอมตัวไปสมัครงาน
ทั้ง 2 เสิร์จกันไปซักพักก็ติกันไป
“แกดูซิ เงินเดือนเท่านี้ หักค่าที่พักด้วย แล้วจะเหลืออะไรล่ะเนี่ย”
“มีแต่งานโรงงานอ่ะแก”
ทั้ง 2 มองหน้ากัน ให้ไปทำงานในโรงงานล่ะก็พวกเธอขอบายค่ะ ก็ไม่เคยทำอ่ะค่ะ งานออฟฟิตล่ะพอไหว
“เฮ้ยแก ดูงานนี้ซิ เจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก เงินเดือนสูงเชียว มีที่พักให้พร้อม แต่มีเงื่อนไขต้องหน้าตาขี้เหร่ พูดภาษาอังกฤษได้ รับสมัคร ณ สถานทูตเปวาส” พรพรรณสะกิดเพื่อน
“งานไรแก” ไผ่หวานชะโงกหน้าเข้าไปดู “รับสมัครเจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก…”
“น่าสนนะแก ดูซิสมัครได้ที่สถานทูตเปวาส”
ไผ่หวานคิด “คงเป็นพวกทูตที่มาทำงานที่นี่รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กล่ะมั้ง”
“ลองไปสมัครดูป่ะแก เขารับ 2 คนพอดี เผื่อฟลุ๊ค แกกับฉันอาจจะได้ก็ได้” พรพรรณชวน
“แต่เขาบอกต้องหน้าตาขี้เหร่ แล้วแกกับฉันมันเข้าเงื่อนไขเขารึไง” ไผ่หวานแย้ง
“ไม่เห็นยาก” พรพรรณขยิบตา
ไผ่หวานทำตาโต “นี่แกอย่าบอกนะว่า…”
พรพรรณพยักหน้าพลางกรีดกรายมือ แล้วทั้ง 2 ก็พูดพร้อมกันว่า “พี่ติงลี่”
ทั้งคู่หัวเราะให้กัน
“ไปๆ รีบไปจ่ายตังแล้วก็รีบไปหาพี่ติงลี่กันเถอะแก” พรพรรณดันเพื่อน
ไผ่หวานกรอกตาแกล้งถอนหายใจ “งานนี้จะรอดไหมแก”
“เอาน่า แกลองคิดดูซิ ได้อยู่บ้านพักท่านทูตความปลอดภัยสูงอยู่นะแก อย่างน้อยๆ ไอ้กรนรกนั้นก็ตามไปรังควานพวกเราไม่ได้แน่” พรพรรณชักแม่น้ำทั้งห้า
“เอาก็เอา” ไผ่หวานตามน้ำไปกับเพื่อน
จากนั้นทั้ง 2 ก็เข็นรถไปจ่ายตัง แล้วก็รีบขับรถไปหาติงลี่
เมื่อเจอหน้าติงลี่ปั๊บก็ถูกอีกฝ่ายทักว่า “ต๊าย…ตาย ลมอะไรหอบนังชะนี 2 ตัวนี้มายะ”
“หวัดดีค่ะพี่ติงลี่” ทั้ง 2 ไหว้ติงลี่
ติงลี่รับไหว้แล้วก็หัวเราะ “มาๆ แหมกำลังคิดถึงอยู่เชียว”
“พี่ติงลี่ช่วยพวกหนูหน่อยซิ ช่วยแปลงโฉมพวกหนูให้ขี้เหร่หน่อยซิคะ” พรพรรณบอก
ติงลี่ชะงัก! “อ้าว…นี่จะไปเล่นละครเวทีไหนล่ะ เอ๊ะ! วันนี้ไม่เห็นมีการ์ดมาเชิญพี่ไปงานไหนเลยนะ”
“เวทีชีวิตค่ะพี่ติงลี่ เวทีเล็กๆ น่ะ” พรพรรณรีบออกตัว
“อ๋อ…นี่คงเป็นงานการกุศลตามมหาลัยล่ะซิ” ติงลี่เดาแล้วก็พูดว่า “มิน่าล่ะ พี่ยังว่าเอ…วันนี้ก็ไม่มีงานที่ไหนนี่น่า”
“ค่ะ” พรพรรณพยักหน้ารับ
“แล้วจะให้พี่เสกให้ขี้เหร่ขนาดไหนล่ะ” ติงลี่ถามยิ้มๆ
“เอาแค่ผู้ชายเห็นหน้าแล้วเมินก็พอค่ะ” พรพรรณบอกแล้วก็ยิ้มปะเหลาะ
ติงลี่ยิ้มขำ “แหมแค่นี้จิ๊บๆ ถ้างั้นไปข้างในเลยจ้าสาวๆ”
“ค้า” พรพรรณพยักหน้ารับแล้วก็จูงมือเพื่อนตามติงลี่เข้าไปหลังร้าน
1 ชั่วโมงต่อมาสองสาวก็ออกจากร้านด้วยรูปโฉมที่จำเค้าหน้าเดิมไม่ได้เลยทีเดียว ฟันยื่นเหยิน ใส่แว่นตาอันโต ผมฟูๆกระเซอะกระเซิง ผิวคล้ำตกกระ
“แล้วมาหาพี่อีกนะจ๊ะ” ติงลี่ยิ้มปลื้ม
2 สาวไหว้ลา “ขอบคุณค่ะพี่ติงลี่”
จากนั้นทั้ง 2 ก็ขับรถไปสถานทูตเปวาส
เมื่อถึงสถานทูตก็เห็นผู้หญิงยืนเข้าคิวกันเป็นแถวยาวเหยียด แต่ละคนหน้าตาพอดูได้บ้าง ขี้เหร่เข้ากับเงื่อนไขในประกาศรับสมัครงานก็เยอะ
“โห…คนเพียบเลยอ่ะ” ไผ่หวานมองอย่างกลัวๆ ที่กลัวนี่คือกลัวถูกจับได้ว่าแปลงโฉมมา
เสียงเจ้าหน้าที่บอกเป็นภาษาอังกฤษว่า “สมัครงานเชิญช่อง 1 เลยครับ”
พรพรรณดันหลังเพื่อน “ไปเร็วแก คนเยอะมาก…”
ทั้ง 2 เดินไปต่อคิว
เจ้าหน้าที่ก็แจกบัตรคิวให้แล้วก็ต้อนให้ไปกรอกใบสมัคร ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนตรวจหลักฐานประกอบสมัครงาน จากนั้นก็ต้อนไปนั่งที่โต๊ะ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาแจกข้อสอบกับกระดาษให้ทำข้อสอบ
“โห ต้องสอบข้อเขียนด้วยอ่ะแก” ไผ่หวานกระซิบกับเพื่อน
“สอบข้อเขียนจะกลัวอะไรล่ะ แค่นี้จิ๊บๆ” พรพรรณยักคิ้ว
“ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันกลัวสอบ ฉันหมายถึงว่าแค่รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กแค่นี้ต้องสอบข้อเขียนกันด้วยเหรอเนี่ย” ไผ่หวานบอก
“นี่คุณเจ้านายเจ้าขา สมัครงานที่ไหนเขาก็สอบข้อเขียนกันทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ จะให้เหมือนคุณเจ้านายได้ไงล่ะคะ มีพ่อเป็นเจ้าของบริษัทจะได้เข้างานได้โดยไม่ต้องสอบอ่ะ” พรพรรณกระซิบประชดแล้วก็ยิ้มให้เพื่อน “เอาน่าเขาคงไม่เอาทฤษฎีไอน์สไตน์มาออกหรอกมั้ง”
ไผ่หวานได้แต่ยิ้มขำแล้วก็แกล้งประชดว่า “ถ้าเขาเอามาออกแกก็ทำให้ได้ล่ะกันย่ะ”
แล้วก็ถึงคิวทั้ง 2 ไปนั่งทำข้อสอบ
พอทำข้อสอบเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ต้อนให้ไปนั่งรออีกห้องหนึ่ง ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาเรียกตามคิว แล้วคนที่ถูกเรียกก็เดินตามเจ้าหน้าที่ไป
ผู้มาสมัครถูกเรียกไปจนเกือบหมด เหลืออยู่ไม่กี่คนนั่งอยู่ในห้อง ไผ่หวานกับพรพรรณก็เป็น 2 คนในจำนวนที่เหลืออยู่
จนกระทั่งถึงคิวของไผ่หวาน เจ้าหน้าที่ก็มาเรียก
“เชิญทางนี้ค่ะ” เจ้าหน้าที่บอกเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็เดินนำหน้าไป
ไผ่หวานเดินตามไป เจ้าหน้าที่เคาะประตูห้อง สักครู่ประตูห้องก็เปิดออก เธอผายมือแล้วก็พูดว่า “เชิญค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” ไผ่หวานบอกพร้อมกับค้อมหัวให้เจ้าหน้าที่ เธอเดินเข้าไปในห้อง มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกับผู้ชายคนหนึ่งยืนอารักขาอยู่ และผู้ชายอีกคนยืนอยู่หลังบานประตู
ไผ่หวานยกมือไหว้ “กู๊ดอาฟเตอร์นูนเซอร์”
“เชิญนั่ง” ผู้ชายที่นั่งอยู่ผายมือบอก
ไผ่หวานเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ วินาทีที่เธอสบตากับผู้ชายคนนั้นเหมือนดวงตาสีฟ้าคมกริบนั้นจะดูดกลืนเธอให้จมลงสู่ใต้ท้องทะเลสีฟ้า
ส่วนผู้ชายคนนั้นทันทีที่สบตากับผู้มาสมัครงานคนนี้เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าดวงตาสีน้ำตาลได้ดูดกลืนวิญญาณของเขาไปแล้ว
ทั้ง 2 สบตากันชะงักนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งบอดี้การ์ดกระแอมเบาๆ เรียก “เซอร์ๆ”
ชายผู้เป็นเจ้านายสะดุ้งได้สติ ส่วนไผ่หวานก็สะดุ้งเช่นกัน
“คุณชื่อไผ่หวาน พนาเวชใช่ไหม” เขาถามเป็นภาษาอังกฤษ
“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้า
“ในใบสมัคร คุณระบุว่าคุณจบปริญญาตรี แต่ผมไม่เห็นสำเนาวุฒิการศึกษาของคุณแนบมาเลย” เขาถามอีก
“คือดิฉันไม่ได้เตรียมเอกสารมาค่ะ” ไผ่หวานตอบแล้วก็คิดในใจว่า คงชวดงานนี้แน่
“หือ?” ชายตาสีฟ้าขมวดคิ้วย้อนถาม “ไม่ได้เตรียมเอกสารมา”
“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้ารับ
ชายตาสีฟ้าวางใบสมัครลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางถามเสียงเข้มว่า “นี่คุณตั้งใจมาสมัครงานที่นี่รึเปล่า”
ไผ่หวานส่ายหน้า “ไม่ได้ตั้งใจมาค่ะ”
เธอตอบแล้วก็สบตากับเขาอย่างซื่อตรงพลางคิดในใจว่า อดชัวร์
ชายตาสีฟ้ากอดอกจ้องตาสีน้ำตาล “ถ้างั้นแล้วคุณมาสมัครทำไม หรือคิดว่าแค่มาสมัครเล่นๆ”
“เพื่อนชวนมาค่ะ ดิฉันเพิ่งตกงานก็เลยลองมาสมัครดูเผื่อฟลุ๊คค่ะ” ไผ่หวานตอบตามจริง
ชายตาสีฟ้าทำหน้าแปลกใจนิดๆ เพราะไม่เคยเจอใครกล้าตอบแบบนี้เลยสักคน
“เพื่อนชวนมา คุณก็เลยลองมาสมัครดูเผื่อฟลุ๊ค” เขาย้อนถามเสียงเข้ม
“เยสเซอร์” ไผ่หวานพยักหน้ารับ
ชายตาสีฟ้าเอามือลูบคางตัวเองพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจ แล้วก็ถามว่า “เพื่อนคุณมิสพินิจนันท์ใช่ไหม”
ไผ่หวานนึกแปลกใจ เขารู้ได้ยังไง
“เยสเซอร์” เธอพยักหน้ารับ
“ผมเห็นจากกล้อง คุณกับเพื่อนคุณแทบจะตัวติดกันตลอด ดูสนิทสนมกันดีก็เลยคิดว่าจะรับคุณกับเพื่อนคุณเข้าทำงาน แล้วอีกอย่างคุณกับเพื่อนก็สอบได้คะแนนสูงกว่าคนอื่น” ชายตาสีฟ้าบอกแล้วก็หันไปสั่งบอดี้การ์ดว่า “เชิญมิสพินิจนันท์มาซิ”
“เยสเซอร์” บอดี้การ์ดรับคำแล้วก็เดินไปเปิดประตูหน้าห้องสั่งเจ้าหน้าที่อีกทอดหนึ่ง แล้วบอดี้การ์ดก็เดินกลับมายืนเช่นเดิม
ระหว่างที่รอชายตาสีฟ้าก็มองหญิงสาวอย่างพิจารณาโดยไม่พูดไม่ถามอะไรซักคำ
ส่วนไผ่หวานก็นั่งรอด้วยท่าทางเฉยๆ เธอมองสำรวจคนที่นั่งตรงข้ามไปด้วย เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อมาก ดวงตาสีฟ้าคมเข้มกลมโตดูมีเสน่ห์เหลือล้น เพียงแค่ชายตามอง สาวๆ คงสยบแทบเท้ากันเป็นแถบ ขนตางอนยาวดั่งขนตานางงามจนน่าเอาก้านไม้ขีดไปวางได้ ผิวขาวสะอาดตัดกับหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างประณีต รูปร่างก็น่าจะดูดีเท่าที่เห็นจากแผงอกใต้เสื้อเชิ้ต แล้วเธอก็เหลือบไปมองบอดี้การ์ดทั้ง 2 คนอย่างพิจารณา ทั้งสองคนคงจะพกปืนด้วยแน่ๆ เธอเห็นรอยตุงๆ ที่ข้างเอวใต้เสื้อสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีต
ส่วนชายตาสีฟ้าก็ย้อนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มจากพี่เลี้ยงคนก่อนๆ มาบอกว่า “ท่านคะ ดิฉันขอลาออกค่ะ”
พร้อมกับยื่นจดหมายลาออกให้เขา
“อืม…” ชายตาสีฟ้าพยักหน้ารับรู้แล้วก็ส่งจดหมายลาออกให้เลขาไปจัดการตามหน้าที่พลางคิดในใจว่า อีกคนแล้วเหรอที่ทนฤทธิ์ลูกสาวของเขาไม่ไหวจนต้องขอลาออก เขาโบกมือให้เลขาไปจัดการชดเชยค่าจ้างให้พี่เลี้ยงสาว
จากนั้นเขาก็คุยกับลูกสาวว่า “ลูกทำให้พี่เลี้ยงลาออกไปอีกคนแล้วนะ”
เด็กสาวหันไปมองพ่อ “ช่วยไม่ได้ค่ะก็เธออยากอ่อยพ่อนี่คะ”
ชายตาสีฟ้าทำหน้าดุ “ลูกทำแบบนี้ไม่ได้…”
เขาชะงักค้างไปเมื่อเห็นลูกร้องไห้
“ฮือๆๆๆ…หนูผิดเหรอที่รักคุณพ่อ ฮือๆๆๆ…หนูแค่ไม่อยากให้ใครมาแทนที่คุณแม่หนูผิดด้วยเหรอคะ ฮือๆๆๆ…” แล้วเด็กสาวก็วิ่งเข้าไปขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ
“เจ้าหญิงฟาซินยา ออกมาคุยกันก่อนลูก” ชายตาสีฟ้าเคาะประตูเรียกอยู่นานแต่ลูกก็ไม่ยอมเปิดประตูออกมา เขาได้แต่เคาะเรียกอยู่อย่างนั้นด้วยความเป็นห่วง
เวลาผ่านไปเป็นวัน ลูกก็ยังไม่ยอมออกจากห้องน้ำ ชายตาสีฟ้าเคาะประตูเรียกทีไรก็ได้ยินเสียงร้องไห้ลอดออกมาจนเขาอ่อนใจ กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ไม่มีพี่เลี้ยงคนไหนอยู่ทนเกินเดือนสักคนนับตั้งแต่แม่ของลูกตายจากไป
“เจ้าหญิงฟาซินยา ลูกต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลนะลูก” ชายตาสีฟ้าพูดกับลูก
“ไม่! ลูกไม่ต้องการพี่เลี้ยง กี่คนแล้วที่อ่อยคุณพ่อน่ะ ลูกไม่ต้องการมีแม่เลี้ยง ฮือๆๆๆ” เด็กสาวตะโกนปนร้องไห้ “ถ้าคุณพ่ออยากหาพี่เลี้ยงให้ลูก ก็ต้องหาพี่เลี้ยงที่หน้าตาน่าเกลียดๆ มาซิคะที่สำคัญต้องเป็นคนไทยใจดีๆ เหมือนกับป้ามาลาด้วยไม่งั้นลูกจะอาละวาดให้อยู่ไม่ได้ซักคน!”
“ได้ แล้วพ่อจะหาพี่เลี้ยงคนไทยหน้าตาน่าเกลียดอย่างที่ลูกต้องการ แต่ถ้าครั้งนี้ลูกทำให้เขาลาออกไปอีกล่ะก็…พ่อไม่ยอมแล้วนะ” ชายตาสีฟ้าบอกเสียงแข็ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ความคิดสะดุดหยุดลง
ชายตาสีฟ้าหันไปพยักหน้ากับบอดี้การ์ด บอดี้การ์ดเดินไปเปิดประตูให้
พรพรรณเดินเข้ามา พอเห็นเพื่อนนั่งอยู่ก็รีบเดินเข้าไปหา “แกอยู่นี่เอง”
“เชิญนั่ง” ชายตาสีฟ้าผายมือบอก
พรพรรณรีบยกมือไหว้ “กู๊ดอาฟเตอร์นูนเซอร์”
“เชิญ” ชายตาสีฟ้าบอกอีกครั้ง
พรพรรณนั่งข้างเพื่อนแล้วก็มองเขาอย่างไม่อาจจะละสายตาได้ ก็คนสัมภาษณ์งานหล่อจนน่ากลืนกินให้หมดทั้งตัวเลยอ่ะ
“คุณชื่อพรพรรณ พินิจนันท์ใช่ไหม” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเรียบ
“เยสเซอร์” พรพรรณพยักหน้า
“นี่คุณสองคนตั้งใจมาสมัครงานที่นี่รึเปล่า” ชายตาสีฟ้าถามเสียงเข้ม
“โน” / “เยสเซอร์” 2 สาวตอบพร้อมกัน
พรพรรณหันไปมองหน้าเพื่อนพลางถลึงตาใส่พร้อมกับทำปากขมุบขมิบว่า “แกอยากชวดงานนี้รึไงไอ้ไผ่”
ไผ่หวานทำหน้าเหวอ อ๊าว!
เธอทำปากขมุบขมิบตอบ “ก็มันจริงนี่น่า”
Comments for chapter "Chapter 3 ปลอมตัวไปสมัครงาน"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com