บทที่ 115 หลี่อี้ยอดอำมหิต
บทที่ 115 หลี่อี้ยอดอำมหิต
หวังเป่าเล่อมองซากศพลอยหายไปกับเจ้าเยี่ยเหมิงด้วยความพึงพอใจ แม้ว่าคนที่ได้รับซากศพนั้นไปจะเป็นเจ้าเยี่ยเหมิง หวังเป่าเล่อก็ยังเชื่อในความยุติธรรมของ สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว เจ้าเยี่ยเหมิงเป็นคนซื่อสัตย์ เขามั่นใจว่าส่วนที่เขาลงแรงจะไม่เสียเปล่า
เพราะหวังเป่าเล่อรู้ว่าหากตนไม่เข้ามาขัดขวางไว้ในตอนนั้น ซากศพคงจะโดน คนอื่นเอาไปแล้ว ในเมื่อตอนนี้เขามีส่วนช่วยกระทำสิ่งสำคัญขณะที่ยังเหลือเวลาอยู่ในนี้ หวังเป่าเล่อก็ได้แต่รู้สึกยินดี ทว่าครั้นหันไปมองคนอื่น ชายหนุ่มกลับต้องชะงักไป นัยน์ตาหรี่เล็กลง
เขามองเห็นแววโทสะในดวงตาคู่อื่นได้ชัดเจน ดูท่าแล้วไม่มีใครในนี้จะมีท่าทีเป็นมิตรเลย
“เอ่อ…” หวังเป่าเล่อกระแอมแล้วพูดสิ่งที่คิดได้ “ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้ แล้วยังไม่มีทันได้ทักทายทุกคนเลย ข้าเดาว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่าข้าเป็นใคร ดังนั้น ขอข้าแนะนำตัวเองแล้วกัน ข้าชื่อ หวังเป่าเล่อ”
ว่าพลางเขาก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยพยุงชายร่างกำยำที่ตนทำลายโล่ของอีกฝ่ายไปให้ลุกขึ้นจากพื้น
ชายร่างกำยำจ้องหน้าหวังเป่าเล่ออย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมสะบัดตัวออกจากเขา
“ทุกคนต่างก็จงรักภักดีกับสำนักของตัวเอง ข้ามาจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ แล้วข้าจะไม่เข้ามายุ่งกับสถานการณ์เมื่อครู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้ว พวกเจ้าไม่เห็นต้องมองข้าตาขวางอย่างนั้นเลย จริงไหม อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ได้จัดการกับพวกเจ้าเต็มแรงเสียหน่อย ทำไมพวกเจ้าดูโมโหกันนักเล่า” หวังเป่าเล่อถอนหายใจ เขามองพวกศิษย์ที่เหลืออยู่
ถึงจุดนี้ ทุกคนเป็นอิสระจากหุ่นเชิดของหวังเป่าเล่อหมดแล้ว จะอย่างไรหุ่นเชิดพวกนั้นอยู่ในระดับการฝึกตนโบราณ ย่อมจับยอดฝีมือระดับลมหายใจเที่ยงแท้ไว้ได้ไม่นานนัก
เมื่อหลุดออกมาได้ ทุกคนต่างนิ่งงัน หลี่อี้ อู๋เฟิน และชายหนุ่มหน้าดำยิ่งขรึมเงียบลงไปเป็นพิเศษ
พวกเขาเห็นหวังเป่าเล่อเป็นศัตรู สู้กับเขาทีไรมีแต่แพ้ พวกเขาต่างมองกันเองแล้วมองเห็นแรงปรารถนาจะแก้แค้นหวังเป่าเล่อ ซึ่งยังไม่มีใครทำสำเร็จ และความต้องการนั้นจะต้องระเบิดตัวออกมาแน่แท้
หวังเป่าเล่อระมัดระวังตัวดี แต่ภายนอกเขาทำเป็นถอนหายใจและเก็บหุ่นเชิดเข้าไป
พอกลับไปข้าจะต้องทำให้หุ่นพวกนี้แกร่งขึ้น ไม่อย่างนั้นต่อไปก็คงไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร
เก็บหุ่นเชิดเสร็จ หวังเป่าเล่อเพิ่งเห็นว่าหลี่อี้และคนอื่นๆ ยังคงมองมาอย่างโกรธแค้น เขารีบหันไปทางคนเหล่านั้น
“ทุกคน ถ้าเจ้าอยากเห็นว่าข้าทำอะไรได้จริง ก็โจมตีเข้ามา ไม่อยากนั้นก็มาเจรจากัน พวกเจ้าช่วยเลิกเขม่นข้าแบบนั้นได้ไหม ข้ารู้ว่าข้ารูปหล่อ แต่จ้องกันแบบนี้ทำให้ข้าเขินนะ” หวังเป่าเล่อก้มศีรษะลงพลางกล่าวอย่างเหนียมอาย
วินาทีที่เขาพูด สีหน้าทุกคนยิ่งเลวร้าย โดยเฉพาะหลี่อี้ที่กลอกตาขบฟันกรอด รู้สึกได้ว่าเจ้าอ้วนหนังหนาตรงหน้ากวนประสาทเพียงใด
“ต่อยมัน เอาให้มันหมดสติแล้วจับมันแก้ผ้า มันจะได้อายเสียบ้างตอนออกไปจากที่นี่!” หลี่อี้กล่าวพร้อมกระโดดขึ้นไปในอากาศ นางมีกายาวิญญาณเพลิงติดตัวมาแต่กำเนิด แม้จะเพิ่งบรรลุระดับลมหายใจเที่ยงแท้และยังไม่ได้ศึกษาพลังเวทเป็นจริงเป็นจัง แต่ทันทีที่พุ่งตัวออกไปก็มีเปลวไฟลุกออกมาจากร่าง อาจไม่ถึงขั้นโชนเป็นทะเลเพลิง แต่ก็หุ้มตัวนางไว้
เมื่อนางโจมตี มีลูกไฟพุ่งออกมาจากตรงกลางลำตัวของนางเข้าใส่หวังเป่าเล่อ นับว่าน่าประทับใจเพราะอากาศเองก็ติดไฟไปด้วย คลื่นความร้อนแผ่พุ่งมาหาหน้าหวังเป่าเล่อ ดูเด่นเป็นสง่า
เมื่อหลี่อี้กระโดดออกมา ดวงตาของชายหนุ่มหน้าดำส่องประกาย
“จริงด้วย เป็นความคิดที่ดีทีเดียว!” เขารู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดีจริง แล้วเอา ฝ่ามือกดลงบนเข็มทิศ พริบตานั้น พลังวิญญาณปะทุในตัวเขาแล้วแผ่ออกไปทุกทาง สร้างผนึกวงแหวนปราณหลายชั้นขึ้นมาปกคลุมด้านบนและล่างโดยพุ่งเป้าไปที่ หวังเป่าเล่อ
อู๋เฟินคิดว่าความเจ้าอารมณ์ของหลี่อี้นั้นยโสและโหดร้ายเกินเหตุ แต่ก็ยังเห็นด้วยกับความคิดของนาง เขาจึงนำโอสถออกมาสี่เม็ด
อันที่จริงแล้ว โอสถเป็นจุดแข็งของเขา กระบวนท่าปราณโลหิตที่เขาแสดงให้เห็นไปก่อนหน้าก็มาจากโอสถที่เขากลืน ตอนนี้เขาอยากล้างแค้นหวังเป่าเล่อถึงขั้น กลืนโอสถไปสี่เม็ดโดยไม่ลังเล
พริบตาต่อมา เขาก็ส่งเสียงคำรามลั่น ผิวพรรณเปลี่ยนเป็นสีแดง รอยแยกน่าพรั่นพรึงปรากฏบนหน้าผากสี่รอย แผ่มวลพลังน่ากลัวระเบิดตัวออกมา ก่อนตรงดิ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่อทันที
ทุกคนที่เหลือล้วนใช้ไพ่ตายของตัวเอง แม้บางรายใกล้จะโดนสนามแม่เหล็กที่ห่อหุ้มร่างขับออกจากถ้ำไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงร่วมมือกัน ดูท่าแล้ว ความโกรธที่มีพวกเขามีต่อหวังเป่าเล่อจะเหนือพรรณนา และแรงจูงใจที่จะจับเขาแก้ผ้าให้อับอายก็กล้าแกร่งอย่างยิ่ง
“โหดร้ายนัก หลี่อี้ เจ้ามันอำมหิตเสียจริง!” หวังเป่าเล่อสูดหายใจเข้าลึกๆ ผลที่จะตามมาช่างสาหัสจนเขาไม่กล้าประมาท เมล็ดดูดกลืนในตัวเขาปลดปล่อย พลังสูบรุนแรงปกคลุมทั้งบริเวณ ดึงดูดทั้งลูกไฟเวท สมบัติเวท และร่างของคนเหล่านั้นให้พุ่งเข้ามาหาเขา ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีเมื่อเป้าหมายของตนเปลี่ยนไป
ระหว่างที่พวกเขาพยายามขัดขืนพลังสูบอยู่นั้น กระแสวิญญาณของหวังเป่าเล่อเริ่มหมุนวน เพิ่มความเร็วให้ขณะเขาพุ่งไปข้างหน้า ชายหนุ่มรวดเร็วกว่ายอดฝีมือระดับลมหายใจเที่ยงแท้ทั่วไปหลายขุม เขาหลบลูกไฟของหลี่อี้ แล้วไปโผล่ตรงหน้าชายหนุ่มหน้าดำ พร้อมต่อยอีกฝ่ายด้วยมือขวาที่สวมถุงมืออยู่
“ร่วงไปเสีย!” หวังเป่าเล่อคำรามเสียงต่ำ
เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้อง ถึงแม้ชายหนุ่มหน้าดำจะช่ำชองด้านวงแหวนปราณและบรรลุระดับลมหายใจเที่ยงแท้แล้ว แต่เขากลับหลบหมัดที่หวังเป่าเล่อซัดเข้าท้องไม่ได้ หวังเป่าเล่อแข็งแกร่งเกินไป ชายหนุ่มหน้าดำรู้สึกเหมือนโดนรถไฟความเร็วสูงพุ่งชน เขาพ่นเลือดแดงออกจากปาก สติดับวูบ ตัวปลิวไปด้านข้างทันที
หวังเป่าเล่อสะบัดมือตอนหมอนั่นยังไม่ทันแตะพื้น ปล่อยหุ่นเชิดหน้าตาเหมือนศิษย์สาขาปรัชญาเต๋าสามตัวออกมา สั่งการให้พุ่งเข้าไปจับตัวชายหนุ่มหน้าดำไว้แน่น หลังจากนั้นหวังเป่าเล่อจึงหันแล้วเบี่ยงตัวหลบสมบัติเวทที่พุ่งเข้ามาหาตัวเองต่อ เขาไปหยุดตรงหน้าอู๋เฟิน แล้วต่อยหมอนั่นก่อนอีกฝ่ายจะทันได้โต้ตอบ
“เจ้าก็ร่วงไปเสีย!”
ไม่ว่าอู๋เฟินจะขัดขืนหรือมีสมบัติเวทมากมายเท่าไรก็ไร้ความหมาย หมัดในถุงมือของหวังเป่าเล่อทรงพลังนัก ไม่ต้องออกแรงเพิ่มก็ทำลายทุกอย่างให้ราบคาบได้ มันทะลวงเข้าไปถึงท้องของอู๋เฟิน
อู๋เฟินสำรอกเลือดแล้วหมดสติไป เขาโดนหุ่นเชิดรุมจับไว้ในสภาพคล้ายกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาคนที่อยู่รายล้อมท่างทำหน้าตกใจกลัว แววดุร้ายฉายวาบในดวงตาของหลี่อี้ นางปราดเข้าใส่หวังเป่าเล่อ เรียกใช้ผนึกมือแล้วกู่ร้องดังก้อง เปลวไฟหุ้มทั่วตัวนาง ก่อกลายเป็นเปลวเพลิงรูปปากที่พยายามจะ กลืนกินหวังเป่าเล่อ
“คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ” หวังเป่าเล่อหันหัวไป โทรโข่งอยู่ในมือพร้อม เขาตะโกนลั่น ใส่โทรโข่ง ขยายเสียงที่ดังสนั่นโสตอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้น กลายเป็นพายุหมุนที่พุ่งเข้าชนกับลูกไฟมนุษย์อีกที
คลื่นเสียงอันรุนแรงนั้นผ่าลูกไฟบิดเบี้ยวออกเป็นสองท่อนในบัดดล หลี่อี้ตะโกนลั่นพลางถอยกรูดไปเมื่อโดนคลื่นเสียงของหวังเป่าเล่อโจมตี
หวังเป่าเล่อรีบขยับไปข้างหน้าอย่างว่องไวและเริงร่า เขาต่อยหลี่อี้สลบอย่าง ไร้ปรานี แล้วใช้หุ่นเชิดรุมทับร่างของนางไว้ ก่อนจะหันไปอีกทาง แล้วจับจ้องคนอื่นที่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“พวกเจ้าที่เหลือจะเอาอย่างไรต่อดี”
“หวังเป่าเล่อ เจ้ามันโหดร้ายเกินไปแล้ว!”
พวกคนที่ยังเหลือรอดต่างรีบถอยกรูดไปข้างหลังหลายก้าว ขณะที่ชายร่างกำยำพูดพร้อมถลึงตามองอย่างโกรธแค้น “นั่นสิ เจ้าจะทำอะไรของเจ้าอีก หยุดพวกข้าไว้ด้วยหุ่นเชิดอย่างนั้นรึ”
ยังไม่ทันพูดจบดี ร่างสลบใสลของอู๋เฟินก็ถูกสนามแม่เหล็กยกตัวขึ้นไปบนอากาศ เขายังไม่ได้สติจึงไม่อาจขัดขืนได้ต้องลอยหายออกไปจากถ้ำแต่โดยดี หุ่นเชิดท่าทางรุ่มร่ามสามตัวรุมจับเขาแน่น แล้วลอยออกไปพร้อมกับอู๋เฟิน
ภาพที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจแก่ทุกคน หวังเป่าเล่อกระแอมขำแห้งๆ พอเห็นว่าสนามแม่เหล็กห่อหุ้มร่างของชายหนุ่มหน้าดำ เขาก็ฉีกแขนเสื้อจนขาดแล้วเขียนบางอย่างลงไป ก่อนยัดใส่ร่างของชายหนุ่มผู้นั้น
จากนั้น หวังเป่าเล่อก็หันไปยิ้มให้คนที่เหลืออยู่
“ตอนนี้ พวกเจ้าคงรู้แล้วว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี”
เห็นดังนั้นทุกคนรวมถึงชายร่างกำยำต่างพากันผงะ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แผนการของหวังเป่าเล่อชั่วช้าไม่ต่างจากหลี่อี้ หากโดนซัดจนหมอบแล้วถูกขับออกไปในสภาพที่ถูกหุ่นเชิดกระทำอนาจารเกาะทั่วตัว สานุศิษย์จากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าที่เฝ้ารออยู่ข้างนอกนั่น ย่อมเห็นว่าพวกเขาถูกเล่นงานเละเทะเพียงใด และทำให้ชื่อเสียงพวกเขาแปดเปื้อนถึงขั้นอาจไม่มีวันล้างออก
เพราะจะอย่างไร ทุกคนก็เป็นคนดังของสำนักศึกษาเต๋าที่เรียนอยู่ และภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญต่อพวกเขา พวกเขาจึงรีบแยกย้าย หมายจะรีบออกไปจากตรงนี้ ให้เร็วที่สุด
ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว น่าสงสารพวกเขานักที่ดันไปทำให้หวังเป่าเล่อเคียดแค้นเช่นนี้
Comments for chapter "บทที่ 115 หลี่อี้ยอดอำมหิต"
MANGA DISCUSSION
Madara Info
Madara stands as a beacon for those desiring to craft a captivating online comic and manga reading platform on WordPress
For custom work request, please send email to wpstylish(at)gmail(dot)com